ตอนที่ ๑๑๐ พระบาทหลวงตีด่านเมืองกำพลเพชร

๏ จะกล่าวฝ่ายสังฆราชพระบาทหลวง เวลาล่วงดาวกระจ่างสว่างแสง
ประมาณสามยามสงัดแกจัดแจง สั่งให้แต่งตัวทหารชำนาญปืน
ประจุลูกน้อยใหญ่ใส่ดินหู สังเกตดูปืนสัญญาเร่งฝ่าฝืน
ยิงระดมถมเข้าไปในกลางคืน คงแตกตื่นวุ่นวิ่งชิงเอาเมือง
แกสั่งเสร็จแหงนขึ้นไปในอากาศ เห็นเมฆกลาดกลุ้มวิถีเป็นสีเหลือง
แล้วดูดาวที่บังคับสำหรับเมือง ยังรุ่งเรืองสุกใสทั้งไพบูลย์
แต่ตำราว่าไว้ในตำหรับ แม้แม่ทัพดีคงได้ซึ่งไอศูรย์
ถึงชะตาเมืองจะดีบริบูรณ์ แต่เค้ามูลปลั้วเปลี้ยก็เสียเอง
พอดาวโจรโชติช่วงเห็นดวงเด่น บาทหลวงเห็นต้องตำหรับจับเขนง
เทดินหูลุกขึ้นยืนยิงปืนเอง เสียงครื้นเครงเลื่อนลั่นสนั่นดัง
ทหารปืนจับชุดจุดดินหู เสียงฟุบฟูยิงประดาทั้งหน้าหลัง
เป็นควันกลุ้มตูมลั่นสนั่นดัง ถูกกระทั่งสนามดินก้อนศิลา
ยิงระดมสมทบหอรบใหญ่ เป็นแสงไฟส่องสว่างกลางเวหา
เสียงประสานขานโห่เป็นโกลา ชาวพาราปล่อยปืนดังครื้นโครม
ถูกวิหลั่นหันเหียนเจียนจะคว่ำ แล้วยิงซ้ำก้องกึกเสียงฮึกโหม
ถูกเพลาใบไหม้เสาราวกับโคม เสียงครึกโครมสูบน้ำร่ำขึ้นไป
เพลิงก็ดับกลับใบมิได้หยุด บ้างยัดจุดยิงกันเสียงหวั่นไหว
บาทหลวงเร่งพวกพหลสกลไกร ให้โยนไฟหม้อดินสิ้นทุกคน
ถูกตึกกร้านร้านโรงไฟโพลงพลุ่ง ทหารมุงช่วยกันดับอยู่สับสน
พระมังคลากล้าหาญการประจญ พลางไล่คนขึ้นเชิงเทินเนินกำแพง
ให้ยิงปืนทองปรายรายทุกป้อม ทหารพร้อมปล่อยไปไฟเป็นแสง
เสียงตูมตึงผึงผางที่กลางแปลง ถูกเรือแคลงแคมปรุทะลุทลาย
บ้างถูกพวกแขกดำตกน้ำโพล่ง ถูกซึ่โครงอกแยกแตกสลาย
บ้างขาหักแขนขาดกระจัดกระจาย ทั้งไพร่นายตายล้มไม่สมประดี ฯ
๏ พอรุ่งแจ้งแสงทองส่องอากาศ สังฆราชเร่งให้รบอย่าหลบหนี
รีบเข้าไปให้กระทั่งฝั่งนที ยกเข้าตีด่านให้ได้อย่าไว้มัน
พอสว่างเห็นทางเร่งขึ้นบก กระไดหกพาดกำแพงให้แข็งขัน
ปีนเข้าไปในพาราไล่ฆ่าฟัน อาวุธสั้นเร่งเข้ากลุ้มตะลุมบอน
แกถือดาบด้ำงาอาญาสิทธิ์ ท้าวแขกติดตามหลังแกสั่งสอน
แล้วขับพวกโยธาพลากร ให้เร่งต้อนกันเข้ายิงเป็นสิงคลี
เรือประดาหน้าหลังอยู่คั่งคับ เอาปืนตับยิงหอรบไม่หลบหนี
พวกชาวเมืองเยื้องยิงทิ้งอัคคี พอสุริย์ศรีพวยพุ่งจะรุ่งราง
บาทหลวงให้ทอดสะพานกระดานเรียบ พอคนเหยียบขึ้นไปได้เอาไม้ขวาง
