สมุดไทยเล่มที่ ๕๑

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรชาญสมร
เห็นกระบี่สำแดงฤทธิรอน ตีพลนิกรเข้ามา
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์แกว่งศรเงื้อง่า
กระทืบบาทประกาศด้วยวาจา เหวยไอ้ลิงป่าสาธารณ์
อันซึ่งพวกมึงเหล่านี้ อ้างอวดฤทธีว่ากล้าหาญ
พากันออกมารอนราญ ดีกว่าหนุมานหรือว่าไร
กูคือพระกาลพาลราช ทรงฤทธิ์อำนาจแผ่นดินไหว
จะเอาชีวิตของมึงไป ยังรู้หรือไม่ไอ้อัปรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ได้ฟังอสุราพาที โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้อินทรชิต มึงอย่าอวดฤทธิ์ให้เกินหน้า
แต่ทศกัณฐ์ผู้บิดา ก็ไม่อาจเจรจาเหมือนมึงนี้
ไม่รู้หรือเมื่อพ่อมึงยกฉัตร ครั้งนั้นกูจะตัดเอาเกศี
หากเกรงโองการพระจักรี หาไม่ชีวีจะบรรลัย
ตัวมึงลูกเล็กเด็กน้อย ถ้อยคำเจรจาหยาบใหญ่
จะดีกว่าพ่อหรือว่าไร ชาติไอ้อัปรีย์ทรลักษณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
ได้ฟังกริ้วโกรธพิโรธนัก ขุนยักษ์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
จึงชักศรสิทธิ์พาดสาย มุ่งหมายจะฆ่าให้อาสัญ
แผลงไปด้วยกำลังชาญฉกรรจ์ เสียงสนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องพญาสุครีพขุนกบินทร์ องคตหลานอินทร์เรืองศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี ล้มอยู่กับที่พสุธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
เห็นศรอินทรชิตแผลงมา ต้องหมู่เสนาวานร
พิโรธโกรธกริ้วคือเพลิงกัลป์ พระทรงธรรม์ก็ขึ้นธนูศร
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธิรอน น้องพระสี่กรก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นโพยมหน สุธาดลกัมปนาทหวาดไหว
เป็นลมอ่อนพัดต้องพลไกร ก็กลับได้สมประดีคืนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วศรชัยไปไล่รอนราญ พวกพลทวยหาญยักษา
ล้มตายเกลื่อนกลาดดาษดา ต้องทั้งรัถาอินทรชิต
ย่อยยับเป็นภัสม์ธุลี ด้วยฤทธีน้องพระจักรกฤษณ์
ราชสีห์สารถีสิ้นชีวิต เสร็จแล้วศรสิทธิ์ก็กลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศพักตร์ยักษา
ตกลงยังพื้นพสุธา อสุรากริ้วโกรธดั่งอัคคี
พระกรกวัดแกว่งศรทรง อาจองดั่งพญาราชสีห์
เผ่นขึ้นโจมจ้วงทะลวงตี บนรถมณีพระลักษมณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระภุชพงศ์ทรงจักร
ประจัญกรรอนราญขุนยักษ์ หาญหักต้านต่อฤทธา
หวดด้วยพระแสงศรทรง ต้ององค์อินทรชิตยักษา
ตกลงจากรถรัตนา พระอนุชาก็ไล่ตามตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
รับหัตถ์ปัดป้องไปในที ต่างหนีต่างไล่พัลวัน
ต่างตีต่างรับกลับกลอก เข้าออกรวดเร็วดั่งจักรผัน
ต่างหาญต่างกล้าไม่ละกัน ต่างแข็งต่างขันประจัญกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ผาดโผนโจนไปด้วยฤทธิรอน ภูธรโจมจับอสุรา
ยืนยันเหยียบเข่าน้าวเกศ พระทรงเดชแกว่งศรเงื้อง่า
ตีถูกลูกเจ้าลงกา ยักษาเซไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงสุนิบาต พสุธาอากาศหวาดไหว
ศรนั้นร้อนแรงเป็นแสงไฟ ลามไหม้ล้อมกระบี่โยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
เห็นศรอินทรชิตเป็นไฟมา แสงกล้าดั่งหนึ่งเพลิงกัลป์
จึ่งจับพลายวาตขึ้นพาดสาย หมายล้างอสุราให้อาสัญ
พระหัตถ์น้าวหน่วงยืนยัน ทรงธรรม์ผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ดินฟ้าอากาศก็ลั่นเลื่อน ไหวสะเทือนถึงชั้นดุสิต
เป็นห่าฝนดับเพลิงพิษ แล้วต้องอินทรชิตอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรยักษา
ต้องศรติดตรึงทั้งกายา ดั่งว่าจะม้วยชีวี
จึ่งยอพระกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศเรืองศรี
แข็งใจสำรวมอินทรีย์ อสุรีร่ายเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครบถ้วนเจ็ดคาบก็ลูบลง ทั่วสารพางค์องค์ยักษา
