ตอนที่ ๑๑๒ ทัพพระมังคลารบกับทัพพระบาทหลวง

๏ จะกล่าวถึงสังฆราชพระบาทหลวง แกตีล่วงได้สมมาดปรารถนา
เข้าตั้งอยู่เมืองด่านชานชลา เรือไปมาเก็บเอาทั้งข้าวเกลือ
เป็นเสบียงเลี้ยงคนบนกำปั่น เรือรบนั้นกักไว้ทั้งใต้เหนือ
พวกไปมาค้าขายตายเป็นเบือ เห็นลำเรือน้อยใหญ่มันไล่เอา
ที่หลบลี้หนีปลอดรอดได้มั่ง มันแต่งตั้งกันเป็นโจรคอยปล้นเขา
ทั้งมั่งมีดีกว่าค้าสำเภา มันเก็บเอามิได้เหลือไว้เจือจาน ฯ
๏ ฝ่ายอีตาสังฆราชพระบาทหลวง คิดลุล่วงอิ่มเอมเกษมศานต์
เข้าตั้งมั่นอยู่ปากน้ำที่สำราญ แกคิดอ่านจะทำกลปล้นบุรี
แล้วแกเขียนหนังสือให้คนใช้ รีบเอาไปส่งให้มันว่าสารศรี
แล้วพูดจาล่อลวงดูท่วงที ไปเดี๋ยวนี้ให้กองทัพแล้วกลับมา
พวกคนใช้เรียกให้มารับสาร อย่านิ่งนานมารับไปไวไวหวา
พวกชาวเมืองออกจากค่ายรีบไคลคลา รับสารตราเข้าไปแจ้งแห่งกระทรวง ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมนครินทร์ปิ่นกษัตริย์ โองการตรัสให้อ่านสารบาทหลวง
ฉีกผนึกอ่านความตามกระทรวง พระบาทหลวงจอมพลสกลไกร
ยกมาปราบศัตรูผู้ขบถ ที่คิดคดจะจับฆ่าไม่ปราศรัย
แม้นรักตัวกลัวชีวิตที่ผิดไป จงกลับใจเสียอย่าดื้ออย่าถือตัว
มิออกมาโดยดีจะกรีทัพ เข้าไปจับตัวมัดมาตัดหัว
ให้สมแค้นที่มึงทำให้ช้ำมัว กูล้อมรั้วไว้ทั้งเป็นเห็นหรือยัง ฯ
๏ พอจบเรื่องพระยิ่งเคืองพระทัยแค้น คงตอบแทนให้สมอารมณ์หวัง
อย่าตอบโต้โมหันธ์ดันทุรัง อุตส่าห์ตั้งมั่นไว้หน่อยคอยพระอา
แล้วพระองค์ตรัสถามพราหมณ์สุทัต จะข้องขัดอย่างไรไฉนหนา
เชิญท่านช่วยจับยามตามตำรา หรือไม่มาเป็นอย่างไรท่านใคร่ครวญ
พราหมณ์สุทัตรับสั่งตั้งจิตดี ตามคัมภีร์โดยระบอบคิดสอบสวน
เห็นเที่ยงแท้แน่ดังยังคำนวณ จึงประมวลทูลความตามตำรา
ศุกร์เป็นศรีดีแท้ไม่แปรผัน พุธกับจันทร์ร่วมราศีดีนักหนา
สามกษัตริย์สุริย์วงศ์คงจะมา ไม่เนิ่นช้าจะได้ข่าวในเก้าวัน
พระฟังคำโหรเฒ่าคอยเบาจิต เขาศักดิ์สิทธิ์ทายแม่นแสนขยัน
เราตั้งแข็งไว้อย่ากลัวช่างหัวมัน รักษาคันขอบเขตนิเวศน์เวียง
แต่หนังสือเขามาเคาะมาเยาะเย้ย เรานิ่งเฉยเสียไม่อยากเป็นปากเสียง
คิดตั้งมันกันไว้ในเชิงเวียง มาใกล้เคียงปืนยิงคอยทิ้งดิน ฯ
๏ จะกล่าวลำกำปั่นห้ากษัตริย์ แต่แล่นลัดมาในสายกระสินธุ์
พวกกำพลทูลความตามระบิล ข้าทั้งสิ้นขอขึ้นเกาะจะเสาะไป
นำเอาข่าวเข้าไปแจ้งแสดงอรรถ พระโปรดนัดไปให้แจ้งแถลงไข
ฝ่ายพระจอมสินสมุทรวุฒิไกร ให้เรือใช้ส่งเหล่าชาวกำพล
แล้วนัดวันสัญญาเวลาเสร็จ ในวันเจ็ดจะเข้าฝั่งสั่งพหล
ฝ่ายพวกเหล่าชาวเมืองเพชรกำพล พากันด้นไปตามเขาเข้านคร
ล้อมไปยังหลังค่ายดั่งใจหวัง ไปรอรั้งเฝ้าบพิตรอดิศร
ทูลแถลงแจ้งความสามนคร พระภูธรยกมาห้าพระองค์
คือพระจอมนครินทร์รมจักร พระลูกรักในประยูรสกูลหงส์
คือทรงฤทธิ์กฤษณานราพงศ์ กับเอกองค์ตรีพลำเขยสำคัญ
ทัพผลึกจอมนรินทร์สินสมุทร กับพระสุดสาครรีบผ่อนผัน
ยกพหลพลลังกาสิบห้าพัน แต่งกำปั่นรบมาช่วยราวี
มายับยั้งตั้งรายอยู่ชายเขา สั่งข้าเจ้ามาประณตบทศรี
อีกเจ็ดวันจะยกมาเข้าราวี ในบุรีทัพบกเร่งยกไป ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมภูวดลกำพลเพชร ครั้นทราบเสร็จยินดีจะมีไหน
จึ่งตรัสชมว่าท่านครูเหมือนรู้ใน น้ำพระทัยกษัตราสารพัน
พระอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เป็นที่ยิ่ง เห็นสมจริงสมจิตไม่ผิดผัน
ท่านยกโทษโปรดเกล้าเราทุกอัน พระคุณนั้นเหลือล้นคณนา
พระตรัสพลางทางสั่งทหารรบ ให้สมทบพวกละหมื่นทั้งปืนผา
พลง้าวหลาวโล่โตมรา เครื่องสาตราไว้สมทบให้ครบมือ
เชิญท่านครูผู้เป็นปราชญ์ฉลาดเวท การวิเศษในตำหรับเคยนับถือ
จงจัดแจงการวิชาไปหารือ เห็นสุดมือที่จะใช้คนไปมา
พฤฒาเฒ่าน้อมคำนับตามรับสั่ง แล้วถอยหลังไปถึงศาลอ่านคาถา
