สมุดไทยเล่มที่ ๔๐

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์นาถา
เสด็จเหนือสุวรรณพลับพลา กับพระอนุชาวิลาวัณย์
ได้ยินสำเนียงกัมปนาท พสุธาอากาศไหวหวั่น
โพยมพยับอับแสงสุริยัน คลุ้มควันมืดฟ้าธาตรี
จึงตรัสว่าดูกรเจ้าลักษมณ์ น้องรักผู้ร่วมชีวิตพี่
เป็นเหตุไฉนดั่งนี้ เสียงมี่อื้ออึงคะนึงมา
หรือวานรไปจองถนน ได้ประจญประจัญด้วยยักษา
จงไปดูให้รู้ประจักษ์ตา จะว่าเหตุผลประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงริมฝั่งพระสมุทร น้องพระจักรภุชทรงศร
แลเห็นหนุมานเข้าราญรอน ต่อกรนิลพัทเสนี
พญาสุครีพเข้าอยู่กลาง กั้นกางห้ามสองกระบี่ศรี
ผลักไสอื้ออึงเป็นโกลี จึ่งมีพจนารถถามไป
ดูกรลูกพระสุริย์ฉาย วานรสองนายนี้ไฉน
จึ่งเข้าสัประยุทธ์ชิงชัย ไม่เกรงอาญาพระสี่กร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพชาญสมร
ทั้งหนุมานฤทธิรอน นิลพัทพานรชาญฉกรรจ์
ครั้นเห็นน้องพระนารายณ์ สามนายตกใจตัวสั่น
นั่งลงถวายบังคมคัล ลูกพระสุริยันก็ทูลไป
เดิมข้าให้สองวานร คุมพลนิกรน้อยใหญ่
ขนศิลาถมท้องสมุทรไท ต่างอวดฤทธิไกรอหังการ์
จึ่งได้วิวาทกันทั้งนี้ จนถึงราวีเข่นฆ่า
กลัวจะเคืองใต้เบื้องบาทา วิ่งมาห้ามไว้ก็ไม่ทัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังลูกพระสุริยัน ก็พาสามนายนั้นเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ถึงหน้าพลับพลาที่เฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลพระหริวงศ์ทรงชัย ตามในเหตุผลแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังคั่งแค้นแน่นอุรา โกรธาดั่งไฟบรรลัยกาล
ผุดลุกขึ้นยืนกระทืบบาท แล้วมีพระราชบรรหาร
ดูดู๋นิลพัทหนุมาน สาธารณ์องอาจอหังการ์
กูใช้ให้ไปจองถนน เหตุใดต่างตนอวดกล้า
ไม่เกรงพระราชอาชญา เคี่ยวฆ่ากันเป็นโกลี
แม้นว่าสงครามไม่ติดพัน กูจะบั่นเศียรเกล้าเกศี
เลียบไว้ริมฝั่งชลธี ให้สาที่มึงชะเลยใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังบัญชาภูวไนย ตกใจเพียงสิ้นชีวี
ต่างตนน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
มิได้สนองพระวาที สองกระบี่กรานก้มพักตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์นาถา
นิ่งนึกตรึกไปด้วยปรีชา ผ่านฟ้าแน่นอกตันใจ
จึ่งตรัสแก่ลูกพระทินกร อันสองวานรทหารใหญ่
ต่างถือว่ามีฤทธิไกร จะให้ชิงชัยกับหมู่มาร
เมื่อมันไม่อดลดกัน ดึงดันแต่โดยกำลังหาญ
จะทำให้เสียราชการ เพราะไอ้สาธารณ์ทั้งสองนี้
ครั้นว่าจะลงอาชญา ล้างชีวาเสียก็ใช่ที่
จะคิดผ่อนผันฉันใดดี จึ่งจะไม่เสียทีเสียการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉาน
น้อมเศียรกราบทูลพระอวตาร อันสองทหารชาญชัย
ดั่งช้างสารกล้าบ้ามัน จะไว้โรงเดียวกันนั้นไม่ได้
เครื่องจะเคืองบาทพระภูวไนย ด้วยใจองอาจอหังการ์
อันกรุงชมพูแลขีดขิน ท้าวชมพูบดินทร์อยู่รักษา
