สมุดไทยเล่มที่ ๖๖

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
ครั้นเสียการกิจพิธี อสุรีสลดระทดใจ
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นจิต ดั่งปืนพิษเสียบทรวงไม่ถอนได้
พระหัตถ์อุ้มองค์อรไท เหาะไปนิเวศน์อสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงก็เข้าในปราสาท อันโอภาสจำรัสพระเวหา
วางองค์อัครราชกัลยา เหนือแท่นรัตนารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ พระกรก่ายพักตร์ยักษี
นิ่งนึกตรึกไปด้วยไพรี ทวีทุกข์รุมรึงตะลึงกาย
ให้อัดอั้นตันใจเจ็บจิต ดั่งปืนพิษติดทรวงไม่รู้หาย
ด้วยเสียรักสุดแค้นแสนอาย ตรีโลกทั้งหลายจะไยไพ
แต่นอนนิ่งกลิ้งกลับกับเขนย จะสรงเสวยโภชนาก็หาไม่
จนสิ้นแสงสุริโยอโณทัย ภูวไนยไม่ออกเสนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลซ้ายขวา
ครั้นเห็นพญาอสุรา นอนก่ายพักตราจาบัลย์
มิได้เข้าที่สรงเสวย ไม่ชมเชยปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
พระจริตผิดไปกว่าทุกวัน นางกำนัลตระหนกตกใจ
พนักงานของใครก็เข้ามา ตรวจตราเตรียมเครื่องน้อยใหญ่
นั่งเฟี้ยมเฝ้าอยู่จะคอยใช้ ด้วยกลัวภัยพญาอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ยักษาคั่งแค้นแสนทวี แสนเทวษในที่ไสยา
ไสยาสน์กรก่ายพักตร์ถวิล เทวษด้วยไพรินมาเข่นฆ่า
เข่นเคี่ยวล้างวงศ์อสุรา อสุรีมรณามากมาย
มากหมดม้ารถคชสาร คชสีห์ทวยหาญทั้งหลาย
ทั้งเหล่าพระเวทอันเพริศพราย เพริศพร้อมหมายชนะไพริน
ไพรีได้ไอ้พิเภกไว้ พิเภกเล่าสาวไส้ออกให้สิ้น
ให้เสียสูญสุริย์วงศ์พรหมินทร์ พรหเมศก็จะสิ้นทั้งลงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ โอ้อนิจจาพิเภกเอ๋ย กระไรเลยไม่คิดถึงวงศา
เสียแรงร่วมท้องกันมา ควรหรือนับว่าผู้อื่นดี
แต่คิดคิดก็แสนสุดคิด กลุ้มจิตร้อนใจดั่งไฟจี่
ไม่สนิทนิทราในราตรี จนรวีส่องฟ้าสุธาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งคิดได้ว่าองค์พระสหาย เพื่อนตายร่วมชีพสังขาร
ชื่อสัทธาสูรขุนมาร ผ่านกรุงอัสดงค์พารา
ทรงอานุภาพเกรียงไกร ปราบได้ทั่วทศทิศา
กับวิรุญจำบังนัดดา เป็นบุตรพญาทูษณ์อสุรินทร์
วิทยาประเสริฐเลิศชาย กำบังกายหายตัวก็ได้สิ้น
อานุภาพปราบได้ทั้งแดนดิน ถึงอินทร์พรหมก็เกรงฤทธิ์นัก
จะหามาปรึกษาการณรงค์ ให้สององค์ยกพลออกไปหัก
ฆ่ามนุษย์พี่น้องรามลักษมณ์ กับวานรปรปักษ์ให้บรรลัย
คิดแล้วสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพักตร์ผ่องดั่งแขไข
เสด็จจากห้องแก้วแววไว ออกไปยังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่อสุรกุมภัณฑ์ อภิวันท์เกลื่อนกลาดดาษดา
จี่งมีพระราชบรรหาร สั่งมโหทรมารยักษา
ให้แต่งพระราชสารา ไปมหาอัสดงค์ธานี
เชิญสัทธาสูรสหายรัก มาคิดฆ่ารามลักษมณ์กระบี่ศรี
หาทั้งนัดดาร่วมชีวี มีนามวิรุญจำบัง
อันเรืองฤทธาศักดาเดช เชี่ยวชาญพระเวทอาคมขลัง
ทรงทั้งมหากำลัง ยังกรุงจารึกนครา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งให้อาลักษณ์เขียนสาร ลงในลานทองฉายฉัน
เสร็จใส่กล่องแก้วแพรวพรรณ ปิดตราสำคัญอสุรี
แล้วจึ่งสั่งให้เสนา ชื่อว่านนทจิตรยักษี
ไปยังอัสดงค์ธานี โดยมีพระราชบัญชาการ
ให้นนทไพรีรีบไป กรุงไกรจารึกราชฐาน
หาวิรุญจำบังขุนมาร เป็นการร้อนเร่งให้รีบมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองอสูรยักษา
รับสารรับสั่งเสนา เผ่นขึ้นอาชารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ฝ่ายนนทจิตรขุนมาร ขับม้าทะยานเป็นย่างใหญ่
ก็ถึงอัสดงค์เวียงชัย ตรงเข้ายังในธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งลงจากสินธพชาติ อสุราชูราชสารศรี
ไปหาเสนาธิบดี ยังที่ลูกขุนณศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ แจ้งว่าลงกาพระนคร เกิดศึกราญรอนกันหนักหนา
พระจอมภพมีราชสารา ใช้ข้ามาเฝ้าพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ได้แจ้งแห่งข้อราชการ ก็พากันลนลานเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงซึ่งมีตำแหน่งเฝ้า ต่างตนน้อมเกล้าบังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร อันครองพิชัยลงกา
มีพระบัญชาประกาศิต ให้นนทจิตรยักษา
จำทูลพระราชสารา มาเฝ้าเบื้องบาทาพระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
แต่ออกนามพระสหายก็ยินดี ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
จึ่งมีพระราชบรรหาร โองการประภาษปราศรัย
พระสหายรักร่วมฤทัย อันผ่านโภไคสวรรยา
ยังค่อยจำเริญในสมบัติ พูนสวัสดิ์บรมสุขา
ทั้งราชสุริย์วงศ์ในลงกา เสนาไพร่ฟ้าประชาชี
ปราศจากโรคันอันตราย พร้อมมูลสบายเกษมศรี
ฝนฟ้าตกตามฤดูดี หรือมีเภทพาลประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทจิตรผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพระบัญชา
อันกรุงลงการาชฐาน เกิดการเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
ไม่มีความสุขทุกเวลา แจ้งมาในลักษณ์ทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาอัสดงค์ใจหาญ
กราบลงกับเบื้องบทมาลย์ ก็เปิดกล่องคลี่อ่านไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ราชสารองค์ท้าวสิบพักตร์ ปิ่นปักลงกาบุรีศรี
อวยพรสุนทรสวัสดี จำเริญราชไมตรีมีมา
ยังองค์พระบรมสหาย อันเลิศชายร่วมชีพสังขาร์
ผู้ผ่านอัสดงค์พารา เป็นมหาจรรโลงเลิศไกร
บัดนี้ลงกามงกุฎภพ เกิดการราญรบเป็นศึกใหญ่
ด้วยมนุษย์ลักษมณ์รามอาจใจ ได้พวกโยธาวานร
คณนาเจ็บสิบเจ็ดสมุทร ล้วนเรืองฤทธิรุทรดั่งไกรสร
จองถนนข้ามมหาสาคร มาราญรอนเคี่ยวฆ่าติดพัน
จนสิ้นจตุรงค์ทวยหาญ สุริย์วงศ์พงศ์มารที่แข็งขัน
ไม่มีใครจะช่วยโรมรัน พวกมันฮึกฮักอหังการ์
ขอเชิญพระสหายร่วมชีวิต มาช่วยคิดรณรงค์เข่นฆ่า
ให้เป็นเกียรติเลื่องชื่อลือชา ตราบสิ้นดินฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
แจ้งสารดาลเดือดดั่งอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ผลุดลุกขึ้นจากบัลลังก์อาสน์ กระทืบบาทเพียงพื้นแผ่นดินลั่น
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมงวัน ฤทธิ์มันจะมีสักเพียงใด
กูจะหั่นมิให้แค้นคอกา บรรดาที่มาในทัพใหญ่
แต่นาทีเดียวไม่ยากใจ ให้สมน้ำหน้าไอ้สาธารณ์
ว่าแล้วตรัสสั่งแก่ขุนพล ให้จัดพหลทวยหาญ
กูจะไปช่วยคิดราชการ ยังสถานลงกาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทกาสูรยักษี
รับสั่งถวายอัญชุลี ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่จตุรงค์ทะนงศึก เลือกล้วนห้าวฮึกแข็งขัน
พลช้างพื้นชาติฉัททันต์ ซับมันตัวกล้างางอน
ควาญหมอถือขอเงื้อง่า เริงร่าเหี้ยมหาญชาญสมร
หมู่ม้าพื้นพวกอัสดร ลำพองฤทธิรอนร้ายแรง
ผู้ขี่ควบขับเป็นกระบวน ถือทวนกรีดกรายกวัดแกว่ง
