๒๒๑. กล่าวด้วยปาฏิหาริย์พระปฐมเจดีย์

และเมื่อพระยังไม่พังนั้น เมื่อปีมะโรง อัฐศก วันพฤหัสบดี เดือน ๑ ขึ้น ๒ ค่ำ[๑] เห็นที่องค์พระปรางค์เป็นดวงช่วงออกมาทางซุ้มคูหาทิศเหนืออีกคราว ๑ ครั้นมาถึงวันพฤหัสบดีเดือน ๑ ขึ้น ๗ ค่ำ[๒] เห็นรัศมีส่องไปทั้งองค์ปรางค์เหมือนแสงดอกไม้เทียน จับอยู่ที่องค์พระได้เห็นด้วยกันมาก ในเดือน ๑ ปีมะโรงอัฐศก เห็นอัศจรรย์ ๒ ครั้ง การที่ปาฏิหาริย์มีนั้นทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง ถ้าสมโภชเวียนเทียนเมื่อใดก็เป็นทุกคราว และที่พระปฐมเจดีย์มีเหตุอัศจรรย์หลายอย่าง คือที่องค์พระปรางค์ลางทีเดือนมืดก็บังเกิดเป็นรัศมีเหมือนบุคคลเอาผ้าขาวเข้าไปหุ้มไว้ แล้วก็หายไปทีละน้อยๆ แล้วก็สว่างขึ้นทีละน้อยๆ จนเต็มกำลัง และเห็นขึ้นไปจนตลอดยอดนภศูล ลางทีก็สว่างซีก ๑ ลางทีสว่างข้างล่างมืดข้างบนแล้วสว่างข้างบนมืดข้างล่าง เมื่อจะสว่างนั้นก็เป็นรัศมีเรืองขึ้นทีละน้อยๆ สว่างเต็มกำลังตลอดยอดนภศูล แล้วรัศมีก็โรยอ่อนลงมาทีละน้อยๆ จนมืดไปทั้งองค์พระปรางค์ แล้วก็ค่อยมีรัศมีเรืองๆ ขึ้นมาอีกดังกล่าวมาแล้ว เป็นอยู่ ๒ ทุ่มบ้าง ๓ ทุ่มบ้าง แล้วจึงหายไปทีเดียว ลางทีก็เห็นเป็นดวงดาวติดอยู่ปลายยอดนภศูลมีรัศมีแดงเหลืองเขียวสีต่างๆ ค่อยๆ เลื่อนลงมาทีละน้อย หายไปในช่องคูหา ลางทีดูที่องค์พระปรางค์มืดเป็นปกติ แต่ขอบริมนั้นมีรัศมีขาวสว่างรุ่งขึ้นไปตลอดยอด ลางทีเวลาพลบก็ได้ยินเสียงโห่ร้อง ครั้นขึ้นไปถึงชั้นสุดดูก็ไม่เห็นผู้ใด ลางทีก็ได้ยินเสียงฆ้องไชยเหมือนบุคคลตีอยู่ในองค์พระเจดีย์ ลางทีใช่เวลาสัตบุรุษขึ้นนมัสการ พวกทำงานก็ได้กลิ่นธูปเทียนหอมตระหลบไป บางจำพวกมิอาจที่จะขึ้นไปบนทักษิณได้ ก็นั่งกราบไหว้อยู่แต่พื้นดิน ครั้นถามก็ว่านมัสการที่นี้ก็ได้บุญเหมือนกัน คนผู้นั้นจะกลัวบาปว่าพระบรมธาตุอยู่ข้างล่าง หรือจะกลัวอย่างไรก็ไม่รู้จักน้ำใจเขา และการที่กล่าวด้วยอัศจรรย์องค์พระปี ๑ ก็เป็นหลายครั้งหลายคราวทุกปี จะว่าด้วยอำนาจพระพุทธเจ้า หรือว่าพระบรมสารีริกธาตุ หรือจะว่าด้วยอำนาจเทพดา หรือจะว่าไฟฟ้าไฟดินขึ้นกินกัน ก็สุดแล้วแต่ปัญญาท่านผู้ใดจะคิดเห็น การที่กล่าวมานี้ก็เป็นความจริงมีพะยานโดยมาก และปีฉลูสัปตศก[๓] เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐิน แล้วประทับอยู่ ๒ ราตรี ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นพระปาฏิหาริย์ในที่ประชุมพระวงศานุวงศ์ ข้าราชการได้เห็นด้วยกันมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระปีติโสมนัส รับสั่งว่าเหมือนผีหลอก ไม่รู้ที่จะว่าอย่างไรได้ เห็นจะเป็นไฟธาตุกินอยู่ในอิฐปูนถูกน้ำฝนเข้าก็เกิดเป็นรัศมีขึ้น ที่รับสั่งตรัสดังนี้ เพื่อจะมิให้คนที่ไม่ถือศาสนาพากันติเตียนได้ แต่ทองทศทองพิษมีอยู่ในฉลองพระองค์เท่าไร ก็เทออกพระราชทานให้เป็นส่วนพระราชกุศลจนสิ้น ยังปาฏิหาริย์อีกอย่าง ๑ พวกชาวยุโรปออกไปเที่ยวดูหลายพวกหลายเหล่า บางพวกก็มีศรัทธาแบกอิฐขึ้นไปก่อแล้วก็นั่งลงกราบไหว้ บางพวกรู้ว่าจะกาไหล่ยอดนภศูลก็เอาทองมาเข้าด้วย ได้ทอง ๔ ตำลึงกึ่งบ้าง บางพวกแจ้งว่าต้องการสายโซ่รัดองค์พระ ไปถามซื้อก็พลอยยินดีให้เปล่าๆ และโต๊ะหะยีแขกบางพวกก็พากันไปนมัสการก็มีบ้าง ครั้นไต่ถามว่า พวกแขกมานับถือดังนี้ไม่กลัวบาปหรือ แขกตอบว่า เป็นที่พระเจ้าแท้แก่เขาที่ล่วงไปนาน แล้วเสด็จมาบรรทมอยู่ที่นี่ คนโบราณจึงก่อพระเจดีย์ทับไว้ กราบไหว้ที่พระเจ้าบรรทมต่างหาก จะมีบาปมาแต่ไหน ซึ่งการเป็นดังนี้ เป็นอัศจรรย์จึงต้องกล่าวไว้บ้าง พวกที่ออกปากว่า ไปเที่ยวเล่นที่พระปฐมเจดีย์เป็นที่สนุก คนผู้นั้นก็ไม่เห็นองค์พระเจดีย์ เห็นแต่วัดและวังและที่สถานอื่นๆ ที่องค์พระนั้นเห็นเป็นป่าไผ่ไปหมด เป็นดังนี้ก็มีบ้าง ภายหลังการปาฏิหาริย์มีเนืองๆ ขึ้น จึงมีผู้กล่าวคำว่าพระปฐมเจดีย์มีรัศมีสว่าง เพราะด้วยธาตุไฟกินอยู่ในปูนจึงเป็นเช่นนี้ ด้วยตำราฝรั่งเขาเรียกว่า ฟอสฟอรัสเป็นของมีรัศมี ไม่เป็นพระบรมธาตุปาฏิหาริย์ดอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา พระยาอนุชิตชาญไชย พระวิสูตรโยธามาตย์ เอาเครื่องมือทำฝาฟอสฟอรัส และต้นดอกไม้เทียนดอกตาดออกไปชันสูตร ก็ว่าเป็นไฟธาตุเกิดขึ้นเองดอก ไม่ใช่พระปาฏิหาริย์ ครั้นตกลงกันดังนั้นแล้ว เจ้าหญิงและหม่อมห้ามในกรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา บุตรภรรยาพระยาอนุชิตชาญไชย พากันไปเที่ยวข้างหลังพระกับบ่าวไพร่ มีแมลงผึ้งจำพวกหนึ่งมาต่อยเอา จึงถึงแก่ถอดเสื้อและแก้ผ้าวิ่งหนีบ้างทั้งนายและบ่าว ดูน่าสังเวชนัก ต่อแมลงผึ้งหายไปหมดแล้ว มีผู้เอาผ้าไปส่งให้จึงได้นุ่งห่มกลับมาเรือ ผึ้งต่อยครั้งนั้นยับเยิน วิ่งหนีจนศีร์ษะกระทบไม้แตกก็มี ที่วิ่งหนีไปถูกขวากในไร่จีนก็มี ที่วิ่งเข้าไปซ่อนอยู่ในโรงเจ๊กก็มี ครั้นจะกลับมาก็กลัวผึ้งจึงรออยู่จนพลบค่ำ จึงได้กลับมาได้ ในขณะนั้นได้ให้ไปชันสูตรดูไม่เห็นแมลงผึ้งอยู่ที่ไหน ตั้งแต่ทำมา ๑๐ ปีได้แล้ว ก็ไม่เห็นผึ้งที่ไหนทำร้ายผู้ใด ตั้งแต่พากันว่ากล่าวดังนั้นแล้ว ที่องค์พระก็ไม่เห็นมีการอัศจรรย์สิ่งไรอีกเลย



[๑] เสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๙ ฯ

[๒] วันที่ ๔ ธันวาคม ฯ

[๓] พ.ศ. ๒๔๐๘ ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