เขียนหนังสือแล้วก็พับประทับตรา อ่านคาถาให้เป็นนกวิหคบิน
ปล่อยไปลำกำปั่นสุวรรณหงส์ ปักษาตรงไประหว่างทางทักษิณ
ถึงกำปั่นลำทรงเรือหงส์บิน สกุณินร้องดังก้องกังวาน
จับที่เพลาเสากระโดงแล้วส่งเสียง ดังจำเรียงทุ้มเอกวิเวกหวาน
ฝ่ายพระจอมจักรพงศ์พร้อมวงศ์วาน คิดอ่านการจะณรงค์ในสงคราม
พอเหลือบเห็นสกุณินบินมาจับ ฟังกิตติศัพท์หลากพระทัยตรัสไต่ถาม
พวกเสนีทูลแถลงไม่แจ้งความ พลางลุกตามกันไปจนใกล้ตัว
สกุณินมิได้บินไปจากที่ เห็นเสนีเดินผงกนกยกหัว
เขาช่วยกันคั่งคับเข้าจับตัว พอเห็นทั่วมิทันนานเป็นสารตรา ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมนคเรศเกศกษัตริย์ ได้ทราบอรรถทรงธรรมก็หรรษา
พระจึ่งให้คลี่สารอ่านสารา พระมังคลากราบก้มบังคมคัล
ขอบพระคุณกรุณาในข้าบาท ยังนับญาติเนื้อไขในหม่อมฉัน
ไว้ใยเยื่อสุริย์วงศ์ในพงศ์พันธุ์ พระคุณนั้นเหลือลบภพไตร
อีกเจ็ดวันเชิญพระองค์ดำรงภพ ตีตลบข้างมหาชลาไหล
หม่อมฉันจึงจะยกทัพบกไป ออกชิงชัยรับรองในสองยาม
พอจบสารพระผู้ผ่านรมจักร เป็นปิ่นปักโลกาภาษาสยาม
ให้ตระเตรียมจัตุรงค์จะสงคราม โดยที่ตามในจังหวัดเขานัดการ ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายสังฆราชพระบาทหลวง แกอิ่มทรวงอิ่มใจหลายสถาน
นึกนิยมสมใจเห็นได้การ จะรอนราญทัพทวีตีประดัง
เอาให้ได้ธานีบุรีรัตน์ จะคิดตัดเข้าข้างในดั่งใจหวัง
แกจึงเรียกเสนีมีกำลัง เข้ามาสั่งให้เที่ยวดูสืบรู้ทาง
เองแปลงกายให้เหมือนคนกำพลเพชร คิดลอดเล็ดดูให้ชัดที่ขัดขวาง
ไปคอยตัดเสบียงมันที่ย่านกลาง ยกไปทางหลังด่านชานบุรินทร์ ฯ
๏ ฝ่ายตำมะหงงเสนาที่กล้าหาญ มาจัดการพร้อมพรั่งดังถวิล
ให้แปลงตัวเสียเหมือนเหล่าชาวบุรินทร์ พร้อมกันสิ้นยกไปดั่งใจปอง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายอิศโรท้าวโกสัย จึงจัดให้พวกพหลเร่งขนของ
เครื่องเสบียงเลี้ยงดูทุกหมู่กอง ทั้งข้าวของจัดให้ลงไปพลัน
บรรทุกเกวียนขนไปให้กองทัพ ผู้กำกับจัดแจงคนแข็งขัน
ถืออาวุธยุทธนาสารพัน ขุนนางนั้นขี่ม้านำหน้าพล
ออกจากเมืองรีบไปมิได้หยุด ให้เร่งรุดพร้อมพรั่งทั้งพหล
ออกทุ่งกว้างกลางย่านพ้นบ้านคน เป็นไพรสณฑ์ป่าไม่ริมชายดง
ฝ่ายพวกแขกบาทหลวงใช้ให้ไปซุ่ม เข้าแอบพุ่มพฤกษาป่าระหง
พอสุริยันเย็นอับพยับลง เห็นจัตุรงค์คุมเสบียงเดินเรียงราย
พอคล้อยหลังตั้งโห่ออกจากป่า เข้าฟันฝ่าตัดหลังเหมือนอย่างหมาย
ไล่ทิ่มแทงแข็งขันฟันกันตาย คนทั้งหลายไม่รู้ตัวเพราะมัวงง
คิดว่าพวกโยธามาแต่ด่าน พลางเรียกขานถามความตามประสงค์
มันไม่พูดว่ากระไรเที่ยวไล่วง บ้างก็ตรงเข้าแย่งทั้งแทงฟัน
พวกพหลวนวิ่งไปข้างหน้า จนถึงม้านายทัพจึ่งกลับผัน
รีบตลบหลังไปก็ไม่ทัน อ้ายแขกฟันล้มตายลงก่ายกอง
แย่งเอาเครื่องเสบียงเลี่ยงเข้าป่า มันมากกว่าเก็บเอาทั้งข้าวของ
ต่างตื่นแตกแยกย้ายไม่เป็นกอง เสนารองนายทัพกลับเข้าวัง
ไปกราบทูลมูลเหตุท้าวโกสัย เธอตกใจเรียกโยธาทั้งหน้าหลัง
พลางขึ้นม้ารีบออกไปนอกวัง พร้อมสะพรั่งเสนาพลากร
ยกพหลพลม้าดาระดาษ เสนามาตย์กับทหารชาญสมร
พลางรีบเร่งโยธาพลากร บทจรขับพระยาอาชาไนย
จุดคบเพลิงเริงแรงแสงสว่าง มาตามทางธงทิวปลิวไสว
พลม้าพลปืนถือฟืนไฟ เร่งกันไปตามทุ่งพลางมุ่งมอง
พวกพหลพลที่แตกเที่ยวแยกย้าย เห็นเจ้านายเข้าประมูลทูลฉลอง
แล้วนำทัพกลับไปดังใจปอง ไม่โห่ร้องสั่งให้เงียบเซียบสำเนียง ฯ
๏ จะกล่าวข้างแขกชวาที่มาปล้น เข้าไปค้นกันอยู่มากห้ามปากเสียง
ไม่พูดดังตั้งชุมนุมคุมเสบียง เช้าจะเลี่ยงลัดป่าพากันไป
พอเห็นแสงเพลิงสว่างมาทางเก่า ร้องเรียกเหล่าพลทั้งหมื่นยืนไสว
ถืออาวุธหลาวแหลนออกแน่นไป ทั้งนายไพร่พร้อมพรั่งตั้งกระบวน
ลากเอาเกวียนใส่เสบียงเรียงเป็นค่าย อ้ายนายใหญ่วิ่งกลมดังลมหวน
