ตอนที่ ๓๑ พระอภัยมณีพบนางละเวง

๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาราช ด้วยสามารถมีตราพระราหู
เมื่อศึกเข้าเผาวังพังประตู นางไปอยู่เขาพยนต์พ้นอัคคี
คอยแลดูหมู่ทหารผลาญข้าศึก พลผลึกล้มตายกระจายหนี
ยิ่งชื่นชมสมคะเนนางเทวี ได้ยินปี่เป่าเพราะเสนาะใน
สำเนียงดังวังเวงเพลงสังวาส ดูวินาศนอนซบสลบไสล
ยังแต่นางพลางสลดระทดใจ จะเรียกใครก็ไม่ตื่นไม่ฟื้นกาย
นางโฉมยงองค์สั่นให้หวั่นหวาด กัมปนาทนึกพรั่นพระขวัญหาย
คิดสังเกตเหตุผลกลอุบาย เห็นดีร้ายพระอภัยใจฉกรรจ์
เขาระบือลือเล่าว่าเป่าปี่ ให้ไพรีนิทราดังอาสัญ
จึงจับท้าวเจ้าละมานผลาญชีวัน เห็นแม่นมั่นเหมือนกระนี้ไม่มีใคร
โอ้เคราะห์กรรมซ้ำร้ายอายอดสู เป็นสุดรู้สุดฤทธิ์คิดไฉน
แล้วนึกแค้นแม้นปะพระอภัย จะชิงชัยแก้แค้นแทนบิดา
คิดจะใคร่ไปดูให้รู้แน่ จะอยู่แต่ลำพังกระมังหนา
ได้รบสู้ดูฝีมือให้ลือชา เมื่อกรรมมาถึงกายก็วายปราณ
แล้วโฉมยงลงจากรถที่นั่ง ขึ้นทรงหลังม้าต้นพหลหาญ
เดชะตราม้าไม่หลับกลับทะยาน นางควบผ่านมาทางข้างกำแพง
เห็นพวกพลคนหลับระดับดาษ ดูเกลื่อนกลาดกลืนกลั้นทรงกันแสง
แสนเสียดายนายไพร่ได้ใช้แรง มาพลาดแพลงเพลี่ยงพลั้งเสียครั้งนี้
แล้วเลี้ยวด้อมอ้อมมาเห็นข้าศึก พลผลึกหลับสลบเหมือนศพผี
เห็นรถทรงองค์พระอภัยมณี นั่งเป่าปี่เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
จึงเอื้อนองค์ทรงคันเกาทัณฑ์ไว้ เห็นยังไกลกลัวจะพลาดที่มาดหมาย
ขับม้าทรงลงริมฝั่งกำบังกาย เข้าทางท้ายรถอ้อมด้อมออกมา
พอเห็นองค์ทรงลั่นเกาทัณฑ์แผลง ถูกปี่แพลงพลายพลัดพระหัตถา
ซ้ำอีกลูกถูกเกราะกษัตรา แล้วขับม้าชักทวนเข้าสวนแทง ฯ
๏ พระอภัยใจกล้าเห็นข้าศึก ลุกสะอึกองอาจฟาดพระแสง
นางแทงอีกหลีกเลี่ยงก็เพลี่ยงแพลง พระต่อแย้งยกปืนขึ้นยืนยิง
ถูกปากม้าพาโลดกระโดดดีด นางร้องหวีดเต็มเสียงสำเนียงหญิง
ครั้นรู้สึกนึกอายในใจจริง นางควบมิ่งม้ากลับไปทัพชัย ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกศกษัตริย์ ให้คิดขัดเคืองแค้นแสนสงสัย
นางคนนี้ดีทายาดบังอาจใจ อยู่ที่ไหนหนอจึงแกล้งแปลงเป็นชาย
หรือลูกสาวเจ้าลังกามีตราแก้ว จึงกล้าแกล้วแคล้วคลาดประมาทหมาย
จะตามติดคิดล้างให้วางวาย พลางแต่งกายกุมกระบี่เหน็บปี่ทรง
เสด็จจากรถาปลุกม้าต้น ขึ้นนั่งบนอานหลังดังประสงค์
ออกควบตามทรามวัยเหมือนใจจง เที่ยววกวงเวียนรอบขอบกำแพง
เห็นคล้ายคล้ายพรายพร่างไปข้างหน้า ด้วยดวงตราแก้วสว่างกระจ่างแสง
สกัดกั้นทันนางที่กลางแปลง นางพลิ้วแผลงเกาทัณฑ์ประจัญบาน
พระหลบเลี่ยงเพลี่ยงผิดประชิดไล่ นางฟาดไฟกรดพรายกระจายผลาญ
ถูกกายกรร้อนรนพระทนทาน โถมทะยานฉวยพลาดนางฟาดฟัน
พระรับรองป้องปัดสกัดจับ นางกลอกกลับเลี้ยวลัดสะบัดผัน
จนอาวุธหลุดพระกรอ่อนด้วยกัน นางกระสันสายตราคอยราวี ฯ
๏ พระอภัยได้แส้ตีสินธพ คอยรับรบกันตราของมารศรี
แต่เรียงรอล่อลวงดูท่วงที มาถึงที่แจ้งกระจ่างสว่างไฟ
พระเห็นพักตร์ลักษณาวัณฬาน้อย ดูแช่มช้อยชื่นจิตพิสมัย
ยิ่งเพ่งพิศฤทธิ์สุคนธ์เข้าดลใจ จึงปราศรัยส่งภาษากับนารี
พระน้องหรือชื่อละเวงวัณฬาราช อย่าหวั่นหวาดวิญญาณ์มารศรี
จงหยุดยั้งรั้งราจะพาที ไม่ฆ่าตีศรีสวัสดิ์เป็นสัจจา
พี่จงจิตติดตามข้ามสมุทร มาด้วยสุดแสนสวาทปรารถนา
จะถมชลจนกระทั่งถึงลังกา เป็นสุธาแผ่นเดียวเจียวจริงจริง
จงแจ้งความตามในน้ำใจพี่ ไม่ราคีเคืองข้องแม่น้องหญิง
อย่าเคลือบแคลงแหนงจิตคิดประวิง สมรมิ่งแม่วัณฬาจงปรานี ฯ
๏ นางฟังคำร่ำว่าก็น่ารัก ไม่รอพักตร์แลพบก็หลบหนี
ด้วยความหลังคั่งแค้นแสนทวี เธอฆ่าพี่ฆ่าพ่อให้มรณา
แต่ครั้งนี้มีอุบายให้ตายจิต ก็สุดคิดขัดสนจนหนักหนา
จะรบรับสัประยุทธ์สุดปัญญา จึงทำกล้าแกล้งถามตามทำนอง
ท่านนี้หรือชื่ออภัยจะใคร่รู้ ที่ชิงคู่ไปชมประสมสอง
พระเชษฐาปรานีเหมือนพี่น้อง ยังขัดข้องคิดทำลายให้วายชนม์
แล้วมิหนำซ้ำตามข้ามสมุทร มายงยุทธ์กับผู้หญิงถึงสิงหล
ครั้นหักโหมโจมจับไม่อับจน กลับแต่งกลเกี้ยวพานด้วยมารยา
อันเยี่ยงอย่างข้างชมพูต่อสู้รบ หรือจึงคบคิดรักกันหนักหนา
อันเยี่ยงอย่างข้างฝรั่งเมืองลังกา จะเมตตาเพราะมีไมตรีกัน
ประการหนึ่งซึ่งกษัตริย์กำจัดทัพ แม้นคนหลับแล้วไม่ฆ่าให้อาสัญ
ย่อมรบสู้ดูดีตีประจัญ เออเช่นนั้นหรือจะลือว่าชื่อชาย
นี่พระองค์ทรงศักดิ์รักแต่ทรัพย์ ทำให้หลับแล้วก็ริบให้ฉิบหาย
จะผูกมิตรชิดเชื้อก็เหลืออาย ถึงวอดวายไว้ชื่อให้ลือชา ฯ
๏ พระฟังคำน้ำเสียงสำเนียงสนอง ช่างพร่ำพร้องไพเราะเพราะหนักหนา
จึงตรัสตอบปลอบประโลมโฉมวัณฬา อย่าโกรธาเลยจะเล่าให้เข้าใจ
ซึ่งพี่ชายสายสวาทขาดชีวิต พี่ยังคิดทุกเวลาน้ำตาไหล
เพราะสิ้นบุญหุนหันจึงบรรลัย พลไพร่ก็ย่อมรู้อยู่ด้วยกัน
ไม่พอที่ศรีสวัสดิ์จะขัดข้อง ให้ยกกองทัพไปถึงไอศวรรย์
จะนิ่งไว้ไม่เห็นจริงทุกสิ่งอัน จึงหมายมั่นจะมาเล่าให้เข้าใจ
เจ้ารบพุ่งมุ่งหมายทำร้ายพี่ จึงเป่าปี่ห้ามทัพให้หลับใหล
รักษาตัวกลัวชีวันจะบรรลัย โดยวิสัยสงครามตามโบราณ
