ตอนที่ ๓๕ พระอภัยติดท้ายรถ

๏ นายประตูรู้ความตามสุภาพ วิ่งไปกราบทูลแจ้งแถลงไข
ทั้งสามพราหมณ์ความเดิมให้เคลิ้มใจ จึงสั่งให้รับมาพลับพลาพลัน
พอสตรีผีปอบเข้าขอบค่าย มนต์ก็คลายเสื่อมขลังทั้งอาถรรพณ์
นางยุพามาถึงองค์พระทรงธรรม์ บังคมคัลคอยสดับตรับคดี ฯ
๏ พระเพ่งพิศธิดายุพาพักตร์ ให้กลับรักนางวัณฬามารศรี
จึงปราศรัยไต่ถามความบุตรี พระชนนีใช้มาว่าอย่างไร ฯ
๏ นางทูลว่าข้าพเจ้าจะเล่าถวาย จะแพร่งพรายพระปัญญาอัชฌาสัย
จึงหยิบสารการลับกับสไบ ถวายในพระหัตถ์กษัตรา ฯ
๏ พระยินดีคลี่ผ้าย้อมยาแฝด เปรียบเหมือนแรดได้กลิ่นถวิลหา
ประจงจำสำคัญของวัณฬา พระเชยผ้าหอมหวนให้ยวนยี
แล้วทรงสารอ่านลิขิตพินิจนิ่ง ว่าน้องหญิงกราบประณตบทศรี
ซึ่งทรงศักดิ์รักใคร่เป็นไมตรี ไม่ต่อตีตามสัตย์ปฏิญาณ
น้องเห็นจริงสิ่งใดมิได้แหนง แต่กลั่นแกล้งกลัวอายฝ่ายทหาร
ให้ธิดามาประณตบทมาลย์ ขอประทานโทษาฝ่าธุลี
ด้วยไหนไหนได้ต้องตัวน้องแล้ว เหมือนฉัตรแก้วเก้าชั้นกั้นเกศี
ซึ่งสิ่งใดได้ว่าให้ราคี ขออย่ามีเวราข้างหน้าไป
ด้วยเป็นหญิงยิ่งยากมาฝากรัก สุดจะชักชายชิดพิสมัย
จนแสนโศกโรคช้ำระกำใจ จะกลับไปลังการักษากาย
สไบบางต่างน้องอยู่รองบาท อย่าคิดขาดความรักสมัครหมาย
หนึ่งสาราอย่าให้รู้ถึงหูชาย น้องต้องอายอนุกูลให้สูญความ
พระเชษฐาอาลัยฉันใดมั่ง จงตรัสสั่งถึงละเวงอย่าเกรงขาม
ไว้ความลับกับยุพาพะงางาม จะผ่อนตามสารพัดไม่ขัดเอย ฯ
๏ พระทราบสารหวานชื่นไม่ขืนขัด พอรู้ชัดชุบน้ำแล้วทำเฉย
เจ้าพราหมณ์คิดผิดใจกระไรเลย ไม่เหมือนเคยทูลถามตามสงกา
พระแกล้งตรัสตัดความอย่าถามซัก เป็นเรื่องรักมิใช่ศึกจะปรึกษา
พากันไปให้ลับที่พลับพลา จะพูดจาเล่นตามความสำราญ ฯ
๏ เจ้าพราหมณ์ดูรู้กลว่ามนต์เสื่อม พระเนตรเลื่อมลงอีกจึงฉีกสาร
เสียพิธีผีสางเข้ารางควาน จึงทัดทานข้อความตามทำนอง
เชิญผ่านเกล้าเข้ามณฑลบนแท่นที่ อย่าสูสีถูกกลจะหม่นหมอง
เวลาเย็นเช่นนี้ผีคะนอง จะถูกต้องตกไปแก่ไพรี
ยังสะเดาะเคราะห์ค้างอยู่กลางฆาต อย่าประมาทเทวดาในราศี
อดพระทัยไว้พอรุ่งขึ้นพรุ่งนี้ จึงพาทีเถิดไม่ขัดพระอัธยา ฯ
๏ พระฟังพราหมณ์ยามหลงทรงพระสรวล เออก็ควรหรือมาคิดริษยา
นี่ศึกเสือเหนือใต้ที่ไหนมา นางยุพาคนเดียวเปลี่ยวจริงจริง
จะพูดเล่นเห็นตัวว่ากลัวผี พูดไม่มีอดสูแก่ผู้หญิง
ยักออกไปใครจะล่วงมาท้วงติง ถ้าขืนนิ่งอยู่ไม่ได้ขัดใจกัน
จะสะเดาะมิสะเดาะที่เคราะห์ร้าย ถึงไม่หายก็ไม่กลัวดอกตัวฉัน