ออกสกัดราวีตีกระบวน ถือง้าวทวนกริชตรีตีประดา
ท้าวโกสัยไล่พหลพลทหาร ออกต่อต้านนับหมื่นยิงปืนผา
พลเสน่าหล่าวโล่โตมรา ดาษดารบรับทั้งทัพชัย
ยิงปืนผึงตึงตังประดังเสียง ก้องสำเนียงโกลาสุธาไหว
ถูกพวกแขกแตกตายกระจายไป เข้าลุยไล่แทงฟันประจัญบาน
ท้าวโกสัยขับพระยาม้าที่นั่ง ตีประดังชิงชัยไล่ทหาร
เข้าโอบอ้อมล้อมไว้เห็นได้การ สั่งทหารรวบรับให้จับเป็น ฯ
๏ ฝ่ายเสนีสี่นายไพร่ทั้งหลาย ต่างวุ่นวายเซ็งแซ่ต่างแลเห็น
เข้าโอบอ้อมล้อมไว้มิให้กระเด็น จะหนีเร้นออกทางไหนก็ไม่มี
ถ้าขืนรบกับเขาเราก็น้อย ครั้นจะถอยไม่มีทางหว่างวิถี
เราจะคิดฉันใดไฉนดี จะพ้นที่ความตายวายชีวา
จำจะต้องอ่อนน้อมยอมคำนับ กับแม่ทัพพอชีวังรอดสังขาร์
ใครจะเห็นเป็นอย่างไรจะได้พา กันเข้าหาแม่ทัพเหมือนดับไฟ
พวกเสนาว่าสุดแท้แต่นายท่าน จะผ่อนผันตามชอบอัชฌาสัย
สุดแต่รอดชีวันไม่บรรลัย ทั้งนายไพร่ยินยอมพร้อมทุกคน
เก็บอาวุธสาตราเอามามัด แล้วรีบรัดพร้อมพรั่งทั้งพหล
ตรงเข้าหาท้าวไทผู้นายพล แจ้งยุบลงอนง้อขอชีวัง ฯ
๏ ฝ่ายทรงฤทธิ์อิศโรท้าวโกสัย เธอถามไต่ความต้นแต่หนหลัง
จงให้การทุกสิ่งแต่จริงจัง ใครแต่งตั้งใช้เองมาคอยราวี
ตัดเสบียงปล้นของส่งกองทัพ จนแตกยับวุ่นวายกระจายหนี
ให้การไปเราจะนั่งฟังคดี สี่เสนีแจ้งความไปตามตรง
บาทหลวงใช้ข้าพเจ้าพวกเหล่านี้ ให้มาตีเอาให้ได้ดั่งใจประสงค์
แม้นมิได้สมหวังดั่งจำนง จะให้ลงโทษทัณฑ์ถึงบรรลัย
ฝ่ายไทท้าวแม่ทัพสดับอรรถ จึ่งให้จัดพวกเสนาอัชฌาสัย
จำตะโหงกมันหวาพาเอาไป จำไว้ในคุกก่อนจึงผ่อนปรน
แต่ตัวนายที่ประสงค์ทำกรงใส่ จะเอาไปรีบรัดจัดพหล
ท้าวโกสัยเร่งให้เดินดำเนินพล รีบไปจนรุ่งสางสว่างตา
พอถึงที่มังคลาเธอมาอยู่ บอกให้รู้ทูลไขไวไวหวา
ฝ่ายพระปิ่นนคเรศเกศประชา เสด็จมาต้อนรับคำนับพลาง
แล้วทูลถามว่าพระองค์ลงมานี้ ธุระมีในจังหวัดหรือขัดขวาง
ท้าวโกสัยเล่าแถลงแสดงพลาง เอาขุนนางแขกที่ใส่มาในกรง
ให้พระจอมมังคลานราราช จะพิฆาตตามในใจประสงค์
ป่างประจอมนครานราพงศ์ เสด็จตรงไปประทับในพลับพลา
กับท่านท้าวโกสัยในพระแท่น ให้เคืองแค้นในพระทัยจึ่งให้หา
พราหมณ์สุทัตผู้ประสิทธิ์วิทยา มีชงคาตรัสเล่าให้เข้าใจ
ว่าบาทหลวงคิดอุบายใช้ทหาร ไปรอนราญตัดทางหว่างไศล
ตีเสบียงฆ่าคนสกลไกร จนท้าวไทจับส่งใส่กรงพลัน
ว่าให้ตามแต่เราจะเอาโทษ อ้ายคนโฉดเฉโกพวกโมหันธ์
จะฆ่าเสียหรือจะให้ไว้ชีวัน ตามแต่ท่านจะดำริคิดตริตรอง ฯ
๏ พราหมณ์สุทัตฟังอรรถแล้วก้มกราบ ศิโรราบแล้วประมูลทูลฉลอง
จะฆ่าเสียเห็นไม่งามตามทำนอง จำจะต้องทำอุบายให้ตายใจ
จำจะปล่อยให้มันไปเป็นไส้ศึก คงสำนึกมั่นคงอย่าสงสัย
จงเกลี้ยกล่อมไว้ให้ดีมีน้ำใจ มันจะได้คนดีให้หนีมา
คงจะสิ้นกำลังสังฆราช ไหนจะอาจแข็งไปได้หนักหนา
ก็จะอ่อนใจลงคงระอา พวกที่กล้าก็จะน้อยถอยกำลัง ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ตรัสประภาษถอดเสนีจากที่ขัง
พระปราศรัยไต่ถามแต่ลำพัง เราก็ตั้งใจจะเลี้ยงเป็นเที่ยงธรรม์
ให้มียศหมดทั้งสี่เสนีนาถ ไม่อาฆาตขึ้งเคียดไม่เดียดฉันท์
ท่านมิได้ทำเองข่มเหงกัน เขาจัดสรรใช้มาให้ราวี
จงอาสาเราไปในกำปั่น คิดผ่อนผันเมื่อเข้ารบให้หลบหนี
เราจะเลี้ยงให้เป็นสุขทุกเสนี ตั้งเป็นที่เสนาใหญ่ให้ถาวร ฯ
๏ ฝ่ายสี่นายกราบก้มบังคมบาท ฟังประภาษบพิตรอดิศร
ขออาสากว่าชีวิตจะม้วยมรณ์ ตามสุนทรตรัสใช้ให้ได้การ
ฝ่ายพระจอมภพไกรเจ้าไอศวรรย์ ให้รางวัลสี่นายหลายสถาน
ทั้งเสื้อผ้าตามอย่างทางบุราณ กับทั้งส่านโพกหัวทุกตัวคน
ฝ่ายสี่นายกราบถวายบังคมเสร็จ ทำลอดเล็ดเดินแอบแฝงทุกแห่งหน
ค่อยเลียบฝั่งชลาริมสาชล มิให้คนสงสัยรีบไคลคลา
วิ่งเข้าค่ายสังฆราชพระบาทหลวง คนทั้งปวงพวกกันต่างหรรษา
พอบาทหลวงย่างเท้าก้าวออกมา พวกเสนาสี่นายเข้าไปพลัน