ประเดี๋ยวนี้พี่ได้พบประสบน้อง อย่าขุ่นข้องขาดรักหักประหาร
จงเคลื่อนคลายหายเหือดที่เดือดดาล เชิญแม่ผ่านพาราให้ถาวร
อันผู้คนพลไพร่จะให้ตื่น ขอกลับคืนคงถวายสายสมร
เป็นเสร็จศึกตรึกตรองครองนคร อย่าให้ร้อนไปถึงท้าวทุกด้าวแดน
ด้วยฝรั่งลังกาอาณาเขต ล้ำประเทศถิ่นอื่นสักหมื่นแสน
แม้นเมืองไหนไม่นอบนบจะรบแทน เป็นทองแผ่นเดียวกันจนวันตาย ฯ
๏ นางฟังตรัสมธุรสพจนารถ เสียวสวาทหวานหูไม่รู้หาย
จึงกล่าวแกล้งแสร้งเสเททุบาย พระพี่ชายช่างพลอดทอดอาลัย
กระนี้หรือลูกสาวเจ้าผลึก จะมินึกรักพระองค์จนหลงใหล
อย่าลดเลี้ยวเกี้ยวพานรำคาญใจ ถ้าแม้นไม่มุ่งหมายทำร้ายกัน
จงแก้ไขไพร่พลให้คนตื่น แล้วกลับคืนข้ามไปอยู่ไอศวรรย์
จะเห็นจริงสิ่งสวัสดิ์เป็นสัตย์ธรรม์ อย่ารำพันพูดเปล่าไม่เข้าการ
อันผู้หญิงสิงหลนี้คนซื่อ จะนับถือแต่ที่แน่นเป็นแก่นสาร
แม้นกลับกลายหลายคำแล้วรำคาญ ไม่ขอพานพบกันจนวันตาย ฯ
๏ พระฟังนางช่างฉลาดประภาษพ้อ ทั้งลวงล่อสิ้นลมคมใจหาย
จึงว่าพี่นี้ซื่อเป็นชื่อชาย ไม่กลับกลายแกล้งลวงแม่ดวงใจ
จะสัญญาว่าขานประการใด พี่จะให้ความสัตย์ไม่ขัดน้อง
แล้วจะให้ไพร่พลคนทั้งหลาย รู้สึกกายเห็นเรานั่งอยู่ทั้งสอง
ใครเกะกะจะได้ห้ามตามทำนอง ให้ปรองดองดีกันจนวันตาย ฯ
๏ นางฟังคำทำว่าน่าบัดสี พูดเช่นนี้เจ็บใจมิใคร่หาย
จะให้หญิงวิ่งไปอยู่กับผู้ชาย ช่างเปรียบปรายปรึกษาไม่ปรานี
หรือเชื่อจิตคิดว่าจะชนะศึก อย่าเพ่อนึกก่อนว่าหญิงจะวิ่งหนี
แม้นซื่อตรงจงใจเป็นไมตรี ให้โยธีตื่นก่อนได้ผ่อนปรน
พระเป็นเจ้าชาวผลึกย่อมกึกก้อง ข้างฝ่ายน้องก็เป็นเจ้าชาวสิงหล
จะผูกมิตรคิดประกอบให้ชอบกล ถึงไพร่พลใหญ่น้อยคงพลอยตาม
ได้ลือชาปรากฏเป็นยศศักดิ์ ให้สมรักราบเตียนที่เสี้ยนหนาม
แม้นไม่เชื่อเมื่อพระองค์จะสงคราม เร่งติดตามโจมจับจะรับรบ
แม้นเมตตาอาลัยให้ไพร่ตื่น จะได้คืนคุมกันเข้าบรรจบ
แล้วเป่ามนต์ดลสำทับขับสินธพ เลี้ยวตลบลัดแลงเข้าแฝงไฟ ฯ
๏ พระแลตามหวามวับเมื่อลับเนตร ด้วยพระเวทหวังจิตพิสมัย
จะตามโลมโฉมละเวงก็เกรงใจ จะผันแปรแก้ไขฉันใดดี
แล้วนึกได้ในวิชาพฤฒาเฒ่า จะลองเป่าปี่ประโลมนางโฉมศรี
ให้งามสรรพกลับมาได้พาที แล้วทรงปี่เป่าเกี้ยวประเดี๋ยวใจ
ต้อยตะริดติดตี่เจ้าพี่เอ๋ย จะละเลยเร่ร่อนไปนอนไหน
แอ้อีอ่อยสร้อยฟ้าสุมาลัย แม้นเด็ดได้แล้วไม่ร้างให้ห่างเชย
ฉุยฉายชื่นรื่นรวยระทวยทอด จะกล่อมกอดกว่าจะหลับกับเขนย
หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพย ใครจะเชยโฉมน้องประคองนวล
เสนาะดังวังเวงเป็นเพลงพลอด เสียงฉอดฉอดชดช้อยละห้อยหวน
วิเวกแว่วแจ้วในใจรัญจวน เป็นความชวนประโลมโฉมวัณฬา ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงฟังเพลงปี่ ให้รอรีรวนเรเสนหา
คิดกำหนัดอัดอั้นหวั่นวิญญาณ์ นึกนึกน่าจะใคร่ปะพระอภัย
เธอพูดดีปี่ฟังดังเสนาะ จะฉอเลาะลูบต้องทำนองไหน
แม้ถนอมกล่อมกลอกเหมือนดอกไม้ จะชื่นใจน้องยาทุกราตรี
ยิ่งกลับฟังวังเวงเพลงสังวาส ยิ่งหวั่นหวาดวิญญาณ์มารศรี
ตะลึงลืมปลื้มอารมณ์ไม่สมประดี ด้วยเพลงปี่เป่าเชิญให้เพลินใจ
จนลืมองค์หลงรักชักสินธพ กลับมาพบพิศวงด้วยหลงใหล
พระเห็นนางวางปี่ด้วยดีใจ เข้าเคียงใกล้กล่าวประโลมโฉมวัณฬา
ขอเชิญนุชสุดสวาทไปราชรถ อย่าระทดท้อจิตกนิษฐา
นางรู้สึกนึกพรั่นหวั่นวิญญาณ์ กลับชักม้าควบขับไปลับองค์
อ้อมออกทางข้างเขาให้เศร้าจิต แล้วหยุดคิดแค้นใจด้วยใหลหลง
อันลมปี่นี้ละลวยให้งวยงง สุดจะทรงวิญญาณ์รักษาตัว
ถ้าขืนอยู่สู้อีกไม่หลีกเลี่ยง ฉวยพลั้งเพลี่ยงเพลงปี่ต้องมีผัว
จะพลอยพาหน้าน้องให้หมองมัว เหมือนหญิงชั่วชายเกี้ยวประเดี๋ยวใจ
เหลือลำบากยากเย็นด้วยเป็นหญิง จำจะทิ้งกองทัพที่หลับใหล
ไปลังกาอย่าให้มีราคีภัย แล้วจะได้แต่งทหารมาราญรอน
ดำริพลางนางขยับจับพระแสง สะพายแล่งลูกเกาทัณฑ์ถือคันศร
เหน็บกระบี่มีหอกซัดข้างอัสดร แล้วหยุดหย่อนยืนดูหมู่โยธา
ไม่ไหวติงนิ่งหลับระงับเงียบ ยิ่งเย็นเยียบเยือกจิตกนิษฐา
สุดจะช่วยด้วยทัพอัปรา ชลนานองเนตรสังเวชใจ
จะอยู่นานการด่วนจวนจะรุ่ง เขม้นมุ่งมรรคาพฤกษาไสว
ควบอาชาผ่าตรงเข้าพงไพร สังเกตใจจำทางไปกลางคืน
สันโดษเดี่ยวเปลี่ยวเปล่าเศร้าสลด ระทวยทดทุกข์ร้อนถอนสะอื้น
แต่การทัพขับขันสู้กลั้นกลืน อุตส่าห์ขืนขับม้ารีบคลาไคล ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระอภัยวิไลลักษณ์ กำเริบรักร้อนจิตคิดสงสัย
เมื่อเป่าปี่เยาวมาลย์มาเหมือนใจ ครั้นหยุดปี่หนีไปไม่ได้การ
เที่ยวควบม้าหาจบไม่พบปะ สุดที่จะติดตามความสงสาร
เสนหาอาวรณ์ร้อนรำคาญ เยาวมาลย์แม่จะแฝงไปแห่งไร
หรือหยุดปี่ดีร้ายจะคลายรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตาไหล
จะโลมเล้าเป่าอีกให้อ่อนใจ แม้นมาใกล้เหมือนเมื่อกี้แล้วมิฟัง
พลางบรรเลงเพลงปี่ระรี่เรื่อย จนเหน็ดเหนื่อยในอารมณ์ไม่สมหวัง
พระศอแสบแหบเครือเหลือกำลัง จึงหยุดยั้งยืนรำพึงคะนึงใน
