ตอนที่ ๙๒ พระบาทหลวงรบศึกหกกษัตริย์จนลมแดงซัดเรือรบพลัดกัน

๏ จะกล่าวข้างสังฆราชพระบาทหลวง แกร้อนทรวงแค้นใจมิใคร่หาย
จำจะคิดแยบยลกลอุบาย ดูแยบคายข้าศึกพลางตรึกตรอง
จะแก้แค้นแทนทดไม่ลดละ ขอเดชะพระช่วยเราที่เศร้าหมอง
แล้วจึ่งหยิบหญ้าคาออกมากอง จัดสำรองมัดพยนต์เป่ามนตรา
เป็นรูปทูตเยซูผู้วิเศษ แล้วอ่านเวทที่สำหรับกับคาถา
แกสั่งซึ่งข้อความตามสัญญา โยนขึ้นอากาศดังเสียงวังเวง
เป็นดีดสีปี่กลองก้องสนั่น บันลือลั่นไพเราะเสียงเหมาะเหมง
ในเวลากลางคืนเสียงครื้นเครง ฟังวังเวงพริ้งเพราะเสนาะครวญ
ไปลอยอยู่บนนภางค์กลางเวหน ให้ฝูงคนตกตะลึงคะนึงหวน
ตรงกำปั่นสันโดษทำโอดครวญ ทั้งกระบวนกองทัพนิ่งตรับฟัง ฯ
๏ หกกษัตริย์ทัศนาบนอากาศ เห็นประหลาดหลากในพระทัยหวัง
จึ่งว่าจะเป็นอะไรพึ่งได้ฟัง แล้วตรัสสั่งเสนีผู้ปรีชา
อย่าไว้ใจในตำบลกลศึก จงตรองตรึกโกลาหลบนเวหา
เราเห็นจะเกิดการเป็นมารยา ขุนเสนาจงกำกับอย่าหลับนอน
ศรีสุวรรณชั้นเชิงเป็นผู้ใหญ่ อย่าไว้ใจนักหนาอาจะสอน
ทั้งลูกหลานการมาในสาคร กำลังร้อนศึกประดังยังไม่วาย
พอขาดคำร่ำสอนเสียงดีดสี ที่อึงมี่สำเนียงเสียงก็หาย
สักครู่หนึ่งเปล่งแสงสำแดงกาย กล่าวอุบายแผดร้องก้องตะโกน
ว่าเหวยเหวยกษัตราพวกฝาหรั่ง จงยับยั้งเอ็งอย่าเต้นเหมือนเล่นโขน
กูนี้คือทูตสวรรค์ใช่พรรค์โจร จงเร่งโอนอ่อนน้อมให้พร้อมกัน
พระเป็นเจ้าเยซูผู้ประสิทธิ์ ทศพิธตรึงส์ไตรเจ้าไอศวรรย์
รับสั่งให้กูมาห้ามปรามสามัญ อย่าดึงดันจงระงับเร่งกลับใจ
ไปงอนง้อขอโทษพระบาททลวง ที่ร้อนทรวงไปสมาอัชฌาสัย
ความชั่วช้าสามานย์ประการใด จะกลับใจหรือไม่กลับจงรับคำ
กูนี้หรือคือทูตไม่พูดหยอก แม้นเอ็งบอกจะช่วยชุบอปถัมภ์
แล้วจะจดชื่อเสียงเรียงถ้อยคำ กูจะนำไปบนฟ้าไม่ช้าที ฯ
๏ หกกษัตริย์ฟังอรรถบนอากาศ แปลกประหลาดหลากพระทัยในวิถี
ไม่เห็นหนกายินทั้งอินทรีย์ มาเกิดมีในนภางค์เมื่อกลางคืน
วายุพัฒน์นัดดาจึ่งว่าขาน มาเกิดการผิดตำราไม่ฝ่าฝืน
จำจะคิดแก้ไขในกลางคืน พลางลุกยืนร้องไปเป็นใจความ
เอ็งนี้หรือคือทูตในสวรรค์ มาหลอกกันหรือกระไรขอไต่ถาม
กูไม่เชื่อเบื่อหูรู้ในความ มาคุกคามหลอกกันด้วยมารยา
พลางเรียกยักษ์ชักพระขรรค์ออกกวัดแกว่ง เป็นสีแสงส่องสว่างกลางเวหา
เป็นเปลวไฟไหม้พยนต์บนเมฆา ก็หนีมาจากที่เร็วรี่ไป ฯ
๏ บาทหลวงเห็นหุ่นมนต์พยนต์หญ้า มาบนฟ้าไฟติดผิดวิสัย
แล้วตกลงมาพลันด้วยทันใด ลุกเป็นไฟไหม้ป่นไม่ทนทาน
ประหลาดจิตผิดเชิงเพลิงที่ไหน มาเกิดไหม้ตกลงใครจงผลาญ
แกสั่งทุกหมู่หมวดให้ตรวจการ เร่งทหารตามตำแหน่งให้แต่งพล
จะยกเข้าชิงชัยอย่าได้ช้า ทั้งปืนผาเตรียมให้ทั่วตัวพหล
ครั้นสั่งเสร็จโยธาพลาพล จะเข้าปล้นไพรีให้มีชัย
พอลมพัดจัดมาเวลาดึก เสียงครั้นครึกกลางมหาชลาไหล
