สมุดไทยเล่มที่ ๙๙

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ไสยาสน์เหนืออาสน์พรายพรรณ ที่ในสุวรรณพลับพลา
อันหมู่โยธีกระบี่ไพร นั่งยามตามไฟรักษา
จนล่วงปัจฉิมเวลา นํ้าฟ้าตกต้องแผ่นดิน
เสนาะเสียงเรไรจักจั่นแจ้ว สกุณีไก่แก้วก็ตื่นสิ้น
หมู่แมลงผึ้งภู่วู่บิน เชยกลิ่นเสาวรสสุมามาลย์
ดาวเดือนเลื่อนลับอากาศ ภาณุมาศจวนแจ้งแสงฉาน
เสียงประโคมแตรสังข์กังสดาล ผ่านฟ้าก็ตื่นฟื้นกาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงเครื่องเนาวรัตน์จำรัสฉาย
เสด็จจากห้องแก้วแพรวพราย กรายกรออกหมู่โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ งามวิลาสดั่งท้าวโกสีย์
พอได้ยินสำเนียงอสุรี โห่มี่อื้ออึงเป็นโกลา
จึ่งถามน้องท้าวทศกัณฐ์ ใครยกพลขันธ์มาหนักหนา
จะเป็นจักรวรรดิอสุรา หรือว่าอสุราตนใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งแล้วจับยามไป ตามในฤกษ์ผาเพลาวัน
เห็นแจ้งประจักษ์ดั่งทิพเนตร ขององค์อมเรศรังสรรค์
จึ่งทูลน้องพระองค์ทรงสุบรรณ อันทัพขันที่ยกมาวันนี้
มิใช่จักรวรรดิขุนมาร คือท้าวไวยตาลยักษี
เพื่อนอยู่ใต้พื้นปถพี ผ่านบุรีกุรุราชพารา
เป็นสหายของเจ้ามลิวัน รักกันซื่อสัตย์หนักหนา
ตัวมันนั้นมีศักดา ด้วยจักรรัตนาคทาธร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร ภูธรจึ่งมีบัญชาการ
ดูก่อนพญาไวยวงศา จงจัดโยธาทวยหาญ
เราจะยกออกไปรอนราญ ผลาญหมู่อริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดเป็นพยุหกาตัวหาญ ลูกพระกาลเป็นเศียรปักษา
เกยูรมายูรเป็นสองตา ปากบนปิงคลาวานร
ปากล่างขุนนิลปานัน คอนั้นมาลุนทเกสร
ปีกขวาองคตฤทธิรอน ปีกซ้ายวานรชมพูพาน
เท้าซ้ายกระบี่โคมุท เท้าขวาไวยบุตรใจหาญ
กองหลวงเป็นตัวกากาล หางคือหนุมานฤทธิรณ
อันยักษาวานรทั้งหลาย รายกันสลับเป็นเล็บขน
ล้วนถืออาวุธทุกตน ร่านรนลำพองคะนองฮึก
นายไพร่ล้วนมีศักดา แกล้วกล้าห้าวหาญทะยานศึก
ฤทธิแรงแข็งขันพันลึก คั่งคึกเพียบพื้นธาตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
จึ่งชวนพระอนุชาร่วมชีวี จรลีมาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ น้ำทิพย์โปรยปรายดั่งสายฝน จากฝักโกมลหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ สนับเพลาแก้วก้านเชิงงอน
ภูษาต่างสีม่วงตอง เกี้ยวกรองเป็นรูปไกรสร
ชายแครงเครือหงส์อลงกรณ์ ชายไหวอรชรทับทิมพราย
ฉลององค์ทรงประพาสพระกรน้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
ตาบทิศทับทรวงจำหลักลาย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ธำมรงค์เพชรเหลืองเรืองอร่าม แวววามทั้งสิบนิ้วหัตถ์
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจำรัสด้วยโกมิน
ห้อยพวงสุวรรณมาลา ต่างทรงมหาธนูศิลป์
งามดั่งหยาดฟ้าลงมาดิน ลินลาไปขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน สามงอนสูงตระหง่านงามระหง
กำรายแก้วรอบประกอบกง ดุมวงดูวามอร่ามพลอย
บัวลวดบัลลังก์กระจังรัตน์ บุษบกบันสะบัดใบโพธิ์ห้อย
สี่มุขทรงแม้นวิมานลอย แสงยอดสุกย้อยชมพูนุท
เทียมสินธพสี่มีกำลัง สีแดงแสงดั่งดอกกระมุท
เผ่นโจนโผนจรด้วยฤทธิรุทร พระสัตรุดนั่งประณตประนมกร
ขุนรถขับเร็วดั่งลมพัด ธงชายแถวฉัตรประภัสสร
แสงระยับสายระย้าจามร ฆ้องซ้อนขานเสียงสำเนียงกลอง
กงเลื่อนก้องลั่นสนั่นภพ ทหารรบโห่เร้ากึกก้อง