ทีปี่เราเป่าอีกจะหลีกเลี่ยง หรือฟังเสียงหลับซบสลบไสล
หรือนิ่มน้องหมองหมางระคางใจ ว่าพี่ไม่ปลุกทัพให้กลับมา
ยิ่งครวญคร่ำรำลึกยิ่งนึกรัก ละล่ำละลักเหลียวแลชะแง้หา
ที่รอนราญการศึกไม่ตรึกตรา ด้วยเหตุว่าเวทมนตร์เข้าดลใจ
จึงคิดว่าอย่าเลยจะปลุกทัพ ให้งามสรรพสิ้นพะวงที่สงสัย
เป็นสำเร็จเสร็จศึกเหมือนนึกไว้ เห็นจะได้เชยชมโฉมวัณฬา
ดำริพลางทางลงแล้วทรงปี่ เรียกโยธีไพร่นายทั้งซ้ายขวา
ให้วาบแว่วแก้วหูรู้วิญญาณ์ ต่างลืมตาตกใจทั้งไพร่นาย
ลุกขึ้นวิ่งทิ้งเครื่องสรรพาวุธ อุตลุดล้มคว่ำคะมำหงาย
เสียงครึกครื้นตื่นพลัดกระจัดกระจาย ต่างวุ่นวายวิ่งพัลวันไป ฯ
๏ ฝ่ายฝรั่งทั้งแขกแตกเข้าป่า ไม่รู้ว่าจะไปหนตำบลไหน
พวกผลึกครึกครื้นตื่นตกใจ ทั้งนายไพร่พรูลงข้างคงคา
พออุทัยไขแสงแจ้งกระจ่าง แจ่มสว่างกลางทะเลพระเวหา
ทั้งไพร่นายฝ่ายฝรั่งเมืองลังกา ต่างแตกล่าเลี้ยวลัดเที่ยวพลัดพราย
พวกเสนาหาไพร่ก็ไม่พร้อม จะรวมรอมกันไม่ได้ดังใจหมาย
ต่างติดตามถามข่าวถึงเจ้านาย เที่ยวแยกย้ายย้อนหลังไปลังกา ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระอภัยเจ้าไตรจักร ไม่พร้อมพรักไพร่พลเข้าค้นหา
ที่ไพร่หายนายหมวดเที่ยวตรวจตรา พบบรรดาหมื่นขุนทั้งมุลนาย
บ้างติดกลบนหอรบพบในป้อม ที่รถคร่อมครอบไว้น่าใจหาย
ช่วยแก้ไขให้สลักหักทลาย ทั้งไพร่นายออกมาได้ดังใจปอง
ไปพร้อมพรั่งฝั่งสมุทรหยุดประทับ อยู่คั่งคับคอยฟังรับสั่งสนอง
ทั้งทัพเรือเหลือตายอยู่หลายกอง ได้ข้าวของแขกฝรั่งไว้ทั้งนั้น
ทั้งปืนผาม้ารถหมดทุกสิ่ง ด้วยคนวิ่งไปแต่ตัวกลัวอาสัญ
สินสมุทรสุดแสนคั่งแค้นครัน บังคมคัลพระบิดาแล้วพาที
พวกทัพแตกแขกฝรั่งกำลังตื่น เป็นกลางคืนคงจะพลัดกำจัดหนี
ไม่ราบเตียนเสี้ยนหนามขอตามตี ผลาญชีวีเสียให้ได้ทั้งไพร่นาย ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระอภัยถูกไฟกรด ทั้งระทดที่ไม่สมอารมณ์หมาย
จึงห้ามปรามตามเล่ห์เพทุบาย อย่าวุ่นวายเลยจะเล่าให้เข้าใจ
เมื่อเป่าปี่รี้พลผู้คนหลับ ยังอยู่แต่แม่ทัพไม่หลับใหล
มาโต้ตอบลอบยิงเราชิงชัย จนต้องไฟกรดทั่วทั้งตัวตน
ดูนี่แน่ะแผลลอกยังปอกปวด ให้เร้ารวดรึงรุมทุกขุมขน
เหลือกำลังดังหนึ่งกายจะวายชนม์ จึงคิดกลแก้ไขเป็นไมตรี
ข้างฝ่ายเขาเล่าก็ยอมเป็นพร้อมจิต มิได้คิดรบพุ่งเอากรุงศรี
ได้พร้อมพรั่งตั้งสัตย์สวัสดี จึงเป่าปี่ปลุกทัพให้กลับฟื้น
อันฝรั่งทั้งนั้นไม่ทันรู้ จึงวิ่งกรูเกรียวแยกกันแตกตื่น
ซึ่งของเขาเอาไว้จะได้คืน ห้ามคนอื่นอย่าให้เอาของเขาไป
แต่เดี๋ยวนี้ผู้คนยังอลหม่าน นายทหารเห็นจะห้ามปรามไม่ไหว
แม้รวมรอมพร้อมพลสกลไกร เห็นจะได้ทูตามาพาที
เรารอรั้งฟังดูให้รู้แน่ สุดแล้วแต่นางวัณฬามารศรี
แม้นเสียสัตย์ขัดขวางทางไมตรี จึงตามตีให้กระทั่งถึงลังกา ฯ
๏ ศรีสุวรรณพรั่นจิตผิดสังเกต แลชม้ายชายเนตรดูเชษฐา
เห็นจริตผิดทีกริยา จึงแกล้งว่าหวังจะลวงดูท่วงที
เมื่อตอบคำทำสัตย์ไม่ขัดข้อง เหมือนเข้าช่องสมหมายไม่หน่ายหนี
ไม่ตรองตรึกลึกซึ้งถึงไพรี คงเสียทีทางสวาทต้องคลาดคลา ฯ
๏ พระอภัยใจกระสันยังพันผูก เขาเกาถูกเข้าที่คันก็หรรษา
สำรวลพลางทางสนองพระน้องยา ธรรมดามดดำกับน้ำตาล
ได้เข้าเรียงเคียงใกล้แล้วไม่อด คงชิมรสรู้กำพืดว่าจืดหวาน
อนุชาอย่าประมาทว่าคลาดการ ไม่เนิ่นนานนักดอกบอกจริงจริง ฯ
๏ พระฟังพี่ศรีสุวรรณรำพันว่า นางวัณฬาข้านี้เบื่อเห็นเหลือหญิง
แต่รูปเขียนใครได้ยังไม่ทิ้ง ยิ่งรูปจริงแล้วก็เห็นจะเป็นการ
พลางเหลียวหน้ามาว่ากับสินสมุทร เห็นร้ายสุดเสียกว่าเสือเหลือแล้วหลาน
สินสมุทรสุดแค้นแสนรำคาญ จึงว่าวานนี้หม่อมฉันลั่นวาจา
ว่าขึ้นรบพบผู้หญิงอย่านิ่งไว้ สังหารให้ม้วยมุดสุดสังขาร์
พระบิตุรงค์ทรงธรรม์ก็สัญญา ว่าจะผ่าอกนางให้วางวาย
เหตุไฉนไม่สังหารผลาญชีวิต กลับจะคิดแผ่เผื่อเป็นเชื้อสาย
ฉวยเสียทีผีผู้หญิงเข้าสิงกาย จะมิอายเขาหรือนะพระเจ้าอา ฯ
๏ พระอภัยได้ยินสินสมุทร อดสูสุดแสนสะเทิ้นทำเมินหน้า
แล้วตอบความตามวิสัยไวปัญญา เจ้าช่างว่าเหมือนสตรีไม่มีมือ
เห็นที่ไหนไล่สังหารผลาญชีวิต ราวกับลิดไม้ไหล้จะได้หรือ
เขาเชี่ยวชาญการศึกได้ฝึกปรือ มีฝีมือเหมือนหนึ่งชายเป็นนายทัพ
ทำเหมือนเจ้าเข้าไปไล่เอาไฟจุด แล้วไม่หยุดยั้งคิดจะติดกับ
อันแยบยลกลศึกย่อมลึกลับ แม้นจะจับก็ให้มั่นคั้นให้ตาย
เราชิงชัยไม่ชนะกลัวจะแพ้ จึงเกี้ยวแก้การศึกเหมือนนึกหมาย
ด้วยเสียทีชีวันจะอันตราย แต่รอดตายเหมือนกระนี้เป็นดีนัก
อนึ่งเล่าเราก็ป่วยระทวยจิต สุดจะคิดทำการไปหาญหัก
หยุดพหลพลนิกรได้ผ่อนพัก จะได้รักษากายให้หายดี
จึงขึ้นบกยกขึ้นตั้งอยู่วังใหม่ ให้นายไพร่รายรักษาทุกหน้าที่
คอยระวังนั่งยามตามอัคคี อย่าให้มีเภทภัยสิ่งใดพาน
แล้วชวนพระอนุชาโยธาทัพ เข้าหยุดยับยั้งอาศัยในสถาน
หมอพิทักษ์รักษาพยาบาล คิดรำคาญด้วยลูกสาวเจ้าลังกา ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาราช แสนสามารถมาในไพรพฤกษา
