ตอนที่ ๑๐๗ พระบาทหลวงเข้าเมืองปตาหวีแล้วตามไปพบพระมังคลาที่เมืองกำพลเพชร

๏ จะกล่าวถึงสังฆราชพระบาทหลวง พอหายง่วงสมจิตคิดถวิล
ครั้นสุริยงส่งฟ้าเห็นธานินทร์ สมถวิลเห็นปากน้ำที่สำคัญ
แกยินดีปรีดิ์เปรมเกษมสุข บรรเทาทุกข์วายวิโยคที่โศกศัลย์
สั่งล้าต้าต้นหนคนสำคัญ เองชวนกันสืบดูให้รู้ความ
เอาล่ามแขกมลายูที่รู้พูด จัดเป็นทูตปะใครได้ไต่ถาม
จงคิดอ่านไปแสวงให้แจ้งความ จัดเอาตามคนดีมีปัญญา
ลงเรือน้อยลอยไปในนิเวศน์ ถิ่นประเทคที่สถิตเมืองมิจฉา
ตีกระเชียงเร่งให้กันไคลคลา เข้าที่ท่าเมืองด่านชานบุรี ฯ
๏ พวกปากน้ำให้ล่ามออกถามไต่ ทั้งนายไพร่พวกที่มากะลาสี
จงแจ้งความตามข้อคดีมี ท่านมานี้จะประสงค์ที่ตรงไร
หรือจะมาค้าขายทั้งนายบ่าว จงบอกเล่าไปให้แจ้งแถลงไข
หรือจะมีราชการสถานใด เร่งบอกไปโดยคำอย่าอำความ ฯ
๏ ฝ่ายพวกพลคนในเภตราน้อย พลางตอบถ้อยแล้วก็เล่าตามเขาถาม
ข้าพลัดบ้านเมืองแปลกเป็นแขกจาม หวังจะข้ามฟากฝั่งไปลังกา
เกิดพายุเรือแตกต้องแยกย้าย ทั้งพลัดพรายเผ่าพงศ์พวกวงศา
ได้อาศัยพระฝรั่งเมืองลังกา เขาเอามาใช้เป็นล่ามได้สามปี
เขาเที่ยวสอนศาสนาเอามาด้วย หวังจะช่วยดับทุกข์ให้สุขี
เที่ยวไปทุกพาราเพราะปรานี เอาความดีสอนให้ในสันดาน
แต่เที่ยวนี้ขัดเสบียงจะเลี้ยงไพร่ ท่านจึงใช้ให้เที่ยวหาซึ่งอาหาร
มิใช่พวกทรชนเป็นคนพาล ขอนายด่านแจ้งคำดั่งรำพัน
ขุนเสนาว่ากระนั้นท่านอยู่นี่ เราจะมีบอกเข้าไปไอศวรรย์
ให้กราบทูลแต่พระองค์ผู้ทรงธรรม์ จะผ่อนผันโปรดปรานสถานใด
แล้วสั่งให้พวกเสมียนเขียนหนังสือ แล้วรีบถือเข้าไปแจ้งแถลงไข
แก่ขุนนางกรมท่าเสนาใน ให้ทูลไทเจ้าแผ่นดินปิ่นสกล ฯ
๏ ฝ่ายคนใช้รีบไปยังนิเวศน์ นำเอาเหตุเข้าไปแจ้งแห่งนุสนธิ์
กับหนังสือบอกกล่าวเล่ายุบล ส่งให้คนที่กำกับสำหรับทูล
ขุนนางพวกกรมท่าพาเข้าเฝ้า แล้วทูลเจ้านครินทร์บดินทร์สูร
ตามคดีเรื่องราวเป็นเค้ามูล นเรนทร์สูรสั่งมหาเสนาใน
ให้คลี่บอกออกอ่านเป็นการร้อน ขุนอักษรจึ่งแจ้งแถลงไข
หนังสือบอกนายด่านอันชาญชัย จงทราบใต้บาทาฝ่าธุลี
ว่าบัดนี้แขกชวากับฝาหรั่ง มายับยั้งอยู่นอกด่านชานกรุงศรี
ว่ามาแต่สิงหลเป็นคนดี รู้แผนที่ต่างต่างทั้งวิชา
แต่ผู้รู้ยังอยู่เรือกำปั่น จะชวนกันเที่ยวสอนศาสนา
ทั้งดูแม่นแผนที่มีตำรา การดินฟ้าหลายอย่างทางทะเล ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราปตาหวี ฟังคดีเห็นควรทำสรวลเส
จะใคร่ปะพระฝรั่งอย่างคะเน ฟังลิ้นเล่ห์ดูปัญญาวิชาชาย
แม้นจริงจังดังกล่าวเข้าไปรับ เร่งกำชับอย่าให้ทันตะวันสาย
หรือจะเป็นแยบยลกลอุบาย เสนานายพวกผู้ใหญ่เร่งไคลคลา
ครั้นส่งเสร็จพระเสด็จเข้าไสยาสน์ พวกอำมาตย์พร้อมกันต่างหรรษา
จะใคร่เห็นคนดีมีวิชา จัดนาวาสี่ลำตามกันไป
ลงเรือเร็วรีบมาถึงหน้าด่าน จัดทหารเกณฑ์แห่แลไสว
ออกปากน้ำนำพลสกลไกร รีบออกไปถึงกำปั่นด้วยทันที ฯ
๏ ฝ่ายตาเฒ่าบาทหลวงแกง่วงหงอย แต่นั่งคอยพวกชวากะลาสี
จะใคร่ฟังแยบคายร้ายหรือดี พอเห็นสี่เสนามาถึงเรือ
แกดีใจสั่งให้ชักธงรับ เหมือนคำนับภักดีอารีเหลือ
แล้วไปเชิญเสวกามาบนเรือ ให้นั่งเหนือเก้าอี้ที่ขุนนาง
แล้วเรียกท้าวโกสัยไพร่ทั้งหลาย กับบ่าวนายสารพัดไม่ขัดขวาง
กับพวกล่ามรู้ภาษาดูท่าทาง ฟังขุนนางเขาจะมาว่ากระไร ฯ
๏ ฝ่ายอำมาตย์มาตยาปตาหวี ขึ้นเก้าอี้พูดจาพลางปราศรัย
ว่าดูราท่านผู้ปราชญ์ฉลาดใน คัมภีร์ไสยต่างต่างอย่างบุราณ
