ตอนที่ ๘๖ พระบาทหลวงกับพระมังคลายกทัพเรือเมืองโรมพัฒน์ไปตีเมืองลังกา

๏ ฝ่ายบาทหลวงกลับไปให้ระทด เศร้าสลดดังใครเอาภูเขาถม
เพราะเมียศิษย์เจ็บไข้ใจระบม ในอารมณ์แกสิมุ่งกรุงลังกา
หมายจะไปแก้แค้นคิดแทนทด ได้ไว้ยศแผ่ไปในทิศา
มาเกิดเรื่องป่วยไข้ให้ระอา อ้ายมังคลาไหนจะไปให้ไกลเมีย
กำลังหลงงงงวยด้วยอีสาว เปรียบเหมือนกาวแน่นหนาประดาเสีย
แล้วป่วยไข้ไหนจะร้างจะห่างเมีย ดูมันเคลียคลอกันทุกวันคืน
ทั้งพ่อตาแม่ยายมันให้ยศ มอบให้หมดทั้งพาราไม่ฝ่าฝืน
มันปลื้มเปรมเกษมสันต์ทุกวันคืน ไหนจะฟื้นกลับหลังไปลังกา
จำจะคิดถ่ายเทด้วยเล่ห์หลอก ขู่ตะคอกเข้าไปให้มาหา
จึงจะคิดผ่อนผันด้วยปัญญา ให้เหมือนปลาติดลอบค่อยปลอบโยน
ทั้งอ้ายท้าวอิศโรเจ้าโกสัย คิดเอาไปช่วยเต้นเหมือนเล่นโขน
ไปตีชิงสิงหลอย่างพลโจร กรูกันโผนขึ้นบนบกยกเข้าตี
แกตรองตรึกนึกเห็นเหมือนเล่นเบี้ย ถึงจะเสียสักเท่าไหร่กูไม่หนี
คงจะคิดแก้ตัวถั่วเป็นที แทงให้มีกำไรไว้ฝีมือ
ธรรมดาค้าขายหมายเอามาก สู้เหนื่อยยากหากำไรมิใช่หรือ
เปรียบเหมือนคนขายดีมีฝีมือ เอาให้ลือความเพียรดั่งเรียนมนต์
แกตรองพลางเรียกเสมียนเขียนอักษร เป็นการร้อนโดยความตามนุสนธิ์
ด้วยถ้อยคำหารือรื้อกังวล ใช้ให้คนถือไปแจ้งแห่งคดี ฯ
๏ พวกคนใช้นำไปถึงนิเวศน์ แล้วแจ้งเหตุนายประตูบูรีศรี
ให้บอกท่านกรมท่าเสนาบดี ว่าบัดนี้เราถือหนังสือมา ฯ
๏ พวกหมื่นขุนมุลนายรับไปบอก ขุนนางออกมากำกับรับเลขา
รีบเอาไปถวายพระมังคลา เธอออกมารับหนังสือถือเข้าไป ฯ
๏ แล้วคลี่สารอ่านดูครูบาทหลวง สำนวนลวงแกมาแกล้งแถลงไข
เป็นใจความถามซักด้วยหนักใจ ที่เรื่องไข้เรื่องเจ็บที่เหน็บชา
ค่อยเสื่อมคลายหายแล้วหรือยังเจ็บ หรือเมื่อยเหน็บเป็นไฉนอย่างไรหวา
แม้นค่อยคลายหายป่วยด้วยโรคา เร่งออกมาคิคอ่านการณรงค์
จะได้ไปลังกาอาณาเขต ถิ่นประเทศดั่งนิยมสมประสงค์
จะนิ่งอยู่กับเมียเหมือนเหี้ยดง ไม่พะวงสงครามมาถามกู ฯ
๏ พอจบเรื่องเบื้องหลังในหนังสือ พระยิ่งรื้อทุกข์ร้อนจนอ่อนหู
ครั้นจะมิออกไปได้เป็นครู ก็จะจู้จี้ไปให้รำคาญ
จึงเรียกนุชบุษบงอนงค์นาฏ มาร่วมอาสน์เอื้อนสุนทรด้วยอ่อนหวาน
พี่จะต้องออกไปหาพระอาจารย์ ความรำคาญด้วยจะไปไกลยุพิน
พี่ออกไปไม่ช้าจะลากลับ พระกำชับน้องนุชสุดถวิล
แล้วจากปรางค์พระธิดายุพาพิน แสนถวิลเทวษหวังเป็นกังวล
นางทูลองค์ภูวเรศพระเชษฐา ถ้าอยู่ช้าน้องเห็นไม่เป็นผล
แม้นเสร็จสิ้นสมหมายวายกังวล ภูวดลกลับมายังธานี ฯ
๏ พระโฉมยงลงจากที่นั่งรัตน์ หน่อกษัตริย์ออกจากบุรีศรี
เสด็จไปถึงด่านชานบุรี ขึ้นนั่งที่ตึกขวางกลางนคร
บาทหลวงเห็นมังคลาจึงปราศรัย เมียเจ็บไข้เบาทรวงดวงสมร
หรือว่าค่อยเหือดหายวายอาวรณ์ เองจึงจรออกมาได้ทั้งไพร่นาย ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมมังคลาปรีชาฉลาด เล่าให้บาทหลวงฟังยังไม่หาย
เวลาเย็นเจ็บไข้ไม่สบาย ต้องวุ่นวายนั่งระวังเป็นกังวล
แต่เจ้าคุณให้หาต้องมาก่อน ว่าการร้อนจะใคร่แจ้งแห่งนุสนธิ์
กลัวจะเคืองเรื่องหลังเป็นกังวล ด้วยเป็นคนบอบบางไม่วางใจ
เวลาจวนสนธยาขอลากลับ ไปกำกับหยูกยาอัชฌาสัย
ลำพังหมอนุชนางไม่วางใจ ทั้งท้าวไทพ่อตาเธอปรารมภ์ ฯ
๏ บาทหลวงว่าชะเจ้าคนปรนนิบัติ จะต้องจัดหยูกยาหาขนม
ไว้ป้อนเมียหนุนหลังระวังลม มึงนิยมหม่อมเมียจะเสียการ
ไม่คิดเอาบ้านเมืองค่อยเปลื้องปลด พวกขบถวงศ์ญาติจึงอาจหาญ
ไม่คิดตัดศัตรูพวกหมู่มาร ที่ไหนการศาสนาจะถาวร
พระเยซูผู้เป็นเจ้าจะแช่งชัก ให้มึงหนักใจยิ่งกว่าสิงขร
วันจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร ให้ทูตต้อนลงนรกหกคะเมน
จมลงไปใต้เถรเทวทัต แล้วจะมัดมึงใส่ไม้กางเขน
เพราะจิตไม่แน่นอนมักอ่อนเอน เปรียบเหมือนเลนปักไม้มันไม่ตรง ฯ
๏ พระมังคลาว่าเจ้าคุณยังวุ่นนัก อย่าแช่งชักให้กระจุยเป็นผุยผง
ขอผัดไว้แต่พอไข้บรรเทาลง ก็จะคงคิดไปในลังกา
บาทหลวงด่าว่ามึงเหมือนอึ่งอ่าง ยานแต่คางขึ้นเสียงเถียงกูหวา
แม้นมึงพูดไม่เหมือนคำที่ร่ำมา จะให้ว่าโดยการสถานใด
สักกี่วันเล่าคุณจอมหม่อมจะหาย จะผันผายออกมาที่อาศัย
มาคิดอ่านการทัพไปดับไฟ ที่เกิดในลังกาให้ถาวร ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ฟังพระบาทหลวงคิดดั่งพิษศร