เอาเหล็กแผ่นบังกายวิ่งไปพลาง ขึ้นไปทางชายหาดดาษดา
ยกบันไดเข้าไปพาดพลาดถลำ ชาวเมืองซ้ำแทงดิ้นสิ้นสังขาร์
หลอมตะกั่วคั่วทรายปรายลงมา จนเวลารุ่งแจ้งแสงอุทัย
บาทหลวงขึ้นบนฝั่งสั่งทหาร ให้ปลูกร้านริมท่าชลาไหล
เอาเหล็กรางบังกั้นข้างชั้นใน แล้วตั้งให้ค่ายล้อมรอบเป็นขอบคัน
แผ่นเหล็กใหญ่หนาราวสักเก้านิ้ว ตั้งเป็นทิวล้อมรอบเป็นขอบขันธ์
แล้วให้ลากปืนใหญ่ขึ้นไปพลัน พอตะวันส่องสว่างกระจ่างตา
ไล่พหลพลรบขึ้นหลบอยู่ บาทหลวงดูเชิงเทินดินล้วนหินผา
ถึงจะคิดรื้อถอนก้อนศิลา ชายคงคาเห็นไม่ได้ดั่งใจปอง
จำจะยิงปืนใหญ่เข้าไปสู้ ให้คนผู้บางเบาทิ้งข้าวของ
ยิงเข้าไปจะได้รู้ดูทำนอง แล้วก็จ้องเข้าไปในเชิงเทิน
เสียงตูมตึงผึงผางลงกลางค่าย ถูกพลไพร่วิ่งวกระหกระเหิน
บ้างล้มตายหลายคนบนเชิงเทิน ที่ยับเยินเจ็บป่วยบ้างม้วยมรณ์ ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ตรัสประภาษกับทหารชาญสมร
ให้ถอยทัพกลับพหลพลนิกร ขึ้นที่ดอนทางบนพ้นลูกปืน ฯ
๏ บาทหลวงว่ายิงเข้าไปอย่าให้ขาด ให้ตายกลาดพสุธาอย่าฝ่าฝืน
เราก็ตั้งค่ายมั่นกันลูกปืน อย่าแตกตื้นออกไปสู้อยู่ในวง
ดูกำลังเขาก่อนคอยผ่อนผัน เราตั้งมั่นกว่าจะสมอารมณ์ประสงค์
ค่อยพากเพียรเอาให้ได้ดั่งใจจง สมประสงค์ตีได้ด่านชานบุรินทร์
ทำไมกับเมืองกำพลอยู่บนบก เปรียบเหมือนนกหนีหลบกระทบหิน
มันคงต้องเลิกล่าเข้าธานินทร์ เก็บให้สิ้นเมืองด่านชานชลา
บาทหลวงคิดอิ่มเอมเปรมในจิต คงสมคิดแท้แล้วไม่แคล้วหวา
ทหารเราเล่าก็ดีมีศักดา จงอุตส่าห์เคี่ยวขับคอยรับรอง ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายนายด่านอาจารย์สั่ง ให้รอรั้งพักพหลคนทั้งผอง
จงตั้งมั่นกันตรวจเป็นหมวดกอง ดูทำนองข้าศึกเห็นฮึกครัน
แล้วพราหมณ์เฒ่าเข้าที่พิธีไสย เสกใบไม้บินเวียนอยู่เหียนหัน
เป็นต่อแตนแน่นอากาศประหลาดครัน ท่านพราหมณ์นั้นเป่ามนต์ให้ทนคง
ใครตบตีบี้เท่าไรไม่วายวอด มันขบตอดต่อยกระจุยเป็นผุยผง
กายสิทธิ์ฤทธิรณทั้งทนคง แล้วเป่าส่งไปข้างค่ายให้ไล่คน
เสียงหวี่หวู่อู้ไปเข้าค่ายแขก คนตื่นแตกวิ่งเตร่ระเหระหน
มันตอมต่อยหัวหูทุกผู้คน เที่ยววิ่งวนปืนผาไม่กล้ายิง
แล้วตอมต่อยเข้าที่หน้าตาบาทหลวง วิ่งทะลวงร้องอี้ดั่งผีสิง
