๒๓๕. เมืองสาครบุรีเกิดจีนตั้วเหี่ย

ในปีมะแมนั้น เมื่อเดือน ๔ พระยามหาเทพใช้ให้จมื่นทิพเสนา (เอี่ยม) ออกไปจับฝิ่นอ้ายจีนเผียวที่ลัดกรุด แขวงเมืองสาครบุรี อ้ายจีนเผียวคนนี้เดิมเข้าฝากตัวเป็นบ่าวพระยามหาเทพ ๆ จับฝิ่นแล้วก็ปล่อยไป เห็นว่ามั่งมีขึ้นแล้วก็จับตัวมาชำระเอาเงินเสียอีก ทำดังนี้หลายครั้งหลายหน อ้ายจีนเผียวผูกใจเจ็บแค้น จึ่งคบคิดกันเป็นนายตั้วเหี่ยขึ้น ครั้นจมื่นทิพเสนาออกไปจับ ก็สู้รบ จมื่นทิพเสนาเห็นผิดประหลาดก็หนีเข้ามากรุงเทพมหานคร พระยามหาเทพกราบบังคมทูลขึ้น จึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาพระคลังจัดข้าหลวงออกไปจับอ้ายจีนเผียว เจ้าพระยาพระคลังจึ่งจัดให้จมื่นราชามาตย์คุมคนออกไป จมื่นราชามาตย์กราบเรียนว่า จับผู้ร้ายและจีนพวกขายยาฝิ่นส่งมาให้ก็เป็นคนมากนักหนาอยู่แล้ว เห็นแต่พระยามหาเทพปล่อยเอาเงินกินเสีย ไม่ได้ให้ผลประโยชน์บ้างเลย ครั้งนี้ให้พระยามหาเทพไปเองเถิด เจ้าพระยาพระคลังจึ่งได้ตัดสินว่า เขาว่าดังนั้นท่านต้องไปเอง พระยามหาเทพก็รับอาสาออกไป ขอพระยาสวัสดิวารีออกไปด้วย พระยามหาเทพ พระยาสวัสดิวารี ได้ยกออกไปเมื่อณวันอังคารเดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ[๑] และเรือเก๋งพังที่พระยามหาเทพจะไปนั้นอยู่บนโรงเวลากลางคืนร้องเหมือนเสียงช้าง ยกไปครั้งนั้นคนประมาณ ๓๐๐ คน แล้วเกณฑ์กรมการเมืองสาครบุรี และราษฎรชาวบ้านไปช่วยอีก รวมกันเป็นคนประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ คนเหล่านั้นไปเรือสำปั้นเปล่าบ้าง เรือสำปั้นมีประทุนบ้าง เรือเป็ดบ้าง ยกขึ้นไปถึงลัดกรุดเมื่อณวันพฤหัสบดีเดือน ๔ ขึ้น ๑๒ ค่ำ[๒] ที่นั้นตลิ่งสูงจะขึ้นไปมิได้ พวกอ้ายจีนเผียวเอาปืนมานั่งยิงอยู่ตามตลิ่ง พระยามหาเทพนุ่งจีบออกมายืนอยู่หน้าเก๋งพัง เร่งให้เรือเหล่านั้นเข้าไปห่างไกลอยู่ประมาณ ๖ เส้น พอถูกปืนเข้าที่ใต้สะดือ ๓ นิ้ว แล้วกลับเข้าไปนอนในเก๋ง สั่งให้บ่าวกลับเรือมา พวกเรือที่ยกไปด้วยกันไม่ทันรู้ว่ากระไรก็พากันกลับมาหมด ครั้นมาถึงเมืองสาครบุรีมิได้สั่งให้ผู้ใดอยู่รักษาเมือง ทิ้งเมืองสาครบุรีเสียเข้ามากรุงเทพมหานคร ฝ่ายที่ปรึกษาอ้ายจีนเผียวจึงว่ากับอ้ายจีนเผียวว่า เราทำการเหลือเกินถึงเพียงนี้แล้วจะสู้ก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่พ้น ให้ตามพระยามหาเทพเข้าไปกรุงเทพมหานคร จุดเผาบ้านเมืองให้ผู้คนตื่นตกใจและหักเอาพระราชวังเก็บเอาทรัพย์สิ่งของอย่าง ๑ ถ้ามิดังนั้นให้ตีเอาบ้านขุนนางและบ้านเจ๊สัวผู้มีทรัพย์ได้เงินทอง แล้วตีเอาเรือลูกค้าพากันหนีออกไปทะเล เป็นปัญญาที่ ๒ ถ้าทำมิได้ดังนั้นก็ตีเอาบ้านท่าจีนและบ้านสนามไชย บ้านโกรกกราก ได้ทรัพย์สิ่งของมากแล้วตีเอาเรือไหหลำ ๒ ลำ กับเรือทะเลอื่นอีกพากันลงเรือหนีไป คิดได้ดังนี้เป็นปัญญาอย่างที่ ๓ เดชะพระบารมี อ้ายจีนเผียวหาเห็นด้วยที่ปรึกษาไม่ คิดแต่จะหนีไปทางบกยกเข้าแดนอังกฤษอย่างเดียว จึ่งข้ามฟากไปตั้งอยู่โรงน้ำตาลทรายหลงจู๊จิวไซ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบว่าพระยามหาเทพถูกปืนกลับเข้ามาแล้ว โปรดให้เจ้าพระยาพระคลังคุมพวกตำรวจในพระยามหาเทพ และกองรามัญ ออกไปจากกรุงเทพมหานครเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ[๓] ตั้งจัดทัพอยู่ที่เมืองสาครบุรี ๒ วัน ให้เรือถือหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองสมุทรสงคราม เมืองราชบุรี ให้ตีสกัดลงมา ครั้นณเดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ[๔] เจ้าพระยาพระคลังยกขึ้นไปตีอ้ายจีนเผียวที่ลัดกรุด อ้ายจีนเผียวสืบรู้ว่ามีกองทัพยกออกไปมากก็ไม่คิดสู้รบ หนีตัดไปบ้านโพธิ์หัก จะไปออกด่านเจ้าคว้าวเข้าแดนอังกฤษ พระยาสมุทรสงครามยกสวนทางมาพบอ้ายจีนเผียวที่บ้านโพธิ์หัก ได้สู้รบกัน ฆ่าพวกอ้ายจีนเผียวตายลงประมาณ ๑๐๐ คนเศษ อ้ายจีนเผียวกับพวกที่เหลือตายก็ตัดทางหนีลงมาบางนกแขวกแขวงเมืองราชบุรี พวกลาวเขมรกรมการเมืองราชบุรีก็ไล่ฆ่าฟันพวกอ้ายจีนเผียวตายสิ้นศพลอยในน้ำเกลื่อนไป ครั้งนั้นพวกอ้ายจีนเผียวตายที่บ้านโพธิ์หักที่บ้านบางนกแขวกประมาณ ๓๐๐ เศษ จับได้อ้ายจีนเผียวตั้วเหี่ย อ้ายจีนกายี่เหี่ย พอเจ้าพระยาพระคลังออกไปถึงเมืองราชบุรี จึ่งให้จมื่นไวยวรนารถคุมอ้ายจีนเผียว อ้ายจีนกาเข้ามากรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาพระคลังยังจัดการสืบสวนอ้ายจีนเหล่าร้ายอยู่



[๑] วันที่ ๑๔ มีนาคม

[๒] วันที่ ๑๖ มีนาคม

[๓] เสาร์ที่ ๑๘ มีนาคม

[๔] จันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