รับสั่งใช้ให้มาเชิญขึ้นไปเฝ้า พระจอมเจ้านคเรศเขตสถาน
จะขอเป็นศิษย์หาพยาบาล พระอาจารย์ฝ่ายฝรั่งข้างลังกา ฯ
๏ บาทหลวงนึกในใจว่าอ้ายนี่ คงเสียทีกูแท้แน่นักหนา
จะได้เป็นกำลังเหมือนหลังมา ตีลังกาแก้แค้นเอาแดนดาว
จึ่งให้ล่ามส่งภาษาว่าพระเดช เจ้านิเวศน์ซื่อตรงเหมือนธงขาว
พระคุณล้ำเขตแคว้นทั่วแดนดาว สมเป็นเจ้าจอมจังหวัดปัถพี
ไปสิท่านตัวเราอยากเฝ้าแหน ชมเขตแดนท่านรู้จักเป็นศักดิ์ศรี
จะได้พึ่งบุญญาบารมี ไว้เป็นที่เจ้านายจนวายปราณ ฯ
๏ ขุนนางฟังสังฆราชฉลาดเหลือ สมเป็นเชื้อปราชญ์นักไม่หักหาญ
ควรจะเชิญเข้าไปเฝ้าเล่าอาการ พระอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิทยา
ข้าพเจ้าเอาเรือมาคอยรับ เครื่องสำหรับพร้อมหมดตามยศถา
บาทหลวงแกดีใจลุกไคลคลา ลงนาวารีบไปในบุรินทร์
กับพวกศิษย์ชิดเชื้อสำหรับใช้ พากันไปโดยนิยมสมถวิล
เรือประทับถึงท่าหน้าบุรินทร์ พร้อมกันสิ้นแห่ไปในนคร
ครั่นถึงที่ศาลาหน้านิเวศน์ พวกวิเสทคั่งคับสลับสลอน
คอยเลี้ยงดูอยู่มิให้อนาทร พอแก้ร้อนเหนื่อยมาทั้งข้าไท
ครั้นสำเร็จขุนเสนาพาเข้าเฝ้า ให้นั่งเก้าอี้ทองอันผ่องใส
บาทหลวงเฒ่าเจ้ามายาจึ่งว่าไป สักเมื่อไรจะได้เฝ้าเจ้าแผ่นดิน
ขุนนางว่าเวลาจวนจะออก จะมีบอกเข้าไปหนาอย่าถวิล
พลางสั่งพวกเสนาในธานินทร์ ว่าพระปิ่นนคเรศนิเวศน์วัง
เสด็จออกมาบอกให้เรารู้ จะเชิญผู้วิเศษไปดั่งใจหวัง
เข้าเฝ้าองค์ทรงชัยที่ในวัง ตามรับสั่งพระนรินทร์ปิ่นประชา ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายไทท้าวเจ้าพิภพ เธอปรารภจะใคร่รู้ดูศาสนา
พอสี่โมงห้าบาทท้าวยาตรา ออกข้างหน้าไต่ถามความบุรินทร์
พวกเสนาตำมะหงงตรงเข้าเฝ้า พลางก้มเกล้าทูลความตามถวิล
พวกพหลพลไพร่ในแผ่นดิน เป็นสุขสิ้นทั้งนครไม่ร้อนรน
ก้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โองการตรัสสั่งทั่วตัวพหล
อย่าข่มเหงไพร่ฟ้าประชาชน มีกังวลเข้ามาฟ้องร้องฎีกา
จะตัดสินตามบททศพิธ ใครชอบผิดฉันใดไม่มุสา
จะตัดสินให้เป็นธรรม์ไม่ฉันทา ขุนเสนาตื้นลึกช่วยตรึกตรอง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายกรมท่าเสนาใหญ่ คลานเข้าไปจึ่งประมูลทูลฉลอง
พวกลังกามาเฝ้าทูลละออง จะปรองดองโปรดปรานประการใด
ก้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โองการตรัสว่าให้หามาปราศรัย
เป็นคนดีมีวิชามาแต่ไกล รีบออกไปรับเขาเข้ามาวัง
เสวกาข้าทูลละอองบาท ก็รับราชกิจไปดั่งใจหวัง
ออกไปเชิญพวกลังกาเข้ามาวัง ให้ขึ้นนั่งบนรถบทจร
มีเกณฑ์แห่อย่างสำหรับเคยรับทูต ทั้งลาอูฐอัดแอแลสลอน
ทั้งธงเทียวเขียวแดงแย่งมังกร เดินสลอนคับคั่งตั้งกระบวน
บาทหลวงเฒ่านั่งรถไว้ยศอย่าง มาตามทางกรุ้มกริ่มพลางยิ้มสรวล
ไปถึงวังกูจะตั้งตีสำนวน แล้วจะชวนเข้ารีตเหมือนคิดปอง
ทำไมกับอ้ายแขกที่แปลกเพศ คงสมเจตนาเราที่เศร้าหมอง
จะพูดหลอกชอกใช้ในทำนอง ให้มันตรองแทบตายไล่ไม่ทัน
พอกระบวนมากระทั่งยังนิเวศน์ เข้าในเขตกรุงไกรไอศวรรย์
บาทหลวงจึงเรียกล่ามมาถามพลัน ถึงเขตคันเมื่อจะเฝ้าเจ้านคร
อันเยี่ยงอย่างเขาอย่างไรกูไม่รู้ เองเป็นครูผิดพลั้งช่วยสั่งสอน
เพราะกูอยู่เหินห่างต่างนคร จะเย็นร้อนเค็มหวานสถานใด ฯ
๏ ฝ่ายเสนาว่าท่านอันเมืองนี้ ไพร่ผู้ดีมิได้ห้ามตามวิสัย
อย่าช้าเลยมาเรารีบเข้าไป ในกรุงไกรเฝ้าท้าวเจ้าบุรินทร์