รีบพวกเร่งพลตามหมวดกอง โลดโผนลำพองคะนองมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวไวยตาลยักษา
ยืนรถอยู่กลางโยธา อสุราเหลือบแลแปรไป
เห็นทัพกระบินทร์วานรินทร์ราช ยกมาเกลื่อนกลาดไม่นับได้
สองมนุษย์นั้นทรงรถชัย มาในท่ามกลางโยธี
งามดั่งสุริยันกับจันทร เขจรลงมาแต่ราศี
จึ่งให้ขับรถรัตน์มณี ฝ่าพลอสุรีขึ้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แล้วร้องว่าเหวยสองมนุษย์ เหตุใดทุจริตอิจฉา
โลภล้นเป็นพ้นคณนา ดั่งหนึ่งโจรป่าพนาวัน
คบกันแต่เหล่าไอ้พวกลิง มาปล้นชิงพิภพไอศวรรย์
ของท้าวจักรวรรดิกุมภัณฑ์ ให้ผิดซึ่งธรรม์ประเวณี
ตัวเรานี้เป็นสหาย เพื่อนตายพญายักษี
ทรงนามไวยตาลอสุรี ได้ผ่านธานีบาดาล
บรรดาอสุรภพจบทิศ ไม่มีใครต่อฤทธิ์กำลังหาญ
เรามาหวังว่าจะแจ้งการ พญามารทำผิดด้วยอันใด
ตัวจึ่งอาจองทะนงนัก จะเกรงสุริย์วงศ์ยักษ์ก็หาไม่
ฤทธาอานุภาพสักเพียงใด มิได้กลัวความมรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา เหวยเหวยพญาไวยตาล
เหตุนี้ไม่รู้หรือว่าไร จึ่งอาจใจเจรจาฮึกหาญ
อันท้าวจักรวรรดิขุนมาร ทำการทุจริตให้ผิดธรรม์
ฟังไอ้ไพนาสุริย์วงศ์ ยกพวกจตุรงค์ทัพขัน
ไปจับพิเภกกุมภัณฑ์ จำมั่นใส่ตรุตรึงไว้
ด้วยความอิจฉาองอาจ จะเกรงบาทพระนารายณ์ก็หาไม่
พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร จึ่งใช้เราทั้งสองอนุชา
ยกมาทำการรณรงค์ ล้างโคตรวงศ์ยักษา
เราก็ได้ให้มีสารา เข้าไปเจรจาแต่โดยดี
เพื่อนกลับหยาบช้าท้าทาย ยกพลนิกายยักษี
ออกมาหักโหมโจมตี โคตรวงศ์อสุรีจึ่งบรรลัย
เอ็งมาเจรจาฮึกหาญ จะรู้จักพระกาลก็หาไม่
เศียรเกล้าจะขาดกระเด็นไป ด้วยศรชัยของเราผู้ศักดา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา อสุราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ชิชะเจ้าน้องนารายณ์ ไม่อายเจรจาด้วยโมหันธ์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะหั่นให้ยับทั้งอินทรีย์
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารยักษี
จงเร่งทัพขับพลเข้าโจมตี ฆ่ามนุษย์พี่น้องให้มรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณภพนายกองทัพหน้า
รับสั่งแล้วขับโยธา ดากันเข้าตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธสับสน ต่างตนก็ยิงธนูศร
แทงด้วยเสโลโตมร ฟันฟอนอุตลุดพัลวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาวานรแข็งขัน
แยกทัพออกรับกุมภัณฑ์ ขับกันหนุนเนื่องเข้ามา
บ้างตีบ้างถีบบ้างกัด จับฟัดฉีกแขนฉีกขา
พลมารตายกลาดดาษดา วานรไล่ฆ่าวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณภพรณพาลทหารใหญ่
เห็นพลกุมภัณฑ์บรรลัย กริ้วโกรธดั่งไฟบรรลัยกาล
สองนายกวัดแกว่งคทาวุธ สำแดงฤทธิรุทรกำลังหาญ
ขบฟันโลดโผนโจนทะยาน เข้ารอนราญวานรเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทอสุรผัดแกล้วกล้า
เห็นสองยักษ์ไล่วานรมา โกรธาตาแดงดั่งแสงไฟ
สองนายผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
แกว่งตรีแกว่งกระบองว่องไว เข้าชิงชัยด้วยสองอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองทหารยักษี
รับรองป้องกันประจัญตี ด้วยสองกระบี่ผู้ชัยชาญ
รณภพโจนจับนิลพัท รณพาลอสุรผัดประลองหาญ
สี่นายติดพันประจัญบาน ต่างตนทนทานไม่ลดกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทหารพระนารายณ์รังสรรค์
รบชิดติดตามพัลวัน จับกันกับสองอสุรา
ตีแทงป้องปัดสับสน ต่างตนต่างหาญต่างกล้า