เหล่ารถล้วนหุ้มทองแดง จำหลักลายเครือแย่งพรายพรรณ
เทียมด้วยเสือสิงห์ไกรสร พาจรรวดเร็วดั่งจักรผัน
สารถีล้วนถือเกาทัณฑ์ ยืนยันเริงร่านในการยุทธ์
พลเท้าเลือกล้วนตัวดี ครบตามบาญชีสิบสมุทร
กรกุมเครื่องสรรพอาวุธ เตรียมกันอุตลุดเป็นโกลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาโสรจสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ วารีโปรยปรายเป็นสายฝน ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลารายดวงโกมิน ภูษารูปกินรีรำ
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์พื้นตองเขียวขำ
ทับทรวงสังวาลบุษราคัม ประจำยามตาบทิศกุดั่นดวง
ทองกรพาหุรัดประดับเพชร ธำมรงค์เรือนเก็จรุ้งร่วง
มงกุฎแก้วเจียระไนดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
แล้วขัดคทาเพชรรัตน์ พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
ดั่งท้าวเวสสุวัณฤทธิรอน กรายกรขึ้นรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยรถศึก แลพิลึกล้วนดวงมุกดาหาร
กงสนั่นลั่นฟ้าสุธาธาร เพียงพิมานพรหเมศในโสฬส
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนช้อย บัลลังก์ลอยเลื่อมแสงมรกต
บุษบกทรงฉลวยชวยชด ลายขดเครือแก้วกระหนกบัน
เทียมด้วยพญาไกรสร สารถีขับจรดั่งจักรผัน
มยุรฉัตรพัดโบกทานตะวัน กรรภิรุมย์ธงชัยไสวฟ้า
ปี่กลองฆ้องขานประสานเสียง สำเนียงครึกครั่นสนั่นป่า
พลมารขานโห่เป็นโกลา รีบเร่งโยธาดำเนินจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ บัดนั้น ฝ่ายนนทไพรีชาญสมร
ครั้นถึงจารึกพระนคร ก็ลงจากอัสดรตัวดี
พอพระนัดดาชาญฉกรรจ์ ออกพวกพลขันธ์ยักษี
ก็เข้าไปก่อนหมู่อสุรี ยังที่พระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ น้อมเกล้าประณตบทบงสุ์ องค์วิรุญจำบังยักษา
ทูลว่าเกิดศึกในลงกา รบพุ่งเคี่ยวฆ่ามาช้านาน
จนสิ้นสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ม้ารถคชกรรม์ทวยหาญ
พระองค์มงกุฎเมืองมาร ผ่านฟ้าเดือดร้อนพระทัยนัก
ไม่มีใครต่างใจต่างตา ที่จะยกโยธาออกโหมหัก
จึ่งใช้นนทจิตรขุนยักษ์ ให้ถือศุภลักษณ์อักษรไป
ถึงพระสหายร่วมชีวี ยังบุรีอัสดงค์กรุงใหญ่
ให้ข้ามาเชิญภูวไนย เสด็จไปพิชัยลงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
ฟังนนทไพรีอสุรา โกรธาดั่งไฟบรรลัยกาล
ฉิฉะมนุษย์กับเหล่าลิง เย่อหยิ่งฮึกฮักอวดหาญ
ไม่เกรงเดชสุริย์วงศ์พรหมาน กูจะผลาญให้สิ้นทั้งทัพชัย
ว่าแล้วมีราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
เร่งเกณฑ์กองทัพอาชาไนย ให้ได้สิบสมุทรคณนา
แล้วผูกทั้งนิลพาหุ อันร้ายดุฤทธิแรงแข็งกล้า
กูจะไปช่วยองค์พระบิตุลา เข่นฆ่าอริราชไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทสูรยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์กระบวนล้วนหมู่ม้ารบ เลือกพื้นสินธพตัวกล้า
เหล่าหนึ่งสีดำดั่งกา ผูกเครื่องรจนาดาวทอง
ผู้ขี่เสื้อดำหมวกดำ ถือทวนกรายรำเคล่าคล่อง
หมู่หนึ่งสีแดงทั้งกอง ลำพองเริงร่านชาญฉกรรจ์
ผู้ขี่เสื้อแดงหมวกแดง ถือหอกกวัดแกว่งผัดผัน
กองหนึ่งพื้นพวกสีจันทร์ เหียนหันเผ่นโผนโจนทะยาน
นายขี่เสื้อหมวกโหมดทอง ถือปืนเมียงมองสำแดงหาญ
กองหนึ่งพื้นสีสำลาน[1] ผู้ขี่ถือขวานเป็นอาวุธ
ล้วนใส่เสื้อหมวกสีชมพู สี่หมู่เป็นพลสิบสมุทร
ผูกนิลพาหุฤทธิรุทร เตรียมกันอุตลุดเป็นโกลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
