ตอนที่ ๒๕ สุดสาครเข้าเมืองการะเวก

๏ สงสารสุดสาครยังอ่อนศักดิ์ ชีเปลือยผลักตกอยู่ในคูหา
เดชะมนต์ทนคงทรงวิชา ไม่มรณานิ่งซบสลบไป
ได้สามคืนชื่นฉ่ำด้วยน้ำหิน ในดวงวิญญาณ์แย้มค่อยแจ่มใส
ระริกริกพลิกองค์ทรงฤทัย ในดวงใจเจ็บช้ำแทบทำลาย
นิ่งรำลึกตรึกภาวนาเวท ศักดาเดชร้าวฉานบันดาลหาย
แต่หิวโหยโดยอดระทดกาย จะปีนป่ายไปไม่ได้ดังใจจง
จึงคิดว่าตาเฒ่านี้เจ้าเล่ห์ เราซวนเซเสียเชิงละเลิงหลง
โอ้น่าที่ชีวิตจะปลิดปลง ไหนจะคงคืนรอดตลอดไป
กุมาราอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรแดงเดือดดังเลือดไหล
สะอื้นร่ำพร่ำว่าประสาใจ ไหนจะได้พบปะพระบิดร
โอ้เจ้าตาอาจารย์ของหลานเอ๋ย พระองค์เคยค่ำเช้าเฝ้าสั่งสอน
มาครั้งนี้ชีวาตม์จะขาดรอน พระอาจารย์มารดรไม่เห็นใจ
เมื่อต่อตีผีดิบสักสิบโกฏิ์ พระมาโปรดหลานรักไม่ตักษัย
โอ้ครั้งนี้มิรู้ด้วยอยู่ไกล ไม่มีใครบอกเล่าพระเจ้าตา
สงสารแต่แม่เงือกของลูกน้อย จะหลงคอยคิดถึงคะนึงหา
ลูกอยากนมสมเด็จพระมารดา แม้นได้มากล้ำกลืนจะชื่นใจ
โอ้แม่คุณทูลกระหม่อมถนอมลูก ไม่ต้องถูกหนักหนาอัชฌาสัย
ได้สามปีชีวันจะบรรลัย มิทันได้แทนคุณกรุณา
สะอื้นร่ำน้ำพระเนตรลงพรากพราก ด้วยอดอยากนมแม่ชะแง้หา
เสียงม้าร้องก้องกรรณหวั่นวิญญาณ์ พี่ม้าขาฉันขึ้นไปไม่ได้แล้ว
ไปบอกตามาช่วยฉันด้วยเถิด เหมือนพี่เกิดร่วมท้องกับน้องแก้ว
ร้องเรียกร่ำน้ำพระเนตรลงนองแนว สลบแล้วคืนเล่าเฝ้าโศกา ฯ
๏ บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี
พอเสร็จคำสำแดงแจ้งคดี รูปโยคีหายวับไปกับตา ฯ
๏ สงสารหน่อบพิตรอดิศร สุดสาครเหลียวแลชะแง้หา
ไม่เห็นปู่อยู่เดียวเปลี่ยววิญญาณ์ นึกน้ำตาซกซกตกกระเซ็น
ด้วยกำลังยังเยาว์ยิ่งเศร้าสร้อย ให้ละห้อยหาแม่ไม่แลเห็น
แล้วเหลียวดูสุริยันตะวันเย็น จะจำเป็นจำไปเพราะไม่เคย
จึงเหลียวหาม้านิลสินธพ เห็นเซาซบโศกานิจจาเอ๋ย
ตรงมาหาม้าแลชะแง้เงย เอาคางเกยกับพระบาทเพียงขาดใจ
นาสิกสูบจูบจรดรู้รสกลิ่น แล้วแลบลิ้นเลียลามตามวิสัย
พระหน่อน้อยค่อยจูงพยุงไป เก็บลูกไม้ม่วงปรางข้างคีรินทร์