แกถามว่าเป็นกระไรอ้ายเหล่านี้ ขุนเสนีเล่าไปเมื่อไก่ขัน
ข้าพเจ้าตีตลบเข้ารบกัน ได้ฆ่าฟันกันตายลงก่ายกอง
แล้วเอาเกวียนเสบียงลำเลียงได้ พอจัดให้พวกพลรีบขนของ
ออกเดินตัดลัดป่ามาทั้งกอง เสียงโห่ร้องมาข้างหลังตั้งกระบวน
ท้าวโกสัยไพร่พลมาล้นหลาม รีบมาตามไล่กลมดังลมหวน
ทั้งปืนยาวแหลนหลาวทั้งง้าวทวน ตั้งกระบวนล้อมรอบเป็นขอบคัน
ยิงระดมสมทบรบไม่ไหว ที่บรรลัยอยู่ในป่าพนาสัณฑ์
เหลือกำลังที่จะรับกองทัพมัน ก็พากันแตกยับอัปรา
ข้าพเจ้าสี่คนจนความคิด พอมืดมิดแอบเข้าอยู่ในภูผา
ต่อมันเลิกกองทัพกลับพารา จึงหนีมาตามยังฝั่งนที
บาทหลวงด่าว่าอุเหม่ท้าวโกสัย หนีกูไปช่วยบำรุงในกรุงศรี
คงจะจับตัวได้เป็นไรมี คงเห็นดีกูสักวันเป็นมั่นคง
เมื่อเสียทีคราวนี้ก็ช่างเถิด เหมือนหนอนเกิดขึ้นในไส้ไม่ประสงค์
ต้องรื้อรังเสียให้ได้ดังใจจง ว่าแล้วตรงกลับเข้าไปในที่นอน ฯ
๏ จะว่าข้างเสนีทั้งสี่นั้น ก็ชวนกันเดินลงไปชายสิงขร
ลงเรือบดแจวมาในสาคร บทจรขึ้นกำปั่นด้วยทันใด
พอพวกกันเดินตามมาถามข่าว ในเรื่องราวยุคเข็ญเป็นไฉน
สี่เสนาบอกว่าเมื่อข้าไป เข้าชิงชัยรบราถึงฆ่าฟัน
อย่าพูดไปให้บาทหลวงแกล่วงรู้ มันจะขู่เฆี่ยนฆ่าให้อาสัญ
ทั้งนี้เราปลดปลอดรอดชีวัน ก็เพราะท่านอนุกูลกรุณา
พระมิ่งเมืองเรืองเดชเกศกษัตริย์ เธอถือสัตย์สุจริตไม่อิจฉา
บำรุงเลี้ยงข้าเฝ้าเหล่าประชา แต่บรรดาหมื่นขุนทั้งมุลนาย
เขาอยู่เย็นเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อน ราษฎรก็เป็นธรรม์เหมือนมั่นหมาย
ไม่เบียดเบียนทั้งพหลพลนิกาย ได้สบายสุโขมโหฬาร
อันตัวข้าคิดไว้จะไม่อยู่ อ้ายเฒ่าครูสังฆราชมันอาจหาญ
ทั้งเบียดเบียนเฆี่ยนฆ่าด่าประจาน ทรมานพวกเราไม่เบาเลย
ทั้งเจ้านายของเราเล่าก็หลง ไปเข้าดงตัณหาเจ้าข้าเอ๋ย
ถูกลิ้นลมพาลามันพาเลย เข้าดงเตยติดกับเห็นยับจริง
ถูกมนต์ดลคาถาอ้ายตาเฒ่า ดูร้อนเร่าขึ้นทุกทีดั่งผีสิง
การอุบายมันก็มากเหมือนทากปลิง แม้นเกาะนิ่งเข้าที่ไหนก็ได้การ
อันเจ้าเราเก่าก่อนไม่เช่นนี้ ดูท่วงทีอ้ายเฒ่าคงเผาผลาญ
ขืนอยู่ไปก็เห็นไม่เป็นการ แม้นอยู่นานมันคงใช้ให้ไปตาย ฯ
๏ พวกที่นั่งฟังว่าหน้าสลด จิตระทดเสียใจมิใคร่หาย
จึงว่าเราเล่าก็รู้ในอูบาย ได้แยบคายก็จะไปมิได้รอ
สี่เสนาว่าอย่าให้กิตติศัพท์ แม้นรบรับกันเมื่อไรคงไปปร๋อ
จะอยู่ด้วยมันทำไมเห็นใจคอ แต่ต้องรอไว้เมื่อรบจึงหลบไป
อยู่กับเจ้าจอมสากลกำพลเพชร ต้องลอดเล็ดไปหาที่อาศัย
เราก็คิดอยู่ทุกวันแต่พรั่นใจ ยังมิได้เห็นหนจนปัญญา
จะพึ่งเจ้าเล่าก็เปรอะเลอะทั้งนั้น เห็นว่ามันหลงใหลในตัณหา
บาทหลวงหลอกว่ากระไรไม่ระอา เพราะราคามุ่นหมกดั่งตกโคลน
เราจะอยู่ไปทำไมให้ได้ทุกข์ ไปหาสุขจะเต้นเหมือนเล่นโขน
เหมือนแมงเม่าเข้าไฟคงไหม้โชน เอาคอโดนคมกระบี่ดีอย่างไร
ครั้นปรึกษาหารือคือจะหนี แล้วไปที่เภตราเคยอาศัย
กระซิบชวนผู้ตรวจหมวดของใคร กูจะไปตามนายคิคถ่ายเท ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายพระฝรั่งสังฆราช คิดอาฆาตท้าวโกสัยมันไพล่เผล
หนีไปทำกลไกคิดถ่ายเท สมคะเนเล่นหมอทรชน
มันหมายใจว่าได้เขยเป็นที่พึ่ง แม้นสมซึ่งปรารถนาอย่าฉงน
จะทำให้สมแค้นอ้ายแสนกล คิดจะปล้นเมืองให้ได้ดั่งใจปอง
พลิกตำราหากลข้างปล้นทัพ โดยตำหรับอย่างไรจะใช้ของ
การพหลกลไกในทำนอง แกตรึกตรองที่จะใช้ในรายลวง
แล้วดูไปหลายอย่างทางจะรบ ไปจนจบเห็นอุบายเป็นใหญ่หลวง
เรียกว่ากลซ้อนไกในกระทรวง เปรียบเหมือนบ่วงดักนกวิหคบิน
ถึงมีปีกที่จะหลีกมิได้พ้น คงจะหล่นลงมาฟุบตามหุบหิน
กลอย่างนี้มีแต่ครั้งตั้งแผ่นดิน พวกทมิฬวางไว้ในตำรา
ต้องตั้งค่ายชายหาดที่ลาดเลี่ยน ตามแผนเขียนสารพัดต้องจัดหา
ของที่เขาว่าไว้ในตำรา ทั้งเนื้อปลาหลายอย่างต่างต่างกัน