ครั้นรุ่งรางสางแสงสุริยา เสด็จมาสระสรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สนานองค์ทรงสุคนธวาริน หอมตลบอบกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน อุทุมพรภูษาท้องพัน
ชายแครงชายไหวไหวระยับ ฉลององค์ประดับทับทิมคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ ทองกรกุดั่นพาหุรัด
สอดใส่ธำมรงค์มรกต ครบหมดทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจำรัสกุณฑลพราย
แล้วขัดวชิราคทาวุธ กุมหอกฤทธิรุทรฉานฉาย
เสด็จจากแท่นสุวรรณพรรณราย กรายหัตถ์มาขึ้นอัสดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ม้าเอยม้าศึก โผนทะยานหาญฮึกดั่งไกรสร
ชาติเชื้อพลาหกฤทธิรอน สีดำอรชรทั้งกาย
ผูกเครื่องกุดั่นประดับพลอย สองหูพู่ห้อยเฉิดฉาย
เริงร่าดั่งม้าพระพาย หยาบคายฉกรรจ์พันลึก
ฝีเท้าเข้าออกไวว่อง เคล่าคล่องชำนาญในการศึก
แต่ได้ยินเสียงพลโห่ฮึก เผ่นสะอึกถึงราชศัตรู
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายเป็นคู่คู่
ปี่ฆ้องขานกลองมลายู ธงชัยนำหมู่ขนัดพล
เสียงเท้าสินธพสะเทือนลั่น ทหารโห่สนั่นกุลาหล
ผงคลีมืดกลุ้มโพยมบน ขับแข่งรีบร้นกันไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงทวีปลงกา มรคามาร่วมทางใหญ่
พบทัพอัสดงค์กรุงไกร ออกจากชายไพรพนาวัน
จึ่งให้รีบพหลโยธี เสนาพาชีแข็งขัน
สองทัพเดินโดยอันดับกัน โห่สนั่นไปตามมรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
ครั้นถึงพระนครลงกา จึ่งให้หยุดโยธาพลากร
ตั้งเป็นสองทัพคับคั่ง ยั้งไว้แต่นอกเมืองก่อน
แทบเชิงกำแพงพระนคร ซับซ้อนล้วนหมู่โยธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษี
ลงจากสินธพพาชี ไปถวายอัญชุลีพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรใจหาญ
สถิตเหนือรถแก้วสุรกานต์ เห็นหลานพระสหายเสด็จมา
รูปทรงคล้ายองค์ทศพักตร์ พญายักษ์แสนโสมนัสสา
สองกษัตริย์ปราศรัยด้วยปรีดา แล้วพากันเข้ายังธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษี
เสด็จเหนือแท่นแก้วรูจี ในที่ท่ามกลางกุมภัณฑ์
แลเห็นพระสหายสัทธาสูร กับวิรุญจำบังหลานขวัญ
สององค์ผู้ร่วมชีวัน เสด็จมาด้วยกันก็ปรีดา
ดั่งใครเอานํ้าสุรามฤต มารดทรวงดวงจิตยักษา
ลงจากอาสน์แก้วแววฟ้า เสด็จมารับสองขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จูงกรพระสหายขึ้นร่วมอาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉาน
ภายใต้เศวตฉัตรสุรกานต์ ทั้งพระหลานนั่งเป็นอันดับกัน
สามกษัตริย์ถ้อยทีถ้อยคำรพ นอบนบด้วยใจเกษมสันต์
ผิวพักตร์ผ่องแผ้วดั่งดวงจันทร์ กุมภัณฑ์ปราศรัยกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
จึ่งมีสุนทรวาจา ถามเจ้าลงกากรุงไกร
อันศึกที่ยกมานี้ ฤทธีของมันเป็นไฉน
โยธากล้าหาญประการใด จึ่งมาทำได้ไม่เกรงกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังพระสหายร่วมชีวัน กุมภัณฑ์จึ่งกล่าววาจา
อันข้าศึกศักดาวรารุทร ทั้งสองมนุษย์กับลิงป่า
ราญรอนต่อกรด้วยกันมา แพ้พวกอสุราก็หลายที
โดยฤทธิ์ความคิดพอสู้ได้ จนใจด้วยพิเภกยักษี
มันไปเป็นไส้ไพรี ทั้งนี้จึ่งลำบากยากใจ
ถึงจะคิดกลศึกที่ลึกลํ้า มันแก้ไขแนะนำบอกให้
สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์จึ่งบรรลัย ยับไปเพราะไอ้ทรลักษณ์