ให้ตีกลองฆ้องระฆังประดังไป ยิงปืนใหญ่ออกกำปั่นมิทันนาน
ให้แล่นเรียงเคียงเข้าพุ่งหลาวแหลน ทั้งโล่แพนครบทั่วตัวทหาร
ล้มปะทะปะทันประจัญบาน พวกทหารไทยระวังตั้งกระบวน
พอข้าศึกฮึกฮักเข้าหักหาญ ด้วยเตรียมการตามระบอบคอยสอบสวน
ไม่ประมาทคาดใจทั้งใคร่ครวญ พอเรือจวนถึงกันโห่สัญญา
ระดมยิงปืนตับทั้งคาบชุด แกว่งอาวุธโล่แพนไว้แน่นหนา
เอาหม้อดินโยนไปในเภตรา ดาษดาลุกเป็นไฟที่ในเรือ
ถูกฝรั่งล้มตายวายชีวาตม์ เอาง้าวฟาดใครเข้าใกล้มิได้เหลือ
ทั้งเชือกเสาเพลาใบไหม้เป็นเบือ พวกในเรือดับไฟมิได้นาน
พอเข้าใกล้ได้ทีเอาขอสับ โดดขึ้นรับฟันฟาดชาติทหาร
ฝรั่งเห็นเสียเชิงละเลิงลาน จะต้านทานตามกำลังระวังตัว
บาทหลวงเห็นทัพไทยไล่กระหนาบ แกชักดาบคอยสกัดจะตัดหัว
แล้วประกาศโยธาเอ็งอย่ากลัว บอกให้ทั่วแต่บรรดาเสนานาย
แล้วให้ยิงปืนพิรุณกระสุนแตก เอาสาแหรกชักขึ้นไปดั่งใจหมาย
เสียงตูมตึงผึงแยกแตกกระจาย พลนิกายข้างไทยบรรลัยลาญ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมปัถพินนรินทร์รัตน์ โองการตรัสปรึกษาบรรดาหลาน
ให้ยกเอาค่ายวิหลั่นมิทันนาน ขึ้นต้านทานโดยกำลังบังลูกปืน
แต่รบรับทัพฝรั่งกำลังศึก เสียงครื้นครึกเภตราไม่ฝ่าฝืน
พอเกิดลมแดงตั้งขึ้นกลางคืน ระลอกคลื่นตีกำปั่นสนั่นดัง
พระจันทร์อับลับฟ้าเวหาหน บังเกิดฝนตกพรำเป็นน้ำขัง
สุนีเปรี้ยงเสียงลั่นสนั่นดัง คงคาคลั่งเรือซัดกระจัดกระจาย
ทหารรบหลบฝนทนไม่ไหว หนาวในใจเย็นอยู่ไม่รู้หาย
ลูกพายุป่วนปัดบ้างพลัดพราย ที่ในสายสาคโรชโลทร
โดนกันแตกแยกย้ายไปหลายร้อย บ้างซัดถอยเข้าตลิ่งเกยสิงขร
จนเป็นเหยื่อฝูงปลาในสาคร หนทางจรมิได้รู้ทุกผู้คน
ทั้งมืดค่ำคล้ำมัวทั่วอากาศ ลมก็กราดไปไม่แจ้งรู้แห่งหน
ทั้งเรือไทยเรือฝรั่งในวังวน ก็ซัดปนกันไม่รู้ว่าผู้ใด
หกกษัตริย์ซัดเข้าอ่าวสิงหล แต่มืดมนมิได้แจ้งตำแหน่งไหน
เรือฝรั่งลมกราดสาดออกไป ถูกคลื่นใหญ่โต้หน้าพะว้าพะวัง
ฝนก็ตกมิได้หยุดสุดความคิด เป็นจนจิตด้วยกันหมดกำหนดหวัง
พวกต้นหนนายเรือเหลือกำลัง ไม่เห็นฝั่งเห็นฟ้าระอาจริง ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าเจ้าตำรานั้นอ้าปาก ลงนั่งรากแทบจะตายสวายสวิง
ดูหน้าเขียวร่างกายคล้ายกับลิง นั่งแอบอิงถังน้ำมือคลำปืน
สิ้นสติความกลัวขนหัวลุก ทั้งเจ็บจุกเต็มประดาเหลือฝ่าฝืน
ไหนจะหนาวเหน็บเย็นเป็นกลางคืน ทั้งลมคลื่นก็ไม่ซาระอาใจ
ฟ้าก็ร้องก้องเปรี้ยงเสียงสนั่น พิลึกลั่นโกลาสาธุไหว
วิถีทางกลางมหาสมุทรไท เป็นคลื่นใหญ่เหลือล้นคณนา
บาทหลวงเรียกเยซูให้ชูช่วย อย่าให้ม้วยมรณังสิ้นสังขาร์
เรือก็แคลงแพลงสะบัดซัดออกมา ไกลลังกาเหลือกำหนดหมดด้วยกัน
แต่แตกล่มจมตายเสียหลายร้อย ทั้งยับย่อยเต็มประดาแทบอาสัญ