แล้วตั้งค่ายสองข้างกลางไว้ช่อง ขุดเป็นร่องใส่ดินดำกำมะถัน
ล่อให้หลงเข้าถึงแยกทำแตกพลัน แล้วจุดควันขึ้นให้อบตลบไป
เอายาเบื่อโรยรายปรายให้ทั่ว คงเมามัวนั่งซบสลบไสล
ไม่ต้องรบราญรอนให้อ่อนใจ จับเอาได้โดยง่ายสบายดี
แกตรึกตรองดูตำหรับบังคับไว้ นึกอิ่มใจปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ลุกออกจากห้องพลันด้วยทันที เรียกเสนีทุกตำแหน่งมาแจ้งการ
แล้วแกจึ่งให้หาพระยาแขก มาแย้มแยกความในหลายสถาน
เองมาช่วยบังคับกำกับงาน ไปทำการอย่างกูว่าสารพัน
ท้าวกุลามาลีขี่คานหาม เสนาตามรีบรัดไปจัดสรร
ดูที่ทางตั้งค่ายเร่งให้ทัน ในสองวันทำให้เสร็จสำเร็จดี
ตำมะหงงนายใหญ่เกณฑ์ไพร่พร้อม ให้ตั้งป้อมตั้งค่ายในวิถี
ไว้ช่องกลางอย่างแกสั่งข้างนที แล้วขุดที่ลำรางเป็นทางไป
บาทหลวงเฒ่าเจ้าตำรามาทีหลัง เที่ยวตรวจทั้งธารท่าชลาไหล
เห็นถูกต้องตามตำหรับแล้วกลับไป ที่ค่ายในจัดปรุงให้หุงยา
ของเบื่อเมาเอาระคนปนกับกรด สำหรับรดกำมะถันให้ควันหนา
แล้วจึ่งเรียกเสนีผู้ปรีชา ให้เข้ามาพากเพียรเรียนอุบาย
ทางจะล่อข้าศึกให้ฮึกโหม ไล่กระโจมเข้าในค่ายเหมือนใจหมาย
แล้วจะได้จับฆ่าบรรดานาย ไพร่ทั้งหลายจับไปขังไว้ยังเรือ
วันพรุ่งนี้แหละจะตีเร่งจัดทัพ ไปตั้งรับทั้งข้างใต้และฝ่ายเหนือ
ไปจัดคนพลไพร่ที่ในเรือ ทหารเสือแขกชวาอีกห้าพัน
แกสั่งเสร็จกลับเข้าไปที่ในห้อง กินข้าวของอิ่มเอมเกษมสันต์
พวกเสนีคับคั่งไปสั่งกัน แต่คนบรรดาที่อยู่ทุกหมู่กอง
แล้วไปเกณฑ์พลไพร่ในกำปั่น ให้พร้อมกันเสร็จสรรพมารับของ
เครื่องอาวุธยุทธนาขนมากอง ให้นายรองจ่ายไปในบาญชี ฯ
๏ ฝ่ายเสนีสี่นายที่หมายมาด เห็นสมปรารถนาจิตจะคิดหนี
พวกที่ชวนกันสิ้นก็ยินดี รีบเร็วรี่จ่ายอาวุธยุทธนา
ต่างรับรองตรองไว้ทั้งนายบ่าว จะให้ข่าวไปข้างในอย่างไรหวา
ให้รู้แจ้งแห่งกลคนมารยา จะไปมาก็ไม่ได้ในนคร ฯ
๏ ฝ่ายเสนีปรีชาว่าอย่าทุกข์ แล้วก็ลุกวนเวียนเขียนอักษร
ตามภาษามลายูทูลภูธร ยัดในท่อนไม้ไผ่ดั่งใจจง
แล้วเลียบเดินเข้าไปดูอยู่แต่ห่าง เอาไม้ขว้างไปในค่ายดั่งใจประสงค์
คนในค่ายเห็นไม้นั้นตกลง ก็เดินตรงเข้าไปเก็บไม้มา
จะทำฟืนหุงข้าวเอากระบอก มาผ่าออกได้หนังสือถือไปหา
ขุนนางใหญ่นายหมวดผู้ตรวจตรา ส่งสาราให้พลันในทันที
แล้วแจ้งความตามได้กระบอกไม้ เสนาในรับมาอ่านในสารศรี
ไม่รู้จักหนังสือแปลกแขกตานี ไม่รู้ที่จะอ่านสถานไร
แล้วเข้าไปเฝ้าภูมีที่ประทับ น้อมคำนับทูลแจ้งแถลงไข
ในสารนี้ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ แล้วทูลให้ทราบคดีที่มีมา
พระทรงรับดูลายมือหนังสือแขก เออเห็นแปลกประหลาดจิตผิดหนักหนา
แล้วส่งให้ไทท้าวเจ้าพ่อตา เธอรับมาอ่านได้ดั่งใจปอง ฯ
๏ ในเรื่องราวข้าพเจ้าบังคมบาท ภูวนาถขอประมูลทูลฉลอง
พระตรัสใช้ได้สมอารมณ์ปอง แต่พวกพ้องจะเข้ามาสักห้าพัน
แต่ตัวนายเสนาก็กว่าร้อย แต่จะคอยเมื่อรบสู้เป็นคู่ขัน
จะพาพวกกันเข้ามาสักห้าพัน แต่การนั้นบาทหลวงลวงอุบาย
ตั้งค่ายกลไว้ที่ท่าโรยยาพิษ รบอย่าติดตามไปเหมือนใจหมาย
แม้นถูกควันกลั่นเข้าจะเมามาย ต้องอุบายมันบังคับให้จับเป็น
ขอพระองค์ทรงทราบคิดปราบศึก ทรงตรองตรึกการทัพไว้ดับเข็ญ
มันจะออกโรยยาเวลาเย็น ต่อเดือนเด่นดึกสงัดจะจัดพล
ออกจากค่ายไปสมทบเข้ารบรับ เป็นการลับมิได้แจ้งแห่งนุสนธิ์
จงทราบใต้บาทาฝ่ายุคล ขอจุมพลทราบความตามที่ทูล ฯ
๏ พอจบเรื่องเสนีที่ทูลถวาย พระโฉมฉายธิบดินทร์ปิ่นไอศูรย์
จึ่งปรึกษาท่านผู้เฒ่าตามเค้ามูล ท่านอนุกูลเตรียมทัพไว้รับรอง
พราหมณ์สุทัตฟังอรรถแล้วก้มกราบ ศิโรราบพลางประมูลทูลฉลอง
จะต้องแต่กองทัพออกรับรอง ให้ถูกต้องเสียก่อนได้ซ้อนกล
แล้วทูลลามาจัดกระบวนทัพ ให้พร้อมสรรพถ้วนทั่วตัวพหล