เสวยพลางทางป้อนมังกรม้า ทั้งอาชาชื่นชมสมถวิล
แล้วแล่นลงคงคาเที่ยวหากิน หน่อนรินทร์แรงรื่นค่อยชื่นใจ
เก็บทับทิมริมกุฎีตาชีปลูก แต่ล้วนลูกดกห้อยย้อยไสว
บ้างแตกร้าวราวกับเพชรเห็นเม็ดใน มะเฟืองไฟตูมตาดดาษดา
เก็บเสวยเลยชมพนมมาศ ศิลาลาดแลเวิ้งล้วนเพิงผา
มีโกรกกรวยห้วยละหานสำราญตา ดูน้ำน่าอาบกินก็ยินดี
จึงปลดเปลื้องเครื่องครองลงกองไว้ แล้วลงในบ่อชำระสระเกศี
สะอางองค์สรงทิพวารี ผิวฉวีผุดผ่องละอองวรรณ
ค่อยเปรมปรีดิ์ลีลาศขึ้นจากสระ มาทรงพระภูษาจุฑากระสัน
จงจำนองครองเครื่องเข้าครบครัน แล้วผูกพันโพกชฎาน่าเอ็นดู
ครั้นสรรพเสร็จเด็ดดอกกุหลาบซ้อน เชยเกสรโสมนัสแล้วทัดหู
เรียกอาชาม้าต้นด้วยมนต์ครู อาชารู้รีบมาหากุมาร
สุดสาครวอนว่ากับม้าแก้ว รู้แห่งแล้วทางประเทศเขตสถาน
จงพาไปให้พบอ้ายคนพาล ได้คิดอ่านคืนไม้เท้ามันเอาไป
ขึ้นหลังม้าผ่าโผนโจนจากเกาะ ราวกับเหาะเหินลิ่วปลิวไสว
ดูลับลิบรีบเร็วไรไรไป จนอุทัยลับลงในคงคา
จันทร์กระจ่างกลางโพยมดังโคมแก้ว สว่างแถวท้องทะเลพระเวหา
สุดสาครนอนเอกเขนกมา ดูดาราเดือนสว่างน้ำค้างพรม
พอลมรื่นคลื่นสงัดกำดัดดึก หวนรำลึกถึงเจ้าตาที่อาศรม
เคยนั่งแท่นแผ่นผาที่ท่าลม ชวนหลานชมเดือนหงายสบายใจ
โอ้สงสารมารดานิจจาเอ๋ย ได้ชมเชยลูกยาอัชฌาสัย
น้ำนมแม่แต่ละข้างช่างกระไร ลูกเคยได้รับประทานทั้งหวานมัน
โอ้จากมาน่าเสียดายเมื่อภายหลัง จะย้อยพรั่งฟูมนองทั้งสองถัน
ลูกยิ่งอยากมากมายเสียดายครัน สะอื้นอั้นอดนมกรมฤทัย ฯ
๏ ฝ่ายม้ามิ่งวิ่งว่ายไปปลายคลื่น เปรียบเหมือนพื้นดินนั่งหลังไม่ไหว
ด้วยรักใคร่ได้นายสบายใจ จนอุทัยแจ่มฟ้าถึงธานี
ขึ้นตลิ่งหญิงชายทั้งหลายเห็น คิดว่าเป็นลูกหลานท่านฤๅษี
ด้วยจำแน่แต่ม้าของตาชี ชาวบุรีเรียกกันดูพระกุมาร
บ้างก็ว่าน่ารักพระนักสิทธ์ กะจิริดรูปงามทรามสงสาร
บ้างว่าไปไหนมาพระอาจารย์ มาตามท่านผู้เฒ่าหรือเจ้าคุณ
ฤๅษีสุดสาครบวรนาถ ตรัสประภาษหน่วงเหนี่ยวไม่เฉียวฉุน
พระตอบความตามเขาทักรักการุญ ฉันแบ่งบุญให้ทั่วทุกตัวคน
ประเดี่ยวนี้ชีเปลือยอยู่ไหนเล่า จงบอกข่าวให้ฉันแจ้งรู้แห่งหน
