ตอนที่ ๑๑๙ สุดสาครไปเยี่ยมนางเงือกและพระฤๅษีที่เกาะแก้วพิสดาร

๏ จะกล่าวข้างลังกาอาณาจักร ประเสริฐศักดิ์ขัตติยามหาศาล
สถิตแท่นเนาวรัตน์ชัชวาล แสนสำราญสุขสวัสดิ์กำจัดภัย
บริบูรณ์พูนสวัสดิ์พิพัฒน์ผล ประชาชนเปรมปรีดิ์จะมีไหน
ทั้งลูกค้ามาขายสบายใจ ของสิ่งใดมีมาทุกธานี ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงเดชเกศกษัตริย์ ผ่านสมบัติเฟื่องฟุ้งทั้งกรุงศรี
เมื่อวันนั้นไสยาในราตรี บนแท่นที่เศวตฉัตรจำรัสพราย
เทพเจ้าเข้าสังหรณ์สุบินนิมิต ว่าอาทิตย์ส่องสว่างกระจ่างฉาย
เห็นนงคราญมารดาเอกากาย ออกมาว่ายอยู่ตามวนชลธาร
พระฟื้นองค์รู้ว่าทรงสุบินนิมิต แล้วหวนคิดถึงมารดาน่าสงสาร
จะได้ความยากแค้นแสนกันดาร ทรมานอยู่ในอู่แต่ผู้เดียว
พระคิดไปใจหายไม่วายเทวษ ชลเนตรตกไหลพระทัยเสียว
เหมือนเราไม่กตัญญูให้อยู่เดียว จะเปล่าเปลี่ยววิญญาณ์เอกากาย
พอรุ่งแจ้งแสงทองส่องอากาศ ภาณุมาศไตรตรัสจำรัสฉาย
เข้าที่ทรงภูษิตวิจิตรพราย ทั้งสองสายสมรพร้อมน้อมประนม
พระตรัสเล่าราวเรื่องสุบินนิมิต เป็นสุดคิดดั่งทะเลมาเทถม
ในอุราร้อนเริงทั้งเพลิงรม ให้เกรียมกรมพี่จะลาเจ้าคลาไคล
ทั้งสองนางพลางทูลฉลองถาม เป็นใจความมิได้แจ้งแถลงไข
จะเสด็จเรือกำปั่นหรือฉันใด น้องจะได้ตามติดไม่คิดกาย
พระตรัสว่าอย่าไปไม่ได้นุช หนทางสุดแสนลำบากยากใจหาย
ไปกำปั่นพันลำคงทำลาย อยู่ในสายสาคโรชโลธร
อาศัยม้าจึ่งได้มาถึงที่นี่ อันถิ่นที่เหลือกันดารชานสิงขร
ข้ามมหาสาคโรชโลธร หนทางจรแต่พี่มาก็กว่าปี
พระว่าพลางทางเสด็จออกข้างหน้า พวกเสนาน้อมประณตบทศรี
พระผู้ผ่านสวรรยาเจ้าธานี สั่งมนตรีท่านอยู่หลังระวังภัย
อันตัวเราเล่าจะลาไปเกาะแก้ว ตามธารแถวในมหาชลาไหล
ด้วยมีความร้อนทรวงในดวงใจ จะต้องไปในเวลารุ่งราตรี
พระตรัสพลางทางสั่งให้เทียมรถ เราจะบทจรไปในวิถี
มีเมืองด่านธารท่าชายวารี ประเดี๋ยวนี้เร็วราอย่าช้าการ
ขุนเสนีที่กำกับสำหรับรถ มาสั่งหมดถ้วนทั่วตัวทหาร
ให้เทียมรถพระที่นั่งอลังการ อาชาชาญผูกใส่เร่งไคลคลา
เข้าในวังพรั่งพร้อมคอยจอมจักร มาพร้อมพรักไพร่นายทั้งซ้ายขวา
พอพระจอมนครินทร์ปิ่นประชา เสด็จมาทรงรถบทจร
กระบวนแห่นำริ้วเป็นทิวแถว ขับรถแก้วรีบไปชายสิงขร
ถึงธารท่าหน้าด่านชานสาคร พระเสร็จจรลงไปชายคงคา
บริกรรมมนตราของดาบส น้อมประณตนึกถึงปู่ที่ภูผา
พลางอ่านเวทเคยสำเหนียกเรียกอาชา ถ้วนสามคราม้าแว่วแจ้วสำเนียง
ไปหากินไกลกันถึงพันโยชน์ พอแว่วโสดเผ่นร้องกึกก้องเสียง
จึงมาบนสมุทรไทใกล้สำเนียง มันจำเสียงได้แน่ไม่แชเชือน
รีบมายังฝั่งมหาลังกาเกาะ ตรงจำเพาะรู้กระไรใครจะเหมือน
ลงคุกเท้าเข้าไปชิดไม่บิดเบือน พระจึงเอื้อนโอภาม้ามังกร
ว่าตัวน้องนี้จะไปในกระสินธุ์ ประเทศถิ่นทางมหิงขสิงขร
โดยวิถีมรคาในสาคร ไปสิงขรเกาะแก้วพิสดาร ฯ
๏ ฝ่ายอาชารู้ภาษาพูดไม่ออก ทำตากลอกร้องมาเหมือนขาขาน
พระลูบหลังมิ่งม้าอาชาชาญ ไปถิ่นฐานก่อนเถิดหนาพี่พาชี
พอรุ่งเช้าแล้วจึงมาคอยท่าน้อง ไปหาของกินพลางทางวิถี
ม้าก็กลับโดดไปในนที พระภูมีกลับหลังยังนคร
เข้านิเวศน์เวียงชัยไม่เป็นสุข ยิ่งแสนทุกข์โตราวเท่าสิงขร
พลางสั่งสองกัลยาพะงางอน ด้วยอาวรณ์เรื่องรักหนักอุรา
แต่ลูกเต้าเล่าก็ยังกำลังอ่อน จงฝึกสอนตรองตรึกให้ศึกษา
การรบพุ่งเล่าก็น้องสองสุดา จงอุตส่าห์สอนเขาให้เล่าเรียน
พี่จะไปไม่ช้าเพราะม้าแก้ว อันธารแถวม้าพินิจสถิตเสถียร
เพราะเคยไปไม่หลงไม่วงเวียน ทุกเกาะเกียนรู้แห่งตำแหน่งทาง
พระเล้าโลมโฉมยงอนงค์นาฏ แล้วไสยาสน์โหยไห้พระทัยหมาง
คิดถึงท่านมารดาโศกาพลาง ไม่เว้นว่างชลนาให้อาดูร
พอรุ่งแจ้งแสงทองส่องอากาศ อาชาชาติรีบเข้าไปถึงไอศูรย์
พระสุริยงไตรตรัสจรัสจรูญ ขึ้นไพบูลย์ส่องสว่างกระจ่างตา
พระพลิกฟื้นตื่นจากที่ไสยาสน์ อนงค์นาฏหมอบรายทั้งซ้ายขวา
พระแต่งองค์สรงเสวยโภชนา สั่งสุดาสองอนงค์องค์บังอร
ค่อยอยู่เถิดพี่จะลาสุดาขนิษฐ์ สำเร็จกิจจะกลับมาหาสมร
ต้องจำเป็นจำพรากไปจากจร อย่าอาวรณ์ไปเลยน้องสองสุดา
