๕๙. พระราชสาสน์ถึงพระเจ้าเวียดนาม

ครั้นณวันศุกรเดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ[๑] ในปีฉลูนั้น จึ่งโปรดให้พระจักราเป็นราชทูตเชิญพระราชสาสน์ออกไปว่า ซึ่งทุงวิไชยฆ่าญวนลาวผู้ถือหนังสือ กับว่าชิดชุมกีเม หลวงนรา คุมกองทัพล่วงเข้าไปในเขตต์แดนกรุงเวียดนามนั้น ความทั้งนี้เมื่อขุนนางผู้ใหญ่แม่ทัพนายกงองมาถึงพร้อมกันได้ไล่เลียงพระวิชิตสงครามซึ่งคุมกองทัพเรือไปอยู่เมืองนครพนมนั้นแล้ว ได้ถามหลวงนรา หลวงจงใจยุทธ ตามเรื่องความแต่ต้นมา ซึ่งพระวิชิตสงครามให้ฆ่าญวนฆ่าลาวผู้ถือหนังสือที่เมืองนครพนมนั้น ก็เพราะมีเหตุขึ้นที่เมืองเวียงจันท์ก่อน ด้วยญวนนำอนุราชวงศ์มาพูดล่อลวงไทย ๆ หลงเชื่อตามถ้อยคำญวนมาพูด อนุราชวงศ์จึ่งฆ่าพวกไทยตายเสียเป็นอันมาก ชิงเอาเมืองเวียงจันท์ได้ พวกไทยเสียทีแก่อนุราชวงศ์ ด้วยไว้ใจเชื่อญวนจึ่งพากันตาย .แม่ทัพนายกองพวกไทยมีความน้อยใจแก่ญวนนัก ปรึกษาพร้อมกันเห็นว่า ญวนเข้ากับอนุคนผิดหาคิดถึงทางพระราชไมตรีไม่ จึ่งคิดกันให้มาล่อลวงทำการดังนี้ นายทัพนายกองเคยเข็ดที่เมืองเวียงจันท์ หาไว้ใจญวนไม่ เมื่อแม่ทัพยกกองทัพขึ้นไปจะรบกับอนุราชวงศ์ ให้พระวิชิตสงครามเป็นแม่ทัพเรือคอยรักษาอยู่ทางแม่น้ำ ครั้นญวนลาวมาในระหว่างทัพศึกเห็นผิดประหลาด จะมาร้ายดีไม่ล่วงรู้ นายทัพนายกองสำคัญใจว่าญวนพวกนี้เป็นพวกอนุ เคยมาลวงให้ลาวฆ่าไทยที่เมืองเวียงจันท์ จึ่งได้ฆ่าญวนลาวผู้ถือหนังสือเสีย เหลือญวน ๑ ลาว ๒ ต้องอาวุธป่วยเจ็บลำบาก พระวิชิตสงครามส่งมาถึงแม่ทัพไทยเจ็บหนักลง ก็ตายเสียแล้ว แต่หนังสือนั้น พระวิชิตสงครามว่าใช้ให้คนลงไปค้นหาที่เรือก็หาพบไม่ ซึ่งเกิดเหตุฆ่าฟันกันล้มตายให้ทางพระราชไมตรีมัวหมองดังนี้ หาพอที่จะเป็นไม่ เหตุด้วยอนุคนเดียว พาให้เกิดการเป็นไปต่าง ๆ กรุงพระมหานครศรีอยุธยามีความวิตกถึงทางพระราชไมตรียิ่งนัก แล้วก็เห็นว่าไทยตายที่เมืองเวียงจันท์ก็ถึง ๒๐๐ เศษ เกือบ ๓๐๐ คน เพราะเชื่อคำญวน ไทยฆ่าญวนลาวตายที่เมืองนครพนม ๕๐ เศษ ซึ่งจะถือเอาผิดแต่ไทยข้างเดียวนั้น ก็เห็นจะยังไม่เที่ยงธรรม ด้วยก่อเหตุเกิดการอันตรายขึ้นที่เมืองเวียงจันท์ก่อนเป็นความจริง ซึ่งหลวงนรารณรงค์ หลวงจงใจยุทธ ยกกองทัพล่วงเข้าไปถึงเมืองถูตือ เป็นเมืองขึ้นของกรุงเวียดนาม กองทัพไทยล่วงเกินเข้าไปนั้นเพียงนี้ เพราะเห็นว่าเมืองพอง เมืองพลาน เมืองชุมพร ๓ เมืองนี้เป็นแต่เมืองเล็กน้อยปลายเขตต์แดนต่อกัน แต่ก่อนมาก็เคยเป็นเมืองขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย เมืองพอง เมืองพลาน ขึ้นแก่เมืองขุขันธ์ เมืองชุมพรขึ้นเมืองป่าสัก ภายหลังอนุมาขอเอาเมืองชุมพรไปขึ้นแก่เมืองเวียงจันท์ แม่ทัพนายกองรู้อยู่ว่าเมืองพอง เมืองพลาน เมืองชุมพร เป็นเมืองขึ้นทั้ง ๒ ฝ่าย พระวิชิตสงครามจึ่งเกณฑ์ให้หลวงนรารณรงค์ หลวงจงใจยุทธ คุมไพร่ยกไปตามพวกกบฏ กับเที่ยวหาครอบครัวหัวเมืองที่ระส่ำระสายไปอยู่เมืองชุมพร จะรับกลับคืนมาอยู่บ้านเมืองตามเดิม ครั้นพบครอบครัวบ้างก็พาครัวมา หาได้เรียกเอาส่วยสาอากรแต่ผู้ใดไม่ และหัวเมืองเล็กน้อยปลายเขตต์แดนเช่นนี้ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้คิดปรารถนาที่จะให้ไปเบียดเบียฬเรียกเอาส่วยสาอากรแต่บ้านเล็กเมืองน้อยนั้นหามิได้ ซึ่งหลวงนรารณรงค์ หลวงจงใจยุทธ ไปตามพวกกบฏและไปรับครอบครัวที่เมืองชุมพรครั้งนี้ ด้วยเห็นว่าเป็นเมืองขึ้นอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย จึ่งได้ไป ถ้าเป็นเมืองขึ้นเขตต์แดนกรุงเวียดนามฝ่ายเดียวแล้ว นายทัพนายกองก็หาอาจล่วงแดนเข้าไปไม่ พระเจ้ากรุงเวียดนามมีพระปัญญามากลึกซึ้งทรงตริตรองโดยสัตย์ธรรม ก็ย่อมจะเห็นตลอดสิ้น มีความในพระราชสาสน์เป็นหลายประการ แจ้งอยู่ในพระราชสาสน์นั้นแล้ว

ครั้นณวันศุกรเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ[๒] พระจักราราชมนตรีทูตกราบถวายบังคมลาออกไป



[๑] วันที่ ๑๙ มีนาคม

[๒] วันที่ ๑๙ มีนาคม

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