สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๖

๏ บัดนั้น ฝ่ายขุนอาชาชาญสมร
ควบขับรีบเร่งอัสดร ไปนครอยุธยาเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงจากพาชี เข้าหาเสนีผู้ใหญ่
แจ้งความตามข้อรับสั่งใช้ แล้วส่งให้ซึ่งราชสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
แจ้งข่าวเร่าร้อนในวิญญาณ์ ก็พากันเข้าสู่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนน้อมเศียรอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถรังสรรค์
ทูลว่าอสุรคนธรรพ์ มันยกพหลพลมาร
ตั้งอยู่ปลายแดนนคเรศ จะเข้าปล้นไกยเกษราชฐาน
พระอัยกาผู้ปรีชาชาญ บรรหารให้ขุนอัสดร
นำเอาพระราชสารา มาถวายบาทบงสุ์พระทรงศร
ทูลแล้วคลี่สารสุนทร ชุลีกรอ่านไปทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ศุภลักษณ์ราชสารา องค์พระอัยกาเรืองศรี
ผู้ดำรงไพร่ฟ้าประชาชี ในที่ไกยเกษกรุงไกร
อวยพรมาถึงพระนเรศ อันทรงเดชฟากฟ้าดินไหว
เป็นที่พึ่งอับเข็ญให้เย็นใจ ทั่วไปทั้งไตรโลกา
บัดนี้มีราชภัยพาล ชื่อคนธรรพ์มารยักษา
ยกหมู่จตุรงคโยธา มาเข่นฆ่ารบรุกเอาธานี
อันตัวอัยกาชรานัก สุดที่จะโหมหักยักษี
ทั้งเสนาไพร่ฟ้าประชาชี มีแต่สลดระทดใจ
ขอเอาเดชาพระอวตาร มาสังหารกุมภัณฑ์ซึ่งหยาบใหญ่
อันมหาไกยเกษกรุงไกร ก็จะได้เป็นสุขด้วยนัดดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์นาถา
แจ้งสารสมเด็จพระอัยกา โกรธาดั่งหนึ่งเพลิงพิษ
เหม่เหม่ดูดู๋อ้ายคนธรรพ์ มันหยาบช้าโมหันธ์ทุจริต
นานแล้วศรกูผู้มีฤทธิ์ มิได้กินโลหิตอสุรี
ตรัสพลางสั่งสองวรนุช พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
อันการสงครามครั้งนี้ พี่จะให้หลานรักไปชิงชัย
ตัวเจ้าพี่น้องทั้งสององค์ เป็นจอมจตุรงค์ทัพใหญ่
พระมงกุฎผู้ปรีชาไว ให้เป็นกองขันอันศักดา
ฝ่ายว่าเจ้าลบกุมาร คุมพลทวยหาญเป็นทัพหน้า
ยกไปล้างพวกพาลา ที่มันหยาบช้าราวี
ให้ปรากฏพระเกียรติยศไว้ ตามในสุริย์วงศ์เรืองศรี
ฝ่ายพญาอนุชิตผู้ฤทธี ขุนกระบี่จงเร่งรีบจร
ไปยังขีดขินชมพู เกณฑ์หมู่ทวยหาญชาญสมร
ทั้งพลอสุราพลากร ทั่วทุกพระนครให้ยกมา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทำอำนาจผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศหวาดไหว
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปขีดขินธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์สุครีพกระบี่ศรี
ตามข้อรับสั่งพระจักรี ถ้วนถี่เสร็จสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์โอรสพระสุริย์ฉาน
ได้แจ้งรับสั่งพระอวตาร ก็ให้เกณฑ์ทหารทุกกรุงไกร
พร้อมทั้งยักษาพานรินทร์ จะเดินนํ้าดำดินก็ย่อมได้
แน่นนันต์นับด้วยสมุทรไท ก็ยกไปอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดพลหาญ นอกปราการตามแนววารีศรี
ก็พากันขึ้นเฝ้าพระจักรี ยังที่พระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างบังคมทูลกำหนดพล ต่างตนต่างขันอาสา
ขอสังหารผลาญพวกพาลา มิให้เคืองบาทาพระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ได้ฟังชื่นชมด้วยสมคิด จึ่งมีประกาศิตตรัสไป
ดูก่อนโอรสพระสุริยน จงจัดพลโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
ตั้งตามตำรับทัพชัย จะยกไปแต่รุ่งราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดพวกพหลพลรบ เข้ากองพระลบทัพหน้า
ล้วนเหล่าชมพูนครา แกล้วกล้าฮึกหาญชำนาญยุทธ์
อันพลขีดขินเวียงชัย อยู่ในกองทัพพระมงกุฎ
กองหลวงพื้นพวกมนุษย์ คาดตะกรุดใส่เครื่องคงทน
อันยักษาลงกามลิวัน ตรวจกันเอิกเกริกกุลาหล