ชาวพาราว่าพระปิ่นแผ่นดินดล ให้นิมนต์เข้าไปอยู่ในวัง ฯ
๏ หน่อนรินทร์ยินดีเป็นที่สุด ไม่ยั้งหยุดรีบไปเหมือนใจหวัง
ถึงศาลาหน้าพระลานทวารวัง เห็นคนนั่งยืนหลามจึงถามไป
นี่แน่ขาน้าปู่อยู่ที่นี่ เห็นตาชีเปลือยมาอยู่หาไหน
เขาบอกว่าอาจารย์อันชาญชัย ท่านเจ็บไข้อยู่ที่ทิมริมพระลาน
สุดสาครวอนว่าช่วยพาฉัน ไปถึงท่านหน่อยเถิดจ๋าเมตตาหลาน
พวกขุนนางต่างเอ็นดูพระกุมาร จึงว่าท่านลงเดินดำเนินไป
ในวังเวียงเยี่ยงอย่างไปข้างหน้า อ้ายม้าลาอย่างนี้ขี่ไม่ได้
หน่อกษัตริย์ตรัสตอบว่าขอบใจ สอนอย่างไรฉันจะทำไม่ก้ำเกิน
พระว่าพลางทางลงจากหลังม้า ดังสิทธาเทพบุตรสุดสรรเสริญ
ส่วนเสนีปรีชาก็พาเดิน นาดดำเนินตรงไปเข้าในวัง
ถึงทิมที่ชีเปลือยก็บอกแจ้ง ที่กั้นแผงสองข้างมีอ่างถัง
พระหน่อน้อยค่อยแฝงร่มแผงบัง ขยับยั้งหยุดมองแล้วย่องมา
เห็นตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นอนหลับนิ่ง ไม้เท้าพิงพาดวางไว้ข้างฝา
พระฉวยได้ไม้แกว่งแผลงศักดา แล้วร้องว่าเหวยอ้ายใจฉกรรจ์
มึงลวงถามความรู้กูก็บอก มึงกลับกลอกแกล้งจะฆ่าให้อาสัญ
ผลักลงไปในถ้ำทำเช่นนั้น คนเหมือนกันช่างไม่คิดอนิจจา
แล้วมิหนำซ้ำเอาไม้เท้าด้วย ไม่เขินขวยขากทุดอ้ายมุสา
แม้มิคิดนิดหนึ่งด้วยเวรา กูจะฆ่าเสียให้ตายวายชีวี ฯ
๏ ฝ่ายชีแก่แลเห็นหน่อกษัตริย์ ถ้าแม้นปัถพีแยกจะแทรกหนี
ดูแผงกันกั้นห้องเห็นช่องมี ได้ท่วงทีลุกทะลึ่งขึ้นตึงตัง
เอาหัวมุดผลุดออกข้างนอกได้ วิ่งหลงใหลแลเตลิดระเสิดระสัง
พวกหมอฉวยถ้วยยาละล้าละลัง ออกวิ่งมั่งเสียงอึงคะนึงไป
ฝ่ายเสนาข้าเฝ้าเหล่าทหาร อลหม่านไม่รู้ว่ามาแต่ไหน
เสียงอื้ออึงตึงตังทั้งวังใน ร้องเรียกไพร่เอะอะเกะกะกัน ฯ
๏ ฝ่ายพระสุริโยไทยอยู่ในที่ เสียงเสนีคึกคักชักพระขรรค์
ออกข้างหน้าข้าเฝ้าอยู่เหล่านั้น พัลวันวิ่งบอบหอบหายใจ
พระตรัสว่าอะไรจึงออกอึงมี่ ก็ไม่มีใครเห็นว่าเป็นไฉน
จึงทูลรุกคุกคักกระอักกระไอ ภูวไนยขึ้นเสียงสำเนียงดัง ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อบพิตรอดิศร สุดสาครได้สมอารมณ์หวัง