มาเสียบทรวงอาตมาให้อาวรณ์ ทั้งแสนร้อนในอุราให้อาดูร
แกจะพรากไปให้จากสมรมิตร ดั่งชีวิตแทบจะขาดสวาทสูญ
เสียดายมิตรคิดขึ้นมาให้อาดูร พระเพิ่มพูนร้อนรักให้หนักทรวง
จึงวอนว่าเจ้าประคุณการุญรัก ก็ประจักษ์แจ้งใจเป็นใหญ่หลวง
ขอลาไปแต่พอไข้บรรเทาทรวง ไม่หนักหน่วงเนิ่นช้าจะมาพลัน ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าเอาสัญญาว่าให้แน่ กูจะแก้ทุกข์ร้อนจะผ่อนผัน
จงไปเถิดกลับมาในห้าวัน กูผ่อนผันให้ไปหารักษาเมีย
แม้นช้าไปกูจะให้พระเป็นเจ้า ให้เธอเอาไฟนรกเผาอกเสีย
เพราะมึงละศาสนามาหลงเมีย เฝ้าเคล้าเคลียคลึงรสจนหมดแรง
เสียทีกูชูชุบอุปถัมภ์ ลืมถ้อยคำสั่งสอนมานอนแฝง
จะสวดให้พระเป็นเจ้าเอาเหล็กแดง ที่มีแสงรุ่งโรจน์โชตินา
ไปประหารผลาญมึงอย่าพึงนึก จะจารึกว่าทำลายศาสนา
จะตีกลองฆ้องระฆังตั้งสัญญา ให้พวกฝาหรั่งแช่งทุกแห่งไป ฯ
๏ พระมังคลาลาลุกออกจากตึก อนาถนึกที่ในจิตคิดสงสัย
ตั้งแต่แกฝึกสอนแต่ก่อนไร ดูก็ไม่เห็นจริงสักสิ่งเดียว
มีแต่ต้องอัปราแก่ข้าศึก ยิ่งตรองตรึกหมกหมุ่นยิ่งฉุนเฉียว
แต่จนใจแกเป็นครูอยู่ผู้เดียว จะเลี่ยงเลี้ยวหลีกไปก็ไม่ดี
มาขึ้นรถกลับหลังเข้าวังราช พระหน่อนาถขุ่นข้องให้หมองศรี
พอพลบค่ำคล้ำฟ้าในราตรี พระภูมีเยื้องย่างเข้าปรางค์ทอง
ประทมหงายก่ายนลาฏอนาถนึก ยิ่งตรองตรึกทุกข์ทนยิ่งหม่นหมอง
เหมือนโกมุทบุษบามณฑาทอง มาถูกต้องแสงสีรวีวร
เรณูนวลอวลอบตลบกลิ่น ก็สุดสิ้นเสาวรสหมดเกสร
ลงอ่อนพับอยู่กับแท่นแสนอาวรณ์ สายสมรเคียงข้างแล้วนางทูล
เป็นไฉนไม่ตรัสหรือขัดข้อง นางฉลองพระปิ่นบดินทร์สูร
ขอทราบเรื่องเคืองเข็ญที่เป็นมูล นางกราบทูลภัสดาแล้วจาบัลย์ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมมังคลานราราช แสนสวาทนุชน้องประคองขวัญ
แถลงเล่าความจริงทุกสิ่งอัน พระโศกศัลย์แสนสลดระทดทรวง
อาจารย์เราแกแช่งว่าแกล้งบิด พี่สุดคิดสุดอาลัยเป็นใหญ่หลวง
จะจำพรากจากสมรให้ร้อนทรวง สุดจะหน่วงเนิ่นนานรำคาญจริง ฯ
๏ ฝ่ายโฉมนุชบุษบงอนงค์นาฏ อภิวาทวอนว่าประสาหญิง
น้องจะขอพยายามเป็นความจริง ด้วยพระมิ่งเสด็จไหนจะไปตาม
เป็นความสัตย์วัฒนาของข้าบาท จนสิ้นชาติเหมือนจิตไม่คิดขาม
ถึงยากเย็นเข็ญใจจะไปตาม พยายามกว่าชีวิตจะปลิดปลง ฯ
๏ พระรับขวัญขวัญเจ้าเยาวลักษณ์ เชิญน้องรักไปได้ชมสมประสงค์
พลางคลึงเคล้าเย้ายวนชวนอนงค์ เข้าที่สรงสาครขจรขจาย
น้ำกุหลาบอาบอบตลบกลิ่น หอมประทิ่นบุษบงประจงถวาย
พระเสร็จสรงทรงเครื่องแล้วเยื้องกราย เธอผันผายชวนนางพลางประโลม
พระตรัสพลางทางว่านิจจาเจ้า มาไปเฝ้าบิตุรงค์ของทรงโฉม
ทูลแถลงแห่งยุคที่ทุกข์โทม ช่วยเล้าโลมอาจารย์พอนานวัน
นางสนองสามีเป็นที่ชื่น ให้เริงรื่นปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
พระจูงมิตรกนิษฐาวิลาวัณย์ เฝ้าทรงธรรม์บิตุรงค์ของนงเยาว์ ฯ
๏ ป่างพระปิ่นอิศโรท้าวโกสัย พลางถามไต่ปลอบประโลมโฉมเฉลา
ทั้งเขยขวัญร่วมจิตชีวิตเรา ขึ้นมาเฝ้าบิตุรงค์จงแจ้งการ ฯ
๏ ป่างพระจอมมังคลานราราช อภิวาทท้าวไทแล้วไขขาน
ทูลคดีชี้แจงให้แจ้งการ ว่าอาจารย์แกจะให้ไปลังกา
ก็หนักหน่วงห่วงนุชสุดวิตก ให้หนักอกลูกรักเป็นนักหนา
ขอพระองค์ทรงธรรม์กรุณา จงโปรดปรานีด้วยช่วยห้ามปราม
อาจารย์เจ้าแกเหลือเหมือนเสือโคร่ง จะชักโยงไปให้ยากบุกขวากหนาม
แทบจะตายวายชีวงทำสงคราม ก็เพราะตามใจท่านแทบบรรลัย
ขอพระองค์จงโปรดปรานีบ้าง ช่วยคัดง้างโดยความตามนิสัย
เผื่อแกจะยำเยงเกรงพระทัย โดยที่ในบาทาฝ่าธุลี ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราพ่อตาสนอง อย่าเคืองข้องเลยจะแต่งอักษรศรี
ไปว่าขานการประสงค์ที่ตรงดี อย่าราคีไปเลยพ่อจะต่อตรอง
แต่ตัวเจ้ากับเมียไปเสียก่อน ค่อยโอนอ่อนเอาใจอย่าให้หมอง
แล้วจะให้สาราไปว่าลอง มิปรองดองพ่อจะไปดังใจจง ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช อภิวาทออกไปตามความประสงค์
ไปขึ้นรถกับนุชบุษบง เสด็จตรงไปถึงด่านชานบุรินทร์
พร้อมพหลพลรบสมทบแห่ ก็เซ็งแซ่ไปที่ท่าชลาสินธุ์
บาทหลวงเห็นศิษย์มาถึงธานินทร์ แกแสนยินดียิ่งวิ่งลงมา
รับทั้งสองหน่อไทไปบนตึก เพราะสมนึกจริงจังไม่กังขา
แล้วปราศรัยไต่ถามตามกิจจา ที่โรคาหายดีมีกำลัง