ครั้นรุ่งรางสว่างแสงพระสุริยา นางขับม้ามาในดงแต่องค์เดียว
จนโพล้เพล้เวลาภาณุมาศ ล่วงลีลาศลับเงาภูเขาเขียว
เสียงเสือสิงห์วิ่งตะเพิ่นกระเจิ่นเจียว นางหลีกเลี้ยวหลงทางไปกลางดง
แต่เดือนหงายฉายแสงแจ้งกระจ่าง ดูพรายพร่างพฤกษาป่าระหง
น้ำค้างโรยโปรยละอองมาต้ององค์ นางแสนทรงโศกสลดระทดใจ
โอ้อกเอ๋ยเคยสำราญผ่านประเทศ มาทุเรศแรมเดินเนินไศล
เคยพร้อมพรักนักสนมกรมใน มาเปลี่ยวใจจรทางอยู่หว่างเนิน
เคยเสวยเนยนมภิรมย์รส มาจำอดโอ้อกระหกระเหิน
ทั้งหิวหอบบอบช้ำระยำเยิน หนทางเดินก็ไม่แจ้งว่าแห่งใด
แสนสงสารพาชีม้าที่นั่ง สิ้นกำลังเหงื่อโซมชโลมไหล
โอ้ครั้งนี้ชีวันจะบรรลัย ไหนจะได้กลับหลังไปลังกา
นางนึกนึกแล้วสะอึกสะอื้นไห้ พระชลนัยน์พรั่งพรายทั้งซ้ายขวา
จะแลเหลียวเปลี่ยวใจนัยนา จนเวลาดึกสงัดกำดัดนอน
ทั้งธารน้ำลำเนาเขาอังกาศ ศิลาลาดแลเลื่อมเงื้อมสิงขร
ลงจากม้าพาเดินดำเนินจร ให้อัสดรกินน้ำค่อยสำราญ
แล้วโฉมยงทรงเสวยสว่างจิต รำคาญคิดด้วยว่าม้าอดอาหาร
แม้นม้าล้มแล้วเหมือนกายเราวายปราณ จึงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานถึงบุญญา
เดชะผลปรนนิบัติจังหวัดทวีป ช่วยชูชีพชนชาติพระศาสนา
ตามเยี่ยงอย่างทางธรรม์กรุณา พระจุฬาติเวนย่อมเห็นใจ
แม้ข้านี้มิได้คงดำรงทวีป ขอสิ้นชีพเด็ดดับดังหลับใหล
แม้จะได้ไปบำรุงซึ่งกรุงไกร ขออย่าให้ชีวันเป็นอันตราย
จะปล่อยม้าไปหากินในถิ่นเถื่อน ให้มาเหมือนใจจิตที่คิดหมาย
แล้วปล่อยม้าว่าไปตามความสบาย แต่เดียวดายกินหญ้าประสาใจ
ต่อรุ่งเช้าเจ้าจึงมาถึงที่นี่ ค่ำวันนี้เราจะนอนชะง่อนไศล
พลางลูบหลังสั่งม้าแล้วคลาไคล ขึ้นอาศัยสิงขรด้วยอ่อนแรง
เอาแก้วตราราหูขึ้นชูช่วง โชติดังดวงดาวสว่างกระจ่างแสง
เที่ยวส่องดูภูผาศิลาแลง เห็นตำแหน่งหนึ่งเลี่ยนเตียนสบาย
เหมือนบัลลังก์บังลมร่มน้ำค้าง พระนุชนางนึกสมอารมณ์หมาย
ค่อยเอนองค์ลงบนแท่นศิลาลาย ระทวยกายกัมปนาทหวาดวิญญาณ์
เย็นยะเยียบเงียบเหงาเศร้าสงัด ดึกกำดัดเดือนดับลับเวหา
ระโหยหิวหวิวไหวเมื่อไสยา หอมสุมาลัยรอบขอบคีรี
เสียงแหร่แหร่แม่ม่ายลองไนร้อง ประสานซ้องเสียงจังหรีดดังดีดสี
สะอื้นอ้อนอ่อนอารมณ์ไม่สมประดี ดังดนตรีกล่อมขับให้หลับไป ฯ
๏ พอเช้าตรู่รู้สึกนึกถึงม้า ลงมาหาท่าหินที่สินธุ์ใส
บ้วนพระโอษฐ์โสรจสรงพักตร์ประไพ คิดอาลัยแลหาอาชาทรง
พอได้ยินดินลั่นเสียงครั่นครื้น สะเทื้อนพื้นภูผาป่าระหง
ประเดี๋ยวหนึ่งตึงสะดุ้งดังผลุงลง กลิ้งอยู่ตรงหน้าเท่าน้ำเต้าทอง
เหลืองอร่ามงามงอมหอมระรื่น ดูสดชื่นชูสีไม่มีสอง
สงสัยนักชักมีดออกกรีดลอง ขาดเป็นสองซีกไส้ข้างในแดง
นางชิมดูรู้ว่าโอชารส เหลือกำหนดในมนุษย์สุดแสวง
ทั้งหอมหวานซ่านเสียวมีเรี่ยวแรง ที่ศอแห้งหิวหายสบายบาน
พอม้ามิ่งวิ่งมาแล้วอ้าปาก รู้ว่าอยากยื่นให้ม้าเป็นอาหาร
ม้าลำพองลองเชิงเริงสำราญ นางนั่งฝานชิ้นชิมจนอิ่มใจ
ยังเหลืออีกซีกเสี้ยวไม่เหี่ยวแห้ง ห่อตะแบงมานมั่นไม่หวั่นไหว
ขึ้นทรงนั่งหลังม้าแล้วคลาไคล พอสัตว์ไพรรู้อึงคะนึงมา
ทั้งเนื้อเบื้อเสือสิงห์กระทิงถึก หมู่มฤคแรดควายทั้งซ้ายขวา
บ้างแลพบหลบตัวด้วยกลัวตรา บ้างวิ่งมาวิ่งไปออกไขว่กัน ฯ
๏ พอเห็นคนบนชะง่อนสิงขรเขา ร้องว่าเรารักษาพนาสัณฑ์
นางวัณฬามาได้กินดินสำคัญ ไม่แบ่งปันให้เราบ้างเป็นอย่างไร
นางแลดูผู้เฒ่าบนเขาเขียว เป็นซีกเสี้ยวแต่ข้างขวาน่าสงสัย
จึงซักถามตามแคลงไม่แจ้งใจ ท่านชื่อไรร้องทักรู้จักเรา
อันของดีมีรสไม่หมดสิ้น จะให้กินได้อยู่ท่านผู้เฒ่า
แต่พรายแพร่งแจ้งความตามสำเนา ก่อนเถิดเราก็จะให้เป็นไรมี ฯ
๏ ฝ่ายอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์สถิตสถาน จึงแจ้งการกับวัณฬามารศรี
ลูกนั้นหรือชื่อว่านมพระธรณี ถึงพันปีผุดขึ้นเหมือนปืนดัง
ฝูงสัตว์ไพรได้ยินทั้งกลิ่นหอม มาพรั่งพร้อมเพราะจะกินถวิลหวัง
ด้วยหวานเย็นเห็นประเสริฐเกิดกำลัง กำจัดทั้งโรคาไม่ราคี
อายุยืนชื่นชุ่มเป็นหนุ่มสาว ผิวนั้นราวกับทองละอองศรี
ถึงแก่เฒ่าเข้าเรือนสามร้อยปี ก็ไม่มีมัวหมองละอองนวล
ทั้งเนื้อหอมกล่อมกลิ่นระรินรื่น เป็นที่ชื่นเชยบุรุษสุดสงวน
เราได้กลิ่นดินถนันให้รัญจวน ด้วยธุระพระอิศวรเธอสาปไว้
ให้อยู่เฝ้าเขาอังกาศขาดครึ่งซีก สุดจะหลีกเลี่ยงกรรมจะทำไฉน
ต่อได้กินดินถนันเมื่อวันไร จึงจะได้เต็มกายสบายบาน ฯ
๏ นางทราบความตามกรรมที่ร่ำเล่า จึงหยิบเอาถันสุธาออกมาฝาน
วางไว้บนต้นไม้ที่ใกล้ธาร แล้วว่าท่านเทวดาได้ปรานี
ซึ่งธุระพระองค์จำนงนั้น ข้าผ่อนผันพ้นทุกข์เป็นสุขี
ข้าหลงทางกลางป่าพนาลี ท่านช่วยชี้มรคาให้คลาไคล ฯ
๏ ฝ่ายเทวัญครั้นสดับที่กลับถาม จึงบอกความเคลือบแฝงแถลงไข
ซึ่งโฉมยงหลงทางมากลางไพร เพราะจะได้พบลาภปราบไพรี
จงรีบลัดตัดทางไปข้างเขา จะพบชาวบ้านป่าพนาสี
ทั้งจะปะพระปี่โปบาลีดี จงพาทีไต่ถามตามสงกา
พอเสร็จคำสำแดงแผลงอำนาจ ต้อนตวาดเสือสิงห์มหิงสา
แล้วกลับกลายหายวับไปลับตา ถันสุธาที่ถวายก็หายไป ฯ
๏ จะกล่าวถึงนางวัณฬาพระยาหญิง จึงลาสิงขรเจ้าเขาไศล