ศรนั้นหลุดจากกายา ด้วยเดชมนตราฤทธิรอน
พอเวลาอัสดงคต ลดลงลับเหลี่ยมสิงขร
จวนสิ้นแสงสีรวีวร จึ่งว่าดูกรพระลักษมณ์
เราสองสงครามกันมา ต่อตีทีกล้าโหมหัก
ฝีมือก็ไม่เกินกันนัก ควรจักเลิกทัพกลับไป
เพลารุ่งสีรวีวร จึ่งมาต่อกรกันใหม่
ว่าแล้วให้เลิกพลไกร เข้าในลงกาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นเห็นอินทรชิตไม่ต่อตี อสุรีคืนเข้ายังลงกา
จึ่งขึ้นรถแก้วชวลิต สั่งลูกพระอาทิตย์ฤทธิกล้า
ให้เลิกพหลโยธา คืนเข้าพลับพลาอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระเชษฐาธิราชทรงศร
ทูลความตามได้ราญรอน ต่อกรอินทรชิตอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ฟังพระอนุชาร่วมชีวี ภูมีแสนโสมนัสนัก
ดั่งได้สมบัติอันโอฬาร ทั่วทุกสถานไตรจักร
สำรวลสรวลยิ้มพริ้มพักตร์ สวมกอดพระลักษมณ์แล้วอวยชัย
จงทรงศักดาวราฤทธิ์ ทศทิศอย่ารอต่อได้
ตรัสแล้วพระปิ่นภพไตร เข้าในสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายอินทรชิตยักษา
ครั้นถึงพิชัยลงกา ตรงมาพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรถวายบังคมบาท พระบิตุรงค์ธิราชยักษี
ทูลว่าลูกยกโยธี ออกไปต่อตีกับมนุษย์
ทรงนามพระลักษมณ์ฤทธิรอน โยธาวานรนับสมุทร
แต่ละตนล้วนมีฤทธิรุทร สัประยุทธ์ขับเคี่ยวแต่เช้ามา
ตัวลูกต้องศรปัจจามิตร ปิ้มเสียชีวิตสังขาร์
สิ้นรถสิ้นทศโยธา จะอยู่เกลือกว่าจะเสียที
จึ่งกลับมาลาพระบิตุราช ไปชุบนาคบาศศรศรี
ยังเขาอากาศคีรี ให้มีอานุภาพเกรียงไกร
ถ้วนคำรบเจ็ดวันวาร จะมาผลาญไพรีเสียให้ได้
ขอพระองค์จงแต่งทัพชัย ไปขัดไว้กว่าลูกจะกลับมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศพักตร์ยักษา
ฟังลูกทูลความก็ปรีดา จึ่งมีวาจาบัญชาการ
อันศึกครั้งนี้นี่สามารถ โยธาองอาจกล้าหาญ
ทรหดอดทนพ้นประมาณ จงหักราญมันเสียให้ย่อยยับ
ซึ่งเจ้าจะไปทำพิธีกรรม์ ครบเจ็ดคืนวันจงเร่งกลับ
อยู่หลังพ่อจะให้ขัดทัพ ตั้งรับหมู่ราชไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงปราสาทอลงการ สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงจัดพหลพลไกร ทั้งดอกไม้ธูปเทียนบูชา
กูจะไปตั้งกิจพิธี ยังอากาศคีรีภูผา
ครบเจ็ดราตรีจะกลับมา เข่นฆ่าอริราชภัยพาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับพระบัญชาการ ขุนมารออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดหมู่ทหารชาญณรงค์ สี่เหล่าอาจองแข็งขัน
เหล่าหนึ่งหน้ากากยิงฟัน โตดำลํ่าสันเรี่ยวแรง
เหล่าหนึ่งหน้ากากตัวขาว หนังเหนียวเขี้ยวยาวเข้มแข็ง
เหล่าหนึ่งหน้าแสยะตาแดง ทรหดเหี้ยมแหงห้าวฮึก
เหล่าหนึ่งหน้าเขียวตัวลาย หยาบคายอาจองทะนงศึก
แต่ละหมู่เข้มขันพันลึก คั่งคึกกวัดแกว่งสาตรา
เตรียมทั้งรถแก้ววิเชียร พร้อมด้วยธูปเทียนบุปผา
ตั้งกระบวนพยุหโยธา คอยท่าเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศพักตร์ยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี เสด็จไปเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สระสนานนํ้าทิพย์อโนดาต ใสสะอาดโปรยปรายดั่งสายฝน
สำราญกายลูบไล้เสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูสุมามาลย์
สนับเพลาเชิงงอนช่องกระจก ภูษาเขียวลายยกกระหนกก้าน
ชายแครงชายไหวอลงการ ฉลององค์สังวาลชมพูนุท
ตาบทิศทับทรวงพาหุรัด ทองกรนาคกระหวัดรายบุษย์
ธำมรงค์มรกตไข่ครุฑ ทรงมงกุฎแก้วกรรเจียกจร
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้มาศ พระหัตถ์จับนาคบาศธนูศร
ขัดพระขรรค์เพชรฤทธิรอน กรายกรขึ้นรถสุพรรณพราย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงแกมแก้ววิเชียรฉาย
แอกงอนอ่อนระหงธงชาย กูบท้ายรายดวงทับทิมแดง
เสาซุ้มทรงมันสุวรรณแวว ฉลุแก้วทุกชั้นบันแถลง