องค์พระสัตรุดฤทธิรณ เป็นจอมพลรั้งท้ายพลากร
ล้วนถืออาวุธหอกดาบ ปืนยากำซาบธนูศร
ตั้งโดยพยุหบาตรเสด็จจร ซับซ้อนตามแถวรัถยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาเข้าที่สนานกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ไขท่อธารทิพย์สุหร่ายรัตน์ สี่กษัตริย์สระสรงกระแสสาย
ทรงสุคนธ์ปนละอองทองพราย สนับเพลาพลอยรายสามชั้น
สองพระอาผ้าจักรพรรดิทรง กระหนกหงส์เกี้ยวกรองทองคั่น
สองกุมารม่วงตองท้องพัน ชายไหวกุดั่นชายแครง
ต่างทรงฉลององค์พระกรน้อย พื้นตาดดวงลอยเครือแย่ง
สังวาลสามสายลายแทง ทับทรวงเพชรแดงตาบทิศ
ทองกรพาหุรัดนาคี ธำมรงค์พลอยมณีโลหิต
พระอาทรงมงกุฎชวลิต ดอกไม้ทิศเกี้ยวเพชรกุมารทรง
ต่างขัดพระขรรค์แล้วจับศร กรายกรย่างเยื้องดำเนินหงส์
งามสง่างามฉวีทั้งสี่องค์ มาเฝ้าเบื้องบาทบงสุ์พระจักรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
สถิตเหนือแท่นแก้วรูจี กับสามพระชนนีวิลาวัณย์
ต่างสวมกอดสองกุมารา จุมพิตพักตราแล้วรับขวัญ
จึ่งอำนวยอวยชัยพร้อมกัน ซึ่งจะไปโรมรันด้วยพวกภัย
ทั้งสี่องค์จงทรงศักดาฤทธิ์ ใครอย่าต่อศรสิทธิ์ของเจ้าได้
ให้ภิญโญยศปรากฏไป ทั้งในโลกาธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ต่างน้อมเศียรศิโรโมลี รับพรสวัสดีด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมีเยาวยอดเสน่หา
อาลัยในองค์พระลูกยา จึ่งมีวาจาตรัสไป
ดูก่อนพระพรตพระสัตรุด เจ้าผู้ฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
อันสองนัดดาดวงใจ ไม่เคยชิงชัยด้วยไพรี
ประการหนึ่งก็ยังเยาว์เบาคิด ซึ่งจะเข้าต่อฤทธิ์ยักษี
พี่ขอฝากไปใต้ธุลี พ่อทั้งสองนี้จงเมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสัตรุดกนิษฐา
ได้ฟังเสาวนีย์นางกัลยา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
พระผู้มารดาไตรภพ อย่าปรารภพระทัยหม่นไหม้
อันสองพระกุมารชาญชัย ไว้นักงานน้องทั้งสองนี้
ทูลแล้วต่างลาบาทบงสุ์ หกกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
สี่องค์ย่างเยื้องจรลี มาทรงรถมณีพรรณราย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ รถเอยสี่รถทรง ดุมวงดูแววจำรัสฉาย
กงครํ่ากำเครือจำหลักลาย ภาพรายพื้นรอบบัลลังก์ลอย
ลวดกระจังลายกระจ่างหว่างกระจก แก้วกระหนาบกาบกระหนกตาอ้อย
บุษบกบันสะบัดประดับพลอย ชั้นเหมช่อห้อยอลงกรณ์
เทียมสินธพสี่ทั้งสี่รถ มีพยศแม้นพญาไกรสร
สารถีสำทับขับจร เครื่องสูงสลอนสลับกัน
ปี่ฆ้องเป่าขานประสานสังข์ กลองดังกลางดงครื้นครั่น
ผงคลีพัดคลุ้มชอุ่มควัน กงเลื่อนก้องลั่นพันลึก
ยักษ์ลิงแยกเหล่าเป็นหมวดกอง โลดโผนลำพองคะนองศึก
พลหาญพวกแห่โห่ฮึก คึกคึกขับแข่งกันรีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปลายแดนไกยเกษ พบชาวนคเรศน้อยใหญ่
แจ้งเหตุว่าเสียเวียงชัย พระอัยกาหนีจากพระนคร
ยิ่งแสนสลดระทดจิต ดั่งหนึ่งต้องพิษแสงศร
มิได้พักพวกพลากร รีบร้อนมาในพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ยังทางอีกพักม้าหนึ่ง จะถึงนิเวศน์บุรีศรี
จึ่งหยุดพหลโยธี ในที่ชัยภูมิอันโอฬาร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มียศถา
จึ่งกะเกณฑ์ให้ตั้งพลับพลา แทบท่าชายป่าพนาดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลคนธรรพ์ชาญสมร
พากันออกจากพระนคร ซอกซอนหากินทุกวัน
เที่ยวจับหมูไก่วัวควาย ไพร่นายโห่ร้องเสียงสนั่น
ผูกมัดหาบหามตามกัน สำรวลสรวลสันต์เดินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายกระบี่กองตระเวนทัพหน้า
แลไปตามแถวมรคา เห็นพวกอสุราสาธารณ์