ทั้งสองนางกราบก้มบังคมบาท แต่ไม่อาจทูลทัดขัดหนักหนา
นัยน์เนตรคลอคลองนองน้ำตา ต่างก้มหน้านิ่งนึกพลางตรึกตรอง
เสาวคนธ์มณฑาสุลาลี มเหสีหมอบเฝ้าแต่เศร้าหมอง
พระทรงหยิบเครื่องเคราไม้เท้าทอง ออกจากห้องปรางค์มาศปราสาทชัย
เสด็จยังข้างหน้าเสนาพร้อม ประณตน้อมหมอบเรียงเคียงไสว
ฝ่ายอาชาม้าที่นั่งเพราะตั้งใจ ตรงเข้าไปถึงที่เฝ้าเจ้าบุรินทร์
เธอเห็นม้ามาในไอศวรรย์ พระทรงธรรม์ชื่นชมสมถวิล
พลางลูบหลังอาชาพระยานิล แสนถวิลถึงมารดาให้อาวรณ์
พระตรัสสั่งเสวกาพฤฒามาตย์ ให้โอวาทจงจำเอาคำสอน
ช่วยปกป้องเวียงชัยในนคร แม้นเดือดร้อนจงไปเฝ้าพระเจ้าอา
แล้วจงไปทูลองค์พระทรงภุช ที่สิงคุตรเนินพนมร่มรุกขา
ว่าตัวเราเล่าถวายบังคมลา ไปเกาะแก้วรัถยาเยี่ยมอาจารย์
กับองค์พระชนนีที่เกิดเกล้า เหมือนอย่างเราสั่งไว้ทูลไขขาน
พระสั่งเสร็จทรงพระยาอาชาชาญ จากสถานรีบไปในวารี
พระหัตถ์ทรงไม้เท้าของดาวบส แล้วประณตน้อมประนมก้มเกศี
อธิษฐานนึกถึงคุณพระมุนี ฝ่ายพาชีวิ่งวางผางผางไป
ชมละเมาะเกาะเกียนเหมือนเขียนวาด งามประหลาดเขียวแดงสุกแสงใส
บางปริปริ่มอยู่ในน้ำเห็นรำไร ที่สูงใหญ่พุ่งพ้นชลธาร
เป็นโตรกตรอกซอกผาศิลาย้อย เหมือนภู่ห้อยใหญ่โตรโหฐาน
ชะงักชะง่อนก้อนผาน่าสำราญ ชลธารล้อมรอบเป็นขอบคัน
มีไม้งอกดอกต้นผลระย้า สกุณาโบยบินแล้วผินผัน
ทั้งลิงค่างหว่างไศลวิ่งไล่กัน เลียงผาผันเดินตลอดยอดคิรี
ที่ชายหาดปูหอยลอยสะพรั่ง ทั้งกุ้งกั้งตัวลายมีหลายสี
ฝูงกริวกราวเต่าตามกันงามดี ชายวารีฝูงกระว่ายปะปน
ฝูงแมงดาดาดาษว่ายกลาดกลุ้ม เป็นกลุ่มกลุ่มกลิ้งเกลือกเสลือกสลน
จระเข้เหราในสาชล เที่ยวว่ายวนเกลื่อนกลาดริมหาดทราย
ฝูงเงือกงูดูราวบ้างขาวเขียว ว่ายตามเกลียววังวนชลสาย
ฝูงมังกรคาบแก้วดูแพรวพราย ขึ้นเรียงรายฟาดหางกลางสินธู
เหล่าช้างน้ำน่ากลัวหัวเป็นช้าง แต่มีหางเหมือนปลามีงาหู
ฝูงม้าน้ำเต้นสล้างกลางสินธู มีเท้าคู่เบื้องล่างเป็นหางปลา
อันฝูงสัตว์นานามัจฉาชาติ ล้วนร้ายกาจต่างต่างกลางมหา
สาคเรศวังวนชลธา จะพรรณนามากมายมีหลายพรรณ
เรื่องชมนกชมปลามาก็มาก จะซ้ำซากบทกลอนขอผ่อนผัน
ยกเสียบ้างทางจะไปยังไกลครัน ถึงเขตคันเกาะแก่งตำแหน่งใด
แล้วก็หยุดให้พระยาม้าที่นั่ง เสร็จขึ้นฝั่งเขาเขินเนินไศล
ให้อาชาหาอาหารสำราญใจ เสด็จไปสอยมะม่วงพวงพวา
ทั้งปริงปรางลางสาดประหลาดรส ล้วนสุกสดเสวยพลันด้วยหรรษา
ครั้นเสร็จสรรพกลับมานั่งฝั่งชลา พออาชาอิ่มกลับมารับองค์
พระสถิตหลังมหาวลาหก ม้าก็ผกโผนไปดั่งใจประสงค์
วิ่งบนน้ำตามทางระวางตรง ไม่เวียนวงรีบมาในวาริน
ถึงสาชลวนวังที่เวิ้งกุ้ง ระลอกพลุ่งดูเป็นพรายในกระสินธุ์
สะเทือนถึงสุธาท้องวาริน กระทบหินดูเป็นเหวคล้ายเปลวไฟ
บ้างพุ่งพ้นวนเวียนเป็นหว่างเวิ้ง เพราะน้ำเจิ่งดูกระจ่างสว่างไสว
เป็นเกลียวกลอกแลกลาดตามหาดไป มโนมัยโดดข้ามไปตามวน
ฝูงสัตว์ร้ายในมหาชลาสินธุ์ พอได้กลิ่นว่ายเตร่ระเหระหน
กลัวอาชาม้ามังกรหนีซ่อนซน เที่ยวเวียนวนหลีกไปในคงคา ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ ล่วงลีลาศไปในทางกลางมหา
ครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริยา แกว่งคทาธรสว่างเหมือนกลางวัน
เห็นแถวทางกลางมหามหรรณพ ดั่งไต้คบแจ่มแจ้งส่องแสงฉัน
ม้าก็เห็นหนทางดั่งกลางวัน รีบผายผันมาในน้ำทุกค่ำคืน
เห็นละเมาะเกาะแก่งตำแหน่งไหน แวะอาศัยทุกทิวาไม่ฝ่าฝืน
เสวยผลอินจันทน์ทุกวันคืน พอชุ่มชื่นในอุราประสาจน ฯ
๏ จะกล่าวถึงนางมัจฉามารดาท้าว อยู่ในอ่าวเขตวัดไม่ขัดสน
จำเริญศีลภาวนาประสาตน อยู่ในวนวังเวิ้งเชิงคิรี
ถึงเจ็ดวันท่ายโยคีมุนีเฒ่า มาที่อ่าวโดยเมตตามารศรี
เคาะระฆังดังสนั่นขึ้นทันที ฝ่ายนารีนางมัจฉาแหวกวาริน
มานบนอบยอบกายไหว้ดาบส พระทรงพรตปราศรัยแล้วให้ศีล
เทศนาสอนสั่งนางยุพิน ให้ถือศีลภาวนาสมาทาน
แล้วจึงว่าฮ้าเฮ้ยอีเงือกน้ำ อุตส่าห์จำไว้ให้แม่นคือแก่นสาร
ถ้าแม้นเองดับขันธสันดาน อันวิมานคงจะได้เหมือนใจจง ฯ