พอพรุ่งนี้ดีร้ายที่ทายนั้น จะเห็นกันมั่นคงไม่สงกา ฯ
๏ ฝ่ายสามพราหมณ์ห้ามไว้เห็นไม่หยุด ความกลัวสุดซึ่งว่าคิดริษยา
ต้องคลานคล้อยถอยไปพอไกลตา พวกเสนาใหญ่น้อยพลอยถอยตาม ฯ
๏ พระอภัยได้ช่องไม่ข้องขัด จึงเอื้อนอรรถอ้อนวอนสุนทรถาม
ประชวรนั้นฉันใดไม่ได้ความ จงเล่าตามจริงพ่อจะขอฟัง ฯ
๏ นางยุพานารีได้ทีพร้อม ทั้งหว่านล้อมเล่าตามเนื้อความหลัง
เมื่อเลิกทัพกลับไปถึงในวัง พวกฝรั่งรู้ประจักษ์ว่ารักกัน
ไปบอกพระจะให้เนรเทศเจ้า ลูกนี้เขาจะฆ่าให้อาสัญ
พระชนนีมีแต่ว่าจะจาบัลย์ เอาผ้าพันผูกพระศอจะมรณา
ฉันพี่น้องร้องไห้รีบไปแก้ ก็นิ่งแน่ไปเหมือนดังดับสังขาร์
จนเที่ยงคืนฟื้นองค์คงชีวา เฝ้าโศกากอดลูกผูกอาลัย
จะกลับวังครั้งนี้เพราะชีวิต จะม้วยมิดมั่นคงไม่สงสัย
จึงตรัสใช้ให้ข้าเอาผ้าสไบ ถวายไว้ต่างหน้าทูลลาตาย ฯ
๏ พระฟังคำยามรักพระพักตร์สลด เหมือนบัวสดสายฟ้าผ่าสลาย
พระชลนัยน์ไหลหลั่งลงพรั่งพราย แสนเสียดายด้วยว่าใกล้จะได้การ
สะอื้นพลางทางว่ายุพาพ่อ พ่อจะขอตายตามทรามสงสาร
ถึงกระไรได้รักษาพยาบาล นี่เป็นการกีดขวางทุกอย่างไป
จะหักหาญราญรบให้พบน้อง กลัวจะต้องเคืองขัดถึงตัดษัย
จะโอนอ่อนผ่อนผันทำฉันใด จึงจะได้ช่วยรักษาพยาบาล ฯ
๏ นางนิ่งนั่งฟังคำพระร่ำว่า พลอยโศกาแกมกลบ่นสงสาร
แล้วเสแสร้งแกล้งว่าดูอาการ จะพบพานกันก็ได้ด้วยง่ายดาย
แต่ผ่านเกล้าเล่าไม่ลดพระยศศักดิ์ เป็นแต่รักรูปทรงจำนงหมาย
แม้จริงจังดังไม่คิดชีวิตวาย ก็ง่ายดายที่จะพบประสบกัน ฯ
๏ พระอภัยได้ทียินดีนัก จึงประจักษ์แจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
อันยศศักดิ์อัครฐานการทั้งนั้น ไม่ผูกพันสารพัดเป็นสัจจา
แม้ได้แต่แม่ละเวงที่เปล่งปลั่ง มาเหมือนดังมุ่งมาดปรารถนา
ถึงยากเย็นเป็นไพร่จะไถนา สู้ปลูกงาปลูกถั่วกินผัวเมีย
เมื่อเห็นพักตร์จะได้ชื่นทุกคืนค่ำ ช่วยแนะนำอนุกูลอย่าสูญเสีย
พ่อร้อนอกหมกไหม้เหมือนไฟเลีย ถึงลูกเมียก็มิได้อาลัยมัน
แม้ยุพาการุญทำคุณพ่อ เหมือนชะลอขึ้นไปผ่านวิมานสวรรค์
ถึงยากง่ายตายเป็นพอเห็นกัน จะรักขวัญเนตรสนิทเหมือนธิดา ฯ
๏ นางยินดีที่ได้สมอารมณ์คิด ด้วยทรงฤทธิ์ร่านรักเป็นหนักหนา
เคารพรับอภิวันท์จำนรรจา พระสัญญาล้นเหลือลูกเชื่อฟัง
ขอผ่านเกล้าเป่าปี่ขึ้นที่ทัพ ให้คนหลับสิ้นสมอารมณ์หวัง
จะอาสาพาไปเข้าในวัง ตามไปลังกาอยู่เป็นคู่ครอง ฯ
๏ พระฟังคำรำลึกพอนึกได้ ดีพระทัยที่จะชมประสมสอง