นิลพัทผู้เรืองฤทธา ฆ่ารณภพบรรลัย
อสุรผัดตีต้องรณพาล ล้มลงไม่ทานกำลังได้
สองนายตัดเศียรโยนไป ยังหน้ารถชัยอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
เสียทหารเสียพลโยธี อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
กระทืบบาทเร่งราชรัถา สำเนียงดั่งฟ้าถล่มลั่น
กวัดแกว่งกระบองตาลขบฟัน เข้าไล่โรมรันวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทหารน้องนารายณ์ทรงศร
โลดโผนโจนไปด้วยฤทธิรอน นิลพัทจับงอนรถชัย
ฟาดลงกับพื้นพสุธา รัถาหักยับไม่ทนได้
ราชสีห์สารถีก็บรรลัย อสุรผัดเข้าไล่รอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สังหารผลาญพลยักษี แตกตายไม่มีใครต่อต้าน
ครั้นมาถึงหน้าพญามาร สองทหารเยาะเย้ยไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
ล้มลงกับพื้นพสุธา อสุราฉวยคว้าคทาวุธ
ลุกขึ้นกวัดแกว่งสำแดงหาญ เสียงสะท้านสะเทือนอึงอุด
โกรธาถาโถมโจมยุทธ์ สัประยุทธ์สองทหารชาญฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์จักรกฤษณ์
เห็นอสุราปัจจามิตร รบชิดไล่รุกบุกมา
จึ่งชักพรหมาสตร์พาดสาย งามคล้ายพระนารายณ์เชษฐา
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงสุนีบาต เป็นศรเกลื่อนกลาดไม่นับได้
ต้องเจ้าบาดาลกรุงไกร ปรุไปทั้งกายอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
ต้องศรติดเต็มทั้งอินทรีย์ อัญชุลีร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนสามคาบก็ลูบลง ศรหลุดจากองค์ยักษา
กวัดแกว่งจักรแก้วอันศักดา อสุราก็ขว้างไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต้องพลโยธาพานรินทร์ ตายกลาดดาษดินอกนิษฐ์
โพยมพยับจับแสงพระอาทิตย์ มืดมิดดั่งหนึ่งโลกันต์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ไม่เห็นรังสีรวีวรรณ ให้คิดหวาดหวั่นพรั่นใจ
เอะแล้วจะเหมือนบรรลัยจักร ขุนยักษ์มัดน้องกูไปได้
ก็จับจันทวาทิตย์ศรชัย พาดสายแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ล้างซึ่งจักรแก้วแหลกลาญ สุริย์ฉานแจ่มแจ้งพระเวหา
ต้องอกไวยตาลอสุรา กระเด็นไปชายป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
มิได้ระคายอินทรีย์ แกว่งกระบองไล่ตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งลูกพระกาลชาญสมร
ฉวยชักตรีเพชรฤทธิรอน โถมเข้าต่อกรอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าถีบมือยุดกระบองตาล เผ่นทะยานขึ้นเหยียบเข่าขวา
กลอกกลับจับกันไปมา ต่างหาญต่างกล้าโรมรัน

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไวยตาลฤทธิแรงแข็งขัน
ตีซ้ายป่ายขวาพัลวัน กุมภัณฑ์ไม่คิดชีวี
สองจับสัประยุทธ์กันสับสน ต่างตนไม่ท้อถอยหนี
ต่างปัดต่างป้องต่างตี ถ้อยทีไม่ลดงดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งลูกพระกาลชาญสมร
กวัดแกว่งตรีเพชรฤทธิรอน กระหยับกรล่อเลี้ยวไปมา
โถมถีบไวยตาลซวนไป แล้วโจนจับได้ยักษา
ฟาดลงกับพื้นพระสุธา เสียงสนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
ผู้เดียวเคี่ยวขับต่อตี เพียงหนึ่งชีวีจะวายปราณ
จึ่งคิดว่ามนุษย์วานร ฤทธิรอนองอาจกล้าหาญ
กระนี้หรือสามราชกุมาร ออกมารอนราญมิบรรลัย
แต่พระเป็นเจ้าให้พรกู ยังสู้มือมันมิใคร่ได้
ต้องศรเจ็บชํ้าลำบากใจ ปรุไปทั่วทั้งกายา
มาตรแม้นจะขืนอยู่ราญรอน ต่อกรเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