ผู้เดียวทั้งสองนครา เห็นจะพะว้าพะวังใจ
ขอให้นิลพัทพานร รั้งนครขีดขินเห็นพอได้
แต่วายุบุตรวุฒิไกร เอาไว้ใต้เบื้องบทมาลย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังสุครีพปรีชาชาญ ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งมีวาจาอันสุนทร ดูกรพญากระบี่ศรี
มิเสียแรงเป็นน้องพาลี ทั้งมีปรีชาว่องไว
ตรัสพลางพลางเปลื้องเครื่องต้น กุณฑลสังวาลประทานให้
แก่ลูกพระอาทิตย์ฤทธิไกร เสร็จแล้วภูวไนยก็บัญชา
เหวยลูกพระกาลชาญณรงค์ เอ็งนี้อาจองแกล้วกล้า
จงไปรั้งขีดขินพารา อย่าให้มีเหตุเภทพาล
เดือนหนึ่งจงเก็บผลาผล มาส่งพวกพลทวยหาญ
แม้นขาดมิได้ราชการ กูจะผลาญให้ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังบรรหารพระทรงธรรม์ บังคมคัลสนองพระวาจา
โทษข้าถึงสิ้นชีวิต พระทรงฤทธิ์โปรดเกล้าเกศา
พระคุณเป็นพ้นคณนา ใหญ่ยิ่งแผ่นฟ้าธาตรี
จะขออยู่ใต้บาทบงสุ์ ทำการณรงค์กับยักษี
หนักไหนจะออกต่อตี ไปกว่าชีวีจะบรรลัย
แต่เฝ้ากราบทูลอ้อนวอน ภูธรจะโปรดก็หาไม่
สุดคิดจนจิตจนใจ บังคมไหว้แล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งกบินทร์นิลนนท์ พวกพลวานรพร้อมหน้า
ต่างตนต่างฟายน้ำตา โศการักกันพันทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ค่อยคลายอาดูรพูนเทวษ จึ่งสำแดงเดชกระบี่ศรี
เหาะไปขีดขินบุรี ด้วยกำลังฤทธีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระจักรแก้วสุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นนิลพัทฤทธิรอน บทจรไปจากพลับพลา
จึ่งตรัสแก่ศรีหนุมาน เหวยไอ้สาธารณ์ใจกล้า
กูนี้จัดสรรโยธา ที่มีศักดาว่องไว
อันขุนกบินทร์นิลพัท ก็จัดเอาเป็นทหารใหญ่
จะได้เป็นคู่มือคู่ใจ เหตุใดจึ่งไม่ประนอมกัน
ตัวเอ็งอิจฉาสาธารณ์ ทำการหยาบช้าโมหันธ์
หากแกล้งจะกำจัดมัน จากที่สุวรรณพลับพลา
พอใจจะทำแต่ผู้เดียว ขับเคี่ยวสงครามด้วยยักษา
ทีนี้ก็สมดั่งจินดา ที่อหังการ์ว่าตัวดี
จงเร่งรีบไปจองถนน จะได้ข้ามพลกระบี่ศรี
แม้นช้ากว่าเจ็ดราตรี กูจะผลาญชีวีให้วายปราณ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ทูลสนองบทมาลย์ด้วยปรีชา
อันตัวของข้านี้โทษผิด ถึงสิ้นชีวิตสังขาร์
ซึ่งพระองค์ทรงพระเมตตา ไม่ล้างชีวาให้บรรลัย
พระคุณลํ้าล้นพ้นนัก หนักกว่าดินฟ้าไม่เปรียบได้
จะขอรับจองถนนไป ให้ถึงฟากฝั่งชลธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายชามพูวราชกระบี่ศรี
ก้มเกล้ากราบทูลด้วยภักดี ข้านี้ได้แจ้งกิจจา
ว่านิลราชวานร ผู้มีฤทธิรอนแกล้วกล้า
ไปหยอกพระมหาสิทธา มีนามชื่อว่าคาวินท์
ลักเอาไม้เท้าของเธอไป ซ่อนไว้ในท่ากระแสสินธุ์
จับได้ก็สาปขุนกบินทร์ ว่าพานรินทร์ตัวนี้
จะเอาสิ่งใดทิ้งน้ำลง ให้คงจมอยู่กับที่
อย่าลอยขึ้นหลังนที แม้นพระจักรีสี่กร
จะข้ามไปลงกาปราบมาร ใช้พวกทวยหาญชาญสมร
จองถนนข้ามมหาสาคร วานรนั้นขนภูเขามา