หยิบขี้ผึ้งที่เธอทำขึ้นสำรอง โยนให้ย่องตอดบ้างทั้งธิดา
อันปรอทหยอดหูสู้ไม่ได้ มันเหลวไหลเข้าในหนังในมังสา
แล้วแลดูสุริยนพอสนธยา หยิบปี่มาเป่าเพลงวังเวงใจ
เสียงแจ้วแจ้วแว่วโหวยโหยละห้อย โอ้หอมสร้อยเสาวรสแป้งสดใส
เสาวคนธ์มณฑาสุมาลัย สักเมื่อไรสาวน้อยจะลอยมา
แล้วเป่าเห่เรไรจับใจแจ้ว ค่ำลงแล้วเจ้าจะคอยละห้อยหา
ระหวยหิวหวิววับจับวิญญาณ์ พวกลังกากองทัพต่างหลับไป
ถึงเคยรู้อยู่วันนั้นไม่ทันรู้ พอแว่วหูหวนวับก็หลับใหล
นางยุพานารีก็ดีใจ จึงเชิญให้แต่งองค์ทรงอาชา
พระทรงเครื่องเรืองจำรัสดูตรัจเตร็จ ล้วนพลอยเพชรแพรวพราววาวเวหา
ทรงมหามาลัยแล้วไคลคลา มาทรงม้าพระที่นั่งอลังการ ฯ
๏ นางยุพาผกาขี่ม้าผาย ร้องเรียกนายย่องตอดยอดทหาร
ให้นำหน้าพาข้ามตามสะพาน ตรงเข้าด่านฟังเงียบเซียบสำเนียง ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ละเวงฟังเพลงปี่ เห็นได้ทีกลัวจะหลับที่ตรับเสียง
รีบเรียกเหล่าสาวใช้อยู่ใกล้เคียง ค่อยหลีกเลี่ยงหลบองค์ไปทรงรถ
สุลาลีตีม้าให้พาวิ่ง พวกผู้หญิงรีบหนีปี่ไปหมด
ออกหลังเขาเจ้าประจัญพ้นบรรพต ค่อยรอรถไปตามทางหว่างศิลา ฯ
๏ ฝ่ายยุพาพาองค์พระทรงศักดิ์ เข้าตำหนักเห็นแต่ห้องเที่ยวมองหา
รู้ว่าไปไม่ทันเหมือนสัญญา จึงวันทาทูลพระอภัยมณี
ขอพระองค์จงเปลื้องพระเครื่องต้น ได้ปลอมปนไปกับเหล่านางสาวศรี
จะตามไปให้เขาเห็นเช่นสตรี ขึ้นนั่งที่ท้ายรถช่วยบดยา ฯ
๏ พระอภัยไม่ขัดสู้ผลัดเครื่อง ค่อยปลดเปลื้องแปลงองค์ทรงภูษา
ใส่เครื่องรองของลูกสาวเจ้าลังกา ขึ้นทรงม้าพระที่นั่งกำลังแรง ฯ
๏ นางผกาพาอ้อมออกป้อมหลัง พอมืดทั้งฟ้าดินสุดสิ้นแสง
ก้าวสกัดลัดทางมากลางแปลง ถึงตำแหน่งนัดกันพอทันรถ
แกล้งเรียกน้องร้องว่าอย่าช้าอยู่ แล้วเดินดูใครไม่สงสัยหมด
ถึงท้ายเกรินเชิญองค์พระทรงยศ ขึ้นทรงรถแล้วก็กลับกองทัพชัย ฯ
๏ ฝ่ายรำภาสะหรีมิได้หลับ อยู่ห้องหับตามสัญญาอัชฌาสัย
หยิบเครื่องทรงขององค์พระอภัย แล้วพาอ้ายย่องตอดดอดไปทัพ
พอเห็นชายคล้ายองค์พระทรงศักดิ์ ให้จับหักคอทั้งกำลังหลับ
เอาศพไปในด่านคิดการลับ เครื่องประดับดังกษัตริย์แล้วตัดคอ
ขึ้นกำแพงแกล้งร้องก้องประกาศ พระสังฆราชหนีไปข้างไหนหนอ
แต่ได้ทีตีระฆังยังรั้งรอ จะตัดคอเสียให้ขาดตามอาชญา ฯ
๏ บาทหลวงหลับวับแว่วถึงแก้วหู เสียงเขาขู่ตกใจไหวผวา
ทะลึ่งลุกกุกกักควักขี้ตา เห็นรำภาพูดสำทับให้อัประมาณ
จึงว่าศพ