ต่างตนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มือคันเขม้นจะสังหาร
กรูกันเผ่นโผนโจนทะยาน เข้าไล่รอนราญเป็นโกลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลคนธรรพ์ยักษี
ไม่ทันรู้ตัวก็เสียที แตกหนีกระจัดพลัดพราย
บ้างทิ้งมีดพร้าหาบคอน อาวุธกับกรก็ตกหาย
บ้างบาดบ้างเจ็บบ้างตาย ไพร่นายอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นมาพ้นพวกวานร เหนื่อยพักหอบถอนใจใหญ่
แอบดูรู้ว่าทัพชัย ก็เข้าไปในราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษี
ทูลว่ามีราชไพรี มาตั้งทัพอยู่ที่อรัญวา
ตัวนายนั้นเป็นมนุษย์ พลยุทธ์วานรกับยักษา
มากมายพ้นที่จะคณนา ได้รบกับข้าบทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชใจหาญ
แจ้งว่ามีศึกมารอนราญ ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตรัสไป
แต่เรายกมาถึงธานี ใครจะต่อฤทธีก็หาไม่
มิได้สนุกสบายใจ ทีนี้จะได้เห็นกัน
ตัวกูก็ทรงอานุภาพ ปราบราบทั่วภพจบสวรรค์
ทำไมกับมนุษย์เท่าแมงวัน มันจะครั่นฝีมือเมื่อไรมี
ว่าพลางก็ทางสัพยอก เย้าหยอกฝูงนางสาวศรี
ผัวเจ้ายกทัพมาราวี น่ากลัวฤทธีเป็นพ้นไป
ตรัสแล้วเข้าห้องไสยาสน์ สมสวาทเชยชิดพิสมัย
ฝ่ายฝูงอนงค์นางใน ก็จำใจบำเรอขุนมาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองพรรณรายฉายฉาน
เสด็จจากห้องแก้วอลงการ ออกหมู่ทหารโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ไสยาสน์ในราษราตรี ยังที่สุวรรณพลับพลา
ตริการจะสังหารชีวัน แก้แค้นคนธรรพ์ยักษา
ทั้งคะนึงถึงองค์พระอัยกา ไม่รู้ว่าจะไปแห่งใด
แม้นหลานอยู่รองบทมาลย์ เผ่าพาลหรือจะดูหมิ่นได้
จะผลาญเสียด้วยพระแสงศรชัย ให้บรรลัยทั้งพวกพลากร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่ไสยาสน์ จนภาณุมาศเยี่ยมยอดสิงขร
ก็สระสรงทรงทิพย์อาภรณ์ บทจรออกหน้าพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พร้อมหมู่ทหารชำนาญยุทธ์ นับสมุทรแน่นนันต์ซ้ายขวา
จึ่งมีพระราชบัญชา ปรึกษาการณรงค์ชิงชัย
อันซึ่งคนธรรพ์ขุนยักษ์ ฮึกฮักอหังการ์หยาบใหญ่
ยกพวกพหลพลไกร มาปล้นเอาไกยเกษธานี
องค์พระหริวงศ์ทรงยศ ให้ราชโอรสทั้งสองศรี
มาสังหารผลาญหมู่อสุรี ให้มีเกียรติไว้ในโลกา
จะยกโยธาพลากร เข้าไล่ราญรอนเข่นฆ่า
ให้สิ้นพวกพาลอสุรา หรือว่าจะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวพญาวานรน้อยใหญ่
ฟังราชบัญชาภูวไนย บังคมไหว้แล้วปรึกษากัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นพร้อมแล้วทูลบาทบงสุ์ น้องพระหริวงศ์รังสรรค์
ซึ่งจะยกทวยหาญเข้าโรมรัน ฆ่ามันก็จะได้ดั่งบัญชา
แต่ว่าไม่เป็นเกียรติยศ ปรากฏพระเดชไปภายหน้า
ขอให้ทหารผู้ศักดา ไปเจรจาโดยธรรมประเพณี
แม้นมาตรตัวมันจะดันดึง แข็งขึงต่อเบื้องบทศรี
จึ่งยกโยธาเข้าราวี ไล่ล้างอสุรีให้แหลกลาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังเห็นชอบทุกประการ ผ่านฟ้าจึ่งมีบัญชา
ดูก่อนศรีชามพูวราช ท่านผู้องอาจแกล้วกล้า
จงไปสื่อสารอสุรา ดูทีมันจะว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาชามพูวราชทหารใหญ่
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูวไนย บังคมไหว้แล้วออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ถีบทะยานผ่านขึ้นอากาศ ไหวหวาดฟากฟ้าราศี
กรขวานั้นกวัดแกว่งตรี เหาะไปบุรีด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพระนิเวศน์วังจันทน์ แลเห็นคนธรรพ์ยักษา
ออกหมู่อสุรเสนา ยังมหาพิมานพระลานชัย
ขุนกระบี่ลอยอยู่กลางอากาศ ทำอำนาจฟากฟ้าดินไหว