ให้ขุนกระบี่นี้ผู้เดียว ขับเคี่ยวรับก้อนภูผา
จึ่งจะสิ้นสาปพระสิทธา ผ่านฟ้าจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
ฟังชามพูวราชเสนี จึ่งมีบัญชาถามไป
ดูกรนิลราชชาญฉกรรจ์ ยังจริงดั่งนั้นหรือไฉน
เรานี้ฉงนสนเท่ห์ใจ จงบอกให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลราชฤทธิไกรใจกล้า
ชุลีกรสนองพระบัญชา ตัวข้าต้องสาปพระมุนี
ช้านานถึงพันปีแล้ว พระจักรแก้วจงโปรดเกศี
จะขอไปถมนที กับหลานพาลีชาญฉกรรจ์
ทูลแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระนารายณ์รังสรรค์
สุครีพลูกพระสุริยัน ก็พาสองนายนั้นรีบจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงริมฝั่งชลธาร แต่ศรีหนุมานชาญสมร
จึ่งพาพลทั้งสองพระนคร ไปยังสิงขรหิมวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ หยุดอยู่แทบเชิงคีรี จึ่งสั่งโยธีซ้ายขวา
ให้เข้าง้างขนศิลา แต่บรรดามาจงครบกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่วานรพลขันธ์
ต่างตนวิ่งวุ่นพัลวัน ยืนยันเข้าหักคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างหาบบ้างแบกทุกตัวลิง ช่วงชิงถุ้งเถียงกันอึงมี่
โห่ร้องก้องกึกเป็นโกลี กระบี่เต้นโลดไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เข้าช้อนเอาเขาหิมวา ด้วยกำลังศักดาเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ได้แล้วก็พาพลากร โยธาวานรทวยหาญ
ออกจากภูเขาหิมพานต์ ไปยังชลธารด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งทะเลวน จึ่งสั่งพวกพลพร้อมหน้า
ให้วางซึ่งกัอนศิลา กองไว้ริมท่าสมุทรไท ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
บ้างทิ้งบ้างทุ่มเนื่องไป ลงไว้ริมฝั่งสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนิลราชชาญสมร
ผู้เดียวสำแดงฤทธิรอน ขนก้อนภูผาทิ้งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ศิลาจมเรียบระเบียบกัน เป็นแถวแนวคันถนนใหญ่
อันหมู่โยธีกระบี่ไพร โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองคอยเหตุยักษี
ซึ่งลาดเลียบริมฝั่งนที เห็นพวกกระบี่อึงอล
หาบขนเอาก้อนศิลา มาทอดลงคงคาดั่งห่าฝน
ตรงข้ามฟากฝั่งชเลวน เป็นถนนปริ่มนํ้าขึ้นรำไร
จึ่งอสุรีทั้งสี่นาย ตกใจวุ่นวายไม่อยู่ได้
ก็พากันรีบเข้าไป ยังพิชัยลงกาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล ท้าวราพนาสูรยักษี
บัดนี้พระรามจักรี ให้กระบี่ขนเอาศิลามา
ทุ่มทิ้งในสมุทรเป็นถนน อึงอลเร่งรัดกันหนักหนา
ยังอีกสักแปดพันวา จะถึงซึ่งท่าชลธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ได้ฟังสารัณแจ้งการ พญามารนิ่งนึกตรึกตรา
ชิชะมนุษย์นี้สามารถ องอาจจองถนนด้วยภูผา
แม้นข้ามมาได้ถึงลงกา ไพร่ฟ้าจะร้อนทั้งเวียงชัย
จำจะให้ฝูงปลาในสาชล ล้างถนนศิลาเสียให้ได้
เห็นว่าข้าศึกจะจนใจ คิดแล้วสั่งไปทันที