เสียทีก็จะเสียชีวา จำจะเลิกโยธาไปบุรี
บูชากระบองตาลอันวิเศษ โดยเวทพระอิศวรรังสี
สามวันก็จะเรืองฤทธี ไม่พักราวีลำบากใจ
แต่ชี้ก็จะตายทั้งทัพ จะพักรบพักจับก็หาไม่
คิดแล้วก็เลิกพลไกร กลับไปยังกรุงมลิวัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นไวยตาลกุมภัณฑ์ ยกพวกพลขันธ์เข้าพารา
พอพระสุริยาอัสดง ลดลงลับเหลี่ยมภูผา
จึ่งให้เลิกพหลโยธา คืนไปพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
แต่พระสหายร่วมชีวี ยกพลโยธีออกชิงชัย
อยู่หลังคอยฟังเหตุการณ์ จนสุริย์ฉานเลี้ยวลับเหลี่ยมไศล
ครั้นเหลือบแลเห็นก็ดีใจ ภูวไนยไปจูงพระกรมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ขึ้นนั่งร่วมบัลลังก์อาสน์ พร้อมเสนามาตย์ซ้ายขวา
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษดา อสุรามีราชวาที
พระสหายยกพลไปต่อยุทธ์ ด้วยสองมนุษย์กระบี่ศรี
ยังมีชัยในการต่อตี หรือเสียท่วงทีแก่มัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลรังสรรค์
จึ่งเล่าความซึ่งได้โรมรัน มนุษย์นั้นฤทธิไกรมหึมา
ชำนาญในการศรสาตร์ องอาจเรี่ยวแรงแข็งกล้า
ทั้งวานรทหารโยธา ล้วนมีศักดาว่องไว
ถึงมาตรจะเคี่ยวขับกับมัน จะหมายชนะนั้นไม่ได้
ขอลาพระสหายกลับไป ยังพิชัยกุรุราชบาดาล
ตั้งพิธีชุบคทาวุธ ให้ฤทธิรุทรไม่มีใครต่อต้าน
ตามพรพระอิศวรทรงญาณ กำหนดการแต่ในสามวัน
พระสหายจงแต่งไปขัดทัพ ประจัญกรรอนรับไว้ให้มั่น
เสร็จแล้วจะกลับมาโรมรัน ฆ่ามันให้สิ้นทั้งโยธา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ได้ฟังยินดีปรีดา ตบหัตถ์สรวลร่าสำราญใจ
ทีนี้อันพวกปัจจามิตร จะสิ้นชีวิตหาเหลือไม่
ขอเชิญพระสหายผู้ฤทธิไกร เร่งไปทำกิจพิธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
สั่งเสร็จเสด็จจรลี มาขึ้นรถมณีอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งให้ยกพลกุมภัณฑ์ ออกจากมลิวันราชฐาน
ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร ไปยังบาดาลเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงตั้งโรงพิธีอำไพ ในหน้าพระลานรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวุทธิกาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กะเกณฑ์ทุกเจ้าพนักงาน ทหารพลเรือนซ้ายขวา
ให้ตั้งโรงพิธีอันโอฬาร์ ยังที่ในหน้าพระลานชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานน้อยใหญ่
เรียกหาบ่าวไพร่วุ่นไป เร่งให้จัดการเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บ้างไปขนไม้ขนจาก บ้างฟันบ้างลากอึงมี่
ขุดหลุมยกเสาขึ้นทันที ตามที่ตำแหน่งแบ่งปัน
สามสิบสามห้องมีเฉลียง ราชวัติฉัตรเรียงสลับคั่น
เพดานดาดขาวพรายพรรณ ห้อยพวงสุวรรณมาลา
พื้นล่างลาดพรมสุจหนี่ ตั้งทั้งบายศรีซ้ายขวา
เทียนเงินเทียนทองรจนา เสร็จตามบัญชาพระยายักษ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลผู้ทรงสิทธิศักดิ์
เสด็จจากห้องแก้ววิไลลักษณ์ บ่ายพักตร์มาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ละอองชลกลั้วกลิ่นหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ ภูษาขาวสะอ้านสะอาดตา
ทรงสะพัดรัดโกปินำ เฉียงสายธุหรํ่าเหนืออังสา
จุณเจิมเฉลิมพักตรา มุ่นชฎาห่อเกล้าเมาลี
สวมประคำแล้วจับกระบองตาล อาการดั่งเทพฤๅษี
ครั้นได้ศุภฤกษ์สวัสดี ก็เข้าโรงพิธีอำไพ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเอากระบองตาลปักลง ตรงหน้าโรงพิธีใหญ่