เทียมด้วยสีหราชเริงแรง สารถีกวัดแกว่งธนูชัย
เคยขี่ข้ามเขายุคุนธร เขจรขับแข่งแขไข
เครื่องสูงบังแสงอโณทัย ระบายฉัตรพัดโบกโอฬาร
เสียงฆ้องกลองประโคมอึงมี่ ดนตรีแตรสังข์กระทั่งขาน
เดินโดยพยุหบาตราการ พลหาญโห่ร้องก้องมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงเชิงเขาอากาศ เดียรดาษด้วยพรรณบุปผา
จึ่งให้หยุดพหลโยธา แล้วบัญชาสั่งเสนี
ให้ล้อมวงรักษาตรวจกระเวน เกณฑ์รายรอบเชิงคีรีศรี
กว่าจะครบเจ็ดราตรี โดยในพิธีบังคับไว้
ระวังดูหมู่หมีทั้งหลาย อย่าให้กล้ำกรายเข้ามาได้
ผลัดกันนั่งยามตามไฟ นายไพร่อย่าเห็นแก่หลับนอน
สั่งแล้วก็ทรงนาคบาศ องอาจดั่งพญาไกรสร
ลงจากรถแก้วอลงกรณ์ บทจรยังยอดบรรพต ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ แลเห็นต้นไม้โรทัน ใบนั้นมีนํ้าไหลหยด
หอมกลิ่นรวยรื่นโอชารส กำหนดแสนอ้อมคณนา
มีโพรงเป็นปล่องช่องชั้น เทวัญพิทักษ์รักษา
ยอดเขามีท่อธารา โปรยปรายลงมาเป็นละออง
ภูตพรายกระหึ่มครึมคราง ปัดรังควานโขมดกู่ก้อง
เยือกเย็นทุกเส้นขนพอง จักจั่นเรื่อยร้องวังเวงใจ
อสุราจึ่งทำอำนาจ กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
บรรดาภูตผีให้หนีไป แล้วเข้าในโพรงไม้โรทัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ จึ่งจุดธูปเทียนขึ้นมัสการ องค์บรมพรหมานรังสรรค์
นั่งสมาธิถือศรบังคมคัล กุมภัณฑ์หลับเนตรภาวนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงฝูงนาคินทร์พิษกล้า
ซึ่งอยู่ในอากาศบรรพตา ต้องเวทวิทยาอินทรชิต
ให้ร้อนรนสกนธ์อินทรีย์ ดั่งอัคคีสุมทรวงดวงจิต
ต่างตนสุดทนสุดคิด บรรดาที่มีฤทธิ์ก็ขึ้นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพญาอสุรี นาคีคายพิษลงให้
ที่ในนาคบาศศรชัย ด้วยเกรงฤทธิไกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นแสงทองส่องฟ้าพรายพรรณ สุริยันเยี่ยมยอดคีรี
ไก่แก้วสกุณารํ่าร้อง สำเนียงกึกก้องอึงมี่
ชาวประโคมก็ประโคมดนตรี อสุรีตื่นจากนิทรา
เข้าที่ชำระสระสรง แต่องค์พญายักษา
กรายกรนวยนาดยาตรา เสด็จมาออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งเหนืออาสน์ พร้อมเสนามาตย์น้อยใหญ่
จึ่งมีบัญชาตรัสไป เหวยไวยวาสูรอสุรี
จงรีบไปเมืองโรมคัล หามังกรกัณฐ์ยักษี
หลานกูผู้ร่วมชีวี มายังธานีลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งไวยวาสูรยักษา
รับสั่งพญาอสุรา ถวายบังคมลาแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงนครโรมคัล กุมภัณฑ์ผู้มีอัชฌาสัย
ขึ้นเฝ้าพระองค์ทรงฤทธิไกร ยังในพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ น้อมเศียรประณตบทบงสุ์ องค์มังกรกัณฐ์ยักษี
หมอบอยู่ตรงพักตร์อสุรี ในที่ท่ามกลางเสนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษา
เห็นไวยวาสูรเข้ามา จึ่งมีบัญชาถามไป
อันพระบิตุลาฤทธิรอน ยังถาวรเป็นสุขหรือไฉน
มีเหตุเภทพาลประการใด จึ่งใช้ให้ตัวท่านมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งไวยวาสูรยักษา
ก้มเกล้าสนองพระบัญชา ว่าลงกานั้นเกิดปัจจามิตร
พระองค์มงกุฎเมืองมาร จึ่งมีโองการประกาศิต
ให้ข้ามาเชิญพระทรงฤทธิ์ ไปคิดล้างพวกไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี โกรธาดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
ดูดู๋มนุษย์เท่าแมลงวัน โมหันธ์ฮึกฮักอวดกล้า
ล่วงลามข้ามมาถึงลงกา ไม่รู้ว่าจะม้วยบรรลัย
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
เร่งเกณฑ์รี้พลสกลไกร กูจะไปสังหารไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิรุณจักรยักษี
รับสั่งแล้วถวายอัญชุลี ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่พลมารชำนาญศึก เลือกล้วนห้าวฮึกแข็งขัน
ใส่เกราะสอดเสื้อสีจันทร์ กรกุมเกาทัณฑ์ลูกพิษ
กองหนึ่งใส่เสื้อดอกคำ เกราะครํ่ากรกุมกระบองบิด