มโหทรผู้มีฤทธิรงค์ จงลงไปในวารีศรี
หาสุพรรณมัจฉาเทวี เชิญลูกกูนี้ให้ขึ้นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนียักษา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาแล้วแหวกน้ำไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่อยู่เยาวมาลย์ ในกลางชลธารสมุทรใหญ่
บอกว่าบิตุรงค์ทรงชัย ให้ข้ามาเชิญนางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
ได้แจ้งแห่งคำเสนี ก็รีบจรลีขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
ท่ามกลางอนงค์กัลยา คอยฟังบัญชากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์
เห็นพระธิดาวิลาวัณย์ ดั่งได้ชั้นฟ้าสุราลัย
จึ่งว่าดูกรลูกรัก ดวงจักษุพ่อพิสมัย
บัดนี้มนุษย์อาจใจ ยกพวกพลไกรวานร
มาตั้งริมท่าวารี ให้กระบี่ไปขนสิงขร
ถมลงในท้องสาคร จะข้ามมาราญรอนกับบิดา
เจ้าช่วยระงับดับเข็ญ ให้เย็นทั่วญาติวงศา
จงสั่งบริวารฝูงปลา ให้คาบศิลานั้นไป
ทิ้งเสียในอ่าวชเลวน อย่าให้เป็นถนนขึ้นได้
พ่อจะรางวัลอรไท สิ่งใดมิให้อนาทร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมัจฉาดวงสมร
ได้ฟังสมเด็จพระบิดร ชุลีกรรับราชบัญชา
แต่การเพียงนี้ไม่หนักนัก ลูกรักจะขออาสา
มิให้เคืองใต้เบื้องบาทา พระบิดาค่อยอยู่สวัสดี
ว่าแล้วถวายอภิวาทน์ แทบบาทพญายักษี
ยุรยาตรนาดกรจรลี ไปยังที่อยู่อรไท ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งท้องชลธาร จึ่งสั่งบริวารน้อยใหญ่
ให้คาบขนก้อนศิลาไป ทิ้งเสียในอ่าวคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งฝูงบริวารมัจฉา
ได้ฟังนางสั่งก็เกลื่อนมา คาบขนศิลาเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โล้

๏ ว่ายแหวกแถกถาอลวน สับสนอุตลุดอึงมี่
เป็นระลอกกระฉอกชลธี ทิ้งเสียที่ในชเลลึก
อันก้อนมหาสิงขร วานรขนมาไม่รู้ตรึก
ฝูงปลาคาบไปคึกคึก กระบี่โห่ฮึกทิ้งมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
แลเห็นซึ่งก้อนศิลา เบาตาประหลาดหายไป
แต่พินิจพิศเพ่งเป็นครู่ ดูดูแล้วคิดสงสัย
จึ่งว่าแก่หนุมานชาญชัย น้านี้หลากใจพ้นคิด
ไฉนศิลาที่ถมลง จึ่งสูญไปไม่คงอยู่ติด
แต่ขนมาทั่วสานุทิศ อักนิษฐ์ทุ่มทิ้งลงไป
เห็นเปลี่ยนเปลี่ยนอยู่หลังคงคา ปริ่มปริ่มขึ้นมาแล้วไปไหน
เหตุนี้จะเป็นประการใด ทำไฉนจะแจ้งในสาคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ได้ฟังสุครีพฤทธิรอน ประนมกรแล้วตอบวาจา
หลานนี้ก็สงสัยอยู่ ดูประหลาดเหมือนคำพระน้าว่า
เห็นจะเป็นเหตุในคงคา ตัวข้าจะลาลงไป
ว่าแล้วสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
แหวกพระมหาสมุทรไป ด้วยฤทธิไกรมหึมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แลไปในท้องสาคร เห็นหมู่นิกรมัจฉา
เกลื่อนกล่นคาบขนศิลา ก็โกรธาดั่งไฟบรรลัยกาล
จึ่งชักตรีเพชรออกกวัดแกว่ง วาบวามดั่งแสงพระสุริย์ฉาน