แล้วมีสีหนาทประกาศไป เหวยเหวยเป็นไฉนขุนมาร
ตัวจึ่งโอหังยกพล มาปล้นไกยเกษราชฐาน
บัดนี้สมเด็จพระอวตาร บรรหารให้สองอนุชา
ทรงนามพระพรตพระสัตรุด พระมงกุฎพระลบโอรสา
สี่องค์ทรงศรอันศักดา ยกมหาพยุหโยธี
จึ่งตรัสใช้ให้กูผู้ทหาร มาเจรจาว่าขานด้วยยักษี
ถ้ารักตัวกลัวม้วยชีวี จงไปเฝ้าธุลีพระภูธร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชชาญสมร
เหลือบแลขึ้นไปในอัมพร เห็นวานรลอยอยู่ตรงพักตรา
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าผ่า
เหม่เหม่ไอ้ลิงพาลา อหังการ์อาจองทะนงใจ
กูเป็นปิ่นกษัตริย์ทรงฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศไม่เปรียบได้
เที่ยวมาประพาสพนาลัย มิได้ตั้งใจจะราวี
ให้หาองค์ท้าวไกยเกษ ผู้ผ่านนคเรศบุรีศรี
บังอาจขัดราชวาที ของกูผู้มีศักดา
จึ่งได้ยกจตุรงค์ทวยหาญ เข้ารอนราญรุกรบเข่นฆ่า
ตัวมึงชื่อไรเขาใช้มา จึ่งหยาบช้ามิได้บังคมคัล
อ้างอวดศักดาวราฤทธิ์ ไม่รู้ว่าชีวิตจะอาสัญ
ทั้งเจ้าทั้งข้าที่มานั้น จะพากันเป็นเหยื่ออสุรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนกระบินทร์ผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที อันตัวกูผู้มีศักดา
ชื่อชามพูวราชฤทธิรุทร ทหารพระทรงครุฑนาถา
ซึ่งเสด็จอวตารลงมา ล้างพวกอสุราอาธรรม์
แต่ทศพักตร์สิบเศียรยี่สิบกร ผ่านนครลงกาเขตขัณฑ์
จักรวรรดิเจ้าเมืองมลิวัน สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์พรหมาน
ล้วนเรืองฤทธิรอนศรสิทธิ์ ความคิดพิทยาก็กล้าหาญ
ยังพากันสิ้นชีพบรรลัยลาญ จะประมาณนับด้วยสมุทรไท
อันตัวของมึงไอ้ทรลักษณ์ จะรู้จักพระกาลก็หาไม่
มาทำอาจองทะนงใจ จะบรรลัยด้วยวงศ์พระสี่กร
ทั้งตัวทั้งพลจะพินาศ หัวจะขาดกลาดกลิ้งด้วยแสงศร
อย่าพักอ้างอวดฤทธิรอน วานรจะถีบเล่นด้วยบาทา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา อสุราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กระทืบบาทมีราชบรรหาร เหวยไอ้เดียรัจฉานโมหันธ์
อย่าพักโกหกยกกัน กูไม่หวาดหวั่นพรั่นใจ
อันพวกมึงซึ่งยกมาทั้งนี้ ดั่งหมู่มฤคีก็ว่าได้
สำหรับแต่จะยับเป็นจุณไป ด้วยพญาไกรสรอันศักดา
ไสหัวมึงไปเร่งบอกกัน กูจะยกพลขันธ์ออกเข่นฆ่า
สังหารผลาญเสียให้มรณา ไม่ช้าแต่ในนาที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาชามพูวราชกระบี่ศรี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี ก็ลงมาจากที่อัมพร
ยืนอยู่ตรงพักตร์คนธรรพ์ แกว่งพระขรรค์เพชรรัตน์ประภัสสร
เป็นประกายพรายทั่วพระนคร ว่าเหวยดูก่อนไอ้ใจพาล
เอ็งดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง ไม่ควรแข่งเคียงดวงพระสุริย์ฉาน
แต่ตัวกูเป็นข้าพระอวตาร ผลาญมึงก็จะม้วยมรณา
หากเกรงจะเกินรับสั่ง น้องพระทรงสังข์นาถา
หาไม่เศียรมึงไอ้พาลา จะขาดจากกายาบัดเดี๋ยวนี้
ว่าพลางตบมือสรวลสันต์ เย้ยหยันชี้หน้ายักษี
ท่ามกลางอสุรเสนี แล้วเหาะไปยังที่ทัพชัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพลับพลาก็ขึ้นเฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลแถลงแจ้งความแต่ต้นไป ตามได้โต้ตอบขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังเสร็จสิ้นทุกประการ ยินดีปานได้โสฬส
จึ่งถอดธำมรงค์ค่าเมือง อร่ามเรืองด้วยดวงมรกต
ประทานให้กระบี่ผู้มียศ แล้วกล่าวพจนารถอันสุนทร
มิเสียทีที่ท่านเป็นทหาร องค์พระอวตารทรงศร
ตรัสแล้วเสด็จบทจร กรายกรเข้าสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์ยักษา
ครั้นวานรมาทำอหังการ์ กล่าวคำหยาบช้าแล้วกลับไป
ได้ความอัปยศอดสู แก่หมู่มาตยาน้อยใหญ่