เหลือจะฝืนคลื่นลมระดมกัน สลาตันตีส่งให้หลงทาง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายกำปั่นหกกษัตริย์ เมื่อลมพัดเข้าไปปะปะทะขวาง
ถึงปากอ่าวเข้าได้ในหนทาง เรือก็ขวางเกะกะเข้าปะปน
ด้วยมืดเหลือฝนฟ้าในอากาศ แต่ชายหาดก็ไม่แจ้งรู้แห่งหน
จะจุดไฟก็ไม่ติดผิดพิกล เป็นเหลือทนหนาวเหน็บเจ็บระบม
พวกล้าต้าต้นหนคนทั้งหลาย ทั้งบ่าวนายลมจับนอนทับถม
บ้างก็ได้ผิวมะกรูดมาสูดดม พอดับลมเวียนศีรษะปะทะทรวง
แต่บรรดามาในลำเรือกำปั่น ให้หวาดหวั่นในใจเป็นใหญ่หลวง
ทั้งพหลพลไกรไพร่ทั้งปวง ลงนอนง่วงหงอยเหงาเศร้าอุรา
เปรียบเหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียจักขุ สดิผุเต็มคิดผิดนักหนา
จนความรู้ดูในทางกลางชลา ไม่เห็นฟ้าเห็นน้ำที่สำคัญ
แต่ลมส่งตรงเข้าในอ่าวสมุทร พัดไม่หยุดวนเวียนทั้งเหียนหัน
ที่นั่งทรงองค์กษัตริย์หัสกัน ยังป่วนปั่นอยู่ข้างขวาหน้าสันดอน ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายในลังกาอาณาจักร ก็พร้อมพรักทวยหาญชาญสมร
ทุกหมู่หมวดตรวจตราพลากร สุดสาครสั่งมหาเสนาพลัน
เวลาเช้าเราจะยกเข้าตีด่าน เตรียมทหารกองแซงให้แข็งขัน
กระบวนหน้าวาหุโลมพวกโจมฟัน พลขันธ์บินได้ในอัมพร
จึงสั่งท่านจักราพฤฒาเฒ่า จงช่วยเราเร่งรัดจัดพหล
เวลาใดดูสอบให้ชอบกล ทั้งเวทมนตร์ท่านช่วยปัดกำจัดภัย
อันฤกษ์ยามตามแต่ดีที่ประสงค์ โดยจำนงแล้วจงแจ้งแถลงไข
เราจะยกเข้าตีให้มีชัย เอาให้ได้ปากน้ำที่สำคัญ ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์พระมังคลาราช แต่คอยบาทหลวงหายไม่ผายผัน
ตั้งแต่ลงไปเภตราได้ห้าวัน คนทั้งนั้นพากันหายไม่ได้ความ
แต่วันนี้มีพายุผิดประหลาด ฝนก็สาดเหลือจะให้ไปไต่ถาม
ทั้งมืดมัวทั่วทิศจะติดตาม ก็เป็นความจนใจในกลางคืน
จึงตรัสสั่งเสนาพวกม้าใช้ พอสุริย์ใสส่องหล้าจงฝ่าฝืน
รีบไปสืบที่เรือเมื่อกลางคืน ได้ยินปืนเสียงก้องท้องทะเล
ครั้นดึกดื่นปืนเงียบพอฝนตก กูหนักอกนึกพรั่นคิดหันเห
ไม่ไว้ใจในห้องท้องทะเล เหลือคะเนด้วยหนทางก็ห่างไกล ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อเทวสินธุ์นรินทร์รัตน์ สามกษัตริย์พี่น้องไม่ผ่องใส
สะท้านท่าวหนาวฝนจนพระทัย ทอดอยู่ในท้องสมุทรสุดรำพึง
ห่างกับเกาะลังกาสิบห้าโยชน์ ด้วยมีโขดพายุใหญ่ไปไม่ถึง
เป็นแต่ฝนมืดไปให้รำพึง นึกคะนึงมิได้เบาบรรเทาทรวง
แต่มืดมนอนธการ์เวหาห้อง จะแล่นล่องเหลือคะเนทะเลหลวง
ต่อรุ่งรางสุริเยนทร์ขึ้นเด่นดวง จึ่งจะล่วงแล่นเข้าไปในลังกา
พระตรองตรึกนึกวิตกให้หมกมุ่น แต่พิรุณยังไม่ห่างกลางเวหา
ฟ้าคะนองก้องดังฝั่งชลา ยมนาคลื่นคลั่งฝั่งสินธู
ด้วยอำนาจแก้วเก็จเพชรรัตน์ พวกฝูงสัตว์กลัวขย้อนจนอ่อนหู
ทั้งคุ้มครองป้องปัดพวกศัตรู ใครต่อสู้แรงน้อยถอยกำลัง ฯ