ถาโถมไปในชลธาร เข้าไล่รอนราญราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ตายกลาดดาษท้องพระสมุทร ด้วยฤทธิรุทรกระบี่ศรี
อันฝูงปลาในท้องวารี แตกกระจายว่ายหนีเป็นโกลา
วายุบุตรเลี้ยวลัดสกัดไล่ แลไปเห็นนางมัจฉา
มีหางนั้นเป็นหางปลา กายาเป็นมนุษย์วิไลวรรณ
นรลักษณ์พักตราก็แช่มช้อย แน่งน้อยดั่งอัปสรสวรรค์
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟกัลป์ ขบฟันแล้วร้องถามไป
เหวยเหวยดูกรอี่มัจฉา มึงพาฝูงปลาน้อยใหญ่
มาคาบขนศิลาด้วยอันใด มิได้กลัวม้วยชีวี
ไม่รู้หรือว่านารายณ์อวตาร จะมาสังหารยักษี
ว่าพลางไล่จับเป็นโกลี ด้วยกำลังอินทรีย์วานร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สุพรรณมัจฉาดวงสมร
แลเห็นกระบี่ฤทธิรอน บังอรตระหนกตกใจ
ให้ละล้าละลังด้วยความกลัว หน้าซีดตัวสั่นหวั่นไหว
ก็แหวกว่ายเร็วรี่หนีไป เข้าปนอยู่ในฝูงปลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
คว้าไขว่ไล่ชิดติดมา ก็จับได้มัจฉานารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
ตกใจไม่เป็นสมประดี ร้องขอชีวีลนลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายฤทธิไกรใจหาญ
เงือดเงื้อตรีเพชรสุรกานต์ แล้วกล่าวพจมานด้วยโกรธา
เอ็งนี้ชื่อไรจึ่งองอาจ เชื้อชาติเป็นไฉนอี่มัจฉา
จึ่งพาบริวารฝูงปลา มาลักคาบศิลาของกูไป
จะไม่ให้เป็นแถวถนน ใครใช้มาขนหรือไฉน
จงบอกแต่จริงอี่จังไร หาไม่จะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางนวลมัจฉาโฉมศรี
ความกลัววานรจะฆ่าตี ชุลีกรแล้วแจ้งกิจจา
ตัวข้าเป็นบุตรทศกัณฐ์ ชื่อว่าสุพรรณมัจฉา
องค์พระบิตุเรศใช้มา ให้ป่าวฝูงปลาในสาชล
คาบขนเอาก้อนศิลาไป ทิ้งเสียมิให้เป็นถนน
เกรงว่าพระรามจะข้ามพล ไปผจญยังเกาะลงกา
จึ่งมาทำตามด้วยความกลัว โทษตัวถึงสิ้นสังขาร์
แม้นจะประทานชีวา อันก้อนศิลาที่ขนไป
ข้าจะสั่งฝูงปลาทั้งนั้น เร่งกันคาบขนมาให้
ขอท่านผู้มีฤทธิไกร จงได้เมตตาปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ฟังนางมัจฉาพาที เทวีวอนขอชีวิต
เพราะเสียงเพราะรสพจนารถ เสียวสวาทรุมรึงตะลึงจิต
ความโกรธเสื่อมหายละลายคิด พิศพักตร์แล้วกล่าววาจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชาตรี

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ผู้ยอดเสน่หา
เจ้าอย่าหวาดหวั่นวิญญาณ์ จะเล่ากิจจาให้แจ้งใจ
เดิมพี่ลงมาด้วยความแค้น แสนโกรธประหนึ่งไม่อดได้
หมายจะฆ่าฟันให้บรรลัย ที่ในมหาสาคร
ครั้นมาเห็นเจ้าเยาวลักษณ์ ผิวพักตร์ดั่งเทพอัปสร
แน่งน้อยนิ่มเนื้ออรชร ให้อาวรณ์ในองค์วนิดา
บุญแล้วจึ่งได้มาพบน้อง เราสองควรครองเสน่หา
ร่วมทุกข์ร่วมสุขภิรมยา ไปกว่าจะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
ฟังวายุบุตรพาที มีความสะเทินเขินใจ
ค้อนให้แล้วตอบพจมาน ไฉนมาเกี้ยวพานก็เป็นได้