ทั้งโกรธทั้งแค้นแน่นใจ ดั่งต้องพิษไฟบรรลัยกัลป์
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งเสนาคนขยัน
จงเตรียมรี้พลกุมภัณฑ์ กูจะไปโรมรันไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพัทกาลยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดเป็นพยุหจัตุรงค์ องค์พระโอรสเป็นทัพหน้า
พลรบล้วนทรงศักดา แกล้วกล้าลำพองคะนองฤทธิ์
แต่ละตนอาจปล้นไพริน หักคอสูบกินโลหิต
ทรหดอดทนเป็นพ้นคิด นิรมิตรแปลงกายหลายกล
ทัพหลวงพื้นพวกชำนาญยุทธ์ แกว่งสาตราวุธกุลาหล
ช้างม้ารถรัตน์ขนัดพล ตั้งตามแถวถนนเนื่องมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาไกยเกษซ้ายขวา
ท้าวนางกำนัลกัลยา ทั้งหญิงชายไพร่ฟ้าประชาชี
เห็นพญาวานรฤทธิรงค์ อาจองโต้ตอบยักษี
ต่างคนชื่นชมยินดี ซุบซิบพาทีต่อไป
ครั้งนี้พวกไอ้คนธรรพ์ มันจะม้วยชีวันหาเหลือไม่
ลางคนหนีจากเวียงชัย ไปยังกองทัพพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทรัตน์ ทูลสองกษัตริย์นาถา
ตามได้รณรงค์แต่เดิมมา จนผ่านฟ้าหนีจากธานี
รุ่งขึ้นพรุ่งนี้ไอ้คนธรรพ์ มันจะยกมาชิงชัยศรี
ทูลพลางต่างทรงโศกี ดั่งหนึ่งชีวีจะวายปราณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตผู้ปรีชาหาญ
ยิ่งฟังยิ่งแค้นแน่นวิญญาณ จึ่งมีพจมานตรัสไป
ทำไมกับไอ้คนธรรพ์ จะแก้แค้นแทนมันให้จงได้
อย่าโศกศัลย์ทุกข์ร้อนอาวรณ์ใจ จะฆ่าให้สิ้นพวกอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตรัสแล้วจึ่งสั่งพระมงกุฎ พ่อผู้ฤทธิรุทรเรืองศรี
จงเป็นจอมพลโยธี ไปราวีล้างเหล่าอสุรา
อันองค์เจ้าลบกุมารนั้น ยกพวกพลขันธ์เป็นทัพหน้า
อานี้จะประคองพระนัดดา ตามราชบัญชาพระสี่กร
ฝ่ายพญาสุครีพนิลพัท จงจัดทวยหาญชาญสมร
ทั้งหมู่ยักษาวานร จะยกไปราญรอนอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพนิลพัทกระบี่ศรี
รับสั่งน้องพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดทัพพระลบอนุชา กองหน้ามัจฉานุเป็นใหญ่
อสุรผัดผู้เรืองฤทธิไกร ให้เป็นกองหนุนบุกบัน
นิลเอกนิลราชนิลนนท์ สามตนเป็นปีกแลกองขัน
กองหน้าพระมงกุฎกุมมิตัน เกียกกายนั้นเกสรทมาลา
สุรเสนสุรการสองนาย เกณฑ์เป็นปีกซ้ายปีกขวา
อันทัพสองน้องนารายณ์ผู้ศักดา โยธามนุษย์กุมภัณฑ์
ทั้งสี่ทัพทวยหาญอึงอัด เยียดยัดเพียงพื้นสุธาลั่น
ดั่งจะปลิดดวงดาวเดือนตะวัน เตรียมกันคอยเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
กับสองนัดดาธิบดี มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สี่กษัตริย์สระสรงวาริน หอมตลบอบกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน เป็นรูปมังกรเกี่ยวกัน
ภูษาต่างสีทั้งสี่องค์ เครือหงส์เกี้ยวกรองทองคั่น
ชายไหวชายแครงกระหนกพัน เกราะแก้วกุดั่นทับทิมราย
ตาบทิศทับทรวงด้วยประพาฬ สร้อยสนสังวาลสามสาย
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรพราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
อันองค์พระพรตพระสัตรุด ทรงมหามงกุฎกาบสะบัด
สองกุมารทรงเกี้ยวดอกไม้ทัด ปักจุฑามณีรัตน์อลงกรณ์
ต่างสอดกรรเจียกกุณฑลแก้ว ขัดพระขรรค์เพชรแพรวแล้วจับศร
งามสง่างามศรีฉวีวร บทจรตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ รถเอยสี่รถทรง กำแก้วดุมกงอลงกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด บัลลังก์ลดฉลุด้วยแก้วลาย
เครือขดภาพเคียงเรียงคั่น สามชั้นแสงช่วงวิเชียรฉาย
กาบกระจังช่องกระจกกระหนกกลาย บุษบกบันระบายสุบรรณบิน
ห้ายอดสูงเยี่ยมโพยมหน ทวยกาญจน์จงกลล้วนแก้วสิ้น
แสงมาศสุกแม้นวิมานอินทร์ เทียมสินธพสีต่างกัน