บ้างเที่ยวแอบตอไม้คล้ายกับลิง บ้างก็วิ่งหาไปมาใส่กอง
พอควันกลุ้มต่อต่อยไม่ถอยหนี เสียงอู้อี้วนวิ่งทิ้งข้าวของ
บาทหลวงเห็นแปลกจิตผิดทำนอง เห็นจะต้องเวทมนตร์พวกคนดี
จำจะคิดแก้ไขที่ในสัตว์ ให้วิบัติแพ้พ่ายกระจายหนี
ต้องหาของอ้ายที่ชั่วตัวอัปรีย์ มาแก้ที่เวทมนตร์คนสำคัญ
แกจึงเรียกคนใช้ให้ไปหา เก็บโหราเท้าสุนัขผักบุ้งขัน
กับของชั่วหลายอย่างต่างต่างพรรณ เอามากลั่นชุบผ้าดำทำเป็นธง
ส่งให้พวกบริษัทขึ้นกวัดแกว่ง ต่อที่แรงบินเปิดเตลิงหลง
บาทหลวงสั่งพวกพหลรณรงค์ ให้เอาธงปักไว้รอบค่ายคู
แล้วจึงสั่งพวกทหารชำนาญครบ ปืนจะรบประจุไว้ใส่ดินหู
พอพลบค่ำย่ำระฆังพังประตู พากันกรูยกเข้าด่านชานบุรินทร์ ฯ
๏ จะกล่าวฝ่ายในปราการด่านปากน้ำ พวกประจำธารท่าชลาสินธุ์
ทุกหมู่หมวดตรวจตรารอบธานินทร์ พร้อมกันสิ้นทุกตำแหน่งแต่งกระบวน
ฝ่ายท่านครูผู้ชำนาญในการเวท ก็แจ้งเหตุต่อหายเร่งไต่สวน
รู้ว่ามีผู้แก้ให้แปรปรวน แกใคร่ครวญในฉบับตำหรับตำรา
เห็นจะมีข้าศึกมาฮึกหาญ ในปราการแม่นแท้แน่นักหนา
จึงทูลพระจอมวังมังคลา ในเวลาพลบค่ำดั่งทำนาย
ขอพระองค์จงเตรียมโยธาทัพ ไปตั้งรับอยู่ที่นั่นอย่าผันผาย
เอาทหารปืนใหญ่ทั้งไพร่นาย ไปตั้งรายตามประตูทุกหมู่กอง
พระตรัสสั่งพวกพหลพลทั้งหลาย เสนานายต่างประมูลทูลฉลอง
ขออาสาการศึกเหมือนนึกปอง มิให้ต้องเคืองบาทาฝ่าธุลี
แล้วถวายบังคมลาออกมาตรวจ ทุกหมู่หมวดอยู่ครบไม่หลบหนี
พวกโยธาตีฆ้องกองอัคคี หอกกระบี่แหลนหลาวทั้งเกาทัณฑ์
ยกไปตั้งข้างประตูบูรพทิศ อาญาสิทธิ์นายหมวดล้วนกวดขัน
ทหารปืนยืนรายมีหลายพัน ทั้งยาวสั้นนกสับคาบศิลา ฯ
๏ ฝ่ายโฉมยงองค์พระมังคลาราช สั่งอำมาตย์มุลนายทั้งซ้ายขวา
แม้นข้าศึกฮึกฮักจักเข้ามา ทวาราเปิดให้ดังใจจง
ปล่อยให้เข้ามาในด่านอย่าต้านหน้า เหมือนดักปลาลงบ่อไม่หลอหลง
พระสั่งเสร็จเย็นอับพยับลง พลางแต่งองค์ตรงมาขึ้นพาชี ฯ
๏ จะกล่าวข้างสังฆราชพระบาทหลวง อาทิตย์ล่วงลับไม้ในไพรศรี
จัดพหลพลรบครบบาญชี ถือหอกตรีกริชปืนนับหมื่นพัน
ขุนเสนีกำกับเป็นทัพหน้า ถัดลงมาขุนรองเป็นกองขัน
ทั้งปีกซ้ายปีกขวาสารพัน ขุนนางนั้นกำกับทุกทัพชัย
ท้าวกุลามาลีกับบาทหลวง ทุกกระทรวงพร้อมพรั่งนั่งไสว
ท้าวจึ่งให้ผูกม้าอาชาไนย บาทหลวงไปขึ้นรถบทจร