ไม่ควรเสน่หาอาลัย ในข้าผู้โทษถึงตาย
ยังมิได้แก้ตัวที่ทำผิด จะรอดชีวิตไม่นึกหมาย
อย่าพักเสแสร้งแกล้งอุบาย จะซํ้าอายไม่พ้นที่นินทา
ซึ่งจะภิรมย์สมสวาท ตัวข้าต่างชาติภาษา
ใช่ที่วิสัยจะเจรจา ขอสมาเสียเถิดอย่าน้อยใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร เจ้างามงอนผู้ยอดพิสมัย
ถ้อยคำวาจาน่าอาลัย จะหาไหนได้เหมือนนงลักษณ์
งามทั้งกิริยามารยาท ท่วงทีฉลาดแหลมหลัก
งามทรงงามองค์งามพักตร์ ให้จำเริญรักพันทวี
อันซึ่งต่างชาติต่างพงศ์ ใช่แต่โฉมยงกับพี่
พระดาบสทรงพรตพิธี กับกินรียังร่วมภิรมยา
เราสองควรครองไมตรีจิต ร่วมสนิทในความเสน่หา
ว่าพลางคว้าไขว่ไปมา แก้วตาอย่าตัดอาวรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมัจฉาดวงสมร
ชม้ายชายเนตรแล้วปัดกร คมค้อนผินผันพักตรา
อนิจจายิ่งว่ายิ่งลวนลาม หยาบหยามกระไรหนักหนา
ช่างไม่สมเพชเวทนา คิดมาก็น่าน้อยใจ
เหตุว่าตัวเจ้าเป็นชาย ไม่มีความอายก็ทำได้
ว่าพลางหยิกข่วนวุ่นไป ผลักไสมิได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ สุดเอยสุดสวาท นุชนาฏผู้มิ่งมารศรี
รักเจ้าเท่าดวงชีวี อย่าหยิกข่วนพี่ให้เจ็บนัก
ความแสนพิศวาสนาฏน้อง จะต้องถือมิให้มือหนัก
ใช่จะลวงเจ้าเยาวลักษณ์ ดวงจักษุพี่จงเมตตา
ว่าพลางอิงแอบแนบชิด จุมพิตปรางเปรมนาสา
ค่อยประคองต้องเต้าสุมณฑา วายุพัดพัดมาอึงอล
พระสมุทรตีฟองนองระลอก คลื่นกระฉอกฟัดฝั่งกุลาหล
เมฆมัวทั่วทิศโพยมบน ฝนสวรรค์พรอยพรมสุมาลี
อันดวงโกสุมปทุมมาลย์ ก็แบ่งบานคลี่คลายเกสรศรี
สองสมชมรสฤๅดี ต่างเกษมเปรมปรีดิ์ทั้งสองรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๏ เมื่อนั้น นวลนางสุพรรณมัจฉา
ได้ร่วมรสรักภิรมยา กับวายุบุตรวุฒิไกร
อิงแอบแนบชิดพิศวง งวยงงด้วยความพิสมัย
แสนรักแสนสวาทจะขาดใจ อรไทลืมกลัวพระบิดา
ลืมเล่นในท้องชลธาร ลืมฝูงบริวารมัจฉา
ลืมอายลืมองค์กัลยา เสน่หาเพิ่มพ้นพันทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
แสนสวาทนาฏนุชนารี ขุนกระบี่เพลิดเพลินจำเริญใจ
ยอกรโลมลูบจูบพักตร์ น้องรักผู้ยอดพิสมัย
บัดนี้พระตรีภูวไนย ตรัสใช้ให้ถมมรคา
กำหนดให้เสร็จในเจ็ดวัน มิทันจะลงโทษา
เจ้าพี่จงสั่งฝูงปลา ให้คาบศิลาในสาคร
มาไว้ในที่วังวน ให้เป็นถนนเหมือนแต่ก่อน
ตัวพี่ก็จะพ้นโทษกรณ์ ดวงสมรจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมัจฉาโฉมศรี
ได้ฟังหนุมานพาที เทวีก็ลาว่ายมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงที่อ่าวชลธาร จึ่งสั่งบริวารมัจฉา
จงไปคาบขนศิลา คืนมาที่เก่าให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ สั่งเสร็จเคลื่อนกายจากที่ งามทีดั่งอัปสรสวรรค์
แหวกว่ายกรายกรวิไลวรรณ จรจรัลกลับคืนเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงมัจฉาน้อยใหญ่