ถือไม้เท้าก้าวย่างมากลางวัง เห็นคนนั่งแซ่ซ้องจึงร้องไป
เรามาเอาไม้เท้าของเราดอก จะกลับออกไปมหาชลาไหล
ไม่ทำร้ายชายหญิงอย่ากริ่งใจ แล้วจ้องไม้เท้าเดินดำเนินมา
ธิบดินทร์ผินพระพักตร์เห็นนักสิทธ์ กะจิริดน่ารักเป็นหนักหนา
จึงตรัสใช้ให้อำมาตย์ไปราธนา นิมนต์มาพระโรงรัตน์ชัชวาล
แล้วนิมนต์ให้ขึ้นนั่งบัลลังก์แก้ว ชลีแล้วตรัสถามตามสงสาร
เจ้าประคุณกี่พรรษาพระอาจารย์ สถิตสถานถิ่นที่บุรีใด
เป็นพงศ์เผ่าท้าวพระยาหรือพาณิช กะจิริดรู้ศรัทธาจะหาไหน
พระมุนีมีนามกรใด ธุระไรหรือจึงมาถึงธานี ฯ
๏ พระหน่อไทได้ฟังรับสั่งถาม จึงตอบความตามจริตกิจฤๅษี
อาตมาอายุได้สามปี พระชนนีชื่อมัจฉาวิลาวัลย์
พระบิตุรงค์องค์อภัยมณีนาถ โอรสราชรัตนามหาศวรรย์
เมื่อตัวข้ามากำเนิดเกิดในครรภ์ พระจากกันจากเกาะแก้วพิสดาร
ครั้นคลอดข้าดาบสท่านรักใคร่ ช่วยเลี้ยงไว้พันผูกเหมือนลูกหลาน
ช่วยสอนฝึกศึกษาวิชาการ แล้วให้ฉานชื่อว่าสุดสาคร
ครั้นอำลาดาบสจึงบอกให้ ประทานไม้เท้าทรงลงอักษร
ได้ปราบผีขี่พระยาม้ามังกร จึงลาจรจากท่านมารดามา
ถึงกุฎีชีเปลือยพอเหนื่อยพัก แวะสำนักนึกว่าซื่อถือสิกขา
มันนั่งหน่วงลวงหลอกบอกวิชา แกล้งลวงข้าขึ้นบนช่องริมปล่องเปลว
สอนให้นั่งตั้งอารมณ์ประนมหัตถ์ มันผลักพลัดผลุงลงไปตรงเหว
ถูกหินผาหักพังทั้งองค์เอว เจียนจะเหลวแหลกลงผงคลี
มันจึงได้ไม้กับม้าแล้วพาเที่ยว เวลาเดียวสินธพก็หลบหนี
กลับไปหาข้าคืนพื้นชีวี จึงได้ขี่ม้ามาเอาไม้เท้าคืน
มันเห็นข้าหน้าเก้อทำเพ้อพก ออกวิ่งวกเวียนวนจนคนตื่น
พัลวันกันเองเสียงเครงครื้น รูปจึงยืนอยู่มิได้ทันไคลคลา
ซึ่งพระองค์สงสัยจึงไต่ถาม รูปแจ้งความซื่อสุดไม่มุสา
เพราะรักใคร่ไม้เท้าจึงเข้ามา อย่าเคืองข้ายกโทษจงโปรดปราน ฯ
๏ พระทรงทราบนามวงศ์พงศ์กษัตริย์ สารพัดพูดจาน่าสงสาร
จึงตรัสว่าน่าแค้นอ้ายคนพาล มันคิดอ่านเอาชีวาไม่ปรานี
มันมาหลอกบอกว่าผีห่าร้าย ให้หญิงชายเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
ไม่ฆ่าฟันมันจะเคยเหวยมนตรี ไปจับชีเปลือยมาอย่าช้านาน