บูชาธูปเทียนดอกไม้ โหมไฟเถกิงกาลา
ขึ้นนั่งยังปลายกระบองตาล มัสการพระอิศวรนาถา
สมาธิสำรวมวิญญาณ์ หลับตาร่ายเวทตบะกรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ครั้นพระสหายร่วมชีวัน ยกพวกพลขันธ์ไปธานี
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งเพตรายักษี
ตัวท่านผู้เรืองฤทธี ทั้งปรีชาชาญว่องไว
จงยกพลไกรไปขัดทัพ ตั้งรับข้าศึกไว้ให้ได้
กว่าพระสหายผู้ร่วมใจ ไปทำพิธีกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เพตราทหารยักษา
รับสั่งพระองค์ทรงนครา ชุลีลาแล้วรีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดพวกทหารชำนาญศึก ลํ่าสันพันลึกชาญสมร
หกเหล่าล้วนมีฤทธิรอน กรแกว่งอาวุธเป็นโกลี
แล้วแต่งตัวสอดเครื่องสงคราม สง่างามดั่งพระยาราชสีห์
ขัดคทาอันเรืองฤทธี อสุรีมาขึ้นคชาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ช้างเอยช้างศึก ห้าวฮึกร้ายแรงคำแหงหาญ
สองตาแดงดั่งเพลิงกาล สูงตระหง่านเงื้อมเขาสัตภัณฑ์
สี่เท้าถีบฉัดลำพอง โกญจนาทผาดร้องแผ่นดินลั่น
สองงางามงอนเสมอกัน ปรบหูเรียกมันกระหึ่มฮึก
ใจกล้าแกล้วหาญในการรบ ผูกครบล้วนเครื่องสำหรับศึก
ได้ยินเสียงโห่สนั่นครั่นครึก แล่นสะอึกโจมจ้วงทะลวงแทง
อันหมู่โยธาล้วนสามารถ ถือสาตราวุธกวัดแกว่ง
ล้วนขันหักศึกกลางแปลง เร่งรีบขับแข่งกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาน้อยใหญ่
ตั้งเป็นทัพขันมั่นไว้ ตามในเนินแนวพนาดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
เสด็จเหนือบัลลังก์อลงกรณ์ ท่ามกลางวานรเสนา
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป โดยในตำแหน่งพร้อมหน้า
สง่างามดั่งอมรินทรา ออกหมู่โยธาเทวัญ
ปรึกษาซึ่งจะล้างปัจจามิตร อันหยาบช้าทุจริตโมหันธ์
พอได้ยินสำเนียงกุมภัณฑ์ โห่สนั่นกึกก้องโกลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกยักษี
อันทัพซึ่งยกออกมานี้ ไวยตาลอสุรีหรือผู้ใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็จับยามไปตามเวลา
เห็นแจ้งแล้วถวายบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์นาถา
อันทัพซึ่งยกออกมา มิใช่อสุราไวยตาล
ตัวมันเลิกทัพกลับไป ยังพิชัยกุรุราชฐาน
ตั้งกรรมทำกิจพิธีการ จะชุบกระบองตาลให้เรืองฤทธิ์
แม้นครบกำหนดสามราตรี ตามพรพระศุลีประกาศิต
ฆ่ามันไม่สิ้นชีวิต กระบองนี้มีพิษเกรียงไกร
จะเอาตนชี้ใครก็ใครตาย ชี้ปลายก็เป็นขึ้นมาได้
องค์ท้าวจักรวรรดิตรัสใช้ ให้ทหารอันชื่อเพตรา
ยกพวกนิกรกุมภัณฑ์ มาขัดทัพรับมั่นไว้ท่า
ขอให้องคตผู้ศักดา ยกไปเข่นฆ่าขุนมาร
อันลูกพระกาลเทเวศ ฤทธิ์เดชสามารถอาจหาญ
ไปทำลายกิจพิธีการ ยังพิชัยบาดาลธานี
แล้วจึ่งคิดอ่านราญรอน ชิงคทาธรยักษี
อาวุธคู่ใจมันไม่มี อสุรีก็จะม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพญากุมภัณฑ์ ทรงธรรม์มีราชบัญชา
ดูก่อนโอรสพาลี ท่านผู้ฤทธีแกล้วกล้า
จงยกพหลโยธา ไปสังหารอสุราสาธารณ์
ฝ่ายนิลพัทจงรีบไป ยังพิชัยกุรุราชฐาน
ทำลายพิธีไวยตาล ผลาญมันให้สิ้นชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทหารผู้ชาญชัยศรี
ก้มเกล้ารับราชวาที นิลพัทขุนกระบี่จึ่งทูลไป
จะขออสุรผัดไปด้วย จะได้ช่วยคิดการแก้ไข
เป็นสองตนผ่อนปรนเอาชัย มิให้เคืองใต้บาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา สั่งลูกพญาหนุมาน