ได้ฟังคำสั่งอรไท ก็พากันว่ายไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่อ่าวสาคร เข้าคาบเอาก้อนคีรีศรี
ว่ายแหวกแถกถาวารี อึงมี่เกลื่อนกล่นกันมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โล้

๏ วางไว้ตามแถวแนวถนน อลวนล้วนหมู่มัจฉา
อุตลุดสับสนในคงคา จนสิ้นศิลาที่คาบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
อิงแอบมัจฉายาใจ อยู่ในกระแสวาริน
ครั้นเห็นบริวารฝูงปลา คาบขนศิลามาหมดสิ้น
ดีใจดั่งได้สมบัติอินทร์ ขุนกบินทร์สวมกอดนางเทวี
แล้วมีวาจาอันสุนทร ดูกรเยาวยอดสุดาพี่
ความรักมิใคร่จะพาที แต่กรรมมีจำร้างให้ห่างกัน
แม้นพี่ไม่ต้องราชกิจ จะอยู่ชิดชมภิรมย์ขวัญ
ครั้นช้าก็เกรงโทษทัณฑ์ พระผู้ทรงสุบรรณจะโกรธา
เจ้าค่อยอยู่เถิดนะบังอร ดวงสมรพี่ยอดเสน่หา
แม้นเสร็จสงครามในลงกา พี่จะกลับมาหาเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมัจฉาเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังเร่าร้อนดั่งเพลิงกาล มาเผาผลาญสกนธ์อินทรีย์
ให้อาลัยในวายุบุตรนัก แสนโศกซบพักตร์ลงกับที่
จิตใจไม่เป็นสมประดี กอดบาทขุนกระบี่เข้ารํ่าไร
อนิจจานี่หรือว่ารักจริง มาทอดทิ้งน้องไว้ก็เป็นได้
อกเอ๋ยเป็นน่าสังเวชใจ มาหลงใหลด้วยรสวาจา
จนเสียตัวแล้วมิหนำ มาซ้ำได้อายไปภายหน้า
บรรดาหญิงใดที่เกิดมา ไม่เหมือนอกข้าในครั้งนี้
ประมาทจิตหมายมิตรให้เกินพักตร์ มาหลงรักจนชายเขาหน่ายหนี
เสียแรงที่เกิดเป็นสตรี เสียทีครองตัวมาช้านาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
เห็นนางมัจฉานงคราญ โศกาปานม้วยชีวัน
จึ่งโอบอุ้มองค์ขึ้นใส่ตัก จุมพิตพิศพักตร์แล้วรับขวัญ
เจ้าอย่าโศกาจาบัลย์ กันแสงสะอื้นอาลัย
ใช่ว่าจะแกล้งหน่ายน้อง ร่วมห้องผู้ยอดพิสมัย
จำเป็นจำพี่จะจำไกล อรไทครองตัวไว้จงดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
ฟังวายุบุตรพาที เทวีผินพักตร์ไม่เจรจา
ทรุดลงจากตักแล้วควักค้อน บังอรหันเหินเมินหน้า
ผลักไสมิให้ต้องกายา อย่าพักแต่งว่าพอเข้าใจ
เชิญเถิดอย่าทำเป็นว่ารัก ใครจักว่าไรแก่เจ้าได้
กรรมแล้วจะโทษเอาผู้ใด ไปแล้วอย่าได้กลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานหาญกล้า
ฟังนางรำพันเจรจา เสน่หาเพิ่มพ้นพันทวี
จึ่งสวมสอดกอดลูบจูบพักตร์ เยาวลักษณ์เจ้าอย่าโกรธพี่
ใช่จะทิ้งเสียเมื่อไรมี ค่อยอยู่จงดีจะลาไป
ว่าพลางสำแดงฤทธิรอน สาครกัมปนาทหวาดไหว
ขึ้นมาจากท้องสมุทรไท ตรงไปที่ถมมรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงยอกรอภิวันท์ ลูกพระสุริยันฤทธิ์กล้า
แล้วแถลงแจ้งตามกิจจา ซึ่งพบมัจฉานารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ฟังวายุบุตรก็ยินดี เร่งให้กระบี่พลากร
ระดมถมเป็นถนนใหญ่ ด้านใครแล่ล่าก็ตีต้อน
อื้ออึงไปทั้งสาคร วานรตรวจกันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางสุพรรณมัจฉา
ได้ร่วมรสสู่สมภิรมยา ด้วยวายุบุตรก็ทรงครรภ์