รีบขยับขับม้าให้คลาไคล สังเกตใจจำทางหว่างคิริน
รุกขาครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัด ละเลาะลัดเลียบธารละหานหิน
หอมบุปผาสารพันทั้งจันทน์อิน อินทนิลนางแย้มแกมสุกรม
เห็นสายหยุดพุดพะยอมนางน้อมกิ่ง วิสัยหญิงอยากได้เด็ดใส่ผม
ถึงยากเย็นเห็นดอกไม้จะใคร่ชม ชื่นอารมณ์เรี่ยทางไปกลางดง
สันโดษเดี่ยวเหลียวแลเห็นแต่นก ฝูงวิหคเหมราพระยาหงส์
ที่หุบเขาเหล่าฝูงนกยูงลง ฟ้อนเป็นวงเวียนรายชม้ายเมียง
เค้าโมงมองพร้องเพรียกร้องเรียกคู่ กระลุมพูโพระดกโฮกปกเสียง
ซังแซวแจ้วแก้วพลอดฉอดสำเนียง นางนวลเคียงคู่นางไม่ห่างกัน
กินปลีเปล้าเขาไฟฝูงไก่ป่า เสียงโกญจาแจ้วแจ้วไก่แก้วขัน
นกขุนทองปองไล่เบญจวรรณ ตามเพศพันธุ์ภาษาบรรดามี
ขมิ้นอ่อนนอนรายบนปลายเปล้า เป็นคู่เคล้าคลึงคลอลออศรี
นกกระตั้วตัวขาวราวสำลี นางโนรีแดงฉาดสะอาดตา
พินิจพลางนางรำพึงถึงนิเวศน์ อยู่ขอบเขตเคยรักเลี้ยงปักษา
ให้จับคอนนอนเล่นเจรจา ถึงเวลาแสบท้องเคยร้องวอน
โอ้จากนกตกมาอยู่ป่าสูง ฟังแต่ฝูงนกเถื่อนไม่เหมือนสอน
สงสารโอ้โนรีอยู่ที่คอน เคยชูช้อนชื่นอารมณ์ได้ชมเชย
เคยชมสวนล้วนแต่สรรทุกพรรณไม้ มาชมไพรพฤกษานิจจาเอ๋ย
มิเคยยากกรากกรำก็จำเคย เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจ
รัญจวนจิตคิดแค้นแสนเทวษ น้ำพระเนตรนองตกซกซกไหล
รีบขับม้ามาตามทางที่กลางไพร อนาถใจเดินโขดสันโดษเดียว ฯ
๏ จะกลับกล่าวชาวบ้านสิกคารนำ แปลเป็นคำไทยเล่าว่าเขาเขียว
ด้วยเขตคันบรรพตนั้นลดเลี้ยว หนทางเปลี่ยวเดินออกตามซอกเนิน
มีนักปราชญ์บาทหลวงเป็นหลักบ้าน ปรีชาชาญชาวอรัญสรรเสริญ
สร้างตึกใหญ่ไว้ที่ข้างหนทางเดิน ได้เจริญรักษาตามบาลี
อันลูกเต้าชาวป่าเอามาฝาก ประมาณมากเหมือนคณะพระฤๅษี
เรียนวิชาไตรดาโหราคี ตามบาลีเพศฝรั่งชาวลังกา
คนทั้งนั้นวันอาทิตย์เป็นอิสระ มาไหว้พระพร้อมกันด้วยหรรษา
ทำบุญบวชสวดมนต์สนทนา บาทหลวงขึ้นมานั่งบัลลังก์พรต
ให้จุดโคมโยมญาติมากลาดเกลื่อน ดูดาวเดือนเต็มวงขึ้นทรงกลด
เห็นดาวดวงเจ้าลังกาพิลาลด สีสลดดูสลัวมัวมอซอ
แล้วดูดาวเจ้าเมืองผลึกราช เข้าร่วมธาตุวิสัยไฉนหนอ
เพ่งพินิจคิดแคลงตะแคงคอ พลางหัวร่อรู้ความตามตำรา
พวกฝรั่งทั้งนั้นชวนกันถาม จึงแจ้งความจริงจิตกับศิษย์หา
เราดูดวงเจ้าประเทศเขตลังกา ไม่มีข้าคนเที่ยวอยู่เดียวดาย
อันดวงดาวเจ้าผลึกเป็นศึกสู้ กลับร่วมรู้รักกันขันใจหาย
ส่วนพวกไพร่ใหญ่น้อยจะพลอยตาย แต่ตัวนายนั้นจะอยู่เป็นคู่เคียง
พอขาดคำร่ำว่าฝูงกาตื่น ในกลางคืนบอกข่าวกระส่าวเสียง
ทั้งอูฐลาม้าร้องซ้องสำเนียง เห็นผิดเยี่ยงอย่างแต่ก่อนร่อนชะไร
จึงจับยามตามตำราภาษาสัตว์ ด้วยเจนจัดแจ้งเหตุข้างเพทไสย
จึงบอกเล่าชาวป่าพนาลัย หวังจะให้แจ้งจิตในกิจจา
ซึ่งสัตว์ร้องต้องยามตามตำรับ มันคอยรับเจ้าแผ่นดินถวิลหา
พรุ่งนี้เย็นเห็นลูกสาวเจ้าลังกา จะเข้ามาบ้านนี้เพราะมิตาย
ในตำราว่าโจรตามมาด้วย ท่านจงช่วยป้องกันให้ผันผาย
ได้อาศัยในแผ่นดินทำกินสบาย ทั้งหญิงชายฉลองคุณอย่าสูญใจ
แต่เรานี้มิให้พบจะหลบหน้า ผู้ใดอย่าบอกแจ้งแถลงไข
ใครรักยศอตสาห์ตามนางทรามวัย คงจะได้สมหมายเมื่อปลายมือ ฯ
๏ ฝ่ายฝรั่งทั้งปวงบาทหลวงบอก ต่างก็ออกปากรับด้วยนับถือ
ด้วยชาวบ้านการศึกได้ฝึกปรือ มีฝีมือถือตัวไม่กลัวใคร
ทั้งอยากเห็นเช่นเขาว่ามหากษัตริย์ จะเหยาะหยัดอย่างเยี่ยงสักเพียงไหน
ต่างปรึกษาพาทีด้วยดีใจ จนจวนใกล้สนธยากลับมาเรือน
ครั้นรุ่งเช้าชาวบ้านสำราญรื่น บ้างแบกปืนดาบหอกเที่ยวบอกเพื่อน
มารวมรอมพร้อมพรักไม่ตักเตือน ดูกลาดเกลื่อนอยู่ที่หน้าศาลาลัย ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาสมร อ้อมสิงขรเขาเขินเนินไศล
ไม่รั้งรอพอบ่ายถึงชายไพร เห็นควันไฟขึ้นโขมงในพงพี
มีรอยคนปนเกวียนเดีษรดาษ ดูเกลื่อนกลาดกลางทางหว่างวิถี
คิดสำคัญมั่นคงว่าตรงนี้ เห็นจะมีบ้านช่องจึงกองไฟ
ด้วยเย็นค่ำจำจะเข้าหาชาวป่า ได้พูดจาไต่ถามตามสงสัย
ดำริพลางนางพระยาขับม้าไป จนจวนใกล้ได้ยินเสียงค่อยเมียงมอง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายนายโจรสามสิบห้า กับกะลาสีฉกรรจ์สามพันสอง
เที่ยวตีปล้นชนบทเอาเงินทอง มาถึงหนองน้ำพักสำนักพล
ให้ฆ่าแพะแกะไก่กินแกล้มเหล้า กำลังเมาเฮฮาโกลาหล
เอาดาบหอกออกประกวดบ้างอวดตน พอเห็นคนขี่ม้าสง่างาม
ใส่หมวกเสื้อเครือกระหนกเนาวรัตน์ แจ่มจำรัสรัศมีศรีสยาม
ทั้งตราแก้วแพรวพราวดูวาววาม แลอร่ามรุ่งเรืองทั้งเครื่องม้า
เห็นมั่งมีดีใจให้ไพร่ล้อม มันหุ้มห้อมเรียงรายทั้งซ้ายขวา
อ้ายนายใหญ่ไต่ถามตามสงกา ตัวนี้มาแต่สถานบ้านเมืองใด ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาราช พระนุชนาฏนึกพรั่นให้หวั่นไหว
สังเกตดูรู้ว่าโจรสัญจรไพร มันล้อมไล่หมายจะจับถึงอับจน
จำจะบอกออกความนามกษัตริย์ เจ้าจังหวัดแว่นแคว้นแดนสิงหล
มันอาศัยในแผ่นดินสิ้นทุกคน ถึงอับจนก็ไม่ควรจะลวนลาม