บาทหลวงเฒ่าเจ้าเล่ห์ลงจากรถ พร้อมกันหมดสมหวังดังถวิล
แล้วชวนกันเข้าเฝ้าเจ้าบุรินทร์ ท้าวทมิฬปราศรัยเป็นใจความ
ว่าข้าแต่ท่านผู้ปราชญ์ชาติฝรั่ง เที่ยวสอนสั่งเป็นไฉนขอไต่ถาม
จะประสงค์สิ่งไรในใจความ จึงเที่ยวข้ามเขตแดนแล่นเข้ามา
หรือประโยชน์ทรัพย์สินถิ่นประเทศ จงแจ้งเหตุให้ฟังที่กังขา
หรืออยากเป็นจอมวังอหังการ์ ตีพาราครอบครองเป็นของตน
จึงตั้งเพียรพยายามข้ามสมุทร ไม่ยั้งหยุดเสาะแสวงทุกแห่งหน
หรือเรือซัดขัดขวางในกลางชล จึงต้องวนเวียนมาพาราเรา ฯ
๏ บาทหลวงว่าข้าแต่ท้าวเจ้าพิภพ ไม่ปรารภที่จะปองเอาของเขา
อันประเทศเขตแคว้นแดนของเรา ข้าจะเล่าให้ท่านฟังตั้งแต่เดิม
มีข้าศึกเมืองผลึกมาตั้งรบ ต้องหลีกหลบข้าศึกมันฮึกเหิม
หลายพารามากระหน่ำทั้งซ้ำเติม เจ้าเมืองเดิมนั้นเป็นหญิงออกชิงชัย
มันก็กลับเอาเป็นเมียเสียทั้งนั้น จะป้องกันเหลือจะคิดผิดวิสัย
เหลือลำบากยากเย็นมันเป็นไทย คนที่ในลังกาบรรดามี
ก็แตกซ่านเซ็นไปไม่เป็นสุข มันไล่รุกเข่นฆ่าต้องล่าหนี
เรารอดตัวด้วยปัญญาวิชามี ด้วยเป็นที่สังฆราชเหมือนชาติทอง
ถึงตกตมจมดินไม่สิ้นสี อันราคีจะมาปนไม่หม่นหมอง
คงสุกใสงดงามเพราะนามทอง ต้องละอองสักเท่าไรก็ไม่มัว
ข้าแต่ท้าวเจ้าพาราปตาหวี วิชามีไม่ต้องซุ่มเดินคลุมหัว
ตกไปไหนไม่มีช้ำถึงคล้ำมัว ก็เพราะตัวศักดิ์สิทธิ์วิทยา ฯ
๏ ท้าวกุลามาลีเห็นปรีดิ์ปราชญ์ แหนงประหลาดนิ่งฟังไม่กังขา
จึ่งว่าท่านเป็นคนดีมีวิชา ทั้งปัญญาพูดเพราะเสนาะความ
ข้าพเจ้าเยาว์ยังกำลังอ่อน ขอฝึกสอนอย่างศิษย์อย่าคิดขาม
ท่านจงช่วยแนะนำจะทำตาม ให้สมความปรารถนาของอาจารย์ ฯ
๏ บาทหลวงยิ้มอิ่มใจดั่งได้แก้ว ตายกูแล้วอ้ายนี่หลงในสงสาร
จะล่อลวงหน่วงไปให้ได้การ เอาให้คลานอยู่เหมือนเต่าเฝ้าคันนา
แล้วจึงว่าข้าแต่ท้าวเจ้าพิภพ อย่าปรารภเลยคงสมปรารถนา
แม้นศึกเสือเหนือใต้สิ่งใดมา จะอาสาคิดประจญรณรงค์ ฯ
๏ ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โสมนัสรื่นเริงละเลิงหลง
จึ่งว่าท่านดีพร้อมไม่อ้อมวง พูดก็ตรงสมเป็นปราชญ์ฉลาดดี
ขอเชิญท่านยับยั้งอยู่สั่งสอน ในนครพาราปตาหวี
จะได้พึ่งบุญญาบารมี ได้เป็นที่อุดหนุนกรุณัง ฯ
๏ บาทหลวงยิ้มอิ่มใจได้โอกาส คงสิทธิ์ขาดสมจิตเหมือนคิดหวัง
เอาให้เชื่องเหมือนกับไก่อยู่ในรัง แม้สมหวังก็จะได้ไปลังกา
แต่จะตั้งสั่งสอนค่อยผ่อนผัน เอาให้มันซื่อตรงเหมือนวงศา
จะได้จิกหัวใช้ไปลังกา ตีพาราตามประสงค์ให้คงคืน
แล้วมันก็เป็นใหญ่ไพร่ก็พร้อม คงยินยอมสารพัดไม่ขัดขืน
จะได้เป็นที่หวังให้ยั่งยืน แกชมชื่นในอารมณ์เพราะสมปอง ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี ให้จัดที่ประเสบันบนชั้นสอง
ให้บาทหลวงขึ้นอาศัยดั่งใจปอง ประคับประคองหวังจะเพียรเรียนวิชา
บาทหลวงเฒ่าค่อยสบายวายวิโยค บรรเทาโศกได้ยั้งเป็นฝั่งฝา
ให้ฉุนแค้นแสนเคืองมังคลา มันชั่วช้าเพราะอีเมียจึ่งเสียคน
กูอุดหนุนกรุณามาแต่ย่อม สู้โอบอ้อมจงรักหมายภักษ์ผล
กลับเป็นงูสู้หมอทรชน จำจะค้นคว้าไปให้ได้ตัว
แม้นดื้อดึงเหมือนแต่ก่อนมิหย่อนหา จะจับฆ่าฟันเสียทั้งเมียผัว
ถ้าแม้นมันรู้สึกสำนึกตัว ที่ทำชั่วมาแต่ก่อนคิดผ่อนปรน
แม้นดึงดั้อถือดีมิมาง้อ จะยกข้อขึ้นแถลงแจ้งนุสนธิ์
ให้ท้าวกุลามาลียกรี้พล ตามไปปล้นจับตัวทั้งผัวเมีย
แกตรองตรึกนึกพลางทางเรียกหา พวกล้าต้ารีบไปอย่าให้เสีย