เสนาในใหญ่น้อยก็พลอยแค้น ต่างลุกแล่นเที่ยวหาตามหน้าฉาน
เห็นเหนื่อยหมอบหอบโครงโก้งโค้งคลาน ดูซมซานซุ่มซ่ามด้วยความกลัว
พวกข้าเฝ้าเข้ากลุ้มรุมกันฉุด แกดิ้นหลุดแพลงพลิกเข้าจิกหัว
บ้างทึ้งหนวดหวดด้วยไม้เหมือนควายวัว ลากเอาตัวเข้ามาหมอบหอบหายใจ
จอมกษัตริย์ตรัสกริ้วกระทืบบาท เหวยอ้ายชาติทุจริตผิดวิสัย
ลักไม้เท้าเอาอาชาเธอมาไย จริงหรือไม่ว่ามาอย่าช้านาน ฯ
๏ ฝ่ายชีเปลือยเหนื่อยอ่อนลงนอนนิ่ง ครั้นรับจริงกลัวจะสั่งให้สังหาร
แกล้งบิดเบือนเหมือนเป็นไข้ไม่ให้การ ทำสะท้านเทิ้มเทิ้มระเริ้มริก
เขาเตือนตีสีข้างผางถนัด ทำจุกอัดอั้นใจไม่กระดิก
เขาจี้จิ้มทิ่มพุงสะดุ้งพลิก หัวเราะริกรื้อกลับนั่งหลับตา
พระจอมวังคั่งแค้นแสนพิโรธ ยิ่งกริ้วโกรธตรัสว่าทุดอ้ายมุสา
ทำโว้เว้เดรฉานเจ้ามารยา เอาไปผ่าอกมันเสียวันนี้ ฯ
๏ สุดสาครอ่อนจิตคิดสงสาร จึงทัดทานทูลท้าวเจ้ากรุงศรี
ว่าขอโทษโปรดอย่าให้ฆ่าตี เหตุทั้งนี้เพราะว่ากรรมกระทำไว้
ไม่หุนหันฉันทาพยาบาท นึกว่าชาติก่อนกรรมจะทำไฉน
จะฆ่าฟันมันก็ซ้ำเป็นกรรมไป ต้องเวียนว่ายเวทนาอยู่ช้านาน
รูปบวชกายหมายใจจะได้ตรัส ช่วยส่งสัตว์เสียให้พ้นวนสงสาร
จะเข่นฆ่าตาเฒ่าไม่เข้าการ ขอประทานโทษไว้อย่าให้ตาย ฯ
๏ กรุงกษัตริย์ตรัสว่าสาธุสะ คารวะหวานหูไม่รู้หาย
อันโทษมันนั้นก็ถึงที่วางวาย จะยกถวายเสียก็ได้เป็นไรมี
แต่ฉันรักจักใคร่ได้พระดาบส เป็นโอรสร่วมบำรุงซึ่งกรุงศรี
จะโปรดได้หรือไม่เล่าแต่เท่านี้ จะปล่อยชีเปลือยให้คุณได้บุญ ฯ
๏ กุมาราดาบสพจนารท แสนฉลาดหน่วงเหนี่ยวไม่เฉียวฉุน
ซึ่งทรงเดชเจตนาด้วยการุญ ขอบพระคุณควรจะคิดเหมือนบิดร
แม้นไปปะพระผู้บังเกิดเกล้า ทั้งพงศ์เผ่าภิญโญสโมสร
จะกลับมาสาพิภักดิ์พระภูธร ให้ถาวรจนชีวันจะบรรลัย ฯ
๏ พระฟังตอบชอบชื่นระรื่นจิต สุจริตรักเหลือเหมือนเนื้อไข
จึงตรัสว่าถ้ากระนั้นอย่างพรั่นใจ โยมจะไปด้วยเจ้าคุณพระมุนี
แต่จงรอพอให้ได้สืบสวน จะทบทวนถามข่าวชาวกรุงศรี
ใครรู้เรื่องเมืองพระอภัยมณี แจ้งคดีจะได้หาบรรณาการ