ขุนรถขับรีบดั่งลมพัด จักรผัดสะท้านสะเทือนลั่น
เครื่องสูงบังสีรวีวรรณ กลองชนะเสียงสนั่นอึงอล
ทวยหาญเกณฑ์แห่โห่ฮึก สามโลกพันลึกกุลาหล
ธงหน้าโบกนำดำเนินพล เร่งร้นขับแข่งกันรีบจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ตกทุ่งแลเห็นปราการ จึ่งให้หยุดทวยหาญชาญสมร
ตั้งที่ชัยภูมิสถาวร คอยจะราญรอนอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวคนธรรพ์ยักษา
ไสยาสน์เหนืออาสน์รัตนา ตรึกตราที่จะออกไปชิงชัย
จนแสงทองเรื่อรองอัมพร ทินกรเยี่ยมยอดเนินไศล
ดาวเดือนเลื่อนลับดับไป เสียงไก่ขันขานประสานกัน
ช้างม้าเริงร้องก้องกึก โยธาคั่งคึกบันลือลั่น
เสียงประโคมดนตรีนี่นัน สุริยันเยี่ยมยอดบรรพตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเสด็จจากห้องนพมาศ ชวนโอรสราชเสน่หา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา เข้ามาที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเครือวงเป็นหงส์บิน เชิงงอนโกมินพรายพรรณ
ภูษาม่วงตองท้องยก ฉลุทองช่องกระจกกระหนกลั่น
ฉลององค์เกราะแก้วแกมสุวรรณ รัดอกกุดั่นอลงกรณ์
ตาบทิศประดับมุกดาหาร ทับทรวงแก้วประพาฬประภัสสร
พาหุรัดนพรัตน์อรชร ทองกรรูปวาสุกรีกราย
ทรงมหาธำมรงค์เรือนครุฑ มงกุฎแก้วสุรกานต์ฉานฉาย
กรรเจียกกุณฑลทับทิมพราย บิตุเรศงามคล้ายเวสสุวัน
ฝ่ายองค์โอรสอันศักดา ดั่งไพจิตรารังสรรค์
จับศรฤทธิไกรคือไฟกัลป์ จรจรัลมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ รถเอยรถศึก สองรถพันลึกงามระหง
แอกงอนแก้วปรับประดับกง ดุมวงบัลลังก์กระจังราย
เรียงรูปเทพนมประนมนิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วแหงนหงาย
หน้าบันชั้นเหมกระหนกกลาย บุษบกงามคล้ายวิมานรัตน์
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันถือทวนแกว่งกวัด
ขับรีบรวดเร็วดั่งลมพัด เครื่องสูงแถวฉัตรธงชัย
ปี่ฆ้องกลองขานประสานเสียง โยธาโห่เพียงแผ่นดินไหว
ผงคลีมืดคลุ้มอโณทัย เร่งพวกพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุณพัทยักษา
ขับรถมากลางโยธา เป็นกองทัพหน้าพระบิดร
ท่วงทีฮึกหาญองอาจ ดั่งหนึ่งลูกราชไกรสร
แลเห็นพวกพลวานร ตั้งทัพซับซ้อนกันไป
ทั้งหมู่อสุรามานุษย์ มากมายหลายสมุทรไม่นับได้
จอมพลทั้งสี่ขี่รถชัย ทรงโฉมวิไลเลิศลักษณ์
อันกุมารน้อยน้อยทั้งสององค์ ดั่งเทเวศร์ลอยลงมาจากจักร
อรชรอ้อนแอ้นจำเริญรัก ผิวพักตร์ผุดผ่องทั้งอินทรีย์
ชะรอยว่าชื่อลบแลมงกุฎ กับพระพรตพระสัตรุดสองศรี
จึ่งให้ขับรถรัตน์มณี ฝ่าพวกโยธีขึ้นไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบรรหาร เหวยเด็กอหังการหยาบใหญ่
น้อยน้อยกระจ้อยเท่าแมงใย เหตุใดไม่กลัวมรณา
จงให้ผู้ใหญ่มาต่อสู้ เอ็งคอยดูเล่นดีกว่า
ถ้ามิฟังก็จะสิ้นชีวา ด้วยฤทธากูบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลบทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เหวยเหวยอสุรีใจพาล
ยกพลมาปล้นไกยเกษ แล้วอวดฤทธิ์อวดเดชว่ากล้าหาญ
อย่าจองหองสู้น้องพระอวตาร แต่กูเป็นหลานจะชิงชัย
ทั้งพ่อทั้งลูกจะวายชนม์ รี้พลมิให้เหลือไปได้
ด้วยกำลังศรสิทธิ์ฤทธิไกร แต่ในนาทีไม่พริบตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งวิรุณพัทยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา สองตาดั่งไฟบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทผาดแผดสุรเสียง สำเนียงดั่งหนึ่งฟ้าลั่น
เหม่ไอ้เด็กน้อยเท่าแมงวัน โมหันธ์หยาบช้าพาที
ตัวกูผู้ทรงศักดาเดช เทเวศเกรงฤทธิ์ทุกราศี
เอ็งอย่าอ้างอวดว่าตัวดี จะล้างชีวีให้บรรลัย