ตัวข้าครั้งนี้นี่ขัดสน เหมือนเวียนวนอยู่ใกล้คมจักร
จึ่งให้ไปเชิญสหายรัก ผู้ทรงสิทธิศักดิ์เสด็จมา
หวังว่าจะเอาพระเดช เป็นฉัตรแก้วกั้นเกศยักษา
ทั่วทั้งพระนครลงกา ช่วยคิดเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี ดั่งหนึ่งอัคคีมาจ่อใจ
ดูดู๋พิเภกทรยศ คิดคดต่อพี่ก็เป็นได้
แกล้งผลาญพงศ์พันธุ์ให้บรรลัย ไอ้จังไรชั่วช้าอาธรรม์
ไม่เสียดายสุริย์วงศ์พรหเมศ อันเรืองเดชแผ่ทั่วสรวงสวรรค์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะไว้ชีวันอย่าพึงคิด
จะฆ่าเสียทั้งมนุษย์วานร ให้ศรสูบกินโลหิต
จนสิ้นพวกพาลปัจจามิตร ที่มันอวดฤทธิ์ว่าตัวดี
พระสหายอย่าร้อนรนใจ ทำไมกับมนุษย์ทั้งสองศรี
ไว้นักงานข้าจะราวี ให้เป็นภัสม์ธุลีแหลกลาญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ฟังพระสหายบัญชาการ พญามารแสนโสมนัสนัก
จึ่งว่าแก่วิรุญจำบัง เจ้าผู้ทรงกำลังสิทธิศักดิ์
อันซึ่งสงครามรามลักษมณ์ ก็แจ้งประจักษ์อยู่กับใจ
พระสหายนี้รับจะรอนราญ ฝ่ายหลานจะคิดเป็นไฉน
จะออกไปด้วยช่วยชิงชัย หรือจะว่ากระไรนะนัดดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
ได้ฟังสมเด็จพระบิตุลา อสุราสนองพระวาที
อันสงครามครั้งนี้ก็เห็นหนัก ด้วยรามลักษมณ์พี่น้องสองศรี
ยิ่งด้วยศรสิทธิ์ราวี ทั้งพลกระบี่ก็มีฤทธิ์
อันหมู่พระญาติสุริย์วงศ์ รบพุ่งอาจองทะนงจิต
ไม่อุบายถ่ายเทด้วยความคิด จึ่งแพ้ปัจจามิตรทุกสิ่งไป
ครั้งนี้ออกไปราญรอน หลานหาทำการเช่นก่อนนั้นไม่
จะบังกายหายทั้งมโนมัย ถือหอกเข้าไล่ราวี
แทงเสียให้สิ้นทั้งกองทัพ ทำไมกับมนุษย์กระบี่ศรี
พระองค์ผู้ทรงธรณี อย่าเคืองใต้ธุลีบาทา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ได้ฟังพระราชนัดดา ดั่งอมฤตฟ้ามายาใจ
ลูบหลังแล้วมีประกาศิต เจ้าผู้ทรงฤทธิ์แผ่นดินไหว
ปรีชาเคล่าคล่องว่องไว ทำได้ดั่งนี้ประเสริฐนัก
แม้นเสร็จสงครามในลงกา บิตุลาจะให้ผ่านอาณาจักร
สืบในสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ เป็นหลักโลกาธาตรี
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งมโหทรมารยักษี
จงแต่งโภชนาสาลี อันมีเอมโอชโอชา
ทั้งเครื่องชัยบานมาถวาย พระสหายผู้ร่วมสังขาร์
กับองค์พระราชนัดดา เลี้ยงพลโยธากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาคนขยัน
รับสั่งองค์ท้าวทศกัณฐ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งนายเวรให้หมายบอก วิเสทในนอกซ้ายขวา
ตามมีพระราชบัญชา ขององค์พญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทสาวศรี
แจ้งหมายจ่ายของเป็นโกลี มาทำตามที่พนักงาน
บ้างคั่วแกงพะแนงทอดมัน ครบครันสำเร็จทั้งของหวาน
จัดแจงแต่งใส่เครื่องอาน เทียบทานแต่ล้วนโอชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ชมตลาด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางพระกำนัลซ้ายขวา
ยุพเยาว์เสาวภาคย์จำเริญตา แน่งน้อยโสภาวิลาวัณย์
บ้างแต่งตัวประกวดอวดโฉม ประโลมรักน่าชมภิรมย์ขวัญ
หวีหัวกันไรใส่น้ำมัน ผัดพักตร์เพียงจันทร์ไม่ราคี
สีขี้ผึ้งวาดกรายพรายพริ้ม จิ้มลิ้มโอษฐ์เอี่ยมทุกสาวศรี
นุ่งห่มต่างต่างอย่างดี ท่วงทีมารยาทสะอาดตา
พร้อมทั้งสิบสองกำนัลใน จัดไว้โดยซ้ายฝ่ายขวา
ยกเครื่องเนื่องเป็นอันดับมา ถวายองค์พญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