หมู่หนึ่งเกราะทองชวลิต เสื้อเขียวติดขลิบถือหอกซัด
หมู่หนึ่งล้วนถือทองปราย เกราะเงินเสื้อลายยืนหยัด
หมู่หนึ่งเสื้อแดงเกราะเหล็กรัด ถือง้าวแกว่งกวัดลำพอง
หมู่หนึ่งเกราะนาคเสื้อดำ ถือทวนกรายรำเคล่าคล่อง
เตรียมทั้งรถแก้วกุดั่นทอง ตั้งกองคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี จรลีไปสรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ไขทิพย์สุหร่ายสายสินธุ์ สุคนธาธารกลิ่นเกสร
ทรงสอดสนับเพลาเชิงงอน เป็นมังกรรัดกระหวัดชงฆ์
ภูษาโขมพัสตร์พื้นม่วง ฉลุดวงแย่งยกกระหนกหงส์
ชายแครงชายไหวฉลององค์ เกราะเกล็ดภุชงค์ประดับพลอย
ทับทรวงตาบทิศเพชรแพร้ว แสงสังวาลแววดั่งหิ่งห้อย
ทองกรแก้วปรุฉลุลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยอรชร
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กรรเจียกจำรัสประภัสสร
พระหัตถ์จับศิลป์ฤทธิรอน บทจรไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว กำวงกงแววด้วยมรกต
แอกงามเอี่ยมงอนอ่อนชด ชั้นลดช่อลอยบราลี
เทียมสัตว์เทียมใส่มังกรกาจ เผ่นผงกยกผงาดดั่งไกรศรี
สองพันสรรพื้นแต่ตัวดี สารถีสำทับขับจร
เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงรัตน์ แถวฉัตรธงชายปลายสลอน
ปี่เรื่อยเป่ารับแตรงอน อัมพรอับพื้นโพยมบน
กงลั่นกำเลื่อนสะเทือนก้อง ทหารเร้าโห่ร้องกุลาหล
พาชีพวกช้างอึงอล ขับพลข้ามพื้นสมุทรไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ มาถึงลงการาชฐาน จึ่งให้หยุดทวยหาญน้อยใหญ่
เสด็จลงจากราชรถชัย เข้าในพระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงถวายอภิวาทน์ พระบิตุลาธิราชยักษา
ตามที่ตำแหน่งพระนัดดา กลางหมู่มาตยากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นพญามังกรกัณฐ์ หลานขวัญมาถึงก็ยินดี
ลูบหลังแล้วกล่าวสุนทร ดูก่อนนัดดาเรืองศรี
ซึ่งลุงให้หาเจ้ามานี้ ด้วยมีไพรีมาบีฑา
คือว่าลักษมณ์รามพี่น้อง มันเที่ยวท่องสัญจรอยู่ในป่า
ฆ่าพ่ออาเจ้ามรณา อหังการ์ว่ามีฤทธิรุทร
บัดนี้ได้พวกพลากร วานรเจ็ดสิบเจ็ดสมุทร
จองถนนข้ามชลมาต่อยุทธ์ รบกันไม่หยุดแต่สักวัน
กุมภกรรณลุงเจ้ายกไป ชิงชัยสิ้นชีพอาสัญ
แล้วอินทรชิตออกไปโรมรัน หักมันไม่ได้ด้วยฤทธี
บัดนี้ไปชุบนาคบาศ ยังยอดอากาศคีรีศรี
กำหนดถึงเจ็ดราตรี พิธีจะเสร็จดั่งจินดา
ลุงจะให้ออกไปขัดทัพ ตั้งรับลงไว้คอยท่า
กว่าพี่ของเจ้าจะกลับมา จึ่งช่วยกันเข่นฆ่าพวกพาล ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายมังกรกัณฐ์ใจหาญ
ฟังพระบิตุลาบัญชาการ กราบกับบทมาลย์แล้วทูลไป
อันลักษมณ์รามพี่น้องซึ่งดูแคลน แสนแค้นปิ้มเลือดตาไหล
จักใคร่ฆ่ามันให้บรรลัย ก็ยังไม่สมอารมณ์คิด
ซึ่งพระองค์จะให้ไปราวี ยินดีดั่งได้ดุสิต
อันพวกพาลาปัจจามิตร ถึงมีฤทธิ์ก็ไม่เกรงมัน
หลานขออาสาไปราญรอน ล้างมนุษย์วานรให้อาสัญ
พระองค์มงกุฎกุมภัณฑ์ อย่าหวาดหวั่นใต้เบื้องบาทา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์พรหมธิราชยักษา
ได้ฟังหลานรักก็ปรีดา จึ่งมีบัญชาตอบไป
มิเสียแรงเจ้าเกิดร่วมพงศ์ สุริย์วงศ์พรหเมศสูงใหญ่
เชี่ยวชาญในการศรชัย ฤทธิไกรเลิศลบธาตรี
ตรัสแล้วจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ยักษี
ให้แต่งโภชนาสาลี เลี้ยงพลโยธีพระนัดดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา บังคมลาแล้วรีบออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งชาววังให้หมายบอก วิเสทในนอกน้อยใหญ่
ให้แต่งเครื่องถวายภูวไนย เลี้ยงทั้งไพร่พลกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทตัวขยัน
แจ้งหมายจ่ายของครบครัน แล้วเกณฑ์กันทำตามพนักงาน
ฝ่ายวิเสทในก็จัดแจง แต่งทั้งของคาวของหวาน
กับแกล้มเมรัยชัยบาน เทียบทานแต่ล้วนโอชา
เสร็จแล้วให้นางอสุรี อันมีศุภลักษณ์เสน่หา