๏ ฝ่ายพระศรีสุวรรณวงศ์พงศ์กษัตริย์ โทมนัสนึกในพระทัยหวัง
จึงปรึกษาห้ากษัตริย์ตรัสให้ฟัง เหลือกำลังที่ไม่เห็นเป็นกลางคืน
จะเลี้ยวซ้ายแลขวาให้ว้าเหว่ เหลือคะเนสารพัดจะขัดขืน
ไม่เห็นฟากเห็นฝั่งเป็นกลางคืน ทั้งลมคลื่นมิได้หยุดสุดรำพึง
จะเสี่ยงสัตย์อธิษฐานการกุศล ให้ลมฝนบางเบาพอเข้าถึง
เดชะบุญคุณพระธรรมที่รำพึง ให้สมซึ่งความประสงค์ที่จงใจ
หกกษัตริย์พัทยาเทพารักษ์ อันสำนักเขาเขินเนินไศล
ขอเชิญช่วยบำบัดกำจัดภัย การที่ในทะเลลมยมนา
พอสินคำหกกษัตริย์อธิษฐาน ลมบันดาลเบาบางกลางเวหา
ฝนก็ค่อยน้อยลงทั้งคงคา เป็นคลื่นกล้าก็ค่อยเบาบรรเทาลง
แต่มืดมนนั้นไม่เบาบรรเทาหาย พวกนายท้ายเสียเชิงละเลิงหลง
เพราะไม่เห็นแผ่นเขียนให้เวียนวง จึงซัดหลงเปิดเปิงกระเจิงไป
จวนจะรุ่งสุริยาในอากาศ ภาณุมาศเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมไศล
แต่อากาศเมฆกลุ้มชอุ่มไป จึงมิได้เห็นสว่างกระจ่างตา
ตะวันเที่ยงเป็นแต่สางยังตรู่ตรู่ พวกคนผู้ในกำปั่นต่างหรรษา
ค่อยสร่างเมาเร่าร้อนในอุรา หุงข้าวปลากินพลางพอสร่างลม
แต่ทิศเหนือทิศใต้ยังไม่เห็น ครั้นตกเย็นมืดอย่างป่างประถม
แต่ฝนค่อยเบาบางน้ำค้างพรม ทะเลลมค่อยสบายเรือหายแคลง
เหล่าล้าต้าต้นหนคนทั้งหลาย พลนิกายเหลือปัญญาที่กล้าแข็ง
เป็นจนใจไม่ประมาทฉวยพลาดแพลง ไม่รู้แจ้งไปหนตำบลใด
จึงกราบทูลมูลเหตุประเทศถิ่น ทั้งฟ้าดินมิได้เห็นว่าเป็นไฉน
ตามแต่จะโปรดปรานสถานใด จะปล่อยไปหรือจะจอดทอดเภตรา ฯ
๏ ฝ่ายพระศรีสุวรรณวงศ์พงศ์กษัตริย์ โองการตรัสถามไต่อย่างไรหนา
จะปล่อยไปในทะเลตามเวรา แต่ฝั่งฝาก็ไม่เห็นเป็นแต่ควัน
จำจะจอดทอดสู้อยู่ที่นี่ พอเห็นที่ทางจรจึงผ่อนผัน
เป็นเวลาหมอกกลุ่มชอุ่มควัน จะด้นดั้นก็ไม่เห็นไม่เป็นการ
ฉวยเรือแตกแยกย้ายก็ตายเปล่า จะโดนเดามีภัยหลายสถาน
ผิดก็สู้อยู่ที่วนชลธาร บุญบันดาลก็จะได้ไปลังการ
เมื่อมิหายแม้นจะตายอยู่ที่นี่ ก็เป็นที่เหยื่อสัตว์ฝูงมัจฉา
ก็ตามบุญตามกรรมได้ทำมา พระนัดดาพ่อจะเห็นเป็นอย่างไร
ห้าพระองค์ทรงฟังรับสั่งตรัส ประนมหัตถ์ทูลแจ้งแถลงไข
สุดแต่พระโองการสถานใด ก็ตามในทรงธรรม์จะบัญชา
ชีวิตข้าพี่น้องขอรองบาท ตามพระราชประสงค์พวกพงศา
ไม่ขอห่างร้างไปไกลบาทา ตามเวราที่ได้สร้างเหมือนอย่างทูล ฯ
๏ ป่างพระจอมรมจักรนคเรศ แสนเทวศในพระทัยเจ้าไอศูรย์
จึงปลอบวงศ์พงศาอย่าอาดูร แม้นลับสูญก็คงม้วยลงด้วยกัน
จึงสั่งให้ทอดสมอรออยู่นี่ ฟังพรุ่งนี้สุริย์ฉายแม้นผายผัน
ถ้าแม้นยังมืดกลุ้มชอุ่มควัน จึงผ่อนผันคิดความตามปัญญา
ครั้นสั่งเสร็จเสนาจึงมาสั่ง พร้อมสะพรั่งไพร่นายทั้งซ้ายขวา
ให้จอดเรียงเคียงกันแต่บรรดา พวกเสนาถือรับสั่งอย่างคดี
แล้วสังเกตนาฬิกาว่าจะค่ำ แต่ยังคล้ำมืดมัวทั่ววิถี