ตัวท่านผู้มีฤทธิรงค์ จงลงไปช่วยหักหาญ
ทำลายพิธียังบาดาล ด้วยลูกพระกาลเทวัญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุรผัดฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งถวายบังคมคัล สามนายพากันออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายว่าองคตก็จัดพล เลือกล้วนฤทธิรณแกล้วกล้า
สิบสี่สมุทรคณนา ถือสาตราวุธครบกร
สามนายสอดเครื่องสำหรับศึก สำแดงเดชพันลึกดั่งไกรสร
ต่างตนต่างแยกกันรีบจร ไปโดยภูธรบัญชาการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ องคตมาถึงสนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทวยหาญ
ตั้งลงชายป่าริมธาร ดูทีขุนมารจะราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เพตราสิทธิศักดิ์ยักษี
ยืนช้างอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
ทำอำนาจผาดเสียงเกรียงไกร ไสช้างขึ้นไปตรงหน้า
แล้วร้องประกาศด้วยวาจา เหวยเหวยลิงป่าพนาดร
มึงนี้ชื่อใดไอ้เดียรัจฉาน จึ่งฮึกฮักอวดหาญว่าชาญสมร
ยกพลโยธาวานร ออกมาราญรอนราวี
ด้วยกูผู้ทหารชาญฉกรรจ์ ของเจ้ามลิวันบุรีศรี
ชื่อว่าเพตราอสุรี ฤทธีประเสริฐเลิศนัก
สามภพเลื่องชื่อลือหาญ ปานดั่งขุนพลพญาจักร
ไอ้สู่รู้มาสู้มือยักษ์ ไม่ทันพักก็จะสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังวาจากุมภัณฑ์ ตบมือเย้ยหยันแล้วตอบไป
เหวยอ้ายทรลักษณ์ยักษา อหังการ์เย่อหยิ่งหยาบใหญ่
ตัวกูผู้มีฤทธิไกร หลานไทเทเวศอมรินทร์
ชื่อพญาอินทรนุภาพเรืองเดช อุปราชนคเรศขีดขิน
เลื่องชื่อลือหาญสะท้านดิน เคี่ยวฆ่าอสุรินทร์เสียนับพัน
แต่โลหิตติดชุ่มอยู่กับกร ดั่งสาครหว่างอัศกรรณคั่น
พวกมึงดั่งหนึ่งแมลงวัน ไม่ทันพริบตาจะบรรลัย
ถึงท้าวจักรวรรดิยักษา ก็ไม่ต่อศักดาด้วยกูได้
สี่เศียรจะขาดปลิวไป ด้วยพระขรรค์ชัยเล่มนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุรเพตรายักษี
ได้ฟังวานรพาที โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกาล
กวัดแกว่งกระบองร้องตวาด เหม่เหม่ไอ้ชาติเดียรัจฉาน
เจรจาหยาบช้าสามานย์ กูจะสังหารให้มรณา
ว่าแล้วร้องสั่งไปทันที เหวยเหวยอสุรีทัพหน้า
เร่งเข้าราวีตีประดา ฆ่าไอ้ลิงป่าพนาดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่พลมารชาญสมร
ต่างตนสำแดงฤทธิรอน เข้าตีทัพวานรวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างฟันบ้างแทงแย้งยุทธ์ ลางเหล่าก็จุดปืนใหญ่
โห่ฮึกสะอึกชิงชัย นายไพร่หนุนเนื่องกันเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรทัพหน้า
รับกรรอนราญอสุรา ตีหุ้มเข้ามาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปากกัดตีนถีบมือตบ หลีกหลบว่องไวดั่งจักรผัน
ฉวยชิงอาวุธแทงฟัน กุมภัณฑ์ตายกลาดสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เพตราฤทธิไกรใจหาญ
เห็นวานรไล่ฆ่าพลมาร แตกพ่านล้มตายไม่สมประดี
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แผดเสียงสนั่นอึงมี่
กรายขอไสช้างเข้าทันที ไล่พวกกระบี่กลางพล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โก่งหางกางหูชูงวง ไล่ทะลวงโจมแทงสับสน
สี่เท้าถีบกัดอลวน วานรแตกย่นลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตฤทธิไกรใจกล้า
แลเห็นอสุรเพตรา ขับคชาไล่แทงวานร
กริ้วโกรธพิโรธกระทืบบาท ทำอำนาจดั่งราชไกรสร