ดำริพลางนางกษัตริย์ตรัสประภาษ ท่านเชื้อชาติชาวไพรมาไต่ถาม
อันตัวเราเจ้าลังกาล่าสงคราม หลงมาตามทางเถื่อนให้เฟือนใจ
ท่านเอ็นดูรู้แห่งจงแจ้งจิต อย่าคบคิดเคลือบแคลงแหนงไฉน
ช่วยนำเราเข้าไปเพียงพระเวียงชัย จะตั้งให้เป็นขุนนางได้รางวัล ฯ
๏ อ้ายโจรแจ้งแกล้งว่าประสาดื้อ เรานี้คือเจ้าป่าพนาสัณฑ์
ไม่รักศักดิ์รักยศอย่าปดกัน จะหมายมั่นเอาแต่ของที่ต้องการ
จงปลดเปลื้องเครื่องประดับกับทั้งม้า มาให้เราเจ้าป่าพนาสาณฑ์
จะปล่อยไปไม่ทำลายให้วายปราณ อย่าอ่อนหวานว่ากล่าวให้ยาวความ
จะลวงล่อพอให้ไปจะได้จับ บีบขมับเฆี่ยนขู่กระทู้ถาม
เรารู้เท่าเข้าใจไม่ไปตาม จงปลดเปลื้องเครื่องอร่ามมาเร็วไว ฯ
๏ นางฟังคำจำวอนด้วยอ่อนหวาน น้องว่าขานตามตรงอย่าสงสัย
ซึ่งทำผิดกิจการแต่ก่อนไร ถ้าแม้นได้ความชอบก็ตอบแทน
อันต้นร้ายปลายดีไม่มีโทษ เป็นประโยชน์ยาวยืนอยู่หมื่นแสน
จะเที่ยวปล้นคนกินเหมือนสิ้นแกน ถึงมาตรแม้นมีทรัพย์ก็อับอาย
อันดีชั่วตัวตายเมื่อภายหลัง ชื่อก็ยังยืนอยู่ไม่รู้หาย
แม้นสังหารผลาญเราเป็นเจ้านาย ตัวจะตายไม่ทันข้ามสามเวลา ฯ
๏ ฝ่ายโจรไพรใจพาลชาญฉกาจ หมิ่นประมาทตอบความตามภาษา
แต่ขุนนางยังเบียนชาวพารา จะมาว่าแต่เราเป็นชาวดง
พวกชาวเราเอาหวาอย่าให้เหลือ ทั้งหมวกเสื้อสิ่งของต้องประสงค์
ส่วนว่าพวกไพร่ฮึกนึกทะนง ต่างกรูตรงเกรียวกลุ้มเข้ารุมกัน ฯ
๏ นางกษัตริย์กวัดแกว่งพระแสงสู้ ถูกต้องหมู่โจรป่าแทบอาสัญ
ลงรวนเรเหหันพัลวัน นางซ้ำฟันฟาดตายกระจายไป
แล้วเลี้ยวกลับขับม้าจะล่าหนี มันตามตีติดพันเสียงหวั่นไหว
นางสู้พลางหนีพลางมากลางไพร พวกโจรไล่หลามทางมากลางแปลง
อ้ายตัวนายหลายคนขึ้นขี่ม้า บ้างขี่ลาอูฐอาจชาติกำแหง
ถือหอกง้าวหลาวทวนเข้าสวนแทง ก็พลาดแพลงเพลี่ยงผิดด้วยฤทธิ์ตรา
พอออกห่างนางลั่นเกาทัณฑ์ถูก ตรงจมูกแม่นหมายทั้งซ้ายขวา
ลูกละคนหล่นตายวายชีวา จนเวลาแดดดับพยับไพร
โจรมันไล่หลามทางมาข้างหลัง เหลือกำลังที่จะด้นไปหนไหน
ลูกเกาทัณฑ์นั้นก็หมดสลดใจ มันล้อมไล่เลี้ยวลัดสกัดทาง
นางแกว่งหอกกลอกกลับคอยรับรบ ทั้งม้าขบโขกดีดคนกีดขวาง
จะหักไปไม่พ้นวนอยู่กลาง ดังหนึ่งนางโฉมฉายจะวายปราณ
พอเห็นคนกล่นเกลื่อนมากลางป่า ขี่ม้าลาไล่ตวาดดูอาจหาญ
บ้างร้องด่าว่าอ้ายน้ำใจพาล มาล้อมท่านเจ้าสุธาไว้ว่าไร
แล้วรบรุกบุกบั่นเข้าฟันฟาด โจรวินาศหนีกระจายทั้งนายไพร่
แล้วกลับมาหานางที่กลางไพร ต่างกราบไหว้พระองค์ทรงพิภพ
เสด็จไปให้สำราญผ่านสมบัติ คิดกำจัดเจ้าผลึกให้ศึกสงบ
ซึ่งโจรไพรไล่จับจะรับรบ แล้วนอบนบคอยสดับรับบัญชา ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาราช ฟังประหลาดหลากจิตคิดกังขา
จึงปราศรัยไต่ถามตามสงกา ท่านนี้มาแต่ไหนใครเป็นนาย
ช่วยรบตีโจรป่าจนล่าหนี เรายินดีนับเนื้อดังเชื้อสาย
เหตุไฉนได้รู้จักมาทักทาย ท่านทั้งหลายหลักแหล่งอยู่แห่งใด ฯ
๏ ฝ่ายผู้เฒ่าชาวป่าสิกคารนำ แกล้งกล่าวคำเคลือบแฝงแถลงไข
ข้าพเจ้าชาวป่าพนาลัย แต่ล้วนในพวกพ้องพี่น้องกัน
ได้ทราบว่าฝ่าธุลีเสียทีทัพ โจรจะจับเข่นฆ่าให้อาสัญ
ข้าอาศัยในแผ่นดินสิ้นทั้งนั้น คิดกตัญญูมาช่วยราวี
ให้พระองค์คงเสวยเศวตฉัตร ด้วยซื่อสัตย์มิได้รักด้วยศักดิ์ศรี
สิ้นธุระแล้วพระองค์ไปจงดี จวนราตรีแล้วข้าขอลาไป ฯ
๏ นางฟังคำจำจนให้อ้นอั้น จึงผ่อนผันพจนาอัชฌาสัย
เราไม่แจ้งแห่งทางที่กลางไพร จะขอไปอยู่ที่บ้านท่านสักวัน
เอ็นดูด้วยช่วยไว้ให้ตลอด จะได้รอดกลับไปที่ไอศวรรย์
ถ้าทิ้งไว้เราไม่แจ้งแห่งสำคัญ สุดจะผันผินหน้าไปหาใคร ฯ
๏ ฝ่ายตาเฒ่าทูลตอบให้ชอบโสต ซึ่งทรงโปรดปรึกษาจะอาศัย
ข้าทั้งนี้มิได้ห้ามตามพระทัย ด้วยอยู่ในแว่นแคว้นแดนพระองค์
ทุกถิ่นฐานบ้านช่องของพระแม่ สุดแล้วแต่ต้องธุระพระประสงค์
จะต้องเชิญเดินพาเข้าป่าดง ขอพระองค์อดโทษได้โปรดปราน ฯ
๏ นางฟังคำรำลึกนึกสรรเสริญ ฉลาดเกินวาจาที่ว่าขาน
จึงชื่นชอบตอบความตามโบราณ ให้ชาวบ้านนำหน้ารีบคลาไคล
ถึงปากทางหว่างเนินเพลินประพาส เห็นอาวาสวัดวาที่อาศัย
กุฎีตั้งอาศรมรื่นร่มไทร ศาลาลัยแสนสะอาดด้วยกวาดเตียน
ตึกน้อยน้อยห้อยระฆังน่าฟังเล่น ดูเหมือนเช่นฉากฉายระบายเขียน
มีเสาหงส์ธงลมใส่โคมเวียน ดาษเดียรด้วยบุปผาสารพัน
จึงหยุดม้าปราศรัยผู้ใหญ่บ้าน นี่วัดท่านองค์ใดอยู่ไพรสัณฑ์
จะอาศัยในสำนักนี้สักวัน จะมีอันตรายบ้างหรืออย่างไร
ชาวบ้านว่าอาวาสพระบาทหลวง คนทั้งปวงไปมาได้อาศัย
แต่องค์ท่านจะกังวลไปหนใด ยังมิได้แจ้งจิตในกิจจา ฯ
๏ นางทรงฟังสั่งเหล่าพวกชาวบ้าน จงสำราญเรียนท่านให้หรรษา
พรุ่งนี้เช้าเราเชิญท่านเดินมา พอพูดจาแจ้งทางที่กลางไพร
ชาวบ้านรับอภิวันท์แล้วผันผาย ด้วยเป็นชายโฉมยงจะสงสัย
รักษาตัวกลัวอาญาต้องคลาไคล หมายจะให้เมียมาพยาบาล ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงลงจากม้าที่นั่ง พลางตรัสสั่งให้ไปหากินอาหาร
แล้วนงเยาว์เข้าในวัดนมัสการ ขึ้นหน้าชานเชิงผาศิลาลาย
ลีลาศเลี้ยวเที่ยวมาถึงหน้ากุฏิ์ เห็นเด็กจุดโคมเวียนวิเชียรฉาย