ไปงอนง้อขอองค์พระนักสิทธ์ ตามจริตที่โยมรักสมัครสมาน
จงอยู่วังนั่งนอนผ่อนสำราญ พอให้ฉานสมใจจึงไคลคลา ฯ
๏ ส่วนหน่อไทได้สดับรับพระโอษฐ์ ซึ่งทรงโปรดปรานีดีหนักหนา
ตามพระทัยไม่ขัดหัทยา แต่เกรงว่าม้ามังกรจะร้อนรน
จะต้องให้ไปชลาแล้วมามั่ง ขอโปรดสั่งเสียให้แจ้งทุกแห่งหน
ใครเข้าจับขับขี่ซุกซี้ซุกซน จะกินคนเคยตัวไม่กลัวใคร ฯ
๏ กรุงกษัตริย์ตรัสรับกำชับสั่ง เสนานั่งพร้อมหน้าอัชฌาสัย
อย่าฆ่าตีชีเปลือยจงปล่อยไป แล้วบอกให้กันรู้ทั้งบูรี
ว่าม้าร้ายชายหญิงอย่าทิ้งขว้าง แม้นเดินทางพานพบให้หลบหนี
อำมาตย์รับอภิวันท์อัญชลี แล้วไล่ชีเปลือยออกไปนอกวัง
กุมารามาริมพระโรงรัตน์ กวักพระหัตถ์เรียกม้าวิชาขลัง
มังกรโผนโจนข้ามกำแพงบัง เข้าในวังวิ่งมาหากุมาร
พระสั่งม้าว่าน้องต้องอยู่นี่ ด้วยภูมีชวนไว้ในราชฐาน
พี่ไปเล่นเย็นแล้วมาหน้าพระลาน ให้พบพานกันทุกวันเหมือนสัญญา
ม้ามังกรอ่อนซบเคารพรับ กระโดดกลับข้ามกำแพงแรงหนักหนา
ลำพองโผนโจนลงในคงคา เที่ยวกินปลากินน้ำเล่นสำราญ ฯ
๏ กรุงกษัตริย์ทัศนาเห็นปรากฏ รักดาบสเหมือนหนึ่งบุตรสุดสงสาร
มาจับหัตถ์ตรัสสมาพระอาจารย์ ขอให้ฉานอุ้มเข้าไปที่ในวัง
แล้วอุ้มแอบแนบข้างมาปรางค์มาศ พร้อมพระญาติวงศาทั้งหน้าหลัง
ค่อยวางองค์ลงบนราชบัลลังก์ มุนีนั่งเอี้ยมเฟี้ยมเสงี่ยมใจ ฯ
๏ จอมกษัตริย์ตรัสบอกมเหสี โอรสมีมาเหมือนจิตพิสมัย
แล้วเล่าความตามธุระที่จะไป ให้พบปะพระอภัยผู้บิดา
จะได้ขอหน่อนาถให้ขาดเด็ด คงสำเร็จมุ่งมาดปรารถนา
นางคำนับรับรสพจนา แล้วคลานมาหมอบเรียงเคียงบัลลังก์
พินิจดูมุนีฤๅษีน้อย ช่างแช่มช้อยชื่นในฤทัยหวัง
สมเป็นหน่อสุริย์วงศ์ดำรงวัง เหมือนเดือนปลั่งเปล่งฟ้านภาลัย ฯ
๏ นางคำนับรับขวัญสรรเสริญ แสนเจริญรู้สิกขาจะหาไหน
มิเกิดครรภ์ฉันนี้บ้างเป็นอย่างไร ไปเกิดไกลกลับมาหามารดร
เครื่องสิกขาดาบสจงปลดเปลื้อง ได้ทรงเครื่องเนาวรัตน์ประภัสสร
ทั้งกษัตริย์ภัสดาช่วยว่าวอน สึกเสียก่อนเถิดนะพระมุนี
แล้วสั่งให้ไปจัดเครื่องประดับ หลายสำรับกับผ้าภูษาศรี
มาเรียงวางข้างองค์พระมุนี จินดาดีดูจำรัสชัชวาล