โลดโผนโจนทะยานเข้าราญรอน ขึ้นเหยียบงากุญชรด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มือขวาฉวยคว้าเอาต้นคาง กระชากง้างหักคอหัตถี
ล้มลงสุดสิ้นชีวี ด้วยกำลังกระบี่ผู้ชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เพตราฤทธิไกรใจหาญ
กระเด็นไปจากคอคชาธาร ขุนมารผุดลุกขึ้นยืนยัน
กรหนึ่งกวัดแกว่งคทาวุธ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินลั่น
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ทะยานเข้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา มือคว้าฉวยคอกระบี่ศรี
กลอกกลับจับกันในที ต่างแทงต่างตีวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หลานท้าวมัฆวานทหารใหญ่
หลบหลีกเคล่าคล่องว่องไว โลดไล่โจมจับพัลวัน
เผ่นโผนโจนขึ้นเหยียบบ่า กรหนึ่งเงื้อง่าพระขรรค์
กวัดแกว่งพิฆาตฟาดฟัน กุมภัณฑ์สุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งล้างขุนมาร หลานท้าวมัฆวานเรืองศรี
ตัดเอาเศียรเกล้าอสุรี แล้วเลิกโยธีกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทอสุรผัดแกล้วกล้า
ชำแรกแทรกพื้นพสุธา มาถึงพิภพบาดาล
มีกำแพงแลงล้อมป้อมเมือง อร่ามเรืองด้วยแก้วมุกดาหาร
พากันหยุดอยู่นอกทวาร ก็โอมอ่านพระเวทอันเพริศพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เดชะด้วยวิทยามนต์ ทั้งตนแลเงาก็สูญหาย
ผู้ใดมิได้เห็นกาย สองนายก็เดินเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แลเห็นโรงราชพิธี กว้างขวางยาวรีสูงใหญ่
ตั้งอยู่หน้าพระลานชัย แสงไฟเรืองโรจน์โชติฟ้า
องค์ท้าวไวยตาลชาญฤทธิ์ สำรวมจิตร่ายเวทคาถา
บนยอดตาลกลางกองกาลา อสุราเอาเพศเป็นโยคี
นิลพิทจึ่งกล่าวพจมาน แก่หลานพระพายเรืองศรี
ว่าน้องสมเด็จพระจักรี ให้เรานี้มาล้างพิธีกรรม์
แล้วคิดการสังหารอสุรินทร์ ให้สิ้นชีวาอาสัญ
ครั้นจะฆ่าที่ในเมืองมัน เกียรตินั้นจะไม่ปรากฏไป
จะทำแต่ให้เสียวิทยา แล้วจะขึ้นไปท่าที่ทางใหญ่
ลวงให้รู้ทั่วทุกแดนไตร จึ่งจะฆ่าให้ม้วยชีวี
ว่าแล้วก็ตบมือเย้ย เหวยเหวยไวยตาลเรืองศรี
กูคือพระกาลชาญฤทธี จะมาเอาชีวีไอ้สาธารณ์
ว่าพลางผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศานต์
อสุรผัดถีบตบกระบองตาล ลูกพระกาลตามตีอสุรา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
ตกลงเจ็บปวดทั้งกายา อสุราผุดลุกขึ้นทันที
แลเห็นกระบี่ฤทธิรอน กับวานรกายเป็นยักษี
ติดตามลงมาราวี อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
โผนเข้าฉวยชักกระบองตาล ขุนมารกวัดแกว่งดั่งจักรผัน
ถาโถมโรมรุกบุกบัน ตีรันอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนายผู้เป็นทหารใหญ่
อสุรผัดถอยรับด้วยว่องไว นิลพัทไล่ตีตามมา
ต่างหนีต่างไล่พัลวัน ผลัดกันเยาะเย้ยยักษา
ครั้นแล้วสองนายผู้ศักดา ก็มาจากบาดาลธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงต้นทางช่องแคบ เข้าแอบแทบเชิงคีรีศรี
ในสุมทุมพุ่มป่าพนาลี ใกล้ทางอสุรีเคยจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลชาญสมร
ครั้นไพรีหนีจากพระนคร ภูธรคิดแค้นแน่นใจ
ชิชะไอ้สองเดียรัจฉาน มาล้างการพิธีกูเสียได้
นี่หากมันหนีขึ้นไป หาไม่จะม้วยชีวัน
ตรึกพลางทางสั่งเสนา อย่าช้าเร่งเตรียมพลขันธ์
จะยกไปแก้แค้นแทนมัน ให้ทันแต่ในเวลานี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร จากอาสน์หน้าพระลานชัยศรี