ทั้งโคมคั่นชั้นเฉลียงตะเกียงราย นางแวดชายชมเพลินเจริญใจ
ไม่เห็นพระจะเข้าหาเวลาค่ำ ก็ผิดธรรมดาหญิงสิ่งสงสัย
จึงหยุดยั้งนั่งตรงหน้าศาลาลัย ประเดี๋ยวใจเด็กมาสี่ห้าคน
บ้างทักถามตามทำนองบ้างร้องว่า นางวัณฬาลูกสาวเจ้าสิงหล
จะขอเชิญเดินขึ้นนั่งเสียข้างบน ที่นี่คนจะได้เดินไปมา ฯ
๏ นางฟังคำสำคัญให้หวั่นหวาด เหลือประหลาดลูกเล็กเด็กหนักหนา
มารู้จักทักทายอายวิญญาณ์ จึงเรียกมาซักถามเป็นความใน
นางละเวงเองรู้จักตระหนักแน่ ได้ดูแลพบเห็นหรือเป็นไฉน
หรือใครเขาเล่าแถลงให้แจ้งใจ เห็นอย่างไรจึงสำคัญว่าวัณฬา
เด็กคำนับรับสั่งนางกษัตริย์ ไม่ออกอรรถอำความตามภาษา
เดิมนั้นได้รู้แจ้งแห่งกิจจา เดี๋ยวนี้ตาแลเขม้นเห็นพระองค์
กลัวจะผิดจิตใจไม่ประจักษ์ ปากจึงทักถามความตามประสงค์
จริงมิจริงสิ่งใดในใจจง ต่อพระองค์โปรดแปลจึงแน่นอน
จึงถามว่าอาจารย์ท่านเข้านอน หรือว่าจะจรจากกุฎีไปที่ใด ฯ
๏ เด็กเด็กว่าบาลีท่านมีธุระ ไปเยี่ยมพระอาจารย์ท่านเป็นไข้
นางถามว่าท่านจะมาเวลาใด เด็กว่าไม่รู้แจ้งแห่งคดี
นางฟังเล่าเศร้าใจเห็นไม่ปะ ชรอยพระพรางแพร่งแกล้งหน่ายหนี
แต่นิ่งนึกตรึกตราไม่พาที พอสตรีเดินกรายมาหลายคน
ล้วนโคมไต้ไฟกระจ่างสว่างวัด ถือเครื่องมัจฉะมังสาผลาผล
มาพร้อมกันอัญชลีนีรมล เชิญขึ้นบนเก๋งเขียนโคมเวียนมี
แล้วต่างว่าข้าพเจ้าเมียชาวบ้าน ขอประทานอยู่รักษามารศรี
พวกผู้ชายรายรอบขอบคิรี มิให้มีเภทภัยสิ่งไรพาน
แล้วพร้อมพรั่งตั้งโต๊ะแต่งสำรับ เป็ดไก่กับแกล้มเหล้าของคาวหวาน
หญิงน้อยน้อยคอยรินสุราบาน ใส่จอกจานจัดถวายสายสุดใจ ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงวัณฬาราช เห็นหญิงชาติชาวป่าอัชฌาสัย
ได้ระเบียบเรียบร้อยคอยรับใช้ เหมือนนางในเวียงวังสิ้นทั้งนั้น
กุมารีที่รินสุราถวาย ล้วนแยบคายหวีผมก็คมสัน
งามละม่อมพร้อมพริ้งทุกสิ่งอัน ดูผิวพรรณผุดผ่องทั้งสองรา
เสวยพลางนางกษัตริย์ตรัสประภาษ เหมือนอย่างญาติหญิงชายทั้งซ้ายขวา
เราชอบจิตคิดจะถามตามสงกา อันชาวป่าย่อมชำนาญแต่การไพร
นี่สันทัดจัดแจงเครื่องแต่งตั้ง รู้รับสั่งสนทนาอัชฌาสัย
หรือเชื้อวงศ์พงศ์เผ่าเป็นชาวใน หรือว่าได้ฝึกสอนแต่ก่อนกาล ฯ
๏ ฝ่ายหญิงเฒ่าชาวป่าว่าข้าพเจ้า มิใช่เหล่าในนิเวศน์เขตสถาน
เป็นชาวป่าถ้าจะคิดในกิจการ ตามโบราณราษฎรซึ่งสอนไว้
เผื่อข้าเฝ้าท้าวพระยาบัญชาถาม ได้นบนอบตอบความตามนิสัย
พอพ้นผิดติดตัวด้วยกลัวภัย เพราะอยู่ในแดนด้าวท้าวพระยา ฯ
๏ นางฟังคำน้ำนวลชวนสนอง ท่านว่าต้องตามระบอบชอบหนักหนา
อันชายหญิงสิงหลคณนา สุดจะหาให้เหมือนท่านที่บ้านนี้
มาพบปะจะใคร่ได้ไปไว้ด้วย จะได้ช่วยกันบำรุงซึ่งกรุงศรี
ให้ปรากฏยศศักดิ์ด้วยภักดี พอเป็นที่ปรึกษาให้ถาวร
พวกชาวบ้านกรานกราบสุภาพพูด ข้าเหมือนอูฐหรือจะไปเป็นไกรสร
เคยชำนาญการหยาบแต่หาบคอน จะผันผ่อนผู้คนนั้นจนใจ
ซึ่งบัญชาว่าจะชุบอุปถัมภ์ พระคุณล้ำโลกาจะหาไหน
ขอพึ่งแต่แผ่นดินอยู่ถิ่นไพร ตามวิสัยสโมสรเหมือนก่อนมา
แต่ครั้งนี้ศรีสวัสดิ์พลัดนิเวศน์ มาทุเรศแรมในไพรพฤกษา
ทั้งหญิงชายหมายพระแม่เหมือนมารดา จะอุตส่าห์ส่งเสด็จจนเสร็จการ
ให้พระองค์คงคืนเข้าเมืองหลวง ข้าทั้งปวงจะขอลามาสถาน
ซึ่งทูลความตามประโยชน์จงโปรดปราน อย่ามีการกินแหนงแคลงพระทัย ฯ
๏ นางตรัสตอบขอบจิตที่คิดรัก ตามสมัครมิได้แคลงแหนงไฉน
แล้วถามนางข้างบัลลังก์ที่นั่งใช้ เจ้าชื่อไรรูปร่างสำอางตา
ส่วนนารีพี่น้องสองสดับ น้อมคำนับทูลความตามภาษา
ข้าเป็นพี่นี้ชื่อยุพาผกา นางสุลาลีวันนั้นเป็นน้อง
ไม่มีญาติขาดสูญประยูรศักดิ์ บาทหลวงรักเลี้ยงไว้มิให้หมอง
ข้าสิบสี่ปีปลายข้างฝ่ายน้อง ได้สิบสองปีเศษสังเกตใจ
นางกษัตริย์ตรัสว่าน่าสงสาร ช่างอ่อนหวานวาจาอัชฌาสัย
จะขอเจ้าเอาเป็นลูกร่วมฤทัย จะยอมไปหรือมิไปอย่าได้พลาง
ฝ่ายนางสองต่างคำนับอภิวาท ข้าพระบาทประดิพัทธ์ไม่ขัดขวาง
ขอเป็นข้ากว่าชีวาจะวายวาง พระแม่นางเมตตาได้ปรานี
นางตรัสพลางทางเรียกมานั่งใกล้ แล้วลูบไล้พี่น้องทั้งสองศรี
จะคอยท่ากว่าพระจะจรลี มากุฎีจะได้ขอต่ออาจารย์
แล้วโฉมยงทรงรินสุราให้ ตามวิสัยสืบรักสมัครสมาน
ทั้งพี่น้องคำนับรับประทาน ตามโบราณรับรักด้วยภักดี
จนดึกครันบรรดานางฝรั่ง ถวายบังคมลามารศรี
แต่พี่น้องสองสุดากุมารี อยู่พัดวีนวดฟั้นนางวัณฬา ฯ
๏ ครั้นรุ่งสายนายบ้านชาญฉลาด ไปหาบาทหลวงอยู่ที่ภูผา
แล้วแจ้งความตามลูกสาวเจ้าลังกา จะคอยท่าพบพระจึงจะไป
บาทหลวงฟังสรรเสริญว่าเกินฉลาด รู้จักคาดคนดีจะมีไหน
ซึ่งรอรั้งหวังจะเอาเราไปใช้ ทำอย่างไรหนอจะปิดให้มิดความ
ฝ่ายชาวบ้านว่าเห็นองค์นางนงลักษณ์ อยากรู้จักเพราะจะใคร่ได้ไต่ถาม
พระช่วยสอนรอนราญการสงคราม ให้ปราบปรามยุคเข็ญก็เป็นไร ฯ
๏ บาทหลวงว่าอย่าประมาทชาติกษัตริย์ เหลือจำกัดกลความตามวิสัย
เมื่อดีเย็นเช่นมหาชลาลัย โกรธเหมือนไฟฟุนฟอนให้ร้อนทรวง
แล้วเรารู้อยู่ว่านางแต่ปางหลัง ถือพระสังฆราชผู้บาทหลวง