เสาะแสวงตามตัวอ้ายผัวเมีย พบแล้วเกลี้ยกล่อมไว้ทั้งไพร่พล
แล้วรีบใช้ให้ไปปตาหวี กูจะกรีธาทัพกับพหล
ไปว่ากล่าวโดยดีทั้งรี้พล ให้มันจนถ้อยคำในสำนวน ฯ
๏ พวกล้าต้าลากลับไปเรือใหญ่ จึงเรียกไพร่มาหมอบแล้วสอบสวน
ใครจะอยู่จะไปเร่งใคร่ครวญ ตามกระบวนที่จะไปในทะเล
แล้วจัดเรือสองลำล้วนกำปั่น ให้ผ่อนผันแยกกันเที่ยวหันเห
แล่นไปตามเกาะรายชายทะเล เที่ยวเตร็จเตร่เสาะแสวงทุกแห่งไป ฯ
๏ จะกล่าวถึงมังคลานราราช ออกอำมาตย์หมอบเรียงเคียงไสว
พร้อมพหลโยธาเสนาใน บำรุงไทธิบดินทร์ปิ่นนคร
ป่างพระปิ่นมังคลานรารัตน์ โองการตรัสเหล่าทหารชาญสมร
ให้รักษาหน้าด่านชานนคร เร่งฝึกสอนช้างม้าให้กล้าปืน
แล้วเกณฑ์พวกจัตุรงค์ลงกำปั่น ให้รายกันแล่นลัดอย่าขัดขืน
เที่ยวตระเวนรายประจำทุกค่ำคืน เอาแต่พื้นเกณฑ์หัดจัดชำนาญ
เผื่อจะมีข้าศึกมาฮึกโหม คอยกระโจมตีตัดจัดทหาร
เข้ายิงแย้งแทงฟันประจัญบาน รักษาด่านปากน้ำที่สำคัญ
แล้วจึงตั้งโอรสสามพระองค์ ให้ดำรงกรุงไกรไอศวรรย์
สืบกษัตริย์ขัตติเยศครองเขตคัน พระแบ่งปันนคราให้ถาวร ฯ
๏ จะกล่าวถึงสังฆราชพระบาทหลวง ค่อยสร่างทรวงกินอยู่เป็นครูสอน
คนนับถือลือทั่วทั้งนคร ตั้งฝึกสอนเพทุบายหลายประการ
ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราปตาหวี ตั้งเป็นที่นักปราชญ์ในราชฐาน
ยกเมืองขึ้นส่วยสาให้อาจารย์ มากประมาณมิใช่น้อยร้อยตำบล
ทั้งสิทธิ์ขาดราชกิจแลผิดชอบ กษัตริย์มอบสารพัดไม่ขัดสน
คิดจะตั้งตัวใหญ่ตามใจตน แกเป็นคนโลภมากอยากข้างดี
แล้วฉุนแค้นมังคลาสานุศิษย์ ถ้าแม้นติดตามกูมาปตาหวี
คงจะคิดฆ่าอ้ายท้าวเจ้าบุรี อยู่สักปีหนึ่งก็เห็นจะเป็นการ
มันก็คงจะเป็นใหญ่ในไตรจักร ประเสริฐศักดิ์อิสรามหาศาล
เพราะมัวหลงไปกับเมียจึ่งเสียการ จะว่าขานสักเท่าไรก็ไม่ฟัง
พาอีแม่รักดุเหว่าไปเข้ารก มันคิดวกอ้อมวงจนลงถัง
เพราะเป็นคนทุจริตจึ่งติดตัง มันไม่ฟังคำกูผู้อาจารย์
แกตรองตรึก็นึกแค้นแม้นไปพบ กูจะตบปากให้ช้ำเพราะคำขาน
มันหยาบช้าว่ากูผู้อาจารย์ จะเล่นงานเสียให้อ่อนหย่อนฝีมือ
เสียแรงกูอุปถัมภ์นำสนอง ประคับประคองมาจนใหญ่มันไม่ถือ
ควรหรือหาทรชนแต่ต้นมือ สิ้นนับถือคุณกูผู้ประคอง
ทรลักษณ์อกตัญญูตาแท้ พูดตอแหลหนีไปให้ใจหมอง
จนเสียทัพอับอายหลายทำนอง แกเข้าห้องแค้นใจไม่สบาย ฯ
๏ จะกล่าวลำกำปั่นที่เที่ยวเสาะ ตามแก่งเกาะทะเลวนชลสาย
พลางปรึกษาหมื่นขุนพวกมุลนาย จะยักย้ายแล่นไปทางไหนดี
แม้พบปะเภตราเขามาบ้าง จะได้ฟังข่าวไปในวิถี
จำจะแล่นไปดูตามบูรี เผื่อจะมีเภตรามาสักลำ
ได้สืบข่าวราวเรื่องทุกเมืองบ้าน ระยะย่านแรกมาหน้าไหหลำ
ปรึกษากันยินยอมพร้อมทั้งลำ ให้หยั่งน้ำเข้าฝั่งอย่ารั้งรอ
พวกล้าต้าต้นหนคนทั้งหลาย ฟังนายท้ายโยนดิ่งทิ้งสมอ
กะเข้าไปชายฝั่งได้รั้งรอ ตั้งเข็มต่อบูรพาดูท่าทาง
หยิบแผนที่คลี่ดูตามอู่อ่าว จะแล่นก้าวลมจัดยังขัดขวาง
พอพลบค่ำย่ำเย็นไม่เห็นทาง ต่อเดือนสางจึงค่อยไปในทะเล
ต้นหนสั่งบังคับให้ทอดสู้ หยั่งไม่รู้เพราะกำปั่นยังหันเห
ควรจะทอดจอดอยู่ดูคะเน พวกในเภตราฟังเขาสั่งการ
ทิ้งสมอรอราเวลาพลบ จุดไต้คบหุงหากระยาหาร
ฝ่ายล้าต้าต้นหนล้วนคนงาน เสพอาหารอิ่มหนำทั้งลำเรือ
พอเดือนเด่นเห็นทางสว่างไสว ให้กางใบแล่นติดไปทิศเหนือ
พวกไต้ก๋งคนงานชำนาญเรือ ไปข้างเหนือลมจัดสะบัดใบ
สามวันครึ่งถึงอ่าวกำพลเพชร เห็นเรือเจ็ดลำทอดจอดไสว