เกณฑ์เอาพวกจัตุรงค์ทั้งคงทน จะซ้อนกลบาทหลวงให้ร่วงโรย
แล้วจึ่งเสกคาถายาสะกด ได้กลิ่นรสจิตหวิวให้หิวโหย
ให้หากล้องยาวยาวมาเป่าโรย เมื่อลมโชยชายเขาจะเป่าไป
แล้วเตรียมพวกโยธาที่สามารถ ที่ชายหาดริมท่าชลาไหล
แม้นกองทัพมันจะกลับถอยลงไป มันเข้าค่ายแล้วจงยั้งระวังกัน
อย่าได้รุกคลุกคลีตีเอาค่าย จงรอไว้ดูก่อนคิดผ่อนผัน
ตามบังคับบัญชาสารพัน อย่าหุนหันแค้นใจด้วยไพริน
แกจัดเสร็จแล้วประมูลทูลฉลอง เชิญละอองบาทบงสุ์พระทรงศิลป์
ออกประจบรบรับทัพทมิฬ จะได้ภิญโญยศปรากฏนาม ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ผู้ดำรงบุรีรัตน์ โองการตรัสเราจะไปมิได้ขาม
จึ่งตรัสว่าการณรงค์ข้างสงคราม ไม่ครั่นคร้ามดอกครูผู้อาจารย์
แล้วจึ่งเชิญอิศโรท้าวโกสัย ภูวไนยจงกำกับรับทหาร
เป็นทัพหนุนยกออกนอกปราการ มุมทหารปืนใหญ่ให้หลายพัน
แม้นเข้ารบจงประจบกันให้พร้อม จงตีอ้อมกำกับเป็นทัพขันธ์
พระทรงเครื่องยุทธนาสารพัน ท่านท้าวนั้นแต่งงามตามชวา ฯ
๏ จะกล่าวข้างสังฆราชพระบาทหลวง แกอิ่มทรวงอาทิตย์ดับลับเวหา
ออกไปที่ทำไว้ให้ใส่ยา แล้วเอาหญ้าปกปิดให้มิดดี
เตรียมพหลพลแขกไว้คั่งคับ แล้วกำชับเจ้าพาราปตาหวี
เองจะออกรบรับทัพทวี ทำเสียทีให้มันไล่เข้าค่ายเรา
กูจะคอยจุดไฟให้ไหม้เชื้อ ถึงยาเบื่อจะได้กลับออกจับเขา
แต่คนข้างพวกพ้องในกองเรา ให้มันเข้าคอยไปปล้นอยู่ต้นลม
พอเตรียมเสร็จคอยท่าเวลาดึก จะทำศึกคิดไว้ให้ได้สม
ปรารถนาเหมือนแกคิดจิตนิยม คราวนี้สมคิดกูผู้อาจารย์
พอดาวเคลื่อนเดือนเด่นเวลาดึก เห็นสมนึกเรียกพหลพลทหาร
มาพร้อมพรั่งตั้งกระบวนจวนได้การ ดูประมาณฤกษ์พาเวลาดี
ให้ผูกม้ากล้าหาญชำนาญรบ มาเตรียมครบให้พระยาปตาหวี
พอเจ็ดทุ่มฤกษ์พาเวลาดี แล้วให้ตีกลองโห่เป็นโกลา
ท้าวกุลามาลีขี่สินธพ ทหารรบยืนรายทั้งซ้ายขวา
เดินกระบวนทวนธงตรงเข้ามา เกือบถึงหน้าเชิงเทินเนินกำแพง ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ผู้ดำรงกำพลเพชร ทรงเครื่องเสร็จตามตำหรับจับพระแส
ขึ้นพระยาม้าที่นั่งออกกลางแปลง ทหารแซงคับคั่งไม่รั้งรอ
พลปืนโตมรศรกำซาบ ทั้งดั้งดาบดูงามตามกันสอ
ท้าวโกสัยทัพหลังค่อยรั้งรอ ยกต่อต่อกันออกมาดาประดัง
พรามณ์สุทัตที่เป็นครูผู้วิเศษ อ่านพระเวทขี่คานหามมาตามหลัง
คอยสะกดทัพค่ายระไวระวัง กับพวกหลังที่จะเข้าไปเป่ายา ฯ
๏ ฝ่ายพหลรณรงค์เอาธงปัก เสียงคึกคักโล่แพนดูแน่นหนา
ข้างพวกแขกแยกหลามตามกันมา ดาษดาครึกครื้นยิงปืนไฟ
ทหารหน้ากล้าแข็งแทงด้วยกริช กระชั้นชิดรบกันเสียงหวั่นไหว
แข็งต่อแข็งแทงฟันกันเข้าไป พลไพร่ทั้งสองฝ่ายตายระเนน
ที่แทงฟันกันไม่เข้าเอาหลาวพุ่ง เป็นหมู่มุงคับคั่งทั้งดั้งเขน
ชุลมุนป้องปัดล้วนจัดเจน คนที่เกณฑ์เข้าณรงค์ล้วนคงทน
ท้าวโกสัยเธอจึ่งให้แยกทหาร เป็นสองด้านเกียกกายรายพหล
แล้วให้พวกกองหนุนทั้งขุนพล เดินพหลเรียงรายทนายปืน ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมนครามหากษัตริย์ ควบกัณฐัศว์ตรงเข้ามาไม่ฝ่าฝืน
ถึงหน้าท้าวกุลาที่มายืน เป็นกลางคืนมิได้รู้ว่าผู้ใด
จึงให้ล่ามถามไปไหนนายทัพ มารบรับกันให้งามตามวิสัย
อย่าให้พวกรี้พลสกลไกร รบกันไปยากแค้นแสนกันดาร
เราตัวนายหมายมั่นจิตพันผูก จึ่งจะถูกตามนัยเราไขขาน
เราทั้งสองทำให้ต้องบุราณกาล ให้ทหารดูเล่นเหมือนเจรจา ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี ตอบว่าดีแล้วซิเจ้าเราก็หา
ให้ทหารดูเล่นเป็นขวัญตา อย่างท่านว่านี้แลงามตามกระบวน
ท่านก็ชายเราก็ชายจะไว้ยศ ให้ปรากฏตามแต่บุญอย่าหุนหวน
ท่านชำนาญสิ่งใดจงใคร่ครวญ จะรำทวนหรือกระบี่ที่ชำนาญ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมมังคลานราราช ตรัสประภาษตามแต่ใจท่านไขขาน