กูทุกข์ร้อนนอนนั่งตั้งวิตก เองหายหกสมจิตกูคิดหวัง
จะได้ไปสิงหลในวนวัง คิดแต่งตั้งศาสนาให้ถาวร
เองจะได้ครองลังกาอาณาเขต ถิ่นประเทศเรืองฤทธิ์อดิศร
ไปจับอ้ายพี่ยาสุดสาคร เข้าราญรอนชิงเอาของเราคืน
จับอ้ายพวกเผ่าพงศ์วงศ์ขบถ มาให้หมดทุกตำแหน่งใครแข็งขืน
ฆ่าให้หมดจนกระทั่งรู้นั่งยืน ใครจะฝ่าฝืนมาเองอย่าฟัง
อันสิงหลนครามาแต่ก่อน ของมารดรลุงตามาแต่หลัง
แม้นมิยอมโดยดีก็มิฟัง กูจะตั้งรบมันจนบรรลัย ฯ
๏ พระมังคลาว่าเจ้าคุณอย่าหุนหัน แต่เสียชั้นเชิงมาเลือดตาไหล
ก็หลายครั้งตั้งแต่อัปราชัย จงตรึกไตรตามระบอบให้ชอบกล ฯ
๏ บาทหลวงฟังคั่งแค้นแสนพิโรธ กำลังโกรธเช่นเขาเล่าท้าวสิงหล
ลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าออกลน ชะเจ้าคนเปรื่องปราดฉลาดดี
มาสอนกูจะให้อยู่ในโอวาท กูใช่ทาสใช่ข้าใช่ทาสี
มาสอนสั่งตั้งกระทู้เจ้าผู้ดี พาเอาอีเมียมาทำหน้าบาน
มิหมายใจหรือว่ากูรู้ไม่เท่า หรือจะเอาเมียรักมาหักหาญ
ให้กูเกรงบารมีมาชี้การ ได้ว่าขานตัวกูดูทำนอง
จะให้กูผู้อาจารย์ลงกรานกราบ ศิโรราบคอยประมูลทูลฉลอง
ตามพระราชบัญชาฝ่าละออง อย่าให้ต้องเสด็จไปไกลหม่อมเมีย
อันถ้อยคำที่มึงว่าอย่าพึงคิด เหมือนยาพิษไม่นิยมจะถ่มเสีย
นี่ปัญญาคุณจอมนางหม่อมเมีย ชักให้เสียทีแท้นางแม่แรง
มึงหลงเมียเห็นจะเสียพระศาสนา แต่บรรดาคนทั้งสิ้นจะกินแหนง
มึงอย่าพักมารยาทำตาแดง กูจะแช่งให้มันงอถึงพ่อตา
มึงมิไปหรือจะได้ให้ฝรั่ง ตีระฆังแช่งชักให้หนักหนา
ทราบถึงพระเยซูผู้ศักดา จะลงมาทำโทษเพราะโกรธมึง
แกชี้หน้าด่าผางอยู่กลางตึก โมโหฮึกเต็มประดาตาถลึง
ตวาดก้องร้องเปรี้ยงเสียงออกอึง ถ้าแม้นมึงจะมิไปก็ไม่ฟัง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายไทท้าวเจ้าพิภพ คิดปรารภร้อนในพระทัยหวัง
นั่งคอยบุตรเกินเวลาไม่มาวัง เธอจึงสั่งเสนีทั้งสี่นาย
ให้เตรียมราชรถาฝากระจก บุษบกเวชยันต์เจ็ดชั้นฉาย
จะไปตามโฉมยงพงศ์นารายณ์ ที่เมืองท้ายชานชลาริมสาคร ฯ
๏ ขุนนางพร้อมน้อมคำนับรับบรรหาร มาเตรียมการแตรสังข์นั่งสลอน
ป่างพระปิ่นนคเรศเขตนคร เสด็จจรขึ้นบัลลังก์ทรง
เคลื่อนพหลพลไกรไปถึงด่าน เข้าทวารเวียงชัยครรไลหงส์
บาทหลวงเห็นเจ้าบุรินทร์ปิ่นอนงค์ แกเดินตรงลงมาเชิญดำเนินไป
บนตึกกลางสร้างใหม่ที่ในด่าน เมืองปราการริมชลาพลางปราศรัย
แล้วแถลงแจ้งเรื่องที่เคืองใจ ให้ท้าวไทเธอฟังที่กังวล
บัดนี้เราผู้อาจารย์คิดอ่านให้ จะพาไปช่วงชิงเอาสิงหล
อันนิเวศน์เขตแคว้นแดนมณฑล เป็นของตนมาแต่เดิมได้เพิ่มพูน
ประจามิตรคิดเข้าเอานิเวศน์ ชิงประเทศโภไคยมไหสูรย์
มันกลับยกเรื่องราวเป็นเค้ามูล ดั่งข้าทูลจอมนรินทร์ปิ่นประชา ฯ
๏ ป่างพระจอมอิศโรท้าวโกสัย ตรัสเอาใจสังฆราชปรารถนา
จะมิให้ชิงชังมังคลา ค่อยพูดจาวิงวอนให้อ่อนใจ
เจ้าคุณอย่าปรารมภ์โทมนัส ฉันจะจัดแจงส่งอย่าสงสัย
ให้พร้อมพรั่งทั้งพหลสกลไกร จะได้ไปคั่งคับเป็นทัพเรือ
ข้าพเจ้าเล่าไซร้จะไปด้วย จะได้ช่วยชิงชัยเป็นฝ่ายเหนือ
เจ้าคุณเป็นแม่ทัพกำกับเรือ แม้นขาดเหลืออย่างไรในสงคราม ฯ
๏ บาทหลวงหายโกรธาว่าเช่นนั้น เราคิดกันล้วนผู้ใหญ่ค่อยไต่ถาม
หัวร่อเร่อเออท้าวเธอเห็นความ ควรจะตามกันทุกสิ่งไม่กริ่งใจ
นี่มันพูดตัดประโยชน์จึงโกรธแค้น เรานี้แสนเวทนาน้ำตาไหล
มันพูดจาอวดดีจะมิไป จึงขัดใจแช่งด่าไม่ปรานี
จะเกาะเมียเสียไม่รู้ทำหูหนวก มันชาติพวกอ้ายขี้ข้ากะลาสี
แม้นไม่เกรงไทท้าวเจ้าบุรี จะฆ่าตีให้มันตายวายชีวง
นี่จนใจเพราะมันไปเป็นเขยท้าว กลัวจะร้าวรานจิตคิดประสงค์
หมายจะสืบในประยูรตระกูลวงศ์ เป็นเผ่าพงศ์เชื้อกษัตริย์ขัตติยา
หาไม่จะทารกรรมให้หนำจิต ให้สิ้นฤทธิ์ที่มันหลงลงผวา
พลางสั่งพวกกปิตันวิลันดา แต่งเภตราไว้ให้เสร็จในเจ็ดวัน
จึงว่ากับมังคลาสานุศิษย์ กลับไปคิดการร้อนเร่งผ่อนผัน
ให้เสร็จสรรพกลับมาในห้าวัน จะได้ทันลมว่าวคราวฤดู
เชิญเถิดท้าวเจ้าพาราพ่อตาเขย อย่าช้าเลยให้เหมือนหินถูกดินหู
ช่วยกันยกศาสนาเหมือนตราชู จะได้ดูหน้าคนพวกมลทิน ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราก็ลากลับ มาพร้อมกับเขยบุตรสุดถวิล
พากันรีบกลับมาถึงธานินทร์ พร้อมกันสิ้นยับยั้งยังพระโรง
ท้าวตรัสกับเขยขวัญอย่าหวั่นหวาด สังฆราชโกรธาด่าออกโผง