๏ นางเงือกน้ำคำรพอภิวาท นุชนาฏจำได้ไม่ใหลหลง
รักษาศีลสุจริตเอาจิตปลง ไม่เวียนวงเหมือนแต่หลังเพราะฟังธรรม ฯ
๏ พระโยคีมีจิตคิดสังเวช กูมาเทศน์เหมือนช่วยชุบอุปถัมภ์
ครั้นจบเสร็จไปสำนักชักประคำ เสียงงึมงำอยู่ในกุฏิ์พลางจุดไฟ
ฝ่ายมัจฉานารีไปที่อยู่ ในแอ่งคู่ธารท่าชลาไหล
จำเริญศีลเป็นสุขไปทุกข์ภัย กินแต่ไคลพอเป็นยาในวาริน ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ ล่วงลีลาศในมหาชลาสินธุ์
กับทั้งอัศวราพระยานิล เกือบถึงถิ่นเกาะแก้วแถวอรัญ ฯ
๏ ฝ่ายนางนาฏมัจฉานิทราสนิท เกิดนิมิตยามสามในความฝัน
ว่าได้เห็นดวงแก้วอันแพรวพรรณ ดั่งสุริย์ฉันส่องสว่างกระจ่างตา
นางพลิกฟื้นตื่นแลไม่เห็นแก้ว พอเสียงแจ้วสกุณินบินถลา
ทั้งกาแกแซ่ซ้องก้องโกญจา พระสุริยาเยื้องเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุ
นางพลิกฟื้นตื่นอนาถประหลาดจิต เกิดนิมิตดีหรือร้ายยังไม่เห็น
วันนี้ครบเจ็ดทิวาเวลาเย็น พระผู้เป็นเจ้าคงมาไม่ช้านาน
จำจะต้องขึ้นไปอยู่ปากอู่อ่าว ผู้เป็นเจ้าคงจะมาเหมือนว่าขาน
จะได้ฟังเทศนาสมาทาน ถามอาจารย์เรื่องฝันให้ท่านทาย
พลางออกจากที่สำนักมาพักอยู่ คอยพระผู้ทรงธรรม์เหมือนมั่นหมาย
ขึ้นเกยหาดลาดเลี่ยนเตียนสบาย พระพายชายพัดชวยมารวยริน ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายทรงญาณอาจารย์เฒ่า ดัดหัวเข่าจะไปท่าชลาสินธุ์
ถือไม้เท้าจดจ้องย่องลงดิน จิตถวิลถึงมัจฉาในสาคร
ครบเจ็ดวันมีประโยชน์หวังโปรดสัตว์ อีเงือกวัดเคยมาฟังคำสั่งสอน
แกเดินพลางค่อยค่อยย่างบทจร ถึงสาครชายชลาหน้าคิรินทร์
พวกจีนจามพราหมณ์แขกที่เป็นศิษย์ เดินตามติดลงไปชายกระสินธุ์
พระโยคีแลไปในวาริน เห็นเทพินนางมัจฉาขึ้นมาคอย
เอะวันนี้อีเงือกกูมาอยู่ก่อน จะทุกข์ร้อนหรือกระไรจะใช้สอย
กูสักสิ่งจริงหนาหวามันมาคอย ทำตาปรอยดูอนาถประหลาดใจ
แกร้องว่าฮ้าเฮ้ยสีกาเงือก มากลิ้งเกลือกร้อนเย็นเป็นไฉน
ถัดขึ้นมาบอกเล่าให้เข้าใจ นิ่งอยู่ไยบอกกับกูให้รู้ความ ฯ
๏ ฝ่ายมัจฉานารีศรีสวัสดิ์ ได้ฟังอรรถพระมุนีฤๅษีถาม
ประณตนอบยอบกายขยายความ เล่าไปตามเรื่องฝันบรรยาย
ให้พระองค์ทรงศิลมุนินทร์นาถ เธอทราบบาทโดยประสงค์จำนงหมาย
ขอพระคุณหนุนนำช่วยทำนาย จะดีร้ายอย่างไรในตำรา ฯ
๏ พระโยคีมีญาณจึ่งขานไข ฝันอย่างไรเล่าให้กูรู้สิหวา
นางเงือกน้ำจึ่งแถลงแจ้งกิจจา ฉันฝันว่าดวงมณีมีสีแดง
เกิดขึ้นในคูหาจินดารัตน์ แจ่มจำรัสไพบูลย์จำรูญแสง
เหมือนกับดวงพระอาทิตย์ฤทธิแรง พอรุ่งแจ้งก็พอฟื้นตื่นขึ้นพลัน ฯ
๏ พระโยคีจึ่งทำนายทายนิมิต ว่าเองคิดถึงอะไรจึงใฝ่ฝัน
นางนบนอบตอบตามแกถามพลัน เมื่อคืนนั้นคิดถึงบุตรสุดสาคร
พระโยคีปรีชาหลับตานิ่ง ก็แจ้งจริงเทพเจ้าเข้าสังหรณ์
พออึดใจลืมตาผวากร มีสุนทรชี้แจงให้แจ้งใจ
แกจึ่งว่าฮ้าเฮ้ยไม่ช้านัก อ้ายลูกรักร่วมชีวิตพิสมัย
คงจะมามั่นคงเหมือนจงใจ จึงฝันไปจิตมนุษย์ปุถุชน ฯ
๏ โฉมมัจฉานารียินดีสุด อนงค์นุชแจ้งใจไม่ฉงน
เพราะเห็นอิทธิฤทธิ์เดชทางเวทมนตร์ ที่ทุกข์ทนดีใจใครจะปาน
พลางนบนอบตอบองค์พระทรงฤทธิ์ ที่ร้อนจิตค่อยสบายหลายสถาน
ด้วยได้ฟังพระแสดงให้แจ้งการ ค่อยชื่นบานสิ้นทุกข์เป็นสุขใจ
แล้วโยคีแจ้งเหตุเทศนา ให้มัจฉาฟังธรรมตามนิสัย
เหมือนแต่หลังนางสดับให้จับใจ กำหนดไว้ในขันธสันดาน
พระนักสิทธ์ลุกขึ้นพลันเดินงันงก ค่อยย่างยกโดยจำนงปลงสังขาร
อนิจจังร่างกายเกือบวายปราณ ไม่ช้านานยังอยู่หน่อยสักร้อยปี
พอถึงกุฏิ์หยุดนั่งตะบันหมาก เอาใส่ปากแลไปในวิถี
เห็นเมฆตั้งข้างทิศหรดี ฝนจะมีตกมากลำบากครัน
ในเดือนนี้มิใช่ฤดูฝน มามืดมนดูละม้ายคล้ายวสันต์
แกจึ่งเรียกศิษย์หาขึ้นมาพลัน จงพากันเข้าไปในศาลา
ฝนจะตกมากมายมิได้หยุด จะหนาวสุดใหญ่ยิ่งจริงจริงหวา
ตั้งฟืนไฟกองไว้ที่ศาลา จะได้พากันผิงอย่านิ่งนาน
พวกจีนจามพราหมณ์แขกไปแบกไม้ มากองไว้ที่ศาลาตามว่าขาน
พอพลบค่ำย่ำระฆังกังสดาล พระอาจารย์สวดมนต์บนกุฎี
พวกศิษย์หามาคอยปรนนิบัติ บ้างนั่งพัดหาไฟเอาไม้สี