ยกเครื่องเนื่องตามกันมา ถวายองค์พญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
จึ่งตรัสชวนมังกรกัณฐ์ หลานขวัญเสวยชัยบาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ชมตลาด

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดสงสาร
แต่งองค์ทรงเครื่องสะคราญ กรานหมอบนอบน้อมอัญชุลี
ลางนางก็รินสุรา ถวายองค์พญายักษี
บ้างเข้าโบกปัดพัดวี ตามที่ตำแหน่งพนักงาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เซ่นเหล้า

มะหลิ่ม

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ครวญขับ ร้องรับรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
โหยหวนโอดพันบรรเลงลาน ฉิ่งกรับประสานจังหวะกัน
รำมะนาท้าทับสลับเสียง สำเนียงดั่งหนึ่งเพลงสวรรค์
กระจับปี่สีซอนี่นัน บำเรอกุมภัณฑ์ผู้ทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำฟ้อน ทอดกรเยื้องกรายเบี่ยงบิด
ร่ายเรียงเคียงเข้ามาให้ชิด ใส่จริตชม้ายชายตา
แล้วตีวงเวียนตามกัน กลับผันเป็นแป้งผัดหน้า
แทรกเปลี่ยนขวักไขว่ไปมา ย้ายท่าเป็นช้าน้องนอน
แล้วซัดสองกรอ่อนละไม ย้ายมาพิสมัยเรียงหมอน
แกล้งประดิษฐ์บิดท่ากระบวนงอน บำเรอเจ้านครลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น ฝ่ายวิเสทนอกถ้วนหน้า
เสร็จแต่งเครื่องเลี้ยงโยธา ยกเนื่องออกมาตามกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ตั้งไว้เป็นหมวดเป็นเหล่า ทั้งไหเหล้าช้างปิ้งกระทิงหัน
ของหวานของคาวครบครัน เลี้ยงหมู่กุมภัณฑ์โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พลมังกรกัณฐ์ยักษี
นั่งพร้อมล้อมกินเป็นโกลี รินเหล้าทำทีวุ่นไป
เมามายพูดโป้งโฉงเฉง เต้นรำทำเพลงปรบไก่
หยอกนางวิเสทคนใช้ คว้าไขว่ด้วยใจปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เซ่นเหล้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายมังกรกัณฐ์ยักษา
เสวยพลางทางทอดทัศนา ดูนางกัลยาระบำบัน
เป็นที่เพลิดเพลินจำเริญรัก พญายักษ์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
เสร็จแล้วถวายบังคมคัล พระทรงธรรม์ธิราชกรุงมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ลูบหลังแล้วมีบัญชาการ หลานรักของลุงผู้ดวงใจ
อันซึ่งมนุษย์แลวานร อย่าให้ต่อกรเจ้าได้
พ่อจงศรีสวัสดิ์มีชัย ดั่งพรลุงให้นัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งมังกรกัณฐ์ใจกล้า
รับพรถวายบังคมลา มาที่ประทับอสุรินทร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ จึ่งชำระองค์สรงสนาน สุคนธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเครือก้านสุบรรณบิน ภูษารูปกินรีรำ
ชายแครงชายไหวลายขด ทรงเกราะมรกตเขียวขำ
ทับทรวงดวงบุษราคัม ประจำยามตาบทิศทับทิมพราย
เฟื่องห้อยพลอยแก้วมุกดาหาร ทรงสังวาลศึกสามสาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรพรายอรชร
ทรงมหามงกุฎเนาวรัตน์ พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
ดั่งองค์เวสสุวัณฤทธิรอน บทจรไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว กำกงล้วนแล้วด้วยมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด เครือขดภาพคั่นบัลลังก์ลอย
ยอดเยี่ยมเทียมแทงโพยมหน บันบนบุษบกกระหนกห้อย
ทวยทองรองรับประดับพลอย ช่อฟ้าชดช้อยอรชร
ตรวจเตรียมเทียมด้วยมังกรกาจ สองพันเพียงราชไกรสร
สารถีมือถือโตมร กวัดแกว่งขับจรดั่งลมพัด
เครื่องสูงคู่เคียงเรียงริ้ว ธงชายปลายปลิวโบกสะบัด
แถวทวนกระบวนเบียดเยียดยัด ขนัดฆ้องกลองประโคมโครมครึก
เสียงช้างร้องก้องโกญจนาท เสียงอัศวราชลำพองศึก
ทวยหาญโห่สนั่นพันลึก ขับกันคึกคึกรีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงให้หยุดจัตุรงค์ ตั้งลงแทบเชิงเขาใหญ่
เป็นกระบวนพยุหทัพชัย มั่นไว้คอยพวกไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