พระเห็นของสองกษัตริย์จัดมาให้ จะใคร่ได้เครื่องทรงน่าสงสาร
ว่าหม่อมฉันวันจะจากพระอาจารย์ ได้ตั้งสัตย์อัธิษฐานต่อเทวา
มิได้กลับอภิวาทบาทดาบส ก็ไม่ปลดปลิดเปลื้องเครื่องสิกขา
ซึ่งสององค์ทรงพระกรุณา จะเมตตาแต่งหม่อมฉันประการใด
ขอประดับทับนอกหนังเสือเหลือง ให้ประเทืองมิได้ขัดอัชฌาสัย
จะทรงเครื่องเปลื้องหนังเสียทั้งไตร เหมือนได้ใหม่ลืมเก่าดังเผ่าพาล ฯ
๏ สองกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงพระสรวล แล้วคิดควรคำว่าน่าสงสาร
จึงตรัสว่าถ้ามิเปลื้องเครื่องอาจารย์ สร้อยสังวาลจงประดับทับกันลง
แล้วเตือนให้ไหว้ลาสิกขาบท ช่วยเปลื้องปลดเครื่องครองเข้าห้องสรง
ขัดทองคำน้ำกุหลาบให้อาบองค์ แล้วท้าวทรงขัดสีฉวีวรรณ
กระหมวดเกล้าเมาลีเฉลิมพักตร์ ด้วยความรักสิ้นรังเกียจไม่เดียดฉันท์
นางเทวีสีสุคนธ์ปนสุวรรณ ดูผิวพรรณผุดผ่องละอององค์
แล้วตามใจให้นุ่งหนังเสือโคร่ง ช่วยจีบโจงจัดวางไว้หางหงส์
ใส่ห้อยหน้าผ้าทิพย์จีบประจง กุมารทรงหนังพยัคฆ์สะพักชาย
สองกษัตริย์จัดแจงแต่งประดับ ใส่สร้อยทับทรวงสังวาลประสานสาย
คาดปั้นเหน่งเปล่งเม็ดเพชรเพทาย สะอิ้งพรายพลอยวามอร่ามเรือง
แล้วให้อย่างช่างชฎามาประดับ เอาแก้วแกมแซมกับหนังเสือเหลือง
มงกุฎกลายปลายจีบเป็นกลีบเฟือง ประดับเนื่องแนบเสียดกรรเจียกจอน
พระพาหาพาหุรัดกระจัดแจ่ม ล้วนนิลแนมเนาวรัตน์ประภัสสร
แล้วสวมสร้อยนวมรองทองพระกร สลับซ้อนแสงแก้วดูแพรวพราย
ธำมรงค์วงวาวเขียวขาวเหลือง อร่ามเรืองนิ้วพระหัตถ์จำรัสฉาย
ใส่เกือกทองรองบาทแล้วนาดกราย พระผันผายพามานั่งบัลลังก์รัตน์ ฯ
๏ กุมารหมอบนอบนบอภิวาท แทบพระบาทบัวทองสองกษัตริย์
ลูกโฉดเขลาเบาจิตเป็นศิษย์วัด ไม่สันทัดท่วงทีกิริยา
ขอชนกชนนีเป็นที่พึ่ง ให้เหมือนหนึ่งกำเนิดเกิดเกศา
ช่วยสั่งสอนผ่อนผันกรุณา อย่าโกรธาทอดทิ้งถึงชิงชัง
สองกษัตริย์ตรัสว่าอย่าปรารภ ไม่หมายลบล้างลูกจะปลูกฝัง
แล้วจะมอบขอบเขตนิเวศน์วัง ให้เหมือนดังดวงจิตของบิดร
พระตรัสพลางทางเรียกธิดาราช มาร่วมอาสน์เนาวรัตน์แล้วตรัสสอน