ไม่เห็นดวงจันทราในราตรี ก็เป็นที่จนจิตจะคิดไป ฯ
๏ ป่างพระจอมธิบดินทร์สินสมุทร จึงยั้งหยุดตรองความตามวิสัย
แล้วทูลองค์ศรีสุวรรณไปทันใด จะขอให้โหราพยากรณ์ ฯ
๏ ฝ่ายพระศรีสุวรรณวงศ์พงศ์กษัตริย์ ฟังพระนัดดาหลานชาญสมร
จึงเรียกพวกโหรมาพยากรณ์ แล้วสุนทรถามไต่ในคดี
โหรารับจับยามตามสังเกต วันศุกร์เศษถึงเสาร์เข้าดิถี
ที่มืดมัวทั่วจังหวัดปัถพี ด้วยราศีเทวดาเธอมาเล็ง
เข้าร่วมธาตุกรกฎกำหนดหวัง เหมือนคราวครั้งเดือนสี่ปีมะเส็ง
ต่ออาทิตย์ถึงมังกรจรมาเล็ง ต่อวันเพ็งจึ่งจะแจ้งแสงอุทัย
แต่วันนี้สี่ค่ำถึงกำหนด จะค่อยปลดเปลื้องเห็นเป็นแต่ใส
แต่ค่อนรุ่งลมจะแดงดั่งแสงไฟ จะตั้งในอาคเนย์พัดเมฆิน
ไปจากทิศบูรพาเวหาห้อง ให้เลื่อนล่องลงไปปิดทิศทักษิณ
จึ่งจะเห็นสุริยาทั่วฟ้าดิน หมดมลทินแสงสว่างกระจ่างตา
ตามฉบับขับไล่ในพระเคราะห์ เสาร์จำเพาะอยู่ดุลย์วุ่นนักหนา
แล้วกราบทูลมูลความตามตำรา จงทราบฝ่าบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ ฯ
๏ ป่างพระองค์ผู้ดำรงรมจักร ฟังโหรทักแถวถิ่นดินสวรรค์
ค่อยสบายคลายเศร้าเบาลงครัน คิดผ่อนผันที่จะไปในลังกา
แต่ไม่ทราบว่าอยู่ในอู่อ่าว หมายว่าก้าวซัดไปไกลหนักหนา
คิดวิตกหมกมุ่นขุ่นอุรา ทั้งนัดดาโอรสยศยง
คิดสำคัญมั่นหมายเป็นหลายอย่าง ประเทศทางดูเช่นเห็นจะหลง
เป็นเที่ยงแท้แน่เหมือนคิดดั่งจิตจง ทั้งลมส่งพัดไปในทะเล
พอเที่ยงคืนคลื่นราบกำปั่นเรียบ เย็นยะเยียบเรือนั้นไม่หันเห
แต่จะดูหนทางกลางทะเล เหลือคะเนยังไม่เห็นเป็นแต่มัว
ครั้งล่วงสามยามสงัดลมพัดฉิว มาริ้วริ้วในเวหาฟ้าสลัว
ฟื้นอากาศดาดดำที่คล้ำมัว ค่อยยังชั่วสางสางอย่างอรุณ ฯ
๏ ป่างพระจอมรมจักรนัคเรศ ให้สังเกตดูเงาภูเขาขุน
ยังไม่เห็นเป็นแต่คล้ายสายพิรุณ เป็นเมฆหมุนเรื่อแดงดั่งแสงไฟ
เหมือนคำโหราทูลมูลเหตุ ทั่วประเทศโดยวิธีคัมภีร์ไสย
พอสิบทุ่มเกิดพยุระบุไป สีเหมือนไฟบนอากาศดาษดา
ตั้งข้างทิศอาคเนย์แล้วเหหวน ก็พัดป่วนไปข้างบูรพทิศา
ที่เมฆกลุ้มอากาศดาษดา ก็เคลื่อนคลาหายดำในอัมพร
เปิดสว่างกลางเวหนบนอากาศ ภาณุมาศแย้มเยี่ยมเหลี่ยมสิงขร
พอรุ่งรางสร่างสีรวีวร พื้นอัมพรเห็นสว่างเหมือนอย่างทาย
หกพระองค์ทรงกษัตริย์ตรัสประภาษ โหรเขาคาดตามคัมภีร์ดีใจหาย
พระรางวัลถ้วนทั่วทุกตัวนาย เพราะเขาทายแม่นแท้ไม่แปรปรวน
พระเสร็จจากแท่นระบายท้ายบาหลี พร้อมเสนีแจ้งระบอบดูสอบสวน
แล้วกราบทูลมูลความตามกระบวน เห็นถี่ถ้วนเรือเราซัดเข้ามา
โนปากอ่าวเห็นตลิ่งกรุงสิงหล ทั้งไพร่พลพร้อมมูลบุญหนักหนา
พระจึ่งสั่งเรือใช้ให้ไคลคลา เอากิจจาเข้าไปแจ้งแสดงความ
ในเวียงวังลังกาอาณาจักร แก่หลานรักรีบเข้าไปแล้วไต่ถาม
ว่ากูมาพร้อมวงศ์ช่วยสงคราม แล้วจะตามกันเข้าไปในบุรินทร์