ว่าแล้วจึ่งมีพจมาน สั่งนายทหารน้อยใหญ่
เร่งเข้าโจมตีกระบี่ไพร่ ฆ่าให้สิ้นพวกบรรดามา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รณวุธนายกองทัพหน้า
กุมภสูรกองขันอันศักดา ตรีกันปีกขวาชัยชาญ
อีกทั้งตรีจักรปีกซ้าย ต่างขับนิกายทวยหาญ
บรรดาอสุรหมู่มาร โถมทะยานเข้าไล่ราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างแกว่งสาตราอาวุธ อุตลุดโห่ร้องอึงมี่
แล่นโลดแทงฟันเป็นโกลี อสุรีหนุนเนื่องกันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
ต่างผลุนหมุนรับว่องไว ชิงชัยต่อตีอสุรา
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าจับกัน ต่างแทงต่างฟันประจัญหน้า
กุมภัณฑ์ตายกลาดดาษดา แตกยับลงมาไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนมารทหารทั้งสี่
เห็นวานรไล่ฆ่าอสุรี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทกวัดแกว่งคทาวุธ สำแดงฤทธิรุทรดั่งฟ้าลั่น
เผ่นโผนโจนทะยานเข้าโรมรัน บุกบันไล่ตีกระบี่มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มัจฉานุอสุรผัดตัวกล้า
นิลเอกนิลราชอันศักดา เห็นสี่ยักษาตีพลไกร
ต่างตนกริ้วโกรธตัวสั่น แผดเสียงสนั่นหวั่นไหว
แกว่งกระบองพระขรรค์ทะยานไป โถมไล่รับหน้าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ อสุรผัดโจมจับสัประยุทธ์ ต่อด้วยรณวุธยักษี
มัจฉานุผู้ชาญฤทธี โจมตีกุมภสูรขุนยักษ์
นิลเอกเหยียบบ่าตรีกัน นิลราชประจัญตรีจักร
สี่ทหารสมเด็จพระหริรักษ์ ต่างผลาญสี่ยักษ์บรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ แล้วไล่หักโหมโจมประจัญ ตีพลกุมภัณฑ์น้อยใหญ่
ทั้งหมู่ม้ารถคชไกร ล้มตายไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุณพัทยักษี
เห็นสี่ทหารสิ้นชีวี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทเร่งราชรถทรง กำกงสะเทือนเลื่อนลั่น
ฉวยจับจักรแก้วแพรวพรรณ กุมภัณฑ์กวัดแกว่งแล้วขว้างไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงสุริยา ดินฟ้ากัมปนาทหวาดไหว
ร้อนแรงคือหนึ่งแสงไฟ ล้อมไล่วานรโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลบทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นยักษ์ขว้างจักรโมลี สำแดงฤทธีเป็นโกลา
จึ่งชักศรสิทธิ์ออกพาดสาย หมายล้างอาวุธยักษา
น้าวหน่วงแผลงไปด้วยศักดา เสียงสนั่นลั่นฟ้าแดนไตร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรชัยไปล้างจักรกรด แหลกหมดไม่ทนกำลังได้
แล้วต้องรถยักษ์หักไป ด้วยฤทธิ์ไกรชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุณพัทศักดากล้าหาญ
รถหักตกพื้นสุธาธาร ขุนมารกริ้วโกรธเป็นโกลา
ลุกขึ้นแกว่งศรยืนยัน ขบฟันเขม้นเข่นฆ่า
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงมา จับงอนรัถาทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลบทรงสวัสดิ์รัศมี
ลงจากรถรัตน์มณี เข้าไล่โจมตีกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าขวานั้นเหยียบบ่าซ้าย เยื้องกรายแกว่งศรดั่งจักรผัน
ตีต้องอสุราอาธรรม์ หันเหเซไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุณพัทสิทธิศักดิ์ยักษา
ความเจ็บทุกเส้นโลมา โกรธาจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงปีกครุฑ เป็นอาวุธตกลงไม่นับได้
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร ด้วยฤทธิไกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลบสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นอาวุธยักษามาโรมรัน ต้องพวกพลขันธ์วานร