จำจะไปอย่าให้ไกว่าเราโกง จะชักโยงหาความตามแต่บุญ
พ่อจะไปด้วยเจ้าอย่าเร่าร้อน คิดผันผ่อนขาดเหลือได้เกื้อหนุน
เผื่อยกไปชัยชนะเดชะบุญ จะให้วุ่นวายไปทำไมมี ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมมังคลานราราช พจนารถทูลท้าวเจ้ากรุงศรี
ลูกจะขอพึ่งพาบารมี พอเป็นที่ฉัตรชั้นได้กันภัย
จะเสด็จไปด้วยได้ช่วยศึก แต่ตื้นลึกพระไม่แจ้งแถลงไข
ขอทูลความตามจริงทุกสิ่งไป ให้ท้าวไททราบยุบลแต่ต้นมา
ที่รบราฆ่าฟันกันทั้งนี้ เล่าก็มิใช่ศัตรูหมู่มิจฉา
คือวงศ์ญาติเหล่ากอต่อกันมา ทั้งพี่อาหลานน้องพวกพ้องกัน
ถึงเหตุผลต้นเดิมแต่เริ่มแรก จะต้องแตกพลัดพรายไอศวรรย์
ก็เพราะท่านบาทหลวงแกหวงกัน ไปคืนพันธุ์โคตรเพชรแก้วเก็จมา
จากกรุงไกรสวรรยาการะเวก ว่าของเอกในสิงหลภาษา
แล้วใช้ให้ไปจับกษัตริย์มา ขังไว้ท่าเมืองใหม่ชายทะเล
ทราบไปถึงบิตุรงค์พงศ์กษัตริย์ เกิดวิบัติรบพุ่งกันยุ่งเก๋
จึงต้องหนีมาในทางกลางทะเล เที่ยวเตร็ดเตร่ไปทุกเมืองเพราะเคืองใจ
เอาความหลังทั้งนั้นแถลงเล่า ให้ไทท้าวเธอแจ้งแถลงไข
แต่รบราฆ่าฟันกันบรรลัย ปราชัยเขาทุกครั้งไม่ตั้งตัว
แกยังคิดจะให้ไปเพราะใจโลภ จะอ้อมโอบจับกษัตริย์มาตัดหัว
ไปรบเขาคราวไรเขาไม่กลัว เป็นแต่ตัวย่อยยับอัปรา
เทพารักษ์ลักษมีมาชี้ห้าม แกกล่าวความว่าท่านคิดริษยา
แม้นใครห้ามว่าไม่ให้ไปลังกา ก็โกรธาเคืองเข็ญไม่เห็นจริง ฯ
๏ ท้าวโกสัยสุริย์วงศ์ทรงสดับ ให้คั่งคับในพระทัยดั่งไฟผิง
จึ่งว่ากับเขยขวัญเช่นนั้นจริง ก็ต้องนิ่งตามใจไกเป็นครู
ครั้นมิไปก็จะแช่งว่าแกล้งบิด เจ้าเป็นศิษย์มาแต่ก่อนต้องอ่อนหู
ต้องจำเป็นจำใจไปกับครู จะนิ่งอยู่แกคงทำให้ช้ำใจ
ด้วยเป็นคนตับโตโมโหมาก ไม่สมอยากก็จะด่าไม่ปราศรัย
จะว่าเมียยุยงไม่ปลงใจ แกจะไว้ความชั่วให้มัวมน
ถึงตัวพ่อก็จะไปมิให้ว่า ใช้ปัญญาแอบแฝงทุกแห่งหน
อันเกิดมาเป็นมนุษย์ปุถุชน ก็ต้องทนเหนื่อยยากลำบากกาย
ไปลองดูอีกครั้งอย่างแกกล่าว แม้นเรื่องราวมิได้สมอารมณ์หมาย
จงกลับมาหยุดหย่อนผ่อนสบาย ดูแยบคายสารพัดตัดสำนวน ฯ
๏ พระมังคลาว่าตามแต่บิตุเรศ จะโปรดเกศโดยระบอบคิดสอบสวน
แต่จะคิดข้อคัดตัดสำนวน สิ้นกระบวนสักเท่าไรก็ไม่ยอม
ก็สุดแท้แต่พระองค์ผู้ทรงภพ จะปรารภใคร่ครวญควรถนอม
ที่จะให้แกลงที่ตรงยอม ต่อให้จอมจักรพรรดิกษัตรา
มาห้ามปรามยามนี้แกมิเชื่อ บอกว่าเสือแกก็คงลงไปหา
จะห้ามปรามว่ามิให้ไปลังกา ใครอย่าว่าหมื่นแสนทั้งแดนดิน ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมอิศโรท้าวโกสัย จึ่งกล่าวไขข้อความตามถวิล
จงไปเถิดแก้วตาอย่าราคิน ให้แกสิ้นพูดจาด่าประจาน
แล้วตรัสสั่งเสวกาพฤฒามาตย์ ให้หมายบาดเภตราโยธาหาญ
ทุกตำแหน่งแจ้งข้อราชการ พนักงานกราบก้มบังคมคัล
มาจัดแจงแต่งกำปั่นสุวรรณมาศ เอาใบดาดตบแต่งล้วนแกล้งสรร
สายระยางใหญ่น้อยสร้อยสุวรรณ แต่งกำปั่นลำทรงอลงกรณ์
ทั้งเรือรบเรือไล่เตรียมไว้พร้อม บ้างซักซ้อมพวกทหารชาญสมร
ให้ถอยออกจากคูอู่นคร เป็นการร้อนถอยออกนอกบุรินทร์
ไปเตรียมคอยรับเสด็จถึงเจ็ดร้อย เครื่องใช้สอยดั้งดาบปืนคาบหิน
ของเสบียงไปทัพสำหรับกิน ก็จัดสิ้นพร้อมเสร็จสำเร็จการ ฯ
๏ ป่างพระจอมอิศโรท้าวโกสัย เสร็จเข้าในปรางค์มาศราชฐาน
จึงตรัสสั่งพวกเจ้าจอมหม่อมอยู่งาน จัดเครื่องอานตามเสด็จในเจ็ดวัน
ให้พร้อมพรั่งนางเหล่าพวกสาวใช้ กำนัลในเร่งรัดไปจัดสรร
ทุกตำแหน่งแต่งตบให้ครบครัน พวกทรงธรรม์เข้าในที่ไสยา ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์พระมังคลาราช กับนุชนาฏร่วมจิตกนิษฐา
เข้าปรางค์มาศราชวังอลังการ์ ภิปรายปราศรัยนางพลางสุนทร
เจ้าพุ่มพวงดวงจิตชีวิตพี่ อันคราวนี้จะต้องไปไกลสมร
เพราะอาจารย์ท่านจะพรากให้จากจร ไปนครสิงหลพี่จนใจ
ฝ่ายทรงฤทธิ์บิตุรงค์ก็ทรงเห็น พี่แค้นเข็ญนึกน่าเลือดตาไหล
ก็จำเป็นจำลาเจ้าคลาไคล สักเมื่อไรจะได้กลับเห็นนับปี ฯ
๏ ฝ่ายโฉมนุชบุษบงอนงค์นาฏ ให้หวั่นหวาดวิญญาณ์มารศรี
ทูลฉลองรองบาทาพระสามี ว่าน้องนี้มิขออยู่จะสู้ตาม
ถึงยากเย็นเป็นตายวายชีวาตม์ ไม่ห่างบาททรงฤทธิ์ไม่คิดขาม
ขอสนองรองบาทาพยายาม ให้สมความจงรักที่ภักดี ฯ
๏ พระปลอบพลางทางประโลมโฉมสมร อย่าทุกข์ร้อนในอุรามารศรี
จะพาไปในทะเลนะเทวี ถ้าฉวยมีการศึกนึกรำคาญ