ให้หลานรักหักหาญการข้างบก เราจะยกเข้าไปดั่งใจถวิล
พร้อมพระวงศ์พงศาทุกธานินทร์ ยกมาสิ้นจะเข้าตัดพวกศัตรู
จะตีด่านชานสมุทรเมืองปากน้ำ ช่วยกันซ้ำราญรอนให้อ่อนหู
เร่งยกออกมากำจัดพวกศัตรู นัดให้รู้พร้อมกันประจัญบาน
พวกเรือใช้รีบไปถึงกองทัพ ที่ตั้งรับแล้วจึ่งแจ้งแถลงสาร
แก่เสนีที่สำเร็จราชการ ตามบรรหารเรื่องรับสั่งอย่างสุนทร
เสนานำคนใช้เข้าไปเฝ้า แถลงเล่าทูลบพิตรอดิศร
ป่างพระองค์ทรงภุชสุดสาคร ครั้นทินกรแจ่มกระจ่างสว่างตา
พระออกนอกพลับพลาหลังคาสี พวกเสนีหมอบรายทั้งซ้ายขวา
ทูลแถลงแจ้งความตามกิจจา พวกเภตราเฝ้าองค์พระทรงธรรม์ ฯ
๏ ป่างพระสุดสาครบวรนาถ ตรัสประภาษปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จงกลับไปทูลองค์พระทรงธรรม์ ว่าเรานั้นกราบก้มประนมกร
องค์สมเด็จพระเจ้าอาเชษฐาด้วย ขอเชิญช่วยยกทหารชาญสมร
ข้างฝ่ายเราก็จะเข้าไปราญรอน ตีนครเมืองด่านชานบุรี
ขุนเสนาลากลับมาทูลเหตุ องค์พระจอมนคเรศบุรีศรี
แถลงความตามข้อคดีมี ทูลพระศรีสุวรรณวงศ์ดำรงวัง
เธอทราบความตามเรื่องในเมืองสิ้น สมถวิลเหมือนหนึ่งในพระทัยหวัง
จงจัดเหล่าเสนมีกำลัง ยกขนตั้งชายด่านชานบุรี
ห้ากษด่รียจัดพหลพลรบ เกณฑ์สมทบยกขนด่านชานกรุงศรี
ให้ตั้งค่ายชายชลาหน้าบุรี จะได้ดีตัดศึกตั้งตรึกตรอง
แล้วสั่งให้เรือรบสมทบทัพ ไปตั้งรับอยู่ด้วยกันสักพันสอง
ที่ปากอ่าวคอยตรวจทุกหมวดกอง เอาจุกช่องไว้ให้มั่นกันศัตรู
ทั้งปืนหลักยักกะตราใส่หน้าท้าย ทหารรายทุกกระบอกกรอกดินหู
เกณฑ์เอาพวกแขกชวามลายู ถือธนูหางไก่ลูกใส่ยาง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายเทวสินธุ์นรินทร์ราช ครั้นภาณุมาศพวยพุ่งพอรุ่งสาง
พร้อมพหลพลไกรไพร่ขุนนาง ให้รีบกางใบพลันขึ้นทันที
ถอนสมอช่อใบขึ้นใส่รอก แล้วแล่นออกมาทางหว่างวิถี
เกือบจะใกล้ถึงลังกาหน้าบุรี ลมก็ตีเข้าฝั่งเหมือนอย่างใจ
ถึงปากอ่าวลังกาตรงหน้าด่าน เห็นทหารอัดแอแลไสว
ทั้งเรือรบรายเรียงเคียงกันไป เข้าไม่ได้แน่นหนาอ่าวสาคร
ให้ทอดท่าหน้าอ่าวเมืองปากน้ำ ทั้งพันลำจอดรายชายสิงขร
จึ่งสั่งพวกเสนาพลากร ให้รีบจรเข้าไปถามเอาความมา
ขุนเสนีที่เป็นฝ่ายนายทหาร ปรีชาชาญเอ็งจงไปไวไวหวา
ไปถามว่าเรือใครหาไหนมา จึ่งปิดท่าปากน้ำท่าอะไร
ขุนเสนีมีชื่อถือรับสั่ง รีบไปยังเรือทอดจอดไสว
แล้วยกธงสีเหลืองเรืองอุไร ข้างพวกไทยรู้ว่าเขามาดี
แล้วก็ยกธงชมพูชูขึ้นรับ เหมือนคำนับซื่อตรงเพราะธงสี
พอเรือถึงรอราไม่ช้าที ขุนเสนีขึ้นไปถามตามสงกา ฯ
๏ ฝ่ายขุนนางข้างไทยนายทหาร จึ่งแจ้งการจริงจังที่กังขา
ทั้งหกองค์พงศ์กษัตริย์ขัตติยา เสด็จมาช่วยณรงค์ทำสงคราม
ขุนเสนาว่าศึกมาแต่ไหน ไม่แจ้งใจจริงหนอเราขอถาม
ขอเชิญท่านแถลงให้แจ้งความ นิคมคามเขตขัณฑ์เป็นฉันใด