กระบี่ทวนถ้วนทุกอย่างทางชำนาญ จะรอนราญสิ่งใดตามใจจง ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี การกระบี่เป็นของต้องประสงค์
เขาคงสู้เราไม่ได้ดั่งใจจง นึกทะนงอยู่ในใจบอกไปพลัน
เราจะรำท่ากระบี่เป็นที่หนึ่ง ให้สมซึ่งพงศ์กษัตริย์ทรงจัดสรร
มาเถิดเราทั้งสองลองรบกัน พลางผกผันชักม้าเข้าราวี ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ดำรงนคเรศ สำแดงเดชชักสินธพไม่หลบหนี
พลางกรายกรเชิงลวงดูท่วงที ทรงกระบี่ฝังจินดาค่านคร
เข้ารบรับกับพระยาปตาหวี ดูท่วงทีเขาก็รู้ตามครูสอน
พลางรับรองว่องไวกรีดกรายกร เข้าราญรอนปิดป้องคล่องด้วยกัน
แล้วยักย้ายหลายท่าเพลงอาวุธ ฤทธิรุทรต่อแย้งต่างแข็งขัน
ไม่เสียท่วงเสียทีดีด้วยกัน บาทหลวงนั้นอยู่ข้างหลังสั่งขุนพล
ให้โบกธงสัญญาเหมือนว่าขาน แจ้งอาการให้รู้ทั่วตัวพหล
ท้าวกุลามาลีเห็นรี้พล ขยับร่นถอยหลังคอยรั้งรา
ทำเสียทีตีม้านัยน์ตาจับ พลางถอยรับออกให้ห่างเลี้ยวข้างขวา
ฝ่ายพระปิ่นนคเรศเกศประชา ก็รู้ว่าแยบยลกลอุบาย
สมเหมือนอย่างหนังสือเสนาทิ้ง ดูก็จริงรบกันเหมือนมั่นหมาย
ยังไม่ทันเสียทีมีอุบาย อันแยบคายที่มันทำเพราะจำใจ
สั่งพหลพลทหารให้ขานโห่ สำเนียงโกลาลั่นสนั่นไหว
พวกทหารปืนแดงแซงเข้าไป ท้าวโกสัยเร่งพหลพลระดม
ชักปีกกาสองข้างสล้างสลับ ให้เดินทัพรวบรุมเข้าทุ่มถม
พวกชาวเมืองหนุนเข้าไปไล่ระดม ตาพราหมณ์พรมอยู่ข้างหลังให้รั้งรา ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายเสนาบรรดานัด ก็หลีกลัดมาทั้งเหล่าวิ่งเข้าหา
ทั่งไพร่นายห้าพันเหมือนสัญญา ตรงเข้ามากราบประณตบทบงสุ์ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมนครานราราช ตรัสประภาษชื่นชมสมประสงค์
มิเสียทีดีขยันทั้งมั่นคง เราก็คงเลี้ยงดูทุกผู้คน ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูผู้ประสิทธิ์ฤทธิเวท แกแจ้งเหตุประเดี๋ยวนี้จะมีฝน
ให้เป่ายาพร้อมกันทั่วทุกตัวคน แล้วอ่านมนต์เรียกพระพายให้ชายโชย
เป็นลมหวนป่วนปั่นสนั่นก้อง เสียงฟ้าร้องครางครึมกระหึมโหย
หอบเอากลิ่นยาไปดั่งปรายโปรย ลมก็โชยโบกไปในค่ายพลัน ฯ
๏ ฝ่ายพวกแขกแตกล่าถูกยาเบื่อ เล่นเอาเหงื่อโซมกายรีบผายผัน
ทั้งบาทหลวงวิ่งผลุนวุ่นด้วยกัน ต่างตัวสั่นจับจิตด้วยฤทธิ์เมา
ท้าวกุลามาลีหนีเข้าค่าย ทั้งไพร่นายร้อนเริงดังเพลิงเผา
ตาบาทหลวงถูกน้อยค่อยบรรเทา แกง่วงเหงาแล้วก็ฟื้นเหมือนตื่นนอน
พอฝนตกลงมาจากอากาศ เป็นน้ำสาดลงมาคลายยาถอน
คนที่ง่วงก็ค่อยคลายหายหาวนอน ทินกรเกือบสร่างกระจ่างตา
บาทหลวงตีอกผลุงสะดุ้งจิต การที่คิดไว้ไม่สมปรารถนา
มันกลับเล่นเอาเสียก่อนอ่อนอุรา ในพาราเพชรกำพลมีคนดี
ทำไฉนจึงจะได้จับตัวฆ่า จะสืบหาเล่าก็จนคนก็หนี
ลงนอนหงายไม่เป็นสุขทุกข์ทวี ทั้งเสียทีเสียของสองประการ
พอฝนซาเวลาจะใกล้รุ่ง พวกในกรุงกลับเข้าเขตประเทศสถาน
พร้อมทั้งพวกเสวกาปรีชาชาญ กับอาจารย์เฝ้าองค์พระทรงธรรม์
พระปรึกษาการทัพที่รับรบ ให้สมทบทั้งพหลพลขันธ์
แต่พวกแขกล่ามาถึงห้าพัน ก็เพราะท่านถ่ายเทด้วยเล่ห์กล
เกือบจะถึงพงศ์กษัตริย์ที่นัดหมาย ท่านขวนขวายจัดแจงแต่งพหล
จะได้ไว้สำหรับแก้อับจน ออกตีปล้นให้กระทั่งฝั่งชลา ฯ
๏ ฝ่ายท่านพราหมณ์มหาศาลชำนาญศึก แกตรองตรึกจัดพหลพลอาสา
ทั้งพวกแขกเก่าใหม่ที่ได้มา แต่บรรดาเอาไว้ในนคร
ให้ถอดมาจะได้เป็นทัพหน้า จัดโยธาทวยหาญชาญสมร
ทั้งทหารกัณฐัศว์อัศดร พร้อมนิกรเตรียมไว้ดั่งใจปอง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายสังฆราชพระบาทหลวง ค่อยสร่างทรวงแค้นใจไม่วายหมอง
แต่นั่งนึกนอนนึกตั้งตรึกตรอง จะหาช่องแก้แค้นตีแดนดาว
พอไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี ไปนั่งที่ครูบาทำตาขาว
จึงบอกว่าพวกไพร่หนีไปกราว ไม่ได้ข่าวหายไปในกลางคืน