จุดตะเกียงขึ้นไปไว้ในกุฎี บ้างกวาดที่ต้มน้ำชาไว้ท่าครู
แล้วจัดผลพฤกษาเอามาบ้าง พร้อมสะพรั่งเสร็จสรรพนั่งตรับหู
ฝ่ายนักสิทธ์ผู้ประเสริฐเปิดประตู ออกมาสู่โรงฉันมิทันนาน
พวกศิษย์ทายกผลาผลไม้ ประเคนให้ครูฉันเครื่องมันหวาน
พระทรงศีลฉันเสร็จสำเร็จการ ท่านอาจารย์กลับมาหน้ากุฎี
ลงเอนอิงพิงหมอนสอนพวกศิษย์ ให้ตั้งจิตเล่าบ่นมนต์ฤๅษี
พระนักธรรมกรุณาด้วยปรานี อุตส่าห์ชี้แจงให้จำของสำคัญ
พอเดือนแจ้งแสงสว่างกลางอากาศ เสียงหวั่นหวาดสกุณินโผผินผัน
พายุพยับมืดมิดปิดพระจันทร์ สุนีลั่นเปรี้ยงเปรี้ยงเสียงคำรน
มหาเมฆมืดมิดทุกทิศา พื้นสุธาเยือกเย็นเกิดเป็นฝน
ทั้งลูกเห็บตกกระจายตามสายชล เป็นน้ำฝนเย็นวาบจับหัวใจ
แขกฝรั่งทั้งหลายตะพายย่าม เดินรุ่มร่ามไปศาลาที่อาศัย
บ้างหาชุดจุดอัคคีบ้างสีไฟ กองขึ้นในศาลาหน้ากุฎี ฯ
๏ จะกล่าวถึงสุดสาครบวรนาถ ล่วงลีลาศมาในทางกลางวิถี
พอพลบค่ำสนธยาเข้าราตรี พระภูมีกับพระยาม้ามังกร
เข้าหยุดยั้งอยู่ที่ปากชะวากผา พระสุริยาเย็นพยับลับสิงขร
ต่อเดือนเด่นเห็นแสงศศิธร จึงจะจรไปในทางกลางสินธู
พระเอนอิงพิงผาศิลาลาด อาชาชาติยืนหยัดสะบัดหู
สะบัดย่างกางขาแหงนหน้าดู เหมือนจะรู้ฤกษ์บนฝนจะมา
เข้าคลอเคลียเลียบาทจอมกษัตริย์ เหมือนบอกอรรถที่ในทางกลางมหา
พอหายเลื่อยเหนื่อยใจจะไคลคลา ขึ้นหลังม้ากวัดแกว่งพระแสงทรง
อาชาไนยไม่ลงไปจากหาด พระประหลาดหลากจิตพิศวง
เหตุไฉนมิ่งม้าอาชาทรง จึ่งไม่ลงจากหาดประหลาดใจ
พระนึกพลางทางลงเสียจากหลัง ไปหยุดนั่งเชิงผาที่อาศัย
อัสดรรีบจรเข้าร่มไทร ประเดี๋ยวใจเป็นพยับอับโพยม
พิรุณโรยโปรยปรายเป็นสายสาด สุนีฟาดก้องกึกเสียงฮึกโหม
สลาตันตีคลื่นดังครื้นโครม พื้นโพยมฝนคร่ำเป็นน้ำนอง
ฟ้าก็แปลบแวบสว่างกลางอากาศ ฝนก็สาดทั่วไปหมดสยดสยอง
ที่บนเกาะน้ำไหลกระจายฟอง ฟ้าก็ร้องครางครึมกระหึ่มครวญ
ยะเยือกเย็นเส้นหญ้ารุกขาเขา อนาถหนาวบังร่มเป็นลมหวน
ได้ยินแต่ผีสางร้องครางครวญ ทั้งโหยหวนเพิกเสียงสำเนียงดัง
พระจึ่งแกว่งไม้เท้าของดาวบส เห็นบรรพตช่องชะวากเหมือนปากถัง
เป็นว้างเวิ้งเชิงผาศิลาบัง เป็นที่นั่งแก้หนาวเมื่อคราวจน
พระตรัสเรียกมิ่งม้าพากันเข้า ไปนั่งเจ่าบังลมพอร่มฝน
ประเดี๋ยวใจในถ้ำเสียงคำรน ที่มืดมนดูค่อยสร่างสว่างตา ฯ
๏ ฝ่ายมหิงขสิงขรรักษาเกาะ เสียงกระเดาะปากอยู่ในภูผา
แล้วบันดาลปากปล่องช่องศิลา ไห้ภูผากว้างใหญ่มีไฟกอง
แล้วสำแดงร่างกายถือไม้เท้า ทรงเครื่องขาวสดใสมิได้หมอง
มายืนอยู่ข้างในริมไฟกอง แล้วก็ร้องถามไปดั่งใจจง
ว่าท่านหรือคือเจ้าลังกาทวีป อย่าเพ่อรีบเร็วไปจะใหลหลง
ถึงม้าเดินน้ำได้ดั่งใจจง แม้นฝนลงถูกฤดูถึงรู้ทาง
ถ้าขืนไปในวิถีคงมีเหตุ ในประเทศแถวนี้ล้วนผีสาง
อันฝนตกอย่างนี้วิถีทาง ผิดเยี่ยงอย่างคงจะไพล่ไปในวน
ถึงกำลังวังชาม้าตัวนี้ แม้นฤทธิ์มีเหาะได้ในเวหน
ถึงกระนั้นก็จะหลงเที่ยววงวน ทั้งลมบนอากาศจะกราดเอา ฯ
๏ สุดสาครกราบก้มประนมหัตถ์ ก็รู้ชัดว่าเทวารักษาเขา
เธอปรานีชี้แจงแจ้งลำเนา แม้นโดยเดาดื้อไปไม่เป็นการ
แล้วจึ่งว่าข้าแต่เทพารักษ์ ซึ่งสำนักอยู่ในเขตประเทศสถาน
ท่านโปรดบอกออกความตามบุราณ แล้วก้มกรานถามไต่ในใจความ ฯ
๏ ฝ่ายมหิงขสิงขรเทวฤทธิ์ เธอแจ้งจิตสารพัดกษัตริย์ถาม
จึงแถลงแจ้งไปที่ในความ สิ่งใดตามต้องฤดูก็อยู่ดี
อันฝนตกครั้งนี้ฝูงปีศาจ มันร้ายกาจที่ในทางกลางวิถี
ถ้าแม้นจะขืนไปภัยจะมี เราปรานีจึ่งมาห้ามความเมตตา
ต่อสามวันนั่นแหละฝนจึงจะหาย ปีศาจร้ายหย่อนฤทธิ์ทุกทิศา
จงหยุดยั้งทั้งนิลอาชา อันน้ำหญ้าเหล่านี้พอมีกิน
เอาคุ้มได้แต่จำเพาะที่เกาะนี้ ไปพ้นนี่ช่วยไม่ได้เหมือนใจถวิล
ถึงมืดมนอยู่ในที่ศีขริน ในหุบหินเราจะให้มีไฟกอง
อันผลาผลไม้ในจังหวัด พอแก้ขัดตามจนอย่าหม่นหมอง
พอพ้นสามวันไปดั่งใจปอง จึ่งจะผ่องแผ้วสว่างเห็นทางเดิน
สามวันนี้ถึงนกวิหคหงส์ ไม่หาญลงจากถิ่นเที่ยวบินเหิน
ต้องอาศัยแอบร่มพนมเนิน ถ้าบินเหินไปคงตายในนที ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ อภิวาทเทพารักษ์ลักษมี