ให้อัญชลีพี่ยาสุดสาคร นางโอนอ่อนอภิวันท์จำนรรจา
พี่จ๋าพี่ที่พระแกลตุ๊กแกร้อง ทำบ่วงคล้องมันเสียทีเถิดพี่จ๋า
กุมารอุ้มจุมพิตพระธิดา แล้วว่าอย่ากลัวตุ๊กแกเลยแม่น้อง
ฉันจะตีที่หลังให้ดังผลุง น้องสะดุ้งสรวลสันต์กันทั้งสอง
น่าสงสารมารดรกรประคอง อุ้มให้สองทรามเชยเสวยนม
สุดสาครนอนทับพระเพลาซ้าย แล้วดื่มสายโลหิตสนิทสนม
จนอิ่มหนำฉ่ำชื่นรื่นอารมณ์ นางจูบเกล้าเผ้าผมเฝ้าชมเชย
ครั้นราตรีสี่กษัตริย์เข้าไสยาสน์ สำราญราชร่วมเรียงเคียงเขนย
ถนอมพักตร์รักใคร่กระไรเลย ร่วมเสวยร่วมสรงพระคงคา
แล้วกรุงกษัตริย์จัดเลือกลูกน้อยน้อย ได้ห้าร้อยร่วมวันชันษา
ล้วนไว้จุกลูกผู้ดีมีปัญญา ให้ตามเล่นเป็นข้าสุดสาคร
ทั้งม้ารถคชสารการกษัตริย์ สารพัดการศึกให้ฝึกสอน
หวังจะให้ใจปลื้มลืมบิดร ด้วยภูธรรักสุดเหมือนบุตรา ฯ
๏ พระหน่อน้อยพลอยเพลินเจริญจิต กับน้องหญิงมิ่งมิตรขนิษฐา
จะไปไหนไปด้วยกันจำนรรจา เสียงจ๊ะจ๋าจ้อแจ้ไม่แง่งอน
หน่อกษัตริย์หัดอะไรก็หัดบ้าง เป็นคู่สร้างเรียนรู้ด้วยครูสอน
กระบวนศึกฝึกฝนชนกุญชร ต่างราญรอนเรียนครูให้รู้ครบ
รำกระบี่ตีกระบองดาบสองข้าง ทั้งจักรขว้างโล่เขนให้เจนจบ
ถึงลางทีพี่น้องเล่นลองรบ ตีกระทบแทงฟันประจัญทัพ
ข้างพวกพ้องน้องสาวพุ่งหลาวแหลน ทั้งโล่แพนทวนหอกดูกลอกกลับ
ข้างพวกพี่ตีตลบเข้ารอรับ เอาปากงับแหลมหลาวลูกเกาทัณฑ์
ข้างนายทัพขับรถเข้าจดรบ พลตลบหลีกลัดดูผัดผัน
บ้างทิ่มแทงแพลงพลาดบ้างฟาดฟัน ไม่ถูกกันแก้ไขไวทุกคน
จนเจนจำชำนาญในการศึก อาจารย์ฝึกพลรบให้หลบฝน
ทหารเลวเร็วรับกลอกกลับตน แต่เม็ดฝนก็ไม่ถูกลูกเล็กเล็ก
ต่างคล่องแคล่วแกล้วกล้าปรีชาหาญ ล้วนกุมารเหมาะเหมาะใส่เกราะเหล็ก
บ้างไว้จุกลูกขุนนางผูกหางเจ๊ก ล้วนแต่เด็กน้อยน้อยห้าร้อยคน
ด้วยทิศาปาโมกข์เมืองการะเวก เป็นองค์เอกอาจรู้หลบสู้ฝน
สำหรับฝึกศึกกษัตริย์ให้จัดพล รู้ผ่อนปรนปราบยุคทุกทุกองค์
จึงพาราผาสุกสนุกสนาน พระกุมารบันเทิงละเลิงหลง
ลืมนักสิทธ์บิตุราชมาตุรงค์ ใจพะวงอยู่ด้วยเล่นไม่เว้นวัน ฯ
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