ให้รอเรียงเคียงถามนามเวียงชัย พอเข้าใกล้พวกรู้จักพลางทักกัน
บ้างถามไต่ได้ข่าวเป็นราวเรื่อง มาอยู่เมืองวายวิโยคที่โศกศัลย์
พลางไต่ถามถึงพระองค์ผู้ทรงธรรม์ มาเขตคันนคราค่อยถาวร
หรือมีทุกข์ขุกเข็ญเป็นไฉน ชาวเวียงชัยภิญโญสโมสร
สุขเกษมเปรมปราสถาวร ไม่เดือดร้อนหมดด้วยกันหรือฉันใด ฯ
๏ พวกกำปั่นกองตระเวนจึงบอกเล่า พระจอมเจ้ามังคลาอัชฌาสัย
เธอโอบอ้อมไพร่พลสกลไกร ทั้งรักใคร่พวกอาณาประชาชน
แล้วชวนว่ามาไปเฝ้าเจ้านิเวศน์ พึ่งพระเดชสารพัดไม่ขัดสน
ไปทูลไทธิบดินทร์ปิ่นสกล นำยุบลเข้าไปแจ้งแสดงการ
พวกที่มาดีใจจะไปเฝ้า ชวนกันเข้าในนิเวศน์เขตสถาน
ขึ้นไปยังพระโรงรัตน์ชัชวาล พอพระผ่านภพไกรเธอไคลคลา
ออกที่นั่งรจนามุกดาหาร ดำรัสการแก่ขุนนางทั้งซ้ายขวา
พอเสนีคนเก่าคลานเข้ามา พระมังคลาตรัสถามเนื้อความพลัน
ว่าดูก่อนเสนาท่านมาถึง เราคะนึงที่ในใจทั้งใฝ่ฝัน
เป็นหลายเดือนมิได้พบประสบกัน หรือด้นดั้นไปถึงเขตประเทศใด ฯ
๏เสวกาฝาหรั่งได้ฟังตรัส โสมนัสทูลแจ้งแถลงไข
เมื่อเรือซัดพลัดพรายกระจายไป พายุใหญ่ตีมาถึงห้าวัน
ซัดไปเข้าเมืองชวาปตาหวี ประเดี๋ยวนี้อยู่ในไอศวรรย์
บาทหลวงเป็นครูใหญ่ได้รางวัล เจ้าเมืองนั้นนับถือลือขจร
ได้สิทธิ์ขาดราชกิจสนิทสนอง ได้ข้าวของตึกอยู่เป็นครูสอน
เจ้านิเวศน์เขตแคว้นแดนนคร ให้ฝึกสอนทั้งอาณาประชาชน
ประเดี๋ยวนี้ใช้ข้ามาเที่ยวเสาะ ตามละเมาะเกาะแก่งทุกแห่งหน
ให้รู้ข่าวภูวไนยทั้งไพร่พล จรดลไปอยู่แห่งตำแหน่งใด
แม้นรู้แจ้งแกจะแต่งกระบวนทัพ มาตามจับเอาพระองค์อย่าสงสัย
แกสั่งว่ามาปะให้รีบไป อย่าบอกให้รู้ตัวกลัวจะแคลง
แต่ตัวข้ามาพบแล้วไม่กลับ จะอยู่กับเจ้านายมิได้แหนง
จงทราบใต้บาทาอย่าระแวง ดั่งข้าแจ้งเรื่องความตามที่ทูล ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลานราราช ฟังอำมาตย์ทราบสิ้นบดินทร์สูร
จึงตรัสกับเสวกาที่มาทูล จะอนุกูลอย่าวิตกในอกใจ
อย่าว่าแต่พาราปตาหวี มันจะดีมากมูลสักปูนไหน
ถึงสังฆราชจะมาทำให้หนำใจ เราก็ไม่นึกพรั่นหวั่นอุรา
ท่านจงใช้ให้เรือไปบอกข่าว แจ้งเรื่องราวจริงจังอย่ากังขา
ให้เขายกไพร่พลพหลมา ร้อยพาราก็ไม่กลัวช่างหัวมัน
อันเมืองนี้ใครมาตีต้องแตกยับ มิต้องกลับคืนไปไอศวรรย์
ไม่พักต้องรบราถึงฆ่าฟัน ด้วยเหล็กนั้นกายสิทธิ์ฤทธิรงค์
ใครมาอยู่ดูตัวจึงแดงก่ำ แต่ถูกน้ำตายกระจุยเป็นผุยผง
แรกเรามาแทบชีวีจะปลดปลง รอดด้วยองค์นางพระยาเจ้าธานี
บอกอุบายหลายอย่างทางที่แก้ เพราะว่าแร่กายสิทธ์คือฤทธิ์ผี
ท่านเร่งไปบอกเขามารบราวี จะดูดีท้าวพระยากับอาจารย์ ฯ
๏ ขุนเสนีรับคำพระดำรัส ลาไปจัดเภตราโยธาหาญ
ชวนกันรีบลงไปมิได้นาน พลางตรวจการเภตราเร่งคลาไคล
พอลมตีคลี่ไปขึ้นใส่รอก ให้แล่นออกจากท่าชลาไหล
เอาเข็มตั้งทางแผนให้แล่นไป หมายกรุงไกรปตาหวีที่สำคัญ
สิบทิวามากระทั่งยังนิเวศน์ ถึงประเทศกรุงไกรไอศวรรย์
ขึ้นไปแจ้งกิจจาสารพัน บาทหลวงนั้นอิ่มเอมเปรมอุรา
เข้าไปทูลเจ้าชวาอาณาจักร หมายจะหักเอาให้สมปรารถนา
จะกรีทัพไปจับอ้ายมังคลา ดูน้ำหน้าลูกศิษย์มันคิดโกง ฯ
๏ ฝ่ายองค์ท้าวเจ้าพาราปตาหวี พอออกที่บัลลังก์ที่นั่งโถง
บาทหลวงเฒ่าเข้าไปในพระโรง ทำเดินโคลงยักย้ายหลายกระบวน
ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โสมนัสอิ่มเอมเกษมสรวล
เชิญให้นั่งแท่นสุวรรณอันสมควร ตามกระบวนน้อมคำนับรับอาจารย์