กับเสนาแต่บรรดาให้ออกรบ เกณฑ์สมทบทัพหน้าไม่ฝ่าฝืน
จะตายเป็นมิได้เห็นแต่กลางคืน หรือจะตื่นแตกไปไม่ได้ความ
บาทหลวงเฒ่าตกใจอย่างไรหวา ให้ค้นหามันจงได้เสาะไต่ถาม
หรือจะไปล้มตายให้ได้ความ จงไปตามหากันให้ทันที
แล้วแกจึ่งปรึกษาพระยาแขก มิใช่แตกทัพศึกอย่านึกหนี
คงจะคิดเล่นเจ้าเอาบุรี แต่คราวนี้เสียกลด้วยมนต์ยา
เองอย่าทุกข์ร้อนไปให้ใจอ่อน คงผันผ่อนให้ได้หญิงจริงหนาหวา
อันตัวกูคงจะสู้จนเย็บตา คิดเข่นฆ่าอ้ายคนชั่วกลัวมันไย
อันตัวกูผู้เป็นสังฆราช ได้ชี้ขาดศาสนาอย่าสงสัย
แต่ครั้งนี้กูแสนจะแค้นใจ ประมาทไปมันจึ่งทำทั้งซ้ำเติม
ไม่รู้ว่าคนดีมันมีอยู่ คิดรบสู้การศึกจึ่งฮึกเหิม
จำจะคิดแก้ทำทั้งซ้ำเติม อย่าให้เหิมฮึกหาญการณรงค์ ฯ
๏ ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ ไม่อาจขัดเพราะยังกำลังหลง
ก็หมายว่าจะได้นุชบุษบง จึ่งได้หลงเอออือถืออาจารย์ ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าจึ่งว่าเจ้าจงอย่าอยู่ ไปช่วยกูเร่งรัดจัดทหาร
เองอย่าได้ทุกข์ร้อนผ่อนรำคาญ อันเมืองบ้านเท่านี้ตีให้พัง
ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี นึกยินดีจะใคร่สมอารมณ์หวัง
มาเรียกหาคนดีมีกำลัง พร้อมสะพรั่งพลไกรทั้งไพร่นาย
มารวบรวมโยธาได้ห้าหมื่น ทหารปืนกริชดาบกำซาบสาย
แต่เสนีที่กระจัดที่พลัดพราย จะเป็นตายมิได้รู้สักผู้คน ฯ
๏ ฝ่ายบาทหลวงทรวงร้อนนอนไม่หลับ ให้คั่งคับเสียใจมาหลายหน
แต่ครั้งนี้กูจะตีให้ชอบกล จะคิดปล้นอีกสักพักหักเอาเมือง
ถึงคนดีมันจะมีกูไม่ทุกข์ จะรบรุกเช่นเขาว่าจนตาเหลือง
แม้นกูตีมิได้ยับไม่กลับเมือง คงจะเปลื้องทุกข์ให้ดั่งใจปอง
อันความรู้กูดีมีอยู่มาก คงแก้ยากแก้จนที่หม่นหมอง
เอาให้สมอย่างนึกที่ตรึกตรอง จึ่งจะต้องคิดอ่านการอุบาย
เขาย่อมว่าสี่ตีนยังรู้พลาด คงประมาทลงสักวันเหมือนมั่นหมาย
มันก็มันกูก็กูลูกผู้ชาย คงยักย้ายแก้แค้นเอาแดนดาว
แล้วลุกมานั่งที่เก้าอี้อาสน์ หยิบกระดาษเขียนตำหรับฉบับขาว
ที่เรียนรู้มาแต่หลังเมื่อครั้งคราว ตั้งแต่เจ้าลังกามาทุกองค์
ได้ถึงแปดสิบกษัตริย์จนบัดนี้ เอามาคลี่ดูตามความประสงค์
เขาเขียนไว้ต่อกันมาตำราตรง เพราะของคงมีอยู่แต่บูราณ
อันเรื่องนี้มีมาแต่ย่าปู ได้เรียนรู้มากมายหลายสถาน
จำจะต้องเอามาใช้เห็นได้การ คิดรอนราญพวกศัตรูหมู่อรินทร์
อันพยนต์มนตราวิชาเก่า ที่จะเอามาใช้ดั่งใจถวิล
มันก็รู้เสียทุกท่าทางฟ้าดิน เป็นสุดสิ้นที่จะลวงในท่วงที
จึงต้องเอาของบูราณออกต้านต่อ เปรียบเหมือนหมอประกอบยารักษาผี
คงดับพิษลงให้ได้เป็นไรมี แต่คราวนี้ต้องย้ายให้หลายเพลง
เอาให้สมปรารถนาเหมือนยาแก้ ที่บาดแผลใส่จำเพาะให้เหมาะเหมง
ปัญญามีอยู่กับตัวอย่ากลัวเกรง คิดย้ายเพลงย้ายท่าหาในกล
ต้องมานะเป็นถึงพระสังฆราช อย่าขี้ขลาดว้าเหว่ระเหระหน
แกสอนตัวอย่าได้กลัวซึ่งเวทมนตร์ จะตีล้นมาอย่างไรอย่าได้ฟัง
พลางลุกจากที่อยู่ไปดูค่าย รบด้วยไฟเห็นจะสมอารมณ์หวัง
ตั้งประชิดติดเข้าไปอย่าได้ฟัง ให้กระทั่งเชิงเทินเนินกำแพง
แล้วสั่งพวกเสนาบรรดาแขก ให้ตัดแฝกไม้ลำทำเป็นแผง
เอาแฝกคามาใส่ให้พอแรง ที่หลังแผงนอกยาทาน้ำมัน
คนละผืนตั้งรายเป็นค่ายตับ ออกรบรับเสียก่อนแล้วผ่อนผัน
ทำเป็นแตกเข้าค่ายไฟน้ำมัน ถ้าแม้นมันรุกไล่เอาไฟโยน
แล้วจุดค่ายไล่ทหารเข้าราญรบ ตีตลบวิ่งโลดกระโดดโผน
เอาหม้อดินปิดฝาแล้วยาโคลน ช่วยกันโยนเข้าไปในกำแพง
แกสั่งเสร็จค่ำวันนี้จะตีเข้า เอาไฟเผาเสียให้สิ้นอย่ากินแหนง
เฮ้ยเสนาสารวัตรไปจัดแจง ตามตำแหน่งให้แล้วมาในสายัณห์
พวกเสนีรีบรัดไปจัดของ ขนมากองตามที่ขมีขมัน
บ้างสานแผงตรุยาสารพัน ทาน้ำมันพร้อมพรั่งมาตั้งราย ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