จะลำบากยากเย็นด้วยเป็นหญิง พี่เกรงกริ่งตรองไปหลายสถาน
แม้นไปเที่ยวเล่นสนุกสุขสำราญ ไม่ทัดทานห้ามปรามตามแต่ใจ
นางทูลองค์พงศ์กษัตริย์แม้นขัดข้อง อันตัวน้องนะพระองค์อย่าสงสัย
จะผูกศอมรณาไม่อาลัย นางร่ำไห้โศกาน้ำตานอง ฯ
๏ ป่างพระมิ่งมังคลานราราช พลางปลอบนาฏนุชนางอย่าหมางหมอง
พระรับขวัญเยาวยอดกอดตระกอง อย่าหม่นหมองไปเลยหนาจะพาจร
ไม่กลัวยากกรากกรำเหมือนคำเจ้า อย่าร้อนเร่าที่ในทรวงดวงสมร
ไปทูลลาชนนีชุลีกร จะได้จรไปกำปั่นเหมือนสัญญา
พระจูงนางพลางเข้าปราสาทศรี พระชนนีเห็นองค์โอรสา
ทั้งเขยขวัญบุษบงองค์ธิดา พากันมามีกังวลที่หนใด ฯ
๏ ทั้งสององค์ทรงสดับนางรับสั่ง ประณตนั่งทูลกิจจาอัชฌาสัย
ขอทูลลาฝ่าพระบาทนิราศไป ยังเวียงชัยสิงหลข้ามวนวัง
แต่นงนุชบุษบงอนงค์นาฏ ขอลาบาทมาตุรงค์จำนงหวัง
จะไปด้วยห้ามไว้ก็ไม่ฟัง ให้ฉันบังคมลาฝ่าละออง ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์ชนนีนาฏ จึ่งประภาษตอบคำนำสนอง
สุดแท้แต่ดวงจิตจะคิดตรอง ที่ตัวน้องมิใช่การของมารดร
จะอยู่ไปตามใจของโอรส แม่ยอมหมดผิดพลั้งจงสั่งสอน
ไม่ธุระปะปังตรงบังอร เขาจะจรแม่ไม่ห้ามตามแต่ใจ
ถึงบิตุรงค์เธอก็คงจะไปด้วย จะได้ช่วยดูแลคิดแก้ไข
พระมารดาปรานีนางดีใจ บังคงไหว้ทูลลาทั้งสามี
พระมารดรอวยชัยให้เป็นสุข อย่ามีทุกข์เคืองข้องทั้งสองศรี
พวกศัตรูหมู่ใดเป็นไพรี จะต่อตีขอให้ยับอัปรา
พรของแม่จงสวัสดิ์พิพัฒน์ผล ให้พระชนม์ยาวยืนหมื่นพรรษา
ทั้งบุษบงองค์พระมังคลา เจริญราศีสวัสดิ์กำจัดภัย ฯ
๏ สองกษัตริย์รับพระพรอ่อนศิโรตม์ ด้วยปราโมทย์ยินดีจะมีไหน
แล้วทูลลามายังปราสาทชัย พออุทัยเกือบจะแจ้งแสงหิรัญ
พระเอนองค์ลงบนอาสน์อนาถนึก ยิ่งตรองตรึกคิดมิใคร่จะผายผัน
แต่จนใจด้วยอาจารย์มานานครัน จนถึงวันนัดไว้ไม่สบาย
ครั้นรุ่งเช้าจะต้องไปให้ละห้อย พระเศร้าสร้อยคิดไปแล้วใจหาย
สกุณากาเรียกกันเพรียกพราย พระทัยหายโหยหวนรัญจวนพลาง
พระปลอบปลุกโฉมฉายสายสวาท ภาณุมาศพวยพุ่งจะรุ่งสาง
ลุกขึ้นเถิดโฉมยงอนงค์นาง จวนสว่างอยู่แล้วมิ่งอย่านิ่งนอน ฯ
๏ ฝ่ายพระนุชบุษบงอนงค์นาฏ ผวาหวาดวรกายสายสมร
พลางนบนอบสามีชุลีกร แล้วบังอรทูลกษัตริย์ภัสดา
ให้สระสรงทรงเครื่องเรืองจำรัส เนาวรัตน์พลอยพรายทั้งซ้ายขวา
พระเหน็บกริชฤทธิรงค์ทรงมาลา เสร็จออกมาจากปราสาทแล้วนาดกราย
นางโฉมยงทรงเครื่องเรืองอร่าม เสด็จตามจรจรัลรีบผันผาย
มาพร้อมที่พระโรงคัลพรรณราย มาคอยฝ่ายทรงฤทธิ์บิตุรงค์ ฯ
๏ ป่างพระจอมอิศโรท้าวโกสัย เวลาได้ฤกษ์ดีเข้าที่สรง
น้ำกุหลาบอาบอบตลบองค์ แล้วสองทรงเครื่องครุฑยุทธนา
คาดปั้นเหน่งเปล่งเม็ดเพชรรัตน์ แจ่มจำรัสแพรวพราววาวเวหา
ฉลององค์ตาดแดงแย่งนาคา ทรงมาลาขนวิหคนกอินทรี
ใส่เกราะนวมสวมกระสันกันอาวุธ สังวาลบุษย์น้ำทองละอองศรี
ธำมรงค์ลงยาราชาวดี ฝังมณีนิลแนมแกมไพฑูรย์
เจียระบาดคาดองค์ทรงกระสัน เหน็บกั้นหยั่นฝังมณีถือตรีศูล
เสด็จออกพระโรงชัยอันไพบูลย์ โหราทูลฤกษ์ดีให้คลี่คลาย
จัตุรงค์โยธาเสนาพร้อม ประนตน้อมเดินกระบวนถ้วนทั้งหลาย
พระเสร็จทรงวอสุวรรณพรรณราย ยกขยายเสด็จออกนอกทวาร
พระมังคลาพานางสำอางโฉม พวกประโคมดนตรีตีประสาน
มาทรงรถพระที่นั่งอลังการ พวกทหารโห่แห่แซ่สำเนียง
สารถีตีม้าอาชาชาติ เผ่นผงาดกำกงก็ส่งเสียง
พวกที่เชิญเครื่องอานขนานเรียง เป็นคู่เคียงเดินไปในหนทาง
จนถึงที่เมืองด่านชานสมุทร ก็ยั้งหยุดเสร็จพักตำหนักขวาง
บาทหลวงแกยินดีจัดที่ทาง รับขุนนางรับเสด็จเข้าเขตคัน
ลงมาเชิญท้าวไทไปบนตึก แกสมนึกปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
หัวร่อเร่อเอออึงพูดมึงมัน ที่ดุดันหายหมดเหมือนมดแดง
ถูกน้ำตาลหวานคอหัวร่อแหระ สะกิดแกะพูดจาไม่กล้าแข็ง
แล้วสั่งพวกเกณฑ์หัดให้จัดแจง พอบ่ายแสงสุริยาจะคลาไคล
แล้วว่ากับมังคลาสานุศิษย์ เอาเมียติดไปหรือหวาพลางปราศรัย
เป็นเสบียงเลี้ยงตัวไม่กลัวใคร เป็นวิสัยสามัญตามสัญญา
แล้วแกเชิญท้าวไทไปกำปั่น ลำเดียวกันตื้นลึกได้ปรึกษา
เหมือนชูช่วยปลูกฝังมังคลา จะได้ผาสุกสบายเมื่อปลายมือ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมอิศโรท้าวโกสัย ในพระทัยภูมินทร์สิ้นนับถือ
แต่รักเขยจริงหนอต้องอออือ เห็นฝีมือคนชั่วมันตัวโกง