ขอบพระคุณกรุณาท่านปรานี มาช่วยชี้อนุสนธิ์ให้พ้นภัย
ขอตามคำที่นำมาสั่งสอน ไม่จากจรเขาเขินเนินไศล
กว่าจะพ้นฝนชุกพ้นทุกข์ภัย ขออาศัยหยุดยั้งพอบังกาย ฯ
๏ เทพเจ้ามีจิตคิดสังเวช สำแดงเดชยืนอยู่นั่นไม่ผันผาย
จึ่งหยิบเอาแก้วมณีเป็นสีพราย แสงกระจายเขียวเหลืองดูเรืองรอง
มาส่งให้แล้วว่าท่านอย่าทุกข์ แม้นเกิดยุคเกิดภัยมิได้หมอง
เอาแก้วอมสมจิตที่คิดปอง ไม่แสบท้องอิ่มใจดั่งได้กิน
เครื่องอาหารหวานคาวข้าวแลน้ำ ทั้งมีกำลังกล้าอย่าถวิล
ไม่ต้องหาอาหารการจะกิน แม้นอมจินดาไว้อย่าได้แคลง
ทั้งคงทนแทงฟันนั้นไม่เข้า ถึงไฟเผาก็ไม่ไหม้อย่าได้แหนง
พระจึ่งรับดวงมณีที่สีแดง สว่างแสงโชติช่วงดวงมณี
แล้วกราบกรานเทวารักษาเกาะ ท่านสงเคราะห์ชี้แจงแจ้งวิถี
แล้วก็ให้จินดาเพราะปรานี พระคุณนี้เหลือล้ำจะรำพัน ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครจอมกษัตริย์ ครั้นแจ้งอรรถปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เข้าอยู่ในเพิงผาคูหาพลัน กับม้านั้นค่อยเป็นสุขคุ้มทุกข์ภัย
ทั้งบังคมร่มฝนอยู่บนเขา เทพเจ้าชี้แจงแถลงไข
แล้วสูญหายกายพลันมิทันใด แต่กองไฟยังสว่างกระจ่างตา
ฝนก็ยังตกไปมิได้หยุด ปลาก็ผุดฟาดหางกลางมหา
สุนีเปรี้ยงเสียงก้องท้องสุธา เกิดโกลาหลไปในทะเล
ถึงสามวันสามคืนเป็นคลื่นคลั่ง ริมฟากฝั่งพายุป่วนให้หวนเห
ฟ้าก็ดำคล้ำมัวทั่วทะเล เหลือคะเนทางท่าในสาคร ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อนฤเบศเกศกษัตริย์ กับกัณฐัศว์อยู่ที่ผาหน้าสิงขร
จึ่งหยิบเอาจินดาวราพร เรียกอัสดรออกมาหน้าคิรินทร์
เอาแช่น้ำลงที่ปากชะวากผา ให้อาชากินพลางอย่างถวิล
แล้วเสวยกับพระยาอาชานิล หอมเหมือนกลิ่นเกสรขจรขจาย
มีกำลังวังชาดั่งอาหาร แสนสำราญอมอยู่ไม่รู้หาย
แล้วกลับเข้าเพิงผาศิลาลาย ค่อยสบายอิ่มเอมเกษมทรวง
พอครบถ้วนสามทิวาฟ้าค่อยสาง แจ่มกระจ่างเห็นเงาภูเขาหลวง
ค่อยสางสางสุริเยนทร์พอเห็นดวง ที่หนาวทรวงก็ค่อยคลายสบายบาน
ฝูงวิหคนกกาบรรดาสัตว์ ก็รีบรัดร่อนราหาอาหาร
ขึ้นโผผินบินร้องก้องกังวาน เสียงประสานหันเหียนเที่ยวเวียนวน ฯ
๏ ฝ่ายพระหน่อธิบดินปิ่นกษัตริย์ โสมนัสโดยนิยมสมประสงค์
จึ่งยกกรอภิวันท์ด้วยบรรจง ขอลาองค์อารักษ์อันศักดา
พลางออกจากสิงขรชะง่อนเขา เทพเจ้าซึ่งอยู่ในภูผา
สำแดงกายจากชะง่อนก้อนศิลา ถือคทาธรแก้วแสงแวววาว
ทรงอาภรณ์พรรณรายดูฉายเฉิด งามประเสริฐรัศมีล้วนสีขาว
ทั้งรูปทรงร่างกายก็พรายพราว ราวกะดาวแจ่มกระจ่างกลางอัมพร
แล้วจึงว่าข้าแต่ท้าวเจ้านิเวศน์ จงสังเกตเลียบไปชายสิงขร
ตะวันชายบ่ายแสงทินกร จึงค่อยจรข้ามมหาชลาลัย
อันสาชลวนวงที่ตรงนี้ ปล่องนาคีหลีกให้พ้นชลใส
แล้วยกมือขึ้นชี้ตรงนี้ไป จำให้ได้แม่นยำที่สำคัญ
เรียกว่านาควารินกระสินธุ์สมุทร จงรีบรุดเร็วร้อนเร่งผ่อนผัน
วิถีทางยังอีกสักสองวัน ถึงเขตคันเกาะแก้วแถวนที
พอบอกเสร็จเทวารักษาเกาะ ก็เหินเหาะหายไปในวิถี
สุดสาครขึ้นนั่งหลังพาชี ม้าก็รี่เร็วไปตามชายเนิน
ชมวิหคบินเหินอยู่กลางหาว กระสาสาวส่งเสียงกระสังเหิน
โกลิลากาแกดุเหว่าเดิน โมรีเหินฝูงหงส์ร่อนลงธาร
นกกระเต็นเต้นตามกระตั้วต้อย ฝูงค้อนหอยเป็นหงส์ลงละหาน
กระรอกเรียงเคียงกะเรียนนกรังนาน คับแคขานปนตะขาบฝูงคับคา
มยุเรศจับร้องรำแพนหาง กาสล้างบินสลอนว่อนถลา
เสียงแซ่ซ้องร้องแกล้วนฝูงกา นกโกญจาจับลอระวังรัง
พระชมพลางสังเกตประเทศทิศ ที่เทวฤทธิ์บอกให้ดั่งใจหวัง
เกือบจะถึงสาชลที่วนวัง ก็เลียบนั่งลงมหาชลาลัย
ม้าม้งกรถอนถีบแล้วรีบรุด ไม่ยั้งหยุดข้ามมหาชลาไหล
เสียงคลื่นคลั่งวังเวงวิเวกใจ อาชาไนยรีบรัดในนที
มิได้หยุดรุดไปในกระสินธุ์ จนถึงถิ่นเกาะแก้วคิรีศรี
พอเย็นย่ำสนธยาในราตรี พระภูมีจูงม้าอาชาไนย
เข้าหยุดอยู่ที่ศาลาหน้าบรรพต พระทรงยศพักพาพออาศัย
กับพระยาม้ามิ่งมโนมัย เช้าจะได้เข้าหาพระอาจารย์
พอพวกศิษย์พระมุนีอยู่ที่นั่น เหินทรงธรรม์จึงเข้าไปปราศรัยสาร