ด้วยเทียมม้ากล้าหาญในการรบ มีเพลิงครบเคียงข้างนั่งสลอน
พอพลบค่ำย่ำแสงทินกร ยกทัพจรกรีธาพลาพล
พวกทัพหน้ากล้าหาญในการยุทธ์ ถืออาวุธปืนผาโกลาหล
โห่ภาษาแขกเดินดำเนินพล ยกเข้าปล้นข้างประตูบูรพา
ปืนนกสับคาบศิลาโยธาหาญ ยิงสะท้านกึกก้องห้องเวหา
เสียงตูมตึงผึงโผงตรงเข้ามา ทวาราปิดไว้ไม่ใส่ดาล
กรูกันเข้าไปในด่านทหารหน้า ทั้งปีกขวาปีกซ้ายนายทหาร
พวกในค่ายรายดาเป็นหน้ากระดาน ถือปืนขวานคับคั่งพวกนั่งกอง
กรูกันเข้าตัดหลังประดังโห่ พวกถือโล่ฟาดฟันผันผยอง
ยกเข้ากลุ้มรุมรับทั้งทัพกอง เสียงโห่ร้องเคลื่อนลั่นสนั่นดัง ฯ
๏ ฝ่ายพระมิ่งมังคลานราราช ไล่อำมาตย์พวกทวนกระบวนหลัง
ตีกระทบทัพหน้าดาประดัง พวกแขกตั้งตีกลุ้มตะลุมบอน
พวกประตูครั่นครื้นลากปืนใหญ่ ยิงออกไปตายกลิ้งริมสิงขร
บาทหลวงเห็นโยธาพลากร ดูย่อหย่อนตายกลาดดาษดา
เร่งพหลพลรบสมทบทัพ มาคั่งคับพลหมื่นยิงปืนผา
พวกเข้าไปในปราการชานชลา ชาวพาราแทงยับทั้งจับเป็น
พวกเสนาพาไปขังไว้ยังคุก แล้วยกรุกออกไปตั้งทั้งดั้งเขน
ระดมยิงปืนไปตายระเนน บาทหลวงเกณฑ์พลรบสมทบไป
ฝ่ายพระมิ่งมังคลาทรงม้าผ่าน เร่งทหารออกประตูดูไสว
พฤฒาเฒ่าขี่คานหามออกตามไป ทั้งโคมไฟแลสว่างดั่งกลางวัน
บาทหลวงเห็นมังคลาแกด่าโผง อ้ายคนโกงจับฆ่าให้อาสัญ
ชาติจระเข้เนรคุณได้วุ่นกัน ไม่ผิดพันธุ์ชาติมะเดื่อเองเหลือดี
เหมือนกับอีวัณฬาอีบ้าผัว ไปเมามัวนับถือเป็นฤๅษี
มึงก็ชาติพาลาคนกาลี นับถืออีแขกขี้ข้าอ้ายบ้ากาม
เสียแรงกูสู้บำรุงผดุงไว้ ครั้นโตใหญ่กลับระยำอ้ายซำสาม
ทั้งล้างชาติศาสนาอ้ายบ้ากาม มึงคงงามแล้วคราวนี้เห็นดีกู
อย่าว่าแต่มึงได้ครองกำพลเพชร ให้อีกเจ็ดพระนครคงอ่อนหู
กูจะหักก้ามเคี้ยวเหมือนเปี้ยวปู พระเยซูจะคอยซ้ำร่ำเอามึง
พระมังคลาว่าเจ้าคุณการุญแท้ มาตั้งแต่โกโรโมโหหึง
เราก็ใช่คนพาลสันดานดึง ไม่เหมือนซึ่งถ้อยคำท่านรำพัน ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูผู้เฒ่าเอาดอกไม้ มาเสกให้เป็นนกบินผกผัน
ส่งสำเนียงเสียงเพราะเสนาะครัน แต่ตัวนั้นกระจิ๋วหริวเท่านิ้วมือ
เสียงเป็นกังวานดีดั่งปี่แก้ว จะเจื้อยแจ้วสกุณินก็บินปรื๋อ
ไปร่อนร้องคอยจะจิกปีกกระพือ พวกที่ถือหลาวแหลนต่างแหงนฟัง ฯ
๏ ฝ่ายบาทหลวงยืนดูอยู่หน้ารถ ได้ปรากฏเสียงสัตว์ประหวัดหวัง