เข้าที่ไสยาในราตรี ภูมีถวิลจินดา
โดยการกระบวนรณรงค์ ที่จะล้างโคตรวงศ์ยักษา
มิได้สนิทนิทรา จนล่วงเวลาปัจฉิมยาม
ดาวเดือนเลื่อนลับสัตภัณฑ์ สุริยันจวนแจ้งแสงอร่าม
เบิกอรุณเรื่อเรืองประเทืองงาม ประโคมยามเป็นเพลงถวายพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเสด็จจากที่ไสยาสน์ บัลลังก์อาสน์ทิพรัตน์ประภัสสร
สระสรงทรงเครื่องอลงกรณ์ บทจรออกหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่ทหารชาญณรงค์ สุริย์วงศ์วานรน้อยใหญ่
พอได้ยินสำเนียงเกรียงไกร ภูวไนยจึ่งมีโองการ
ดูกรพิเภกกุมภัณฑ์ วันนี้ใครยกทวยหาญ
ออกมาต่อกรรอนราญ เสียงสะเทือนสะท้านธรณี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
พิเคราะห์ดูโดยยามนาที อสุรีก็แจ้งด้วยปรีชา
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพนาถา
อันทัพที่ยกออกมา คืออสุรามังกรกัณฐ์
เพื่อนนั้นเป็นบุตรพญาขร ศิลป์ศรยิ่งยวดกวดขัน
อยู่ยังบุรีโรมคัล หลานทศกัณฐ์อสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ได้ฟังพิเภกพาที จึ่งมีบัญชาถามไป
ตัวมันชำนาญในการศร ฤทธิรอนไม่มีใครเปรียบได้
เราจะให้ทหารผู้ใด ยกออกชิงชัยอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
น้อมเศียรสนองพระบัญชา อันซึ่งโยธาวานร
ไม่เห็นผู้ใดจะโรมรัน ประจัญด้วยลูกพญาขร
ขอเชิญเสด็จพระสี่กร ออกไปราญรอนขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ผ่านฟ้าสั่งลูกพระสุริยัน
จงเตรียมโยธาวานร ฤทธิรอนเหี้ยมแหงแข็งขัน
จะยกออกไปโรมรัน ล้างมังกรกัณฐ์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเป็นเสนาพยุหบาตร นิลราชเป็นปากปักษา
นิลเอกนิลขันเป็นสองตา วายุบุตรเป็นเศียรสกุณี
มหัทวิกันเป็นลิ้น นิลนนท์เป็นคอปักษี
สองปีกกางป้องโยธี วาหุโรมกระบี่ชมพูพาน
อันซึ่งเท้าซ้ายเท้าขวา ปิงคลามาลุนสองทหาร
กองหลวงเป็นตัวเหยี่ยวการ หลานอินทร์เป็นหางต้อนพล
อันหมู่เตียวเพชรจังเกียง รายเรียงสลับเป็นเล็บขน
สุครีพพิเภกสองตน รองบาทยุคลพระสี่กร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
กับพระอนุชาฤทธิรอน บทจรไปสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์สระสนานสำราญองค์ สุคนธ์ทิพย์กลิ่นส่งหอมหวาน
สนับเพลาคู่ทรงมัฆวาน เชิงงอนแก้วกาญจน์กระหนกเวียน
ภูษาพื้นม่วงเครือมาศ เป็นรูปนาคราชเจ็ดเศียร
ชายไหวรายพลอยแก้ววิเชียร ชายแครงเครือเขียนฉลุดวง
ฉลององค์ตาบทิศเฟื่องแก้ว สังวาลแววมรกตรุ้งร่วง
ทับทิมทิพย์ประดับทับทรวง พาหุรัดโชติช่วงทองกร
ต่างทรงธำมรงค์เรือนครุฑ ทรงมงกุฎจำรัสประภัสสร
พระหัตถ์จับศิลป์ฤทธิรอน บทจรขึ้นรถเทวัญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง ขององค์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
ดุมวงกงแก้วกระหนกบัน ประดับชั้นช่อห้อยพลอยเพชร
แท่นท้ายลายเทพประนมกร อรชรทุกชั้นบัลลังก์เก็จ
พนักล้วนลายกาบกระหนาบเม็ด มุขเด็จล้วนดวงมณีพราย
เทียมด้วยสินธพเทเวศร์ กำลังเดชเพียงพลิกแผ่นดินหงาย
มาตุลีขับม้ากรีดกราย น้องนารายณ์นั่งหน้าประนมกร
ประดับเครื่องบังสูรย์มยุรฉัตร พัดโบกบังแทรกธงสลอน
เสียงฆ้องกลองชนะแตรงอน อัสดรเริงร้องคะนองชัย
สำเนียงเสียงโห่พลหาญ ดินฟ้าจักรวาลสะท้านไหว
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มไป เร่งรีบพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นมาถึงที่รณรงค์ พระภุชพงศ์เห็นพวกยักษา
จึ่งให้หยุดพหลโยธา อยู่ตรงหน้าทัพอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษี
เสด็จเหนือรถแก้วมณี อยู่กลางโยธีกุมภัณฑ์
เห็นมนุษย์ยกทัพมาแต่ไกล พลไกรเพียงหนึ่งแผ่นดินลั่น
หมายเขม้นเข่นฆ่าโรมรัน ให้แยกพลขันธ์เป็นปีกกา
แล้วมีพระราชบรรหาร สั่งโลทันมารยักษา