ว่าดูราท่านมาแต่ดงดาน หรือพลัดบ้านหลงป่าพนาราม
ข้าพิศดูรูปร่างสำอางพักตร์ เห็นน่ารักงามหนอข้าขอถาม
หรือเทวาจงแสดงขอแจ้งความ ปรากฏนามสมญาภาษาไร ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ ตรัสประภาษชี้แจงแถลงไข
แต่ก่อนเก่าเราอยู่นี่มาแต่ไร แล้วลาไปอยู่ประเทศเขตลังกา
ถึงยี่สิบเจ็ดปีเข้านี่แล้ว แต่คลาดแคล้วจากสถานนานหนักหนา
ฝ่ายพระองค์ทรงศีลมุนินทร์ตา ยังค่อยผาสุกสบายหรือวายปราณ
พวกจีนจามพราหมณ์ฝรั่งทั้งอังกฤษ บรรดาศิษย์บอกแจ้งแถลงสาร
ว่าพระองค์ทรงสิกขาปรีชาชาญ ยังสำราญอยู่แท้แต่ชรา
แล้วก็จึ่งถามองค์พงศ์กษัตริย์ อ้ายนี่สัตว์อะไรนั่นขันหนักหนา
นี่ท่านเอามาแต่ไหนอย่างไรนา ดูมันน่ากลัวจัดสัตว์อะไร ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ จึงประภาษชี้แจงแถลงไข
บอกชื่อนามมิ่งม้าอาชาไนย ให้แจ้งใจโดยประสงค์จำนงปอง ฯ
๏ ฝ่ายพวกคนบนศาลาหาลูกไม้ เอามาให้ต่างต่างพลางสนอง
เชิญนายท่านกินไปดั่งใจปอง แต่ล้วนของโอชาในป่าดง
ทั้งน้ำท่าหามาให้ด้วยใจภักดิ์ เพราะความรักที่ในจิตพิศวง
ได้แก้หิวเดินทางมากลางดง เชิญท่านจงกินเล่นพอเย็นใจ ฯ
๏ ฝ่ายพระจอมลังกามหาสถาน จึ่งโองการตามประสาอัชฌาสัย
เสวยผลม่วงปรางมะทรางไทร มะเฟืองไฟอินจันทน์พรรณพะวา
แล้วส่งให้มิ่งม้าอาชาชาติ อัศวราชกินเล่นเป็นภักษา
พออิ่มหนำสำราญแล้วนิทรา จนเวลารุ่งแจ้งแสงหิรัญ
สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง ประสานซ้องสกุไณฝูงไก่ขัน
พระพลิกฟื้นตื่นจากไสยาสน์พลัน พอสุริย์ฉันแจ่มกระจ่างกลางอัมพร
พระลงจากศาลาที่อาศัย ดำเนินไปกุฎีที่สิงขร
พระโยคีพลิกฟื้นตื่นจากนอน ก็ลุกจรออกมาหน้ากุฎี ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ อภิวาทพลางประณตบทศรี
ฝ่ายท่านเฒ่าอิศโรพระโยคี แกจึ่งมีวาจาถามมาพลัน
เฮ้ยประสกเอ๋ยหวามาแต่ไหน ธุระไรแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
หรือเรือแตกหลงทางกลางอรัญ บอกไปพลันเถิดเองอย่าเกรงใจ ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ อภิวาทเล่าแจ้งแถลงไข
ข้าพเจ้าเล่าเป็นบุตรพระอภัย แต่จากไปมิได้มาก็ช้านาน
ชื่อว่าสุดสาครบวรนาถ เป็นเชื้อชาติกษัตรามหาศาล
เมื่อเกิดได้พึ่งพาพระอาจารย์ พระทรงญาณเลี้ยงดูจนรู้ความ
ท่านโยคีลุกยองยองมือป้องหน้า ควักขี้ตามองดูร่ำแล้วซ้ำถาม
เองว่าเป็นลูกอภัยไม่ได้ความ เป็นหน่อหนามพงศ์กษัตริย์ขัตติยา
อภัยไหนไม่รู้จักเลยประสก เองหยิบยกเล่าให้ฟังที่กังขา
ไม่รู้จักกันกับกูแต่อยู่มา จนชรามิได้เห็นเป็นอย่างไร
หรือเองมาผิดที่มีสังเกต ถิ่นประเทศป่าดงมักหลงใหล
อันชื่อเสียงอย่างนี้ไม่มีใคร คนกูใช้อยู่นี่ไม่มีเลย ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ จึ่งกราบบาทซ้ำกล่าวเล่าเฉลย
พระคุณช่างลืมไปกระไรเลย ฉันก็เคยอยู่ในบรรณศาลา
ข้าพเจ้าเป็นลูกแม่เงือกน้ำ อยู่ที่ถ้ำช่องชะวากริมปากผา
ตรงเสาโคมริมหาดทรายชายคงคา พระเจ้าตายังได้เล่าให้เข้าใจ
พระโยคีนิ่งตรึกรำลึกถูก อ้อเป็นลูกเงือกน้ำกูจำได้
จริงแล้วหวาพ่อมึงหรือชื่ออภัย กูนึกได้แล้วอ้ายหนูเคยอยู่กิน
อนิจจังสังขารานิจจาเอ๋ย ช่างหลงเลยลืมไปไม่ถวิล
แล้วถามว่าเองไปอยู่ในบูรินทร์ ประเทศถิ่นนคเรศนิเวศน์ใด
นี่เองมาเดี๋ยวนี้มีธุระ หรือว่าจะไปหนตำบลไหน
นี่เองมากำปั่นหรือฉันใด จงบอกให้ตาฟังที่กังวล ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ อภิวาทเล่าแจ้งแห่งนุสนธิ์
ฉันมากับม้ามังกรด้วยร้อนรน พอได้ยลเยี่ยมคุณพระมุนี
กับมารดาข้าบาทเหมือนมาดหมาย จะเป็นตายพอได้พบประสบศรี
ฉลองคุณมุลิกาฝ่าธุลี พอเป็นที่อภิวาทบาทยุคล ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงศิลมุนินทร์เฒ่า แกจึ่งเล่าชี้แจงแห่งนุสนธิ์
อีเงือกน้ำจำศีลเหมือนอย่างคน มันก็ปรนนิบัติมั่นถือขันตี
ดูผ่องใสน้ำนวลอ้วนกว่าเก่า ไม่แก่เฒ่าก็เพราะศีลพระชินศรี
แล้วได้ฟังเทศนาในบาลี มันก็มีน้ำใจใสศรัทธา