ธรรมดาพระฝรั่งมันช่างพูด บิดตะกูดเหลือใจอ้ายตายโหง
แต่จนใจสุดจะแก้ที่แผลโกง ก็ต้องโคลงตามไปเหมือนไก่ชน ฯ
๏ พอบ่ายแสงสุริยาเวลาฤกษ์ เอิกเกริกนาวาโกลาหล
พร้อมสะพรั่งนั่งไสวทั้งไพร่พล ดูเกลื่อนกล่นในกำปั่นเป็นหลั่นเลา
บาทหลวงเชิญภูวไนยไปกำปั่น ให้ผายผันลงลำเรือสามเสา
แกนำหน้าพาองค์นางนงเยาว์ กับทั้งท้าวโกสัยลงไปเรือ
พระมังคลาสานุศิษย์สนิทสนอง ให้อยู่ห้องใหญ่ท้ายข้างฝ่ายเหนือ
ท้าวโกสัยห้องขวางในกลางเรือ ทหารเสือโห่เร้าจะเอาชัย
พอฤกษ์ดีตีฆ้องกลองสนั่น ออกกำปั่นแล่นเรียงเคียงไสว
พวกต้นหนชักสายระบายใบ แล่นออกไปตามทันพ้นสันดอน
บาทหลวงนั่งตั้งเข็มให้เต็มแล่น ไปตามแผนที่ทางหว่างสิงขร
พวกนารีชมปลาในสาคร กับบังอรบุษบงอนงค์นาง
พระมังคลาสามีชี้พระหัตถ์ ให้ศรีสวัสดิ์ชมละเมาะมีเกาะขวาง
เหมือนฉากชั้นกั้นช่องที่ห้องปรางค์ ไม้ต่างต่างเขียวชอุ่มเป็นพุ่มพวง
ปักษาจับจิกผลที่บนยอด แล้วก็พลอดจับเจ่าบนเขาหลวง
พระชี้ชวนกัลยาสุดาดวง ให้พุ่มพวงชมปลาในวาริน
ฝูงฉลามตามกันว่ายฟันคลื่น ดูดาษดื่นล้วนฉลามตามกระสินธุ์
ฝูงพิมพาพาพวกเที่ยวหากิน บ้างโดดดิ้นว่ายวงในคงคา
ฝูงฉลามปากมันเป็นฟันเลื่อย ดูยาวเฟื้อยฟาดฟันฝูงมัจฉา
ตะเพียนทองท่องท้องชโลธา ฝูงเหราราหูดูพิกล
เหล่าโลมาปลาวาฬขนานคู่ เป็นหมู่หมู่ว่ายสล้างมากลางหน
ทั้งเงือกน้ำหางเหมือนปลาหน้าเหมือนคน นิรมลทูลถามตามสงกา
นี่เป็นสัตว์อย่างไรคล้ายมนุษย์ ดูผ่องผุดรูปจริตผิดมัจฉา
ไม่เคยเห็นเช่นนี้พระพื่ยา พระโปรดปรานีเล่าให้เข้าใจ
พงศ์กษัตริย์ตรัสชี้นี่แน่เจ้า พี่จะเล่าให้น้องแจ้งแถลงไข
เขาเรียกเงือกอยู่มหาชลาลัย ท่านผู้ใหญ่เล่าเรื่องเบื้องโบราณ
ว่ามนุษย์ไปสัมผัสกับมัจฉา เกิดบุตรมามันจึงกลายหลายสถาน
เหมือนพ่อบ้างแม่บ้างอย่างตำนาน เรื่องนิทานที่ท่านกล่าวเล่าให้ฟัง ฯ
๏ ฝ่ายโฉมนุชบุษบงอนงค์นาฏ อภิวาททราบเรื่องที่เบื้องหลัง
พระชี้แจงแถลงไขนางได้ฟัง สมเหมือนดั่งเธอเล่าให้เข้าใจ ฯ
๏ เรือก็แล่นเลยมาในสาคเรศ จนสุริเยศลับเงาเขาไศล
น้ำค้างพรมลมพาสุมาลัย กลิ่นดอกไม้รินละเมาะตามเกาะเกียน
จันทร์กระจ่างกลางฟ้าเวหาหน พื้นอำพนนภางค์เหมือนอย่างเขียน
ชมดาราในอากาศดาษเดียร พิศเพี้ยนเพชรพลอยนับร้อยพัน
โน่นแน่เจ้าดาวลูกไก่ผู้ใหญ่กล่าว เรียกว่าดาวธงชัยในสวรรค์
โหราเรียกกฤติกาโดยสามัญ แต่ดาวนั้นฤกษ์สามตามคัมภีร์
ถัดไปโน่นดาวม้าอาชาชาติ เผ่นผงาดอยู่ในกลางหว่างราศี
จมูกม้าโหราว่าโรหิณี คือฤกษ์สี่กล่าวมาตำราครู
ข้างหางม้าตำราเรียกดาวไถ ถัดลงไปข้างขวาหนาแม่หนู
จงจำไว้ในตำหรับฉบับครู จะได้ดูเดินตรงไม่หลงทาง
พระยกหัตถ์ตรัสชี้นี่แน่เจ้า เขาเรียกดาวกุมภีล์ที่เม็ดหาง
ผู้ใหญ่ว่ายอดเจดีย์มีอยู่กลาง ที่ในหว่างดาวดึงส์กึ่งพระเมรุ
โน่นดาวข่างหว่างดาวสำเภาใหญ่ เขากล่าวไว้ว่าตำรามหาเถร
ท่านทำนายทายทักประจักษ์เจน จึงตั้งเกณฑ์ฤกษ์พาตำราดาว
พวกพาณิชไปมาเที่ยวค้าขาย ท่านทำนายของบนฟ้าเวหาหาว
ด้วยรู้แจ้งแห่งเหตุสังเกตดาว ไว้เรื่องราวตำราพยากรณ์ ฯ
๏ จะพรรณนาเรื่องดาวก็ยาวยืด ความก็จืดจางไปในอักษร
นักขัตฤกษ์ยังไม่หมดในบทกลอน จะชี้สอนให้รู้เป็นครูบา
ก็มากมายดาราบนอากาศ สายสวาทมิ่งมิตรกนิษฐา
จะทรงไตรได้หรือถือตำรา พี่พรรณนาแต่พอเจ้าได้เข้าใจ
พระว่าพลางทางชวนอนงค์นาฏ เข้าไสยาสน์แท่นทองอันผ่องใส
สนิทสนอมกล่อมกลมภิรมย์ใน กำปั่นใหญ่ท้ายบาหลีค่อยปรีดา ฯ
๏ จะกล่าวถึงอสุรีผีเสื้อน้ำ อยู่ประจำแถวทางกลางมหา
สมุทรไทไกลแคว้นแดนลังกา อสุราเที่ยวท่องเที่ยวล่องลอย
กินมัจฉาปลาใหญ่ในสมุทร รูปเหมือนครุฑเบื้องหางเหมือนอย่างหอย
ใครฆ่าฟันมันไม่ตายเที่ยวว่ายลอย ผลุดเข้าหอยฝาปิดสนิทดี
มันจะจมน้ำดำไปได้ยังค่ำ อยู่ในถ้ำที่สำนักของยักษี
ถือกระบองแกว่งกวัดในนที เป็นอัคคีลุกไปในสายชล
นามกรชื่อมหากาลวาต ภูติปีศาจเกาะแก่งทุกแห่งหน
กลัวอำนาจอาจหาญไม่ทานทน ทุกตำบลขยาดฤทธิ์คิดระอา
เมื่อแรกเริ่มเดิมทีมันอยู่เขา ไปลักเอาก้อนนิลในหินผา
ทราบถึงองค์ทรงฤทธิ์พระอิศรา สาบลงมาอยู่ในวนชลธาร
ให้มีหางอย่างหอยลอยกระสินธุ์ กว่าจะสิ้นกัปกัลป์ในสัณฐาน
จนเกิดไฟประลัยทั่วทั้งจักรวาล จึงเผาผลาญให้สิ้นในดินดอน ฯ