แล้วจึงสั่งสนทนาสาธุสะ ถือว่าพระอาจารย์แม่นเป็นแก่นสาร
บาทหลวงเฒ่าเจ้าตำราปรีชาชาญ เห็นเป็นการจริงแท้ไม่แชเชือน
นึกในใจอ้ายนี่ดีเหมือนหนู จะจูงหูเอาไปใช้ให้ได้เหมือน
ขี่มันเล่นต่างเต่าใช้เฝ้าเรือน เห็นไม่เชือนแชดื้อดูซื่อตรง
แล้วจึงว่าข้าแต่ท้าวเจ้าพิภพ เราปรารภจะให้ชมสมประสงค์
จะให้ยกพวกพหลไปรณรงค์ เสด็จลงกำปั่นไปอย่าได้ยั้ง
ยกไปตั้งกำพลเพชรประเทศถิ่น สมถวิลคงได้สมอารมณ์หวัง
สตรีงามมีอยู่องค์ดำรงวัง ทั้งเปล่งปลั่งชันษาสิบห้าปี
เป็นน้องสาวเจ้าเมืองเรืองระหง ชื่อบุษบงขาวผ่องละอองศรี
งามจริตกิริยาล้ำนารี ควรเป็นศรีพระนครขจรขจาย
แม้นท้าวไปได้ยลวิมลพักตร์ จะแสนรักดวงอุบลวิมลฉาย
ทั้งนิเวศน์เขตแคว้นแสนสบาย คนทั้งหลายมั่งคั่งทั้งแผ่นดิน
ท้าวกุลามาลีปรีชาปราชญ์ ฟังสังฆราชชื่นชมสมถวิล
อันสมบัติกษัตราทุกธานินทร์ เราไม่จินตนาปองเอาของใคร
แต่หญิงงามจะต้องตามไปสู่ขอ แก่แม่พ่อน้าป้าอัชฌาสัย
เราไม่คิดโกงเกงข่มเหงใคร สมบัติในปตาหวีมีอุดม
ที่จะให้ไปตีบุรีเขา สมบัติเราของดีก็มีถม
แต่สตรีที่ท่านว่าเราปรารมภ์ อยากได้ชมนางงามตามทำนอง ฯ
๏ บาทหลวงว่าอย่าปรารมภ์คงสมคิด จะให้ชิดเชยชมประสมสอง
จำจะยกพลไปดั่งใจปอง จัดเป็นกองทัพใหญ่เราใช้เรือ
แต่งพหลพลไพร่ให้ครบถ้วน ทั้งง้าวทวนผู้คนให้ล้นเหลือ
เอาปืนใหญ่ใส่ประจำทุกลำเรือ ข้าวกับเกลือเครื่องเสบียงไปเลี้ยงพล
ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โสมนัสดีใจไม่ฉงน
อยากจะได้หญิงสาวชาวกำพล จึงสั่งมนตรีพลันมิทันนาน
ให้จัดลำกำปั่นสักพันร้อย ไปเตรียมคอยพร้อมพรั่งทั้งทหาร
พรุ่งนี้เช้าเราจะพาพระอาจารย์ อย่านิ่งนานจัดสรรกำปั่นทรง
ขุนเสนามาสั่งให้บาดหมาย ทั้งขวาซ้ายแต่งกำปั่นสุวรรณหงส์
เบิกเข้มขาบอย่างใหม่ทำใบธง ที่ปากหงส์ห้อยพู่ดูวิไล
แล้วสำเร็จจัตุรงค์ลงกำปั่น มาพร้อมกันรายทอดจอดไสว
คอยรับท้าวเจ้าพาราจะคลาไคล เสร็จแต่ในสองยามตามโองการ ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราปตาหวี ขึ้นจากที่แท่นสุวรรณแล้วบรรหาร
ว่าข้าแต่ท่านครูผู้อาจารย์ ไปสำราญหลับนอนผ่อนอารมณ์
แล้วเสด็จเข้าข้างในที่ไสยาสน์ อีตาบาทหลวงเห็นชิดสนิทสนม
คราวนี้เห็นได้ลังกาอย่าปรารมภ์ อ้ายนี่งมหลงผู้หญิงจริงจริงเจียว
พรากอีเมียมังคลาเอามาให้ จะได้ใช้ตีลังกาให้หน้าเขียว
จะอุบายเอาด้วยลมให้กลมเกลียว คิดแก้เกี้ยวมังคลาให้ตาลอย
มันหลงเมียเสียสัตย์ตัดกูเสีย พรากอีเมียมันสิหนาให้หน้าจ๋อย
คิดยักย้ายให้อ้ายแขกจะแยกลอย ทำให้ม่อยอยู่กับที่ดั่งตีปลา
ความคิดกูผู้เป็นสังฆราช ยังเปรื่องปราดไวว่องคล่องนักหนา
ต้องจำคิดผ่อนผันด้วยปัญญา เอาลังกาให้จนได้เหมือนใจปอง
แกนึกยิ้มอิ่มใจดั่งได้แก้ว คงผ่องแผ้วแก้จนที่หม่นหมอง
หลอกอ้ายแขกให้จงได้ดั่งใจปอง แกตรึกตรองหลายอย่างทางอุบาย ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าพาราปตาหวี ครั้นสุริย์ศรีจวนจะแจ้งส่องแสงฉาย
โกกิลากาเมียงบินเรียงราย ดุเหว่าลายร้องขานประสานดัง
สุมาลีคลี่คลายขยายรส บุปผาสดส่งกลิ่นถวิลหวัง
เธอพลิกฟื้นตื่นจากแท่นบัลลังก์ จึงตรัสสั่งมเหสีทั้งสี่นาง
พี่จะไปเมืองกำพลอย่าหม่นหมอง จงปรองดองกันไว้อย่าได้หมาง
อยู่ด้วยกันให้จงดีทั้งสี่นาง เธอสั่งพลางแต่งองค์อลงกรณ์
ทรงภูษาแย่งยกกระหนกเทศ พลอยวิเศษเนาวรัตน์ประภัสสร