ถึงเจ็ดวันขึ้นมาฟังกูสั่งสอน จงรีบจรลงไปดูริมคูหา
เองมาไปกับกูดูมารดา ได้เห็นหน้าแม่ลูกเพราะผูกพัน
พระโยคีปรีชาคว้าไม้เท้า ดัดหัวเข่ายืนเซอยู่เหหัน
ค่อยจดจ้องย่องลงมาจากหน้าบัน ตัวแกสั่นงกเงิ่นเดินหลังงอ
สุดสาครตามท่านอาจารย์เฒ่า อ้ายพวกเหล่าศิษย์หาตามมาสอ
ถึงศาลาชายฝั่งหยุดรั้งรอ แกนิ่งพอหายเหนื่อยเมื่อยบั้นเอว
แล้วให้ศิษย์เคาะระฆังดังสนั่น ก็ก้องลั่นไปถึงปากชะวากเหว
เคยสำเหนียกเหมือนร้องเรียกนางมาเร็ว ออกจากเหวแหวกว่ายชายวาริน
เห็นโยคีนั่งยองยองมือป้องหน้า กับศิษย์หานั่งอยู่ท้ายชายกระสินธุ์
สุดสาครรีบลงไปชายวาริน นางผันผินพักตร์มาดูเอะผู้ใด
ด้วยจากกันนานนักหนาพึ่งมาเห็น แลเขม้นแล้วพะวงนึกสงสัย
ดูรูปร่างคล้ายกับบุตรบุรุษใด เห็นโตใหญ่คิดจะถามนามกร
ก็กลัวจะผิดไปมิใช่บุตร นางนิ่งหยุดอยู่ในใจสายสมร
หน่อกษัตริย์กราบก้มประนมกร นางมารดรจึ่งถามตามสงกา
พ่อเป็นบุตรข้านี้หรือมิใช่ พระหน่อไทรับประนมก้มเกศา
นางเงือกน้ำวาพุทโธ่แล้วโศกา เออมารดาแปลกทีเดียวเจียวพ่อคุณ
ต่างร้องไห้ใจคอเพียงจะขาด เหมือนฟ้าฟาดฉับเดียวให้เฉียวฉุน
สลบนิ่งกลิ้งนอนอ่อนละมุน ที่กลางฝุ่นชายหาดอนาถใจ
พระโยคีมีจิตคิดสงสาร เอะเกิดการขุ่นเข็ญเป็นไฉน
ได้ยินพูดอยู่ทีเดียวประเดี๋ยวใจ เสียงร้องไห้โฮโฮพาโลตาย
ทั้งสองคนแม่ลูกลงนอนกลิ้ง ไม่ไหวติงนิ่งไปแกใจหาย
ฉวยไม้เท้าก้าวลงไปชายหาดทราย ศิษย์ทั้งหลายตามหลังอยู่พรั่งพรู
อนิจจังอนัตตาลงมากลิ้ง จะตายจริงเจียวหรือหวาหาอ้ายหนู
นั่งยองยองป้องหน้านัยน์ตาดู แกเอียงหูฟังสำเนียงเสียงหายใจ
ก็เงียบอยู่มิได้รู้ว่าสลบ แกปรารภเวทนาน้ำตาไหล
แล้วมานึกตรึกตราให้อาลัย คิดขึ้นได้จำจะดูให้รู้การ
แล้วตั้งจิตลงวางทางกสิณ ก็แจ้งสิ้นเห็นชีวังไม่สังขาร
แล้วจึงซ้ำดูประสมในลมปราณ ก็แจ้งการว่าไม่ตายวายชีวัง
จึงบอกศิษย์ไวไวไปสิหวา ตักน้ำมารดลองสักสองถัง
คงจะฟื้นสมประดีมีกำลัง พวกที่นั่งรีบไปที่ในวน
ได้วารีโยคีอ่านคาถา ให้ธาราเย็นฉ่ำดังน้ำฝน
แกจึ่งให้พรมพรำด้วยน้ำมนต์ ทั่วสกนธ์สองราไม่ช้านาน
เดชะเวทวิทยาพระดาบส ระรวยรสเปรียบเหมือนยาแลอาหาร
ระรินรื่นฟื้นองค์นางนงคราญ เยาวมาลย์เห็นองค์พระทรงพรต
ประณตนอบยอบกายลงไหว้กราบ ษมาบาปพระมุนินทร์ปิ่นดาบส
ทั้งสุดสาครฟื้นระรื่นรส แล้วประณตกราบไหว้อัยกา
พระทรงศิลยินดีเป็นที่สุด ไม่ม้วยมุดชีวังดับสังขาร
กูตกใจหมายว่ามึงมรณา จนน้ำตากูไหลไม่เสบย
แล้วจึงว่าฮ้าเฮ้ยอ้ายแม่ลูก กลั้นน้ำมูกน้ำตาสีกาเอ๋ย
อย่าร้องไห้ร้องห่มค่อยชมเชย ให้เสบยบางเบาบรรเทาใจ
แล้วโยคีแจ้งเหตุเทศนา ให้สองราสร่างเสื่อมได้เลื่อมใส
อันทุกขังตั้งแต่เกิดกำเนิดใน ที่ร้อนใจมีทั่วทุกตัวคน
เพราะตัณหาสาธารณ์พานให้หลง มักเวียนวงด้วยกิเลสเกิดเหตุผล
เพราะราคาพาให้ชั่วต้องมัวมน ตัดมรรคผลทางประโยชน์โพธิญาณ
โสมนัสโทมนัสพระตรัสไว้ จะพาให้เวียนวงในสงสาร
ก็คือตัวเวทนาย่อมสาธารณ์ จงคิดอ่านให้มันเบาบรรเทาไป
อันเกิดมาเป็นมนุษย์แลครุฑนาค เรื่องพลัดพรากไม่ใคร่เว้นเป็นวิสัย
อย่าโศกหนักหักห้ามความอาลัย ให้เห็นในทุกขังคือกังวล
อนิจจังสังขารมันไม่เที่ยง คิดหลีกเลี่ยงเสียบ้างหวาหากุศล
จะได้ชมฉ้อสวรรค์ในชั้นบน คิดผ่อนปรนด้วยปัญญาหาอุบาย
อนัตตาฮ้าเฮ้ยอีมัจฉา เกิดขึ้นมาดับไปน่าใจหาย
ของที่รักมันก็มักให้กลับกลาย ถึงร่างกายก็ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน
ครั้นสิ้นลมหายใจกลายเป็นผี ย่อมเป็นที่อนัตตาไม่ฝ่าฝืน
ถึงข้าวของรักใคร่ก็ไม่ยืน เป็นแต่พื้นเน่าจมถมสุธา ฯ
๏ สองแม่ลูกได้ฟังท่านสั่งสอน ในบทกลอนแจ้งเหตุเทศนา
ก็มีแรงแข็งขืนกลืนน้ำตา พระสิทธาเธอแสดงแจงให้ฟัง
ฝ่ายมัจฉานารีศรีสวัสดิ์ กับกษัตริย์สุดสาครอาวรณ์หวัง
ที่โศกสร้อยค่อยหย่อนผ่อนประทัง เพราะได้ฟังเทศนาพระอาจารย์ ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงศีลมุนินทร์เฒ่า ฉวยไม้เท้าแก้กังพลางสั่งหลาน
ตาจะไปกุฏิก่อนผ่อนสำราญ นั่งอยู่นานนักไม่ได้ไม่สบาย