มารบพุ่งยุ่งยิ่งชิงสมบัติ ขอแจ้งอรรถพวกที่มาภาษาไหน
ขุนเสนาว่าจะเล่าให้เข้าใจ ใช่อื่นไกลวงศ์วานในว่านเครือ
เราขอถามท่านนี้หนามาแต่ไหน อยู่เมืองใดปากใต้หรือฝ่ายเหนือ
จะเข้าไปในลังกาหาข้าวเกลือ หรือเป็นเรือพ่อค้ามาหากิน
ขุนเสนีชี้แจงแถลงเรื่อง เราอยู่เมืองธาราท่าชลาสินธุ์
เกาะกาหวีที่ข้างชายปลายแผ่นดิน พระเทวสินธุ์เจ้าจังหวัดปัถพี
ยกพหลพลกำปั่นมาพันร้อย เที่ยวแล่นลอยสืบความตามวิถี
ทุกประเทศเขตแคว้นแดนบุรี ตามภูมีทรงฤทธิ์พระบิดร
พอมาถึงลังกาอาณาจักร ก็หยุดพักชายตลิ่งริมสิงขร
จึ่งรับสั่งให้เข้าไปในนคร เป็นการร้อนอยากจะไปให้ได้ความ
ขุนเสนีที่เป็นใหญ่ในกำปั่น จึงว่าท่านจะเข้าไปขอไต่ถาม
อันพระองค์ทรงยศปรากฏนาม จงแจ้งความให้ตระหนักประจักษ์ใจ ฯ
๏ เสนาบอกออกพระนามตามประสงค์ คือว่าองค์มังคลาอัชฌาสัย
เราแจ้งความตามจริงทุกสิ่งไป ท่านจงได้กรุณาเหมือนพาที
ขุนเสนาว่าแน่ท่านเกิดการศึก อึกทึกรบพุ่งในกรุงศรี
คือพระมังคลามาราวี ที่ต่อตีกันคือใครหาไหนมา
ท่านกลับไม่ทูลพระหน่อวรนาถ ล้วนวงศ์ญาติรบพุ่งยุ่งหนักหนา
จะเข้าไปในด่านชานชลา เหมือนอย่างว่าเห็นไม่ได้ดั่งใจปอง
แม้จะขืนเข้าไปในปากถ้ำ จะจับจำไปประมูลทูลฉลอง
ที่จะปล่อยให้ไปเหมือนใจปอง เราจะต้องโทษทัณฑ์เป็นมั่นคง ฯ
๏ ฝ่ายเสนาว่าเช่นนั้นท่านได้ห้าม พอทราบความโดยคดีที่ประสงค์
ขอลากลับไปประณตบทบงสุ์ ทูลพระองค์เทวสินธุ์นรินทร
แล้วอำลามาประนมบังคมบาท ทูลหน่อนาถทรงฤทธิ์อดิศร
เหมือนถ้อยคำนำทูลพระภูธร ที่เย็นร้อนสืบสาวเป็นราวความ
พระเทวสินธุ์ปรึกษาเจ้าตาเลี้ยง จะบ่ายเบี่ยงรบกับพงศ์วงศ์สยาม
หรือจะค่อยตรองใจทำให้งาม ตัดเสี้ยนหนามเสียให้สิ้นการนินทา
ก็มิใช่ใครประสงค์ล้วนวงศ์ญาติ เพราะท่านบาทหลวงคิดริษยา
เราก็ควรจะให้ทำคำสารา ให้เสนาใช้ชิดทูลบิดร
ให้ลัดแลงแปลงปลอมอ้อมไปบก ข้อวิตกจะให้นำทำอักษร
ไปถึงองค์ทรงฤทธิ์พระบิดร ที่การร้อนจะได้คิดโดยจิตปอง
แล้วตรัสสั่งให้เสมียนเร่งเขียนสาร ไปแจ้งการได้ประมูลทูลฉลอง
ท้าวรายาว่าพ่อคิดเหมือนจิตปอง นี่แหละต้องตามจริตกิจบุราณ
เขาย่อมว่ามีหูฟังดูก่อน ที่เย็นร้อนให้ประจักษ์อย่าหักหาญ
ค่อยยับยั้งฟังข่าวที่ร้าวราน แม้นควรการเท่าไรได้จำเริญ ฯ
๏ พระเทวสินธุ์ยินคำท้าวร่ำสอน ประนมกรสมหวังสังรเสริญ
แล้วส่งสารที่ในหีบให้รีบเดิน เสนาเชิญขึ้นบกเดินวกเวียน
แล้วลัดแลงแปลงกายเป็นชายไพร่ เอาเพศไทยทำจริตสถิตเสถียร
แบกมัดฟันสองคนเที่ยววนเวียน หนทางเตียนมิได้ไปเข้าในพง
พวกกองทัพไม่สังเกตเพศฝรั่ง ไม่ระวังเพราะเห็นมาแต่ป่าระหง
พอสุริยาเย็นพยับจะลับลง ก็แฝงพงตามสังเกตเอาเพศเดิม
ปลอมเข้าไปในปราการด่านสมุทร ไม่ยั้งหยุดเกรงศึกยิ่งฮึกเหิม
เพราะว่าเป็นเสวกาข้าหลวงเดิม แต่แรกเริ่มมังคลาอยู่ธานี ฯ