ฉลององค์ตาดแดงแย่งมังกร ปั้นเหน่งซ้อนคาดทับแสงวับวาว
ใส่หมวกดำกำมะหยี่สีสลับ กระจ่างจับเครื่องมณีล้วนสีขาว
ถือเช็ดหน้าเหน็บตรีกระบี่ยาว ล้วนเพชรพราวพลอยประดับระยับตา
แล้วเสด็จแท่นที่มณีอาสน์ เรียกครูบาทหลวงพลางทางปรึกษา
ได้ฤกษ์ดีสักกี่บาทจะยาตรา ไปเภตรายามใดท่านให้พร ฯ
๏ บาทหลวงเฒ่าเจ้าตำราว่าสักครู่ จะขอดูเมฆจำรัสประภัสสร
แกลุกเดินออกมามองช่องบัญชร พอทินกรสูงเผ่นขึ้นเด่นดวง
เมฆก็ตั้งดังตำราท้องอากาศ ตาสังฆราชรู้ตำหรับฉบับหลวง
จึ่งเรียกร้องไพร่พลคนทั้งปวง อย่าให้ล่วงฤกษ์พาเวลาดี
แล้วเชิญท้าวเจ้าประเทศเสด็จนั่ง เหนือบัลลังก์รถทองละอองศรี
ให้เร่งรีบยกพลทั้งมนตรี สารถีขับม้าอาชาชาญ
เดินกระบวนทวนธงตรงไปอ่าว บ้างโห่ฉาวฆ้องดังระฆังขาน
ถึงประทับรอราอาชาชาญ หยุดที่ด่านท่าสำนักตำหนักแพ
แล้วเสร็จลงเรือกำปั่นสุวรรณหงส์ ให้โบกธงออกไปชายกระแส
แล้วตีกลองฆ้องระฆังกระทั่งแตร กำปั่นแห่กำปั่นรบขึ้นครบครัน
ถอนสมอช่อใบขึ้นใส่รอก ให้แล่นออกตามตำหรับเป็นทัพขันธ์
พอมีลมพัดกล้าสลาตัน ออกกำปั่นพวกพหลพลทมิฬ
ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ ชมฝูงสัตว์ในมหาชลาสินธุ์
ฝูงกระโห่โลมาในวาริน บ้างโดดดิ้นลอยล่องท้องสินธู
ฉนากฉลามตามกันไล่ฟันคลื่น แลเป็นพื้นเหราทั้งปลาหมู
ตะเพียนทองล่องไล่ในสินธู ตามเงือกงูเล่นหางกลางทะเล
ฝูงช้างน้ำดำด้นพ่นน้ำฟุ้ง ทั้งกั้งกุ้งหลายพันธุ์ว่ายหันเห
ฝูงพิมพาพากันท่องท้องทะเล เที่ยวว่ายเหหาเหยื่อเหลือประมาณ
อันฝูงสัตว์มัจฉาทั้งปลาหอย มิใช่น้อยมากมายหลายสถาน
จะพรรณนามากมายหลายประการ บทบุราณว่าไว้ในนที
อันฝูงสัตว์ปฏิสนธิ์ในชลสาย ก็มากมายในห้องท้องวิถี
ทะเลลมยมนาในวารี ก็เหลือที่จะรู้ชัดสัตว์แลนาม
พอสุริยงลงลับพยับฝน ก็มืดมนมัวมิดทิศทั้งสาม
เกิดพายุฟ้าคะนองร้องคำราม ต้นหนข้ามเรือที่นั่งบัลลังก์ทรง ฯ
๏ ฝ่ายองค์ท้าวเจ้าพาราปตาหวี สถิตที่ท้ายบัลลังก์ที่นั่งหงส์
กับบาทหลวงร่วมคิดดั่งจิตจง ท้าวเธอปลงเชื่อใจมิได้แคลง
นึกขยิ่มอิ่มใจในผู้หญิง หมายว่าจริงตรองตรึกไม่นึกแหนง
บาทหลวงเฒ่าเจ้ากรรมมันสำแดง คิดจัดแจงเขียนรูปนุชบุษบง
แล้วโรยยาทากระดาษที่วาดเขียน ไม่ผิดเพี้ยนพระอภัยเมื่อใหลหลง
ติดยาแฝดแปดปนระคนลง หยิบไปส่งให้กับท้าวเจ้าบุรินทร์
ว่านี่แน่รูปนางข้าร่างเขียน ไม่ผิดเพี้ยนดูเถิดหนาอย่าถวิล
คลี่กระดาษวาดทรงองค์ยุพิน ให้ท้าวทมิฬดูพลางที่กลางเรือ ฯ
๏ ฝ่ายองค์ท้าวเจ้าพาราปตาหวี เห็นรูปศรีเสาวลักษณ์ให้รักเหลือ
ต้องยาแฝดแปดปนระคนเจือ ดูไม่เบื่อน่ารักลักขณา
กระนี้หรือพวกพ้องจึ่งต้องหวง ราวกับดวงจันทร์เพ็งเปล่งนักหนา
ฉวยกระดาษเข้าในห้องทองไสยา พอกลิ่นยาแฝดฟุ้งจรุงใจ
ให้เคลิ้มเคล้นเห็นเหมือนนางพลางถนอม ยิ่งหวนหอมปลื้มจิตพิสมัย
กำลังยาวาบวับเข้าจับใจ ให้เสียวในทรวงถวิลกลิ่นอุบล
หลงพูดพึมงึมงำคลำกระดาษ ด้วยอำนาจคุณยาดั่งห่าฝน
มาถูกต้องกรกายเหมือนสายชล ด้วยระคนฤทธิ์ผีมีกำลัง
เล่นเอาลืมสี่นางสำอางพักตร์ เป็นสิ้นรักสิ้นฤทธิ์ไม่คิดหวัง
แล้วนึกหวนครวญจิตให้คิดชัง พลางนอนนั่งดูกระดาษเพียงขาดใจ ฯ
๏ บาทหลวงเห็นกิริยาว่าอ้ายนี่ ดูท่วงทีจะพะวงเห็นหลงใหล
จำจะคิดถ่ายถอนที่อ่อนใจ ลุกเข้าไปท้ายบาหลีที่ประทม
เห็นออท้าวเจ้าพาราคว้ากระดาษ เอารูปวาดเชยชิดสนิทสนม
นึกในใจอ้ายนี่อยู่กูทั้งกลม จะเป่าลมให้รู้สึกได้ตรึกตรอง