ได้ฝึกสอนรอนราญการทั้งปวง จะไปช่วงชิงรู้เหมือนดูเบา
เมื่อยามดีมิได้พึ่งครั้นถึงยาก จะพลอยรากเลือดตายด้วยอายเขา
ถึงแม้องค์นงลักษณ์จะรักเรา พวกคนเก่าเขาคงกันด้วยฉันทา
หนึ่งอำมาตย์ชาติสอพลอทรลักษณ์ เห็นเจ้ารักชวนกันคิดริษยา
คอยยุยงลงโทษโจทนา ไม่รู้ว่าใจนางจะอย่างไร
แม้โฉมยงทรงสัตย์สันทัดเที่ยง ถึงพลาดเพลี่ยงพลั้งแพ้จะแก้ไข
ด้วยรบพุ่งกรุงผลึกเป็นศึกใน เห็นการใหญ่หลวงล้นพ้นกำลัง
พระสังฆราชมาตรแม้มิรากเลือด คงต้องเชือดคอตายเมื่อภายหลัง
เราเป็นแต่ผู้น้อยจะคอยฟัง แต่ว่าครั้งนี้นางมาค้างคอย
ครั้นมิไปให้พบประสบหน้า อยู่เนิ่นช้าโฉมเฉลาจะเศร้าสร้อย
หนึ่งเสนาข้าไทยทั้งใหญ่น้อย เขาจะพลอยโทษว่าช้าเพราะเรา
ดำริพลางทางออกมานอกถ้ำ ให้เด็กนำหน้าเดินลงเนินเขา
ถึงเก๋งเย็นเห็นองค์นางนงเยาว์ แกล้งเรียกเหล่าศิษย์หามาพาที
พอโฉมยงตรงมารับก็ยับยั้ง ขึ้นหยุดนั่งเก๋งกลบนเก้าอี้
แกล้งปราศรัยไต่ถามตามคดี พระบุตรีมาไยในไพรวัน ฯ
๏ นางก้มเกล้าเล่าเรื่องเมืองผลึก จนทำศึกเสียทัพถึงขับขัน
แล้วมิหนำซ้ำโจรจะฆ่าฟัน เขาช่วยทันจึงได้รอดตลอดมา
ได้พบปะพระคุณการุญด้วย เหมือนชุบช่วยชูชาติพระศาสนา
ช่วยสั่งสอนผ่อนผันกรุณา ให้ปราบข้าศึกได้ดังใจจง ฯ
๏ ปี่โปเฒ่าเข้าใจมิใช่ชั่ว ทำถ่อมตัวตอบความตามประสงค์
อันปัญญาข้าพเจ้าเป็นชาวดง รู้แต่ทรงสิกขาสมาทาน
ซึ่งแยบยลกลศึกอันลึกลับ ชอบคิดกับข้าเฝ้าเหล่าทหาร
เคยฝึกหัดลัทธิชำนิชำนาญ ย่อมเชี่ยวชาญการสงครามตามกระทรวง
วิสัยพระเล่าก็พระสังฆราช เป็นยอดปราชญ์โปร่งเปรื่องในเมืองหลวง
เสด็จไปไต่ถามตามกระทรวง ก็จะล่วงรู้วิชาสารพัน
อันรูปนี้มิเคยพบที่รบศึก สุดจะฝึกสอนให้เจ้าไอศวรรย์
แต่หากว่าถ้าให้มีไมตรีกัน พอจะผันผ่อนได้ดังใจปอง ฯ
๏ นางฟังคำขามเขินสะเทิ้นคิด พูดถูกจิตคิดระคายซังตายสนอง
เมื่อคิดอ่านการศึกด้วยตรึกตรอง ทั้งพวกพ้องเสนาพระบาลี
ให้สร้างเมืองใหม่รบสมทบทัพ จนศึกกลับข้ามคุ้งถึงกรุงศรี
ครั้นต้านต่อล่อลวงได้ท่วงที เขาเป่าปี่ห้ามทัพให้หลับไป
เป็นสุดคิดจิตฉันให้อั้นอ้น จะแก้กลการศึกนึกไฉน
ขอพึ่งพระอนุกูลอย่าสูญใจ ช่วยแก้ไขคิดบำรุงกรุงลังกา ฯ
๏ พระบาลีมีจิตคิดสงสาร แจ้งวิจารณ์ทางธรรม์ด้วยหรรษา
เพราะมีหูอยู่ก็ปี่มีศักดา แม้หูหาไม่ปี่ไม่มีฤทธิ์
วิสัยคนทนคงเข้ายงยุทธ์ ฤทธิรุทรแรงร้ายกายสิทธิ์
แม้เพลิงกาฬผลาญแผ่นดินสิ้นชีวิต อำนาจฤทธิ์ย่อมแพ้แก่ปัญญา
เชิญไปฟังสังฆราชพระบาทหลวง อย่าเพ่อล่วงความคิดเป็นศิษย์หา
แม้ศึกเสือเหลือขนาดจึงอาตมา จะอาสาหาบหามตามกำลัง
แต่เดี๋ยวนี้ศรีสวัสดิ์พลัดทหาร ไม่แจ้งการดีร้ายข้างภายหลัง
เสด็จไปให้ถึงเขตนิเวศน์วัง อย่ารอรั้งราชการจะนานวัน ฯ
๏ นางคำนับรับคำแล้วร่ำว่า ไปเบื้องหน้าโปรดด้วยจงช่วยฉัน
จะขอลาฝ่าเท้าพระนักธรรม์ ไปเขตคันคิดบำรุงกรุงลังกา
แต่นารีพี่น้องทั้งสองนี้ ดิฉันมีใจรักเป็นหนักหนา
จะขอเลี้ยงเคียงชิดเหมือนธิดา จงโปรดปรานีให้เหมือนใจปอง ฯ
๏ พระบาลีดีใจให้อนุญาต พลางโอวาทฝากฝังนางทั้งสอง
แล้วก็พานารีทั้งพี่น้อง เข้าในห้องให้ตำราวิชาการ
กลสตรีวิสัยในมนุษย์ ให้สิ้นสุดสอนสั่งเหมือนดังหลาน
แล้วเขียนหนังสือลับพับเหล็กลาน กลการลึกล้ำที่สำคัญ
ให้สองนางพลางว่ารักษาไว้ ต่อเมื่อไรรบรับถึงขับขัน
ดูหนังสือมือเสื้อที่ใส่นั้น จึงผ่อนผันคิดความตามอุบาย ฯ
๏ ทั้งสองนางต่างคำนับรับหนังสือ เอาใส่มือเสื้อไว้มิให้หาย
แล้วก็พามานั่งบัลลังก์ราย อวยถวายพี่น้องทั้งสองรา
แล้วตีกลองร้องเรียกพวกชาวบ้าน มากราบกรานเตรียมกายทั้งซ้ายขวา
กระบวนแห่แลกลาดดาษดา ด้วยเหตุว่ารู้ขนบนั้นครบครัน
รถม้าเทศลังกาฝากระจก เทียมม้าหกคู่ชักเหมือนจักรหัน
ฉัตรระย้าจามรชอนตะวัน แต่ล้วนพรรณบุปผาสุมาลี
เพราะเหตุว่าชาวบ้านนั้นสันทัด รู้จักจัดแจงประดับสลับสี
มาเรียงเรียบเทียบรถริมคิรี พระบาลีทูลองค์นางนงลักษณ์
พวกชาวป่าเขามารับอยู่สรรพเสร็จ เชิญเสด็จกลับรักษาอาณาจักร
จงเปรมปรีดิ์มีชัยวิไลลักษณ์ เป็นปิ่นปักปกเกล้าชาวลังกา ฯ
๏ นางคำนับรับพรอ่อนศิโรตม์ แล้วออกโอษฐ์อวยสวัสดิ์มนัสสา
ขอเป็นโยมโสมนัสด้วยศรัทธา จนชีวาวายวางในทางบุญ
ขอพระองค์จงสบายอยู่ภายหลัง แม้พลาดพลั้งศึกเสือช่วยเกื้อหนุน
ได้มาถึงพึ่งพาพระการุญ ไม่ลืมคุณคุ้มชีวันจนบรรลัย
แล้วกราบลาพาสองพี่น้องหญิง ค่อยเลียบสิงขรเขินเนินไศล
เห็นรถเรืองเครื่องบุปผาสุมาลัย ทั้งชาวไพรพร้อมกันอัญชลี
นางโฉมยงทรงรถกระจกระจ่าง ทั้งสองนางนั่งหน้าเป็นสารถี
ทหารโห่โกลาพนาลี สองนารีขับรถบทจร
กระบวนแห่แตรสังข์ระฆังฆ้อง เสียงกึกก้องกลางทางหว่างสิงขร
มีธงดำนำหน้าพลากร ประทับรอนแรมมาหลายราตรี
ถึงแดนถ้ำกลำพันตะวันพลบ เงียบสงบสงัดป่าพนาสี
อันเนื้อนกลิงค่างบ่างชะนี ไม่เห็นมีเหมือนทุกแห่งให้แคลงใจ
จึงเอื้อมอรรถตรัสสั่งให้รั้งรถ ริมบรรพตเชิงผาพออาศัย
พวกโยธีตีฆ้องบ้างกองไฟ ระวังระไววงเวียนผลัดเปลี่ยนกัน ฯ
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