๏ ป่างพระจอมกษัตรานราราช เสด็จประพาสตรวจทหารชาญชัยศรี
ทอดพระเนตรไปพลันด้วยทันที เห็นเสนีมีประนมแล้วก้มกราน
พระจำได้ให้หาพลางปราศรัย ท่านมาไยปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
หรือมีทุกข์ที่ในเมืองเรื่องรำคาญ จงแจ้งการไปให้ฟังที่กังวล
ขุนเสนีกราบกรานส่งสารถวาย แล้วภิปรายทูลความตามนุสนธิ์
สามพระหน่อบดินทร์ปิ่นสากล เธอยกพลตามองค์พระทรงธรรม์
มาประทับพลนิกายอยู่ชายสมุทร แล้วยั้งหยุดฟังเหตุในเขตขัณฑ์
ครั้นทราบความตามที่องค์พระทรงธรรม์ จึงผ่อนผันใช้ข้าเสนานาย
ให้ลัดแลงแฝงเข้ามาเฝ้าแทน สืบให้แม่นมั่นคงเหมือนจงหมาย
จะได้แจ้งแห่งหนทั้งต้นปลาย ตามอุบายทัพศึกเร่งตรึกตรอง ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ฟังอำมาตย์มาประมูลทูลฉลอง
สมประสงค์ตรงจิตที่คิดตรอง จึงว่าสองเสนีผู้ปรีชา
เราดีใจราวกับได้โอสถทิพย์ อันลอยลิบมาพลันด้วยหรรษา
เพราะสามหน่อวรนุชบุตรเรามา ได้ตรึกตราการรบสมทบกัน
แล้วทรงอ่านสารพระเทวสินธุ์ หน่อนรินทร์จอมเจิมเฉลิมขวัญ
บังคมเบื้องบาทบงสุ์พระทรงธรรม์ แต่ด้นดั้นตามหาในสาคร
ถึงสามปีพี่น้องแต่ล่องแล่น ทุกเขตแดนเมืองท่าหน้าสิงขร
ทั่วประเทศพาราในสาคร แต่รีบร้อนมาทุกแดนแสนกันดาร
จนมาถึงแดนชวาอาณาจักร พบน้องรักจึ่งค่อยเปรมเกษมศานต์
พระเจ้าตามาด้วยได้ช่วยการ ค่อยสำราญจะได้มาถึงธานี
นิเวศน์วังลังกาเพราะตาเลี้ยง ประคองเคียงตั้งแต่มาจากกาหวี
ได้พึ่งบุญกรุณาเธอปรานี พอเป็นที่ปรึกษามาด้วยกัน
จะไปเฝ้าเล่าก็เรือมาแน่นอ่าว ให้สืบข่าวหวังจะไปไอศวรรย์
เห็นเรือแพแออัดเยียดยัดครัน จะผ่อนผันอย่างไรดีโปรดชี้แจง ฯ
๏ พอจบสารซึ่งแสดงแถลงไข พระโปรดให้ตอบย้อนสุนทรแถลง
ให้เสนีที่ผู้นำไปสำแดง บอกให้แจ้งโอรสยศยง
ว่าเรานี้มีความวิตกนัก จะหาญหักให้กระจุยเป็นผุยผง
ก็ยังคอยสังฆราชผู้อาจอง ยังไม่คงคืนมาถึงธานี ฯ
๏ เสนารับกราบก้มบังคมบาท พลางรับราชบรรหารเชิญสารศรี
แล้วออมเขาเจ้าประจันไปทันที พอสุริย์ศรีแจ่มแจ้งแสงอุทัย
ครั้นถึงลำกำปั่นมิทันช้า เอาสาราแจ้งการแล้วขานไข
พระรับพลางทางคลี่ออกทันใด แล้วอ่านในเรื่องลิขิตของบิตุรงค์ ฯ
๏ ศุภสารพระชนกทรงปกเกศ แรมทุเรศมาเพราะหวังอย่างประสงค์
มาทำศึกนึกไว้เหมือนใจจง จะคืนคงเอาลังกาเมืองป่าตาล
ด้วยท่านครูสังฆราชพระบาทหลวง แกยังล่วงลัดไปไกลสถาน
เป็นจนใจเหลือล้นพ้นประมาณ แต่ทำการศึกกระหน่ำเพราะจำเป็น
เจ้าอุตส่าห์มาตามเมื่อยามยาก ก็ลำบากเต็มประดาได้มาเห็น
จงตั้งรับดับร้อนพอผ่อนเย็น จะได้เป็นเพื่อนบิดาพยายาม
จัดทหารการรบสมทบทัพ อยู่ตั้งรับชิงชัยในสนาม
แต่ข้างบกบิตุรงค์จะสงคราม พยายามตั้งมั่นดั่งสัญญา ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