แล้วเสกพัดปัดลมให้เย็นเฉื่อย แต่เรื่อยเรื่อยจับใจพอหายหมอง
แล้วนั่งลงเรียกไปดังใจปอง อย่าหม่นหมองเลยคงได้ดังใจจง
ท้าวกุลามาลีลืมสติ ลงนั่งมิพูดพลั้งกำลังหลง
จึงว่าเชิญน้องนุชบุษบง ไยอนงค์มานั่งไม่บังควร
ขอเชิญเจ้าเนาในที่ไสยาสน์ อย่าหวั่นหวาดพี่จะรองประคองสงวน
แล้วกุมกรสังฆราชว่านาฏนวล ฤทัยป่วนที่ในเล่ห์ประเวณี ฯ
๏ บาทหลวงเห็นหมกมุ่นให้ขุ่นหมอง แล้วจึ่งร้องว่าเราใช่สาวศรี
อย่าเคลิ้มไคล้ใช่อนงค์องค์นารี พลางไล่ผีกำกับสำหรับยา
ท้าวทมิฬยินเสียงบาทหลวงถาม ให้มีความขายพักตร์เป็นนักหนา
แล้วหักจิตคิดว่าใครหาไหนมา เป็นครูบาจะได้อายทำไมมี
พลางพูดเก้อเออเจ้าคุณมาถึงไหน ยังใกล้ไกลแถวทางกลางวิถี
บาทหลวงว่าอ่อนใจทำไมมี ไม่ช้าทีคงสมอารมณ์ปอง
อันเมืองกำพลเพชรอีกเจ็ดโยชน์ เห็นเกาะโดดคือปากอ่าวอย่าเศร้าหมอง
แม้ลมดีดั่งนึกที่ตรึกตรอง อีกสักสองสามวันเหมือนสัญญา ฯ
๏ ท้าวกุลามาลีศรีสวัสดิ์ โสมนัสดั่งเห็นมิตรกนิษฐา
พลางฟังคำตาเฒ่าเจ้าตำรา เชิญพระอาจารย์ช่วยด้วยเถิดคุณ
สมความคิดข้าพเจ้าเช่นเขาว่า แต่ใต้หล้าชั้นมนุษย์จะอุดหนุน
เว้นแต่ของเบื้องบนจนแล้วคุณ ไม่มีบุญเหลือจะไปในนภดล
แต่พื้นดินถิ่นประเทศเขตสถาน จะต้องการในจังหวัดไม่ขัดสน
จะฉลองคุณท่านเหมือนทานบน ที่ร้อนรนจะช่วยดับระงับภัย ฯ
๏ บาทหลวงยิ้มอิ่มเอมเกษมสุข เหมือนทิ้งทุกข์จากอกสักหกไห
อ้ายนี้เจ้าตัณหามันพาไป จะลวงไอ้มังคลาให้พาเมีย
มาให้มันดูแลอีแม่รัก แล้วจะหักหาญไว้ให้ได้เสีย
แม้ดึงดื้อถือตัวทั้งผัวเมีย จะฆ่าเสียให้มันตายวายชีวง
ยกเอาเมียให้อ้ายแขกแปลกภาษา ก็เห็นว่าจะได้สมอารมณ์ประสงค์
ใช้ไปตีลังกาบุกป่าดง อ้ายนี้คงใช้ได้เห็นไม่เชือน
บาทหลวงว่าอย่าวิตกจะยกให้ กูว่าไว้แม้นเองไปมิได้เหมือน
ถ้ามิได้สมคิดจะบิดเบีอน พูดแชเชือนยกเข้าเอาบุรี
แกชวนออกนอกห้องได้ตรองตรึก ที่ตื้นลึกเรียนให้รู้ดูวิถี
ได้หญิงงามสมประสงค์คงจะดี ไม่เสียทีเจ้าชู้คำบูราณ
เขาย่อมว่าอยู่ทุกแห่งเหมือนแมงภู่ ก็ย่อมรู้กำพืดที่จืดหวาน
จะมานั่งอยู่ในห้องไม่ต้องการ ไปคิดอ่านดูทางกลางทะเล
ท้าวกุลามาลียินดีเหลือ เพราะว่าเชื่อสารพันไม่หันเห
ลุกออกจากแท่นทองตรองคะเน ฟังลิ้นเล่ห์พระอาจารย์เจ้ามารยา
ด้วยเชื่อถือมิได้แหนงระแวงจิต เห็นสมคิดท่านการุญบุญนักหนา
แล้วไปนั่งยังแท่นท้ายเภตรา กับท่านอาจารย์ครูพลางดูดาว
บาทหลวงชี้นี่แน่ทิศกำพลเพชร ตรงดาวเม็ดน้ำมณีมีสีขาว
ที่ดวงแดงแสงสว่างกระจ่างพราว คือปากอ่าวรมจักรนัครา
ที่สีเหลืองเรืองโรจน์ดูโชติช่วง ขึ้นเด่นดวงสูงสว่างกลางเวหา
คือฉวากปากอ่าวเมืองลังกา ตรงดาวม้าแหลมสุหรัดถัดออกไป
ข้างขวามือชื่อดาวประกายพรึก อ่าวผลึกมั่นคงอย่าสงสัย
แกชี้บอกอ่าวเมืองเนื่องกันไป ตามที่ในแผ่นที่คลี่ให้ดู ฯ
๏ ฝ่ายไทท้าวเจ้าพาราปตาหวี ไม่ยินดีครูสอนนึกอ่อนหู
เฝ้าแต่เปิดรูปเขียนออกเวียนดู บาทหลวงรู้แยบคายหลายประการ
อ้ายนี่จับดวงจิตติดกระดูก เห็นพันผูกวุ่นวายหลายสถาน
ลงนั่งเซาเหงางึมซึมอยู่นาน คงเป็นการกูแล้วไม่แคล้วเลย
เรือก็แล่นใบสล้างมากลางหน ทั้งไพร่พลมากมายสบายเฉย
ไม่มัวเมารากทนเพราะคนเคย ต่างเฉยเมยนั่งมองร้องละคร
สองเดือนครึ่งก็พอถึงกำพลเพชร พร้อมกันเสร็จคั่งคับสลับสลอน
ทั้งไพร่นายฝ่ายพหลพลนิกร จอดสลอนแลลิ่วเป็นทิวไป ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