ให้เมื่อยขบเต็มประดาทั้งตาหู มันแฉะอยู่ร่ำไปมิใคร่หาย
ถือไม้เท้าก้าวเดินจากเนินทราย ค่อยโยกย้ายเดินดึ่งถึงกุฎี ฯ
๏ ฝ่ายมัจฉานารีศรีสมร จึ่งถามลูกสุดสาครจำเริญศรี
ได้ลูกเมียสารพัดสวัสดี พอเป็นที่ปลูกฝังอยู่ลังกา
ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ อภิวาทเล่าพลันด้วยหรรษา
เอาความหลังทั้งนั้นมาพรรณนา ให้มารดาแจ้งใจในอารมณ์
แม้นไม่มีศึกเสือข้างเหนือใต้ ลูกไม่ไปจากท่านครูอยู่อาศรม
จะอยู่กับมารดาเหมือนอารมณ์ ได้เชยชมชนนีพอปรีดิ์เปรม
แม่เจ็บไข้ก็จะได้ปรนนิบัติ มิให้ขัดเคืองใจให้เกษม
แล้วเป็นห่วงพระมุนีไม่ปรีดิ์เปรม แม้นสุขเกษมแล้วไม่ไปไกลมารดร
นี่จนใจใหญ่หลวงสองห่วงแท้ ทั้งพ่อแม่แยกกันอยู่ทั้งครูสอน
เป็นธุระที่ในกิจพระบิดร จึ่งต้องจรกลับไปอยู่คอยดูแล ฯ
๏ นางมัจฉาว่าจริงแล้วลูกรัก จงคิดหักใจเสียบ้างต้องห่างแห
กลับไปวังตั้งอยู่ได้ดูแล อย่าห่วงแม่เลยพ่อคุณอย่าวุ่นวาย
แม่เป็นสัตว์มัจฉาใช่มานุษย์ ไม่บริสุทธิ์เหมือนกับคนไม่ขวนขวาย
อยู่ที่นี่ก็เป็นสุขสนุกสบาย กว่าจะตายพึ่งบุญพระมุนี
แม่ก็ถือศีลมั่นไม่ครั่นคร้าม พยายามนับถือพระฤๅษี
พอพึ่งบุญมุลิกาฝ่าธุลี ได้เป็นที่มัสการสำราญใจ
อันตัวแม่นี้ก็เแก่ชราแล้ว ได้เห็นหน้าลูกแก้วก็ผ่องใส
พ่อจงกลับถิ่นฐานผ่านเวียงชัย อย่าห่วงใยแม่นักหักอารมณ์
พอสั่งเสร็จนางมัจฉาก็คลาคลาด ลงจากหาดชายชลาหน้าอาศรม
ไปสู่ห้องหุบผาหน้าจงกรม สำราญรมย์ในคูหาสมาทาน ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ ก็ลีลาศไปกุฎีที่วิหาร
บังคมคัลวันทาพระอาจารย์ หยุดสำราญอยู่กับคุณพระมุนี
เวลาเช้าเวียนไปที่ชายหาด อภิวาทนางมัจฉามารศรี
จนสำรบครบทิวาเจ็ดราตรี แล้วลานางชนนีจะไคลคลา
เจ้าประคุณทูลหัวของลูกรัก จะไกลพักตร์มารดรจะวอนหา
สงสารนางพลางฟายฟูมน้ำตา แล้วกลืนกลั้นชลนาพลางให้พร
จงเรืองฤทธิ์วิทยาเป็นผาสุก นิราศทุกข์ภิญโญสโมสร
ให้ศัตรูแพ้พ่ายกระจายจร ครองนครศรีสวัสดิ์กำจัดภัย ฯ
๏ สุดสาครรับพรมารดาแล้ว ค่อยผ่องแผ้วกลับมาที่อาศัย
แล้วกราบลาพระอาจารย์ผู้ชาญชัย จะกลับไปนคเรศนิเวศน์วัง
พระโยคีมีญาณว่าหลานแก้ว จะคลาดแคล้วกลับไปดั่งใจหวัง
ที่กลางย่านยักขินีมีระวัง อยู่ฟากฝั่งชายชลาข้างขวามือ
การเวทมนตร์สนธยายอย่าได้ขาด อย่าประมาทของสำหรับเคยนับถือ
จงคิดอ่านการประจญแต่ต้นมือ มันจะรื้อเรียกหาเองอย่าไป ฯ
๏ ฝ่ายพระสุดสาครบวรนาถ บังคมบาทพระสิทธาน้ำตาไหล
พระโยคีปรีชาปัญญาไว นึกขึ้นได้ถอนคาเอามาพลัน
แล้วเสกด้วยมนตรามหาปราบ กลายเป็นดาบฤทธิแรงแข็งขยัน
แกหยิบยื่นส่งให้เอาไว้กัน สารพันใช้ได้ในสงคราม ฯ
๏ สุดสาครบังคมแล้วก้มกราบ รับเอาดาบนอบนบเคารพสาม
ลุกออกจากศาลาพยายาม เลียบมาตามหาดทรายชายคงคา
แล้วอ่านมนต์สามคราเรียกม้าต้น เดชะมนต์ที่สำหรับกับคาถา
เสียงแจ้งแจ้วแว่วหูอาชาคลา วิ่งถลาเผ่นโผนโจนทะยาน
ถึงภูผาหน้ากุฏิ์ก็หยุดอยู่ มันแสนรู้ที่ในใจหลายสถาน
มาคุกเข่านบนอบเหมือนหมอบคลาน อยู่ที่ชานเชิงชลาหน้ากุฎี ฯ
๏ ฝ่ายพระองค์ทรงศิลมุนินทร์นาถ แกลีลาศตามทางหว่างวิถี
ลงมาส่งนัดดาด้วยปรานี พระฤๅษีอวยชัยให้จำเริญ
จงไปดีมาดีอย่ามีทุกข์ จำเริญสุขอย่าวิตกระหกระเหิน
ระวังตัวเถิดนะวะอย่าละเมิน หนทางเดินยากแค้นแสนกันดาร
แล้วจึงเรียกอาชามาให้ใกล้ เสกหญ้าให้กินพลางต่างอาหาร
ม้ามังกรกินหญ้าพระอาจารย์ ให้เสียวซ่านหนังพองร้องคำรน
มีกำลังดั่งมิ่งม้าวลาหก แล้วโผนผกแผดร้องลำพองขน
สุดสาครโดดขึ้นหลังลงกลางชล ม้าคำรนเหมือนจะลาพระอาจารย์
สุดสาครอภิวันท์ประสานหัตถ์ ควบกัณฐัศว์ลับเขตประเทศสถาน
ม้าก็วิ่งไวไวไปมินาน พระอมแก้วสุริยกานต์วราพร ฯ
๏ ฝ่ายโยคีเห็นลับก็กลับหลัง ขึ้นมายังกุฎีหน้าสีขร
สุริยงลงลับยุคุนธร แกก็จรขึ้นไปนั่งยังกุฎี
พวกศิษย์หามานั่งปรนนิบัติ ไม่ข้องขัดตามจริตกิจฤๅษี
เป็นผาสุกทุกทิวาประสาชี อยู่ในที่ถิ่นฐานสำราญกาย ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