๏ จะกล่าวลำกำปั่นทั้งพันเศษ เคยสังเกตแถวทางหว่างสิงขร
ได้ลมเรื่อยเฉื่อยมาในสาคร ตั้งแต่จรนับมาสิบห้าวัน
ยังอีกครึ่งจะถึงลังกาทวีป บาทหลวงรีบพลไกรให้ผายผัน
สั่งล้าต้าต้นหนคนสำคัญ นายกำปั่นบรรดามาในเรือ
ให้ใส่เสาเพลาใบขึ้นให้พร้อม อย่าแล่นอ้อมตัดไปทางข้างฝ่ายเหนือ
เห็นลมจัดปัดไปข้างท้ายเรือ ตีหางเสือแรงจัดพัทยา
กำปั่นแล่นเร็วร่าดังม้าห้อ ตามกันสอแคล่วคล่องว่องนักหนา
สังฆราชอิ่มใจในอุรา หมายลังกาสิงหลไม่พ้นกู
จึงเชิญองค์อิศโรท้าวโกสัย มานั่งใกล้พูดเพรื่อจนเบื่อหู
อวดฉลาดร่ำไรเหมือนไก่อู ยกคอชูหวังจะชนเพราะคนโกง
พูดคนเดียวเคี้ยวฟันคันศีรษะ เสียงเอะอะกูมึงอยู่ผึงโผง
เรียกเอาเหล้ามารินกินอีกโพง พูดตะโกรงชุลมุนออกวุ่นวาย
ฟังไม่ทันชั้นเชิงแกมันคล่อง ทั้งขึ้นล่องลิ้นลมคมใจหาย
เหมือนเสือเฒ่าเจ้าเล่ห์เพทุบาย แกยักย้ายว่องไวไล่ไม่ทัน
ท้าวโกสัยไม่ชำนาญในการพูด บิดตะกูดตัดรอนข้างผ่อนผัน
จะตอบต่อข้อไรก็ไม่ทัน ในเชิงชั้นเกเรเพทุบาย
เรือก็แล่นเร็วรัดไม่ขัดสน มาถึงวนกุมภัณฑ์ตะวันสาย
เป็นคลื่นคลั่งทั้งระลอกออกกระจาย ลมพระพายก็ไม่พัดสงัดดี
พวกล้าต้าต้นหนคนทั้งหลาย ก็วุ่นวายตัวสั่นมิ่งขวัญหนี
เรือกำปั่นหันหวนป่วนนที เสียงอึงมี่เดินคล่ำทุกลำเรือ ฯ
๏ จะกล่าวถึงอสุรีผีเสื้อสมุทร แกว่งอาวุธไล่ขยับจับหางเสือ
ฉุดกระชากหมายจะคว่ำเอาลำเรือ แล้วเงือดเงื้อกระบองใหญ่เป็นไฟโพลง
แหงนชะแง้แลเห็นคนบนกำปั่น พลางกัดฟันเต้นโลดกระโดดโหยง
น้ำลายไหลไล่คว้านัยน์ตาโพลง จับเรือโคลงกลอกหัวตัวเป็นเกลียว
บาทหลวงวิ่งพัลวันหันเข้าห้อง ดะโกนร้องเรียกพระยาจนตาเขียว
สิ้นสติเต็มทีเช่นนี้เจียว จะเลี่ยงเลี้ยวไปข้างไหนก็ไม่ทัน
แกเรียกพระมังคลาสานุศิษย์ เอาหนังปิดกูลงไว้เอาไม้ขัน
กับถังน้ำดำมิดเร่งคิดกัน ตัวแกสั่นรัวรัวเพราะกลัวตาย ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลานราราช กษัตริย์ชาติเชื้อตระกูลไม่สูญหาย
คิดขึ้นได้ด้วยปัญญาปรีชาชาญ ถึงจะตายชาติกษัตริย์ต้องกัดฟัน
ผิดก็สู้ดูสักทีมีชนะ ที่จะละให้อายยักษ์มักกะสัน
มากินเล่นเป็นอาหารสำราญครัน ต้องผ่อนผันรบสู้ดูสักที
จึงว่ากับบังอรสมรมิตร พี่จะคิดต่อสู้ดูยักษี
พลางแต่งองค์ทรงกริชอันฤทธี อัญชลีกราบกรานคุณมารดร
แล้วทรงตราราหูคู่กษัตริย์ จูงพระหัตถ์บุษบงองค์สมร
มาประณตบทบงสุ์องค์บิดร ฝากบังอรไว้กับท้าวเจ้าพ่อตา ฯ
๏ บาทหลวงเห็นมังคลาพาสมร เอ็งจะจรหนีไปข้างไหนหวา
เอาตัวรอดคนเดียวเปลี่ยววิญญาณ์ ทิ้งพ่อตาอาจารย์สถานใด
พระมังคลาว่าเจ้าคุณอย่าวุ่นนัก จะดูยักษ์มันจะมาข้างท่าไหน
แกจึ่งว่าเร่งมาให้เร็วไว จึ่งจะได้ลงถังระวังตัว ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์พระมังคลาราช ก็ยุรยาตรเยื้องย่างไปข้างหัว
ขึ้นยืนให้ยักษ์เขม้นพอเห็นตัว แลไปทั่วขอบฟ้าในสาคร
เห็นยักษ์ร้ายจับท้ายกำปั่นไว้ แล้วแกว่งไฟโตยิ่งกว่าสิงขร
พระโยนตราราหูคู่นคร ฤทธิรอนลุกแดงดังแสงไฟ
ประกายพุ่งรุ่งโรจน์ดูโชติช่วง เป็นรุ้งร่วงในมหาชลาไหล
อสุรินทร์นึกแหนงให้แคลงใจ จึ่งแลไปเห็นคนอยู่บนเรือ
ทะลึ่งโลดโดดโผนจะโจนจับ ร้องสำทับปีบเปรี้ยงเป็นเสียงเสือ
แล้ววางท้ายว่ายมาข้างหน้าเรือ แล้วผีเสื้อปีนจะฉวยด้วยกำลัง
พระฟาดด้วยดวงตราพระราหู เป็นไฟวูไหม้ชิดติดผิวหนัง
แล้วก็ให้แรงน้อยถอยกำลัง จึงหยุดยั้งอ่านเวทวิเศษมนต์
รูปที่กลายหายร้อนแต่อ่อนเปลี้ย จะไกล่เกลี้ยไต่ถามตามนุสนธิ์
จึงว่าเหวยอ้ายมนุษย์ปุถุชน เองอยู่หนแห่งไรจงให้การ
เอาพวกพ้องเรือแพมาแออัด กูแค้นขัดเคืองใจหลายสถาน
ไม่รู้หรือถิ่นกูอยู่มานาน เปรียบเหมือนศาลเทวาจะมาไป
ไม่บอกกล่าวให้รู้มาดูหมิ่น จะเคี้ยวกินให้เป็นผงอย่าสงสัย
แล้วถาโถมโจมลากกระชากใบ หวังจะให้เรือจมล่มลงพลัน ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมมังคลาปรีชาฉลาด เอาตราฟาดถูกอ้ายยักษ์มักกะสัน
ถลาล้มจมสมุทรผลุดขึ้นพลัน ด้วยกุมภัณฑ์โลดโผนโจนทะยาน
กำลังเจ็บกริ้วกราดตวาดร้อง สำเนียงก้องโกญจนาทด้วยอาจหาญ
ไม่เกรงกูผู้เป็นเจ้าชโลธาร มาข้ามด่านแล้วข่มเหงไม่เกรงใจ
มนุษย์น้อยเหมือนกับหอยอยู่ริมหาด จะจับฟาดหักขาไม่ปราศรัย