ขึ้นปราสาทรัตน์มณี ตรงไปยังที่ข้างใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เวรำเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็รีบไปจัดพลโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์กระบวนพยุหรณรงค์ สี่หมู่อาจองแกล้วกล้า
ขุนมารขึ้นขี่อาชา ถือทวนเงื้อง่าลำพองกาย
ขุนรถล้วนขี่รถศึก ถือธนูอวดฮึกประลองสาย
ขุนช้างขี่ช้างซับมันร้าย ถือของ้าวกรายกระหยับฟัน
ขุนพลจัดพวกพลากร เลือกล้วนฤทธิรอนแข็งขัน
แต่ละตนฮึกหาญชาญฉกรรจ์ กรนั้นกุมสรรพอาวุธ
กวัดแกว่งดั่งแสงเพลิงพราย ไพร่นายแน่นนันต์นับสมุทร
ต่างต่างประกวดอวดยุทธ์ อุตลุดเอิกเกริกเป็นโกลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
ครั้นเสร็จที่จัดโยธา เสด็จมาโสรจสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สนานกายสายสินธุ์สุหร่ายรัตน์ เย็นหยัดเฟื่องฟุ้งหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ กลิ่นรสซาบซ่านขจายจร
สนับเพลาเชิงกรองช่องกระจก ภูษายกรูปราชไกรสร
ชายไหวชายแครงกระหนกงอน เกราะเกล็ดมังกรประดับพลอย
ตาบทิศทับทรวงสังวาลศึก รัดองค์แก้วผลึกเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดจำหลักลอย ธำมรงค์เพชรพลอยอลงการ
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้ทัด กรรเจียกจรเนาวรัตน์ฉายฉาน
พระหัตถ์นั้นจับกระบองตาล ทะยานมาขึ้นรถอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยรถทรง กำกงเนาวรัตน์ประภัสสร
สูงระหงทรงงามสามงอน แปรกรูปมังกรกระหนกพัน
ลดชั้นบัลลังก์กระจังรัตน์ รายสัตว์ครุฑสิงห์สลับคั่น
บุษบกแม้นพิมานเทวัญ ยอดบันแก้วทาบทวยทอง
เทียมสีหราชร้อยคู่เคียง โลทันผาดเสียงสำเนียงก้อง
เครื่องสูงไสวปี่กลอง แตรฆ้องซ้องขานอึงอล
เสียงพลโห่เร้าฉาวฉ่า เสียงช้างเสียงม้ากุลาหล
ชำแรกแทรกพื้นสุธาดล เร่งหมู่พวกพลรีบจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสองทหารชาญสมร
เห็นท้าวไวยตาลฤทธิรอน ยกพวกนิกรขึ้นมา
นิลพัทจึ่งกล่าวพจมาน แก่หลานพระพายใจกล้า
เราจะแปลงเป็นอสุรา เหมือนชาวลงกากรุงไกร
ใส่กลล่อลวงกุมภัณฑ์ มิให้มันมีความสงสัย
เจ้าจงสะกดรอยตามไป แม้นเห็นเราได้ต่อตี
จงเข้าช่วยหักหาญราญรอน ล้างเหล่านิกรยักษี
สังหารไวยตาลอสุรี ให้มีเกียรติไว้ในโลกา
ว่าแล้วก็อ่านพระเวท แปลงเพศเป็นรูปยักษา
อสุรผัดผู้มีปรีชา ก็ร่ายมนต์บังตาพลากร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นเสร็จจึ่งลูกพระกาล เดินผ่านจากเนินสิงขร
นั่งอยู่ริมทางพนาดร ทำทุกข์ร้อนหิวหอบบอบนัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไวยตาลผู้มีสิทธิศักดิ์
ขับรถมาเห็นอสูรยักษ์ จึ่งบัญชาทักถามไป
ไยมึงมานั่งอยู่ที่นี่ ท่วงทีอาการดั่งป่วยไข้
เลื่อยล้าเจ็บปวดประการใด เอ็งมากองไหนอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทผู้เป็นยักษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ข้านี้เป็นชาวลงกา
พิเภกเกณฑ์เข้าตาทัพ มากับวานรกองหน้า
มันใช้สอยโบยตีทุกเวลา ทรมาซูบผอมตรอมใจ
ทั้งอาหารการกินก็ขัดสน สุดที่จะทนอยู่ได้
จึ่งหนีมาหวังพึ่งภูวไนย ด้วยใจจงรักภักดี
ได้พบก็เป็นบุญลาภ จะขอทูลให้ทราบบทศรี
บัดนี้พระพรตภูมี ใช้กระบี่นิลพัทชัยชาญ
กับอสุรผัดลงไป ยังพิชัยกุรุราชราชฐาน
ทำลายล้างกิจพิธีการ ให้ผ่านฟ้าเสียเวทวิทยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