ให้ขับรถแก้วแววฟ้า ฝ่าหมู่โยธาขึ้นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งร้องว่าเหวยมนุษย์ เอ็งมีฤทธิรุทรเป็นไฉน
อหังการ์อาจองทะนงใจ มาชิงชัยกับหมู่อสุรี
ตัวเราอยู่กรุงโรมคัล ชื่อมังกรกัณฐ์ยักษี
ทรงเดชเดชาราวี ตรีโลกก็เกรงฤทธา
วันนี้ตัวเอ็งจะบรรลัย ด้วยศรชัยของกูผู้แกล้วกล้า
อันจะรอดคืนไปอย่าสงกา ทั้งพวกสวาวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังหลานท้าวยี่สิบกร ภูธรมีราชโองการ
เหวยมังกรกัณฐ์ขุนยักษ์ อย่าฮึกฮักอ้างอวดกำลังหาญ
แต่พ่อของเอ็งมารอนราญ ยังไม่ต้านทานมือกู
ตัวมึงมีฤทธิ์สักเพียงไร จึ่งอาจใจออกมาต่อสู้
หัวจะขาดปลิวไปไม่ทันรู้ มึงอย่าดูหมิ่นเจรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา สองตาดั่งแสงอโณทัย
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท พสุธากัมปนาทหวาดไหว
ให้ขับพหลพลไกร เข้าไล่ถาโถมโจมตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายกองทัพหน้ายักษี
รับสั่งพญาอสุรี แล้วขับโยธีเข้าราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หมู่มารก็วิ่งเข้าฟันแทง แย้งยิงปืนไฟธนูศร
พุ่งซัดแหลนหลาวโตมร ตะลุมบอนหักโหมโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรแข็งขัน
รับรองป้องปัดกุมภัณฑ์ ดากันเข้าโรมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างหักเอวหักคอหักเข่า ฉีกแขนฉีกเท้ายักษี
ขบกัดฟัดฟาดเป็นโกลี อสุรีตายกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษา
ยิ่งตายยิ่งหนุนกันเข้ามา ตีพวกโยธากระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธเป็นห่าฝน ต่างตนต่างหนีต่างไล่
เสียงปืนเสียงโห่สนั่นไป พลไกรไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธากระบี่ศรี
ต่างตนยืนยันประจัญตี คลุกคลีรบชิดติดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยฤทธิรุทรแข็งขัน
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าบุกบัน กุมภัณฑ์ตายแตกไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษี
เห็นวานรรอนราญอสุรี บ้างตายบ้างหนีกระจายไป
พระกรกวัดแกว่งศรสาตร์ ร้องตวาดเพียงพื้นแผ่นดินไหว
ให้โลทันขับราชรถชัย เข้าลุยไล่กลางพลวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หักหาญราญรุกบุกตี กระบี่ตายยับด้วยคันศร
เกลื่อนกลาดดาษพื้นดินดอน ด้วยฤทธิรอนกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระทรงครุฑภุชพงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นพญามังกรกัณฐ์ ตีพวกพลขันธ์เข้ามา
วานรล้มตายอกนิษฐ์ ด้วยกำลังฤทธิ์ยักษา
จึ่งจับอัคนิวาตอันศักดา พาดสายเงื้อง่าแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุสนั่นหวั่นไหว
ต้องหมู่พหลพลไกร บรรลัยเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษา
เห็นมนุษย์นั้นแผลงศรมา โยธาตายยับนับพัน
จึ่งจับจักรแก้วฤทธิรงค์ ขององค์พรหเมศรังสรรค์
กวัดแกว่งดั่งแสงเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์ขว้างไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ โชติช่วงดั่งดวงทินกร ต้องพลวานรกระบี่ศรี
หัวขาดตีนขาดไม่สมประดี ล้มก่ายกับที่สุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
เห็นยักษ์ขว้างจักรมารอนราญ ต้องพลทวยหาญวานร
ตายยับทับกันนับสมุทร พระจักรภุชก็ทรงพระแสงศร
อันชื่อพลายวาตฤทธิรอน ภูธรผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องจักรขุนมารละเอียดลง ด้วยกำลังศรทรงพระจักรกฤษณ์
แล้วต้องโยธาปัจจามิตร ตายยับอกนิษฐ์ก่ายกอง
บรรดาวานรที่ล้มตาย ครั้นว่าพระพายพัดต้อง
ก็เป็นขึ้นโลดโผนโจนคะนอง โห่ร้องเยาะเย้ยขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ใจหาญ