จึ่งเชิญพระสหายร่วมชีวัน กับหลานขวัญเสวยสำราญใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลน้อยใหญ่
ล้วนทรงโฉมเลิศลักษณ์อำไพ เข้ามาหมอบใช้อยู่งาน
ลางนางก็รินสุรา ใส่จอกรัตนามุกดาหาร
ถวายสามองค์พญามาร กราบกรานโบกปัดพัดวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เซ่นเหล้า

พระทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ครวญขับ ร้องรับฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่
โหยหวนโอดพันไปในที จับปี่สีซอนี่นัน
รำมะนาท้าทับสลับเสียง สำเนียงดั่งหนึ่งเพลงสวรรค์
ฉิ่งกรับขับขานประสานกัน เสนาะสนั่นเป็นที่ภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

ปะวะหลิ่ม

๏ ฝ่ายนางระบำก็กรายกร ฟายฟ้อนร่ายรำทำท่า
แทรกเปลี่ยนวงเวียนไปมา เคล้าคลอรอหน้าพญายักษ์
แล้วรำร่อนอ้อนแอ้นกรีดกราย ย้ายเป็นนารายณ์ขว้างจักร
ชม้ายชายเนตรนงลักษณ์ ใส่จริตค้อนควักเป็นที
แล้วยกบาทนาดหัตถ์พร้อมกัน ผินผันเมียงม่ายชายหนี
งามเพียงนางเทพกินรี เป็นที่จำเริญนัยนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
กับวิรุญจำบังอสุรา เสวยพลางทัศนาระบำบัน
กล้องแกล้งแน่งน้อยทุกนารี[2] สูงศรีเพียงอัปสรสวรรค์
ทั้งนํ้าเสียงสำเนียงโอดพัน ซาบกรรณเสนาะจับใจ
ให้เพลิดเพลินจำเริญในรสรัก พญายักษ์ครวญคิดพิศมัย
ยิ่งดูยิ่งเคลิ้มสติไป ที่ในรูปทรงกัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทนอกซ้ายขวา
เสร็จแต่งเครื่องเลี้ยงโยธา ก็หาบหามเข้ามาตามกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ตั้งไว้ที่หน้าพระลาน ทั้งเป็ดห่านควายปิ้งกระทิงหัน
ช้างพล่าช้างแกงช้างทอดมัน เหล้ากลั่นใส่ตุ่มเต็มไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลทหารน้อยใหญ่
ซึ่งมาแต่สองกรุงไกร นายไพร่ชื่นชมยินดี
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าล้อมกิน เทรินสุราอึงมี่
ขึ้นเสียงเถียงกันเป็นโกลี พาทีอวดฮึกทุกตน
บ้างลุกขึ้นโลดเต้นเล่นหน้า ไขว่คว้าวิเสทสับสน
ลางพวกกินมากก็รากท้น นั่งบ่นพึมพำเพ้อไป
บ้างร้องลำนำรำซุย กรายกรุยฉุยฉายส่ายไหล่
ตบมือเฮฮาสำราญใจ นายไพร่เกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เซ่นเหล้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
กับพระสหายร่วมชีวี หลานรักผู้มีศักดา
เสร็จเสวยโภชนากระยาหาร ต่างสำราญแสนโสมนัสสา
สามกษัตริย์ปราศรัยกันไปมา จนเวลาล่วงเข้ายามปลาย
จึ่งพากันเข้ายังปราสาท อันโอภาสชัชวาลฉานฉาย
เสด็จเหนือแท่นที่สุพรรณพราย เอนกายไสยาในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
ครั้นพลบค่ำยํ่าแสงพระรวี รัศมีเลี้ยวลับยุคุนธร
แสงจันทร์แจ่มฟ้าอากาศ โอภาสจำรัสประภัสสร
ประดับด้วยดวงดารากร อัมพรหมดเมฆไม่ราคิน
นํ้าค้างพร้อยพรมมาลี สกุณีสงัดเสียงสิ้น
พระพายชายพัดรวยริน พากลิ่นเกสรขจรมา
หอมหวนตลบอบอาย พระนารายณ์แสนโสมนัสสา
พออุทัยเรื่อรองส่องฟ้า สกุณาร่อนร้องหากัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งสระสรงทรงเครื่องเทเวศ งามดั่งพรหเมศรังสรรค์
เสด็จจากห้องแก้วแพรวพรรณ ออกสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่โยธาพลากร วานรทั้งสองบุรีศรี
หมอบเฝ้าอภิวันท์อัญชุลี จึ่งมีพระราชโองการ
ดูก่อนพิเภกกุมภัณฑ์ วานนี้ทศกัณฐ์ใจหาญ
เสียกิจพิธีพรหมาน มันจักคิดอ่านประการใด