หมดทั้งลำกำปั่นจะบรรลัย อยู่ที่ในสาชลไม่พ้นมือ ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ตรัสประภาษแก่กุมภัณฑ์กระนั้นหรือ
มิใช่เรายำเยงเกรงฝีมือ ท่านอย่าถืออวดอิทธิฤทธิ์ไกร
ว่าเป็นยักษ์ศักดาอานุภาพ จะมาปราบปรามกันไม่หวั่นไหว
กินแต่ปลาในมหาสมุทรไท ที่จะได้กินมนุษย์อย่าพูดจา
ถึงเราเด็กเหล็กเพชรไม่เข็ดขาม ทำสงครามดูสักพักกับยักษา
แม้นเราตายกุมภัณฑ์อันศักดา จึ่งค่อยมากินคนที่บนเรือ
แม้นยังอยู่ก็จะสู้จนสิ้นฤทธิ์ อย่าควรคิดดูเบาเราก็เสือ
ใช่จะเกรงกลัวกันใช่ว่านเครือ ฤทธิ์ผีเสื้อเห็นจะกล้าข้างหาปู ฯ
๏ อสุรินทร์ยินคำซ้ำพิโรธ ทะลึ่งโลดฟังเยาะไม่เพราะหู
กระโดดขึ้นเรือที่นั่งฝรั่งกรู เอาขวานหมูฟันยักษ์จนหักพัง
อสุรากล้าแข็งแต่แรงน้อย กำลังถอยไม่เหมือนจิตที่คิดหวัง
แกว่งกระบองย่องถอยคอยระวัง ฝ่ายพระมังคลาราชฟาดด้วยตรา
ถูกที่อกยักษ์ตกลงในน้ำ พระตีซ้ำแทบชีวังจะสังขาร์
ยักษ์เจ็บปวดยวดยิ่งทิ้งกายา อสุราจมไปในนที ฯ
๏ เข้าแฝงกายกลายเป็นหอยแล้วลอยล่อง ไปตามท้องสมุทรไทในวิถี
ที่คลื่นคลั่งวังวนชลธี ก็กลับดีหายไปในทะเล
ที่กำปั่นหันหกก็เหือดหาย พวกนายท้ายชักกำปั่นให้หันเห
พอลมดีแล่นไปในทะเล เสียงฮาเฮโห่ร้องก้องสำเนียง ฯ
๏ จะกล่าวถึงบาทหลวงนั่งง่วงหงับ ตัวสั่นหรับเต็มทีไม่มีเสียง
ลงครางออดทอดใจใหญ่มุดใต้เตียง ฟังสำเนียงผู้คนบนเภตรา
ว่ายักษีผีเสื้อสู้ไม่ได้ มันหนีไปสูญตัวกลัวนักหนา
เพราะพระหน่อวรนาถฟาดด้วยตรา อสุราหนีไปตายหรือเป็น
บาทหลวงฟังยังไม่ชัดถนัดหู แกแอบดูตามช่องพอมองเห็น
พระมังคลามาข้างท้ายพอบ่ายเย็น แกแลเห็นคลานออกมานอกพลัน
เรียกกษัตริย์อิศโรท้าวโกสัย มานั่งใกล้ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ทั้งมังคลาสานุศิษย์มาคิดกัน ด้วยเป็นวันชนะชัยปราบไพรี
ท้าวโกสัยสุริย์วงศ์ทรงสวัสดิ์ โองการตรัสอิ่มเอมเกษมศรี
พลางเชยชมบุญญาบารมี มิเสียทีอาจองทรงกำลัง
ควรจะเป็นจักรพรรดิกษัตริย์ชาติ ทั้งเปรื่องปราดสมในฤทัยหวัง
หาไม่จะพากันตายวายชีวัง ด้วยกำลังขุนยักษ์อันศักดา ฯ
๏ บาทหลวงนึกเคืองคมเขาชมเชย ภิปรายเปรยสรรเสริญเกินนักหนา
ทั้งลิ้นลมสอพลอเจ้าพ่อตา อ้ายมังคลาเห็นจะฮึกไม่นึกเกรง
ซึ่งตัวกูผู้เป็นสังฆราช เพราะขี้ขลาดมันจะรุมกันคุมเหง
จำจะพูดยักย้ายให้หลายเพลง เอาให้เกรงกูจงได้ในสำนวน
แล้วเสแสร้งแกล้งว่าประจามิตร ถึงจะคิดทำร้ายต้องไต่สวน
ข้าเป่าปัดอยู่ในใจหลายกระบวน คิดใคร่ครวญที่ในการจะราญรอน
จึงเข้าอยู่ในห้องช่วยป้องปัด เสกกำจัดผีเสื้อเหมือนเงื้อศร
สวดให้พระวิญญาณช่วยราญรอน มิใช่นอนกลัวยักษ์อย่าพักแคลง ฯ
๏ ท้าวโกสัยเห็นจริงทุกสิ่งสิ้น สมถวิลตรองตรึกไม่นึกแหนง
ฟังลิ้นลมสมแกกล่าวเล่าแสดง ทั้งชี้แจงก็เห็นจริงทุกสิ่งไป
อันเรื่องราวแกมันดีข้างฝีปาก ทั้งพูดมากฟังหลงไม่สงสัย
เรือก็แล่นลมจัดถนัดใบ ตามกันไปในระลอกกระฉอกชล ฯ
๏ พอสุริยงลงลับพยับฟ้า ดวงดาราแจ่มกระจ่างกลางเวหน
ต่างก็หากินอยู่ทุกผู้คน กษัตริย์สนทนาเสร็จเสด็จมา
เข้าห้องหับที่ประทับเคยสถิต สำราญจิตสรวลสันต์ค่อยหรรษา
ฝ่ายโฉมยงองค์พระมังคลา เข้าไสยาห้องท้ายสบายบาน
ถนอมมิ่งนิรมลขึ้นบนแท่น เรือก็แล่นมาในทางหว่างอิสาน
พระเผยแกลแลชมโพยมมาน ค่อยสำราญรื่นเริงบันเทิงใจ
จันทร์กระจ่างแจ่มฟ้าเวหาห้อง จับผิวพักตร์นุชน้องดูผ่องใส
พระจุมพิตชิดชื่นระรื่นใน พลางเคล้นไคล้เคล้าพุ่มปทุมทอง
ค่อยถนอมกล่อมเกลาเสาวรส บุปผาสดมิได้มีราคีหมอง
เรณูนวลหวนตลบอบละออง พลางตระกองกอดขวัญให้บรรทม
สนิทแนบแอบนางสำอางพักตร์ ภิรมย์รักเยาวมิตรสนิทสนม
สุมาลัยได้น้ำค้างลงพร่างพรม ทั้งต้องลมกลิ่นกล้าผกากาญจน์
พิรุณโรยโปรยปรายเป็นสายสาด สุนีฟาดเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงประหาร
พยุพยับอับพื้นโพยมมาน ชลธารเป็นระลอกกระฉอกชล
ฝูงมัจฉาปลาใหญ่ในสมุทร บ้างดำผุดกลอกกลับอยู่สับสน
เหล่าละเมาะเกาะเกียนก็เวียนวน ทุกตำบลกึกก้องท้องสินธู
เมขลาล่อแก้วแววสว่าง อสูรขว้างขวานลั่นสนั่นหู
ทุกเถื่อนถ้ำต่ำไต้เป็นไฟฟู มังกรชูแก้วสว่างกลางโพยม ฯ
๏ สองภิรมย์สมสนิทพิศวาส ไม่เคลื่อนคลาดจากนางสำอางโฉม
จนดาวเดือนเลื่อนลับพยับโพยม พระแสนโสมนัสชื่นทุกคืนวัน ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