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟกาล ขุนมารก็แผลงศรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต้ององค์พระรามสุริย์วงศ์ ตัดเกราะแก้วทรงเข้าไปได้
พอกระทั่งมังสาภูวไนย ก็กลับไปลอยอยู่ยังเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระภุชพงศ์องค์นารายณ์นาถา
เห็นศรยักษีมีฤทธา ผ่านฟ้านิ่งนึกตรึกไป
อันมังกรกัณฐ์นี้สามารถ ยิงเกราะกูขาดเข้ามาได้
นับว่าเป็นชายชาญชัย ยิ่งในสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์
ครั้งเมื่อพญาขรรณรงค์ ก็ยิงคันธนูทรงกูหัก
พ่อลูกประเสริฐเลิศนัก ศรศักดิ์ไม่มีใครเทียมทัน
คิดพลางก็ขึ้นธนูศิลป์ ฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น
พระกรชักศรพาลจันทร์ พาดสายหมายมั่นแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องศรมังกรกัณฐ์มาร แหลกลาญไม่ทนกำลังได้
พวกพลกุมภัณฑ์ก็บรรลัย สิ้นทั้งรถชัยอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามังกรกัณฐ์ยักษี
สิ้นรถสิ้นทศโยธี สิ้นทั้งสารถีโลทัน
ผู้เดียวไม่มีใครเป็นเพื่อน พักตร์เฝื่อนความกลัวตัวสั่น
สุดคิดสุดฤทธิ์จะโรมรัน กุมภัณฑ์ถวิลจินดา
ชิชะมนุษย์กระจิริด ศรสิทธิ์ของมันแกล้วกล้า
ทั้งหมู่วานรโยธา กูฆ่าไม่ม้วยบรรลัย
มาตรแม้นจะกลับเข้าราญรอน ไหนจะรอต่อกรมันได้
คิดแล้วก็เหาะขึ้นไป ยังในกลีบเมฆด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ยอกรประนมเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศเรืองศรี
อ่านเวทสำรวมอินทรีย์ อสุรีนิมิตกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เกิดเป็นกุมภัณฑ์ฤทธิรงค์ เหมือนองค์พญายักษา
เกลื่อนกลาดดาษไปในท้องฟ้า ด้วยศักดาเดชขุนมาร
แล้วบันดาลห่าฝนถ่านเพลิง เถกิงรุ่งแรงแสงฉาน
ตกลงยังพื้นสุธาธาร ร้อนดั่งหนึ่งกาลอัคคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
เห็นมังกรกัณฐ์อสุรี ไม่ต่อตีหายไปกับตา
แต่ถ่านเพลิงตกเต็มสุธาธาร ชัชวาลร้อนแรงแสงกล้า
ให้ฉงนสนเท่ห์ในวิญญาณ จึ่งมีบัญชาถามไป
ดูก่อนพิเภกกุมภัณฑ์ อันมังกรกัณฐ์นั้นไปไหน
ห่าฝนตกลงเป็นถ่านไฟ ด้วยเหตุอันใดอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังพจนารถพระจักรี ชุลีกรสนองพระบัญชา
อันซึ่งพญามังกรกัณฐ์ มันหนีขึ้นยังเวหา
ซ่อนกายแอบกลีบเมฆา ร่ายเวทวิทยาเชี่ยวชาญ
ให้เป็นห่าฝนถ่านเพลิง สีเถกิงร้อนแรงแสงฉาน
หวังจะฆ่าวานรให้วายปราณ ด้วยเวทขุนมารผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมีทอดทัศนาไป
เห็นรูปอสุราในอากาศ เหมือนกันเกลื่อนกลาดไม่นับได้
มิรู้ที่จะแผลงศรชัย ว่าตนใดเป็นมังกรกัณฐ์
แต่พาดสายหมายมุ่งเป็นหลายที พระจักรีไม่รู้แห่งลั่น
จึ่งถามพิเภกกุมภัณฑ์ จะสำคัญยักษาตนใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย ก็ทูลไปด้วยไวปัญญา
ขอพระองค์จงสั่งพรหมาสตร์ ให้ตรงไปพิฆาตยักษา
แม้นมังกรกัณฐ์มรณา จะหายรูปมายาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ ทรงธรรม์จึ่งสั่งศรชัย
เสร็จแล้วพาดสายเงื้อง่า งามสง่าไม่มีที่เปรียบได้
น้าวหน่วงด้วยกำลังว่องไว ก็ผาดแผลงไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ วิมานมาศสะเทือนทุกราศี
ตรงไปตามสั่งพระจักรี ต้องอสุรีมังกรกัณฐ์
เศียรขาดกระเด็นจากกาย ด้วยฤทธิ์พระนารายณ์รังสรรค์
ตกลงสุดสิ้นชีวัน รูปมายานั้นก็หายไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาน้อยใหญ่
ทั้งหมู่นางฟ้าสุราลัย เห็นพระทรงชัยสี่กร
สังหารพญามังกรกัณฐ์ สุดสิ้นชีวันด้วยแสงศร
ต่างองค์ปรีดาสถาวร เผยบัญชรแก้วทุกวิมาน
เยี่ยมพักตร์สำรวลสรวลร่า พร้อมหน้าตบหัตถ์ฉัดฉาน
โปรยดอกไม้ทิพย์อันโอฬาร หอมหวานตลบอบอาย
หมู่นางอัปสรก็ดีดสี ดุริยางค์ดนตรีประสานสาย
อวยชัยให้พรพระนารายณ์ ยอกรถวายบังคมคัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