เที่ยวแหงนดูหูตรับสดับฟัง สำเนียงดังเพราะพ้องก้องกังวาน
นกก็ร้องเวียนวงอยู่ตรงหน้า ตามภาษาเสียงเอกวิเวกหวาน
ผิดวิหคนกป่าดูอาการ ร้องมานานบินเงื่องดูเชื่องคน
หรือจะเป็นกายสิทธิ์ฤทธิเวท สำแดงเหตุให้ประจักษ์เกิดมรรคผล
หรือจะเป็นปักษาผ้าพยนต์ แกเรียกคนให้เอาไม้มาไล่ตี
พอขาดคำสกุณีตีเอาปาก จิกกระชากเอาที่ลิ้นแล้วบินหนี
ราวกะคนปากบอนต้อนตบตี แกหลบหนีเข้าในรถระทดใจ
มาแพ้รู้ผู้วิเศษสังเกตผิด ให้เจ็บจิตเหมือนใครเชือดให้เลือดไหล
อายกะอ้ายผู้ทำระกำใจ แกจึงไล่ทัพหน้าเข้าราวี
ระดมปืนครื้นครั่นควันตลบ ให้สมทบแขกชวากะลาสี
ข้างฝ่ายพวกเพชรกำพลล้วนคนดี ยกเข้าตีฟาดฟันประจัญบาน
ที่แคล้วคลาดสาตราล้วนกล้าแข็ง ไล่ฟันแทงพวกพหลพลทหาร
อาวุธสั้นฟันฝ่าเป็นหน้ากระดาน แขกชำนาญรำกริชคิดจะแทง
ต่างป้องกันหันเหียนแล้วเปลี่ยนท่า กล้าต่อกล้ารบกันด้วยขันแข็ง
พวกคนธรรพ์ถือวิชาทั้งร่าแรง เข้าต่อแย้งมิได้ย่นทั้งทนคง
ทหารแขกเหลือกำลังจะตั้งมั่น พวกคนธรรพ์ไล่กระจุยเป็นผุยผง
บาทหลวงถอยเข้าค่ายดังใจจง ให้ยกธงหย่าทัพขับนิกร ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลาพฤฒาเฒ่า ให้คนป่าวร้องทหารชาญสมร
จงรอรั้งตั้งพหลพลนิกร เข้านครหยุดยั้งค่อยรั้งรา
เวลานี้เล่าก็ควรจวนจะรุ่ง จะรบพุ่งไม่สนัดขัดนักหนา
พลางต้อนพลเข้าในค่ายชายชลา ให้รักษามั่นไว้ในกำแพง ฯ
๏ ฝ่ายองค์พระมังคลานราราช พร้อมอำมาตย์พลทหารชาญกำแหง
กับท่านครูผู้ประสิทธิ์ฤทธิแรง ทุกตำแหน่งเฝ้ากลาดดาษดา
ปางพระองค์ผู้ดำรงบุรีรัตน์ โองการตรัสการศึกแล้วปรึกษา
ว่าทางบกเราก็มั่นกันพารา แต่ทางท่าชลธีไม่มีใคร
จะกำจัดศัตรูหมู่มิจฉา ขุนเสนาใครจะเห็นเป็นไฉน
ข้างทางเรือขัดสนเป็นจนใจ ออกไม่ได้ยากสุดมันอุดทาง
เพราะไม่มีเรืออ้อมเข้าล้อมหลัง มันจึงตั้งได้ถนัดไม่ขัดขวาง
พระปรึกษานายมูลพวกขุนนาง ไม่เห็นทางขัดสนเป็นจนใจ ฯ
๏ ฝ่ายท่านครูผู้เป็นพราหมณ์นามสุทัต แกรู้ชัดทูลแจ้งแถลงไข
เหมือนพระองค์ทรงสุบินว่าเกิดไฟ จะต้องไปทูลพระองค์พงศ์ประยูร
มาดับเข็ญเห็นจะราบช่วยปราบศึก คงสมนึกขอพระปิ่นบดินทร์สูร
ส่งหนังสือสารภาพไปกราบทูล โดยเค้ามูลงอนง้อขอขมา ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