คิดถึงวานรผู้สามี เทวีวิโยคโศกศัลย์
ทั้งทุกข์ที่จะรู้ถึงพระกรรณ องค์พญากุมภัณฑ์ผู้บิดร
ว่าใช้มาไม่ได้ราชกิจ กลับไปร่วมสนิทสโมสร
กับด้วยทหารพระสี่กร เห็นภูธรจะฆ่าให้บรรลัย
จำกูจะไปสำรอก ออกเสียจากครรภ์ให้จงได้
คิดแล้วก็เร่งรีบไป ยังในเนินสมุทรคงคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ ครั้นถึงยอกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้ฝูงเทเวศทุกทิศา
ขอหมู่อารักษ์อันศักดา จงมาช่วยข้าในครั้งนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงเทพไทเรืองศรี
อันสถิตริมท่าวารี แจ้งว่ากระบี่ผู้ศักดา
โอรสพระพายเทวราช มาร่วมพิศวาสนางมัจฉา
บุตรีทศกัณฐ์อสุรา กัลยาจะคลอดลูกรัก
นานไปจะได้เป็นทหาร องค์พระอวตารทรงจักร
จำกูจะช่วยนงลักษณ์ อย่าให้อัคเรศบรรลัย
คิดแล้วจึ่งป่าวร้องกัน พร้อมหมู่เทวัญน้อยใหญ่
ทั้งฝูงนางฟ้าสุราลัย ก็เหาะไปยังฝั่งคงคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โคมเวียน

ร่าย

๏ ครั้นถึงเนินทรายชายสมุทร เทพบุตรอัปสรพร้อมหน้า
ชวนกันแวดล้อมกัลยา ด้วยความเมตตาปรานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
เห็นเทวาแลเทพนารี มาพร้อมที่ฝั่งสาคร
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคม ด้วยใจชื่นชมสโมสร
ครั้นได้ศุภฤกษ์สถาวร บังอรสำรอกโอรส
ขาวผ่องบริสุทธิ์ผิวพรรณ กายนั้นเหมือนหนุมานหมด
ใหญ่ถึงชันษาโสฬส หางนั้นปรากฏเป็นหางปลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวัญอัปสรถ้วนหน้า
เห็นนางสำรอกลูกมา ลักขณาเหมือนศรีหนุมาน
จึ่งอำนวยนามตามวงศ์ อันทรงศักดากล้าหาญ
เอาชื่อบิดาชัยชาญ กับนามนงคราญมารดร
ทั้งสองนั้นเป็นสมญา ชื่อมัจฉานุชาญสมร
เสร็จแล้วฝูงเทพนิกร ก็เขจรไปวิมานรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสุพรรณมัจฉาโฉมศรี
อุ้มลูกรักแนบอินทรีย์ เทวีพิศพักตร์แล้วถอนใจ
โอ้ว่าเจ้าเกิดมาในครรภ์ แม่จะเลี้ยงสักวันก็ไม่ได้
จำเป็นแล้วจำจะจากไป ด้วยกลัวราชภัยอัยกา
เสียแรงพ่อเกิดมาเป็นชาย เสียดายไม่ได้อยู่เห็นหน้า
เจ้าจงจำคำมารดา สืบไปแก้วตาอย่าลืมความ
อันบิตุเรศบังเกิดเกล้า ของเจ้านั้นเชี่ยวชาญสนาม
เป็นยอดทหารของพระราม นามกรชื่อศรีหนุมาน
มีมาลัยกุณฑลขนแก้ว เขี้ยวเพชรพรายแพร้วฉายฉาน
หาวเป็นดาวเดือนชัชวาล เหาะทะยานไปได้ในอัมพร
แม้นพบจงเข้าอภิวาทน์ กราบบาทด้วยใจสโมสร
สั่งพลางโศกาอาวรณ์ บังอรเพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นเสร็จซึ่งสั่งโอรส ยอกรประณตเหนือเกศี
ค่อยระงับดับความโศกี เทวีประกาศด้วยวาจา
ขอจงฝูงรุกขเทเวศ อันเรืองเดชมาช่วยรักษา
องค์มัจฉานุกุมารา ลูกข้าอย่าให้มีภัย
สั่งพลางโลมลูบจูบพักตร์ เยาวลักษณ์ถอนทอดใจใหญ่
ลงจากฟากฝั่งสมุทรไท ว่ายไปในท้องวารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