พรุ่งนี้จะยกโยธา ออกมาต่อกรหรือไฉน
หรือจะคิดเป็นกลอุบายไป ที่ในชั้นเชิงอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี ชุลีกรจับยามตามเวลา
ทั้งอัศกาลตรีเนตร ก็แจ้งโดยสังเกตยักษา
สว่างดั่งทิพย์นัยนา อสุราจึ่งกราบทูลไป
ในยามนั้นว่าพรุ่งนี้ จะได้ต่อตีเป็นศึกใหญ่
กับทัพอัสดงค์กรุงไกร เป็นสหายร่วมใจทศพักตร์
ชื่อสัทธาสูรยักษา ฤทธาปราบได้ทั้งไตรจักร
กับวิรุญจำบังขุนยักษ์ ลูกรักพญาทูษณ์อสุรี
ครองกรุงจารึกเขตขัณฑ์ นัดดาทศกัณฐ์ยักษี
ทั้งสองยกพลโยธี มาถึงธานีลงกา
อันสัทธาสูรฤทธิรงค์ สัจธรรม์มั่นคงหนักหนา
ได้เวทบรมพรหมา แม้นว่าจะเข้าชิงชัย
ร้องขออาวุธในสวรรค์ เทวัญก็โยนลงมาให้
ฝ่ายวิรุญจำบังก็เกรียงไกร หายตัวไปได้ทั้งพาชี
ขอเชิญเสด็จภูวนาถ ยกหมู่พยุหบาตรกระบี่ศรี
ออกไปตั้งรับดูที จะได้คิดราวีกุมกัณฑ์ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
ได้ฟังน้องท้าวทศกัณฐ์ ทรงธรรม์จึ่งมีโองการ
ตรัสสั่งลูกพระทินกร จงเตรียมวานรทวยหาญ
เราจะยกออกไปรอนราญ ผลาญสองอสูรพาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิไกรใจกล้า
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ถวายบังคมลาแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ จัดกระบี่เป็นกระบวนพยุหบาตร เลือกล้วนองอาจดั่งไกรสร
อันสิบแปดมงกุฎฤทธิรอน คุมพลวานรสิบแปดกอง
ตั้งเป็นอันดับคับคั่ง ทัพหน้าทัพหลังเป็นทิวท่อง
ทัพหนุนทัพขันทัพรอง เสือป่าแมวมองครบครัน
แต่ละหมู่ล้วนมีฤทธิรณ อาจปล้นเมืองแมนแดนสวรรค์
โดยเสด็จพระองค์ทรงสุบรรณ มาผลาญกุมกัณฑ์พาลา
พื้นถือหอกดาบโตมร ธนูศรทวนง้าวเงื้อง่า
กวัดแกว่งสำแดงเดชา ดั่งว่าจะพลิกธรณี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นแสงทองส่องฟ้าธาตรี สกุณีเร้าเร่งพระสุริยัน
นางชะนีเรื่อยร้องส่งเสียง สำเนียงไก่แก้วประกาศขัน
ภุมรินบินร่อนเวียนวัน เชยซาบบุษบันเบิกบาน
พระพายพัดเอาเกสร ขจายจรกลิ่นเกลี้ยงหอมหวาน
เป็นละอองต้ององค์พระอวตาร ดั่งทิพย์สุมาลย์ชโลมทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ฟื้นองค์จากที่ไสยาสน์ ชวนพระนุชนาถขนิษฐา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สุหร่ายแก้วคู่ท้าวโกสีย์สรง วารีปรายลงดั่งฝอยฝน
ทรงสุคันธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนทิพมาศสุพรรณพราย
ต่างทรงสนับเพลาเครือครุฑ เชิงงอนแกมบุษย์ฉานฉาย
พระเชษฐาผ้าทิพย์ลอยลาย เป็นกินนรกรกรายกรีดรำ
พระอนุชาภูษาพื้นตอง เครือทองก้านเกี่ยวเขียวขำ
ชายไหวรายบุษราคัม ชายแครงแก้วประจำดวงลอย
ต่างทรงฉลององค์สังเวียนหยัก ตาบทิศจำหลักเฟื่องห้อย
ทับทรวงสังวาลประดับพลอย พาหุรัดรักร้อยทองกร
ทรงมหาธำมรงค์มงกุฎแก้ว กรรเจียกจรเพชรแพร้วแล้วจับศร
ดูงามดั่งสุริยันกับจันทร บทจรตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน กำกงสุรกานต์อลงกต
แอกงามสามงอนอ่อนชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังราย
ระเบียบสิงห์รูปสัตว์ขนัดครุฑ เทพบุตรชั้นบนบัวหงาย
เรือนเก็จเสากาบกระหนกกลาย ฉลุลายเครือลวดผอวดลอย
บุษบกลายบันสุบรรณบิน ทวยแก้วรูปกินรินห้อย
พันยอดแสงระยับประดับพลอย สุกย้อยสูงเยี่ยมโพยมบน
เทียมด้วยอัสดรเทวัญ แผดร้องเหียนหันโกลาหล
น้องนารายณ์ผู้เรืองฤทธิรณ เฝ้าบาทยุคลประคองเคียง
มาตุลีขับแล่นดั่งลมพัด กงผัดดุมผันสนั่นเสียง
เครื่องสูงชุมสายรายเรียง สำเนียงฆ้องกลองประโคมโครมครึก
ทวยหาญขานโห่สามหน หมู่พลลำพองคะนองศึก
ดินสะเทือนเลื่อนลั่นพันลึก คึกคึกรีบแข่งกันไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นมาถึงที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งที่ครุฑนามเกรียงไกร มั่นไว้คอยทัพอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
จึ่งบังคมคัลอัญชุลี ทูลพระจักรีสี่กร
อันท้าวสัทธาสูรกุมภัณฑ์ เพื่อนนั้นห้าวหาญชาญสมร
ด้วยบรมพรหเมศฤทธิรอน อวยพรพระเวทประสิทธิ์ไว้
ถึงเทวัญก็เกรงขุนยักษ์ จะให้มาใกล้นักนั้นไม่ได้
อันหมู่โยธีกระบี่ไพร จะบรรลัยด้วยฤทธิ์อสุรา
ขอให้คำแหงหนุมาน ไปคิดการล่อลวงยักษา
รวบเอาอาวุธในเมฆา อย่าให้ตกลงมาราวี
น่าที่จะโกรธเทเวศ แคลงมนต์พรหเมศเรืองศรี
อสุราก็จะตายในวันนี้ ด้วยมือกระบี่ผู้ชัยชาญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกขุนมาร ผ่านฟ้าจึ่งมีบัญชา
สั่งลูกพระพายเทวบุตร ท่านผู้ฤทธิรุทรแกล้วกล้า
จงไปล่อลวงอสุรา ฆ่าเสียให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี ยอกรชุลีแล้วทูลไป
อันทัพสัทธาสูรซึ่งยกมา โยธาเพียบพื้นแผ่นดินไหว
แต่ข้าผู้เดียวจะชิงชัย ถ่ายเทเห็นไม่ทันการ
จะขอองคตหลานอินทร์ กับกระบินทร์ห้าร้อยทวยหาญ
ไปด้วยจะได้ช่วยรอนราญ ผ่านฟ้าจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ฟังลูกพระพายเทวา จึ่งมีบัญชาตรัสไป
ซึ่งจะเอาองคตไปด้วย ช่วยกันคิดการแก้ไข
กับโยธาห้าร้อยที่ว่องไว ก็ตามแต่ใจของวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตหนุมานชาญสมร
ถวายบังคมลาพระสี่กร พากันบทจรออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จัดกระบี่ห้าร้อยฤทธิรณ แต่ละตนเรี่ยวแรงแข็งกล้า
ทั้งดำดินเดินได้ในเมฆา พร้อมแล้วก็พากันรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงแนวเนินคีรี วิถีที่ร่วมทางใหญ่
จึ่งให้หยุดโยธีกระบี่ไพร อยู่ใต้ต้นไทรพร้อมกัน
หนุมานจึ่งว่าแก่น้องชาย บัดนี้พระนารายณ์รังสรรค์
ใช้เรามาล้างกุมภัณฑ์ จำจะคิดผ่อนผันให้ได้การ
อันท้าวสัทธาสูรขุนยักษ์ เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วหาญ
ครั้นจะเข้าจู่โจมโรมราญ เห็นการจะไม่สมจินดา
ตัวเจ้าจงพาวานร เหาะซ่อนอยู่ในเวหา
คอยฟังสำเนียงอสุรา ร้องเรียกเทวาขึ้นไป
บรรดาเทเวศทั้งหกชั้น กลัวมันก็จะโยนอาวุธให้
ตัวเจ้ากับหมู่พลไกร ช่วยกันรวบไว้ด้วยฤทธี
อย่าให้ตกถึงแผ่นดิน เมื่อใดได้ยินเสียงพี่
จึ่งทิ้งลงกลางพลอสุรี แล้วมาช่วยราวีกุมกัณฑ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตฤทธิแรงแข็งขัน
รับคำหนุมานชาญฉกรรจ์ ก็พาพลทั้งนั้นเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แอบเมฆอยู่ในโพยมหน ใครจะเห็นสักตนก็หาไม่
คอยฟังวาจาสัญญาไว้ มิได้ประมาทวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นองคตกับหมู่โยธา ขึ้นยังเมฆาก็ยินดี
จึ่งยอกรถวายอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถเรืองศรี
หลับเนตรสำรวมอินทรีย์ ขุนกระบี่ร่ายเวทแปลงกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ก็กลับเป็นลิงป่าพนาดร ประหลาดกว่าวานรทั้งหลาย
โลดโผนโจนเล่นตามสบาย ปีนป่ายร่ายไม้ไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