จึ่งชักศิลป์สาตร์ขึ้นพาดสาย งามดั่งพระนารายณ์ประลองศร
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธิรอน มุ่งหมายดัสกรแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เป็นลมกรดล้างอาวุธ แหลกลาญสิ้นสุดหาเหลือไม่
แล้วต้องวิรุณพัทบรรลัย ล้มในพ่างพื้นพสุธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวคนธรรพ์ยักษา
เสด็จเหนือรถแก้วแววฟ้า ท่ามกลางเสนาพลมาร
แลเห็นโอรสอสุรินทร์ ต้องศรสุดสิ้นสังขาร
แสนสลดระทดวิญญาณ ปานดั่งเศียรขาดออกจากกาย
ชลนัยน์ไหลนองคลองเนตร อาดูรพูนเทวษใจหาย
แสนทุกข์แสนรักแสนเสียดาย โกรธดั่งเพลิงพรายกระจายฟ้า
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ให้โลทันเร่งราชรัถา
พระกรแกว่งศรศักดา ยกพลขึ้นมาจะโรมรัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นวิรุณพัทสิ้นชีวัน คนธรรพ์โกรธาบ้าใจ
เร่งพลเร่งรถคชา เสียงสนั่นลั่นฟ้าดินไหว
จึ่งให้ขับรถแก้วแววไว ขึ้นไปรับทัพอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษี
เห็นกุมารทรงรถมณี ยกพลกระบี่ขึ้นมา
ยิ่งกริ้วโกรธาทุกขมขน มืดมนนัยน์เนตรทั้งซ้ายขวา
ขบฟันกระทืบบาทา แล้วมีวาจาประกาศไป
เหม่เหม่ไอ้ลูกกาลี จะว่าเกิดวันนี้ก็ว่าได้
น้อยน้อยกระจ้อยเท่าตัวไร ยังไม่สิ้นกลิ่นนมมารดร
ดั่งลูกเนื้ออ่อนอันตํ่าชาติ องอาจจะสู้ด้วยไกรสร
หมู่มนุษย์เทวาวิชาธร กูราญรอนปราบราบทั้งไตรดาล
แต่อัยกาปู่ตาของเอ็ง ยังกลัวเกรงไม่รอต่อต้าน
มึงคือละอองบทมาลย์ จะพากันวายปราณบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังจึ่งตอบอสุรี มึงอย่าพาทีให้เกินพักตร์
อันองค์พระอัยกากู การณรงค์รอบรู้แหลมหลัก
แต่หากว่าทรงพระชรานัก มึงจึ่งโหมหักได้พารา
ตัวกูเล็กก็ชาติอสรพิษ ดั่งพระกาลชาญฤทธิ์แกล้วกล้า
จะสังหารผลาญชีพไอ้พาลา ให้มรณาตามลูกมึงบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้ลูกน้อย ถ้อยคำหยาบช้าโมหันธ์
อันเลือดเนื้อของมึงเท่านั้น เห็นไม่ครั่นปากแร้งกา
ว่าแล้วมีราชโองการ สั่งนายทหารซ้ายขวา
เร่งเร็วเร่งยกโยธา ตีทัพจับฆ่าให้สาใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายกองทหารน้อยใหญ่
รับสั่งแล้วขับพลไกร เข้ารุกไล่หักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างยิงหน้าไม้เกาทัณฑ์ จุดปืนเสียงสนั่นอึงมี่
แทงฟันโรมลุกคลุกคลี ตีกระหนาบโห่ร้องเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกกระบี่นิกายซ้ายขวา
แยกทัพออกรับเป็นปีกกา เข้าตีประดาทะยานยุทธ์
ถีบตบขบกัดฟัดฟาด ฉีกแขนขาขาดนับสมุทร
วานรได้ทีตีรุด ยักษ์แตกอุตลุดพัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุรากองหนุนกองขัน
เกียกกายซ้ายขวาพร้อมกัน เห็นทัพหน้านั้นแตกลงมา
ต่างตนต่างขับทวยหาญ โถมทะยานออกรับประจัญหน้า
ถ้อยทีตีกันเป็นโกลา ต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุรเสนสุรการชาญสมร
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน แกว่งพระขรรค์ฤทธิรอนเข้าราวี
แทงฟันกลอกกลับสับสน เข่นฆ่าล้างพลยักษี
ล้มตายก่ายกองไม่สมประดี แล้วโผนจับสี่อสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สี่นายทหารยักษา
ต่างตนกวัดแกว่งคทา ทะยานเข้ารับหน้าวานร
หวดซ้ายป้ายขวากุลาหล ทรหดอดทนกลางสมร
ต่างตีต่างฟันประจัญกร ราญรอนกลอกกลับจับกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทหารพระนารายณ์รังสรรค์
สุรเสนเหยียบสองกุมภัณฑ์ แกว่งพระขรรค์เงื้อง่าราวี
สุรการผู้มีศักดา เหยียบบ่าทั้งสองยักษี
หกนายจับกันเป็นโกลี ต่างฟันต่างตีว่องไว
สองนายรอนราญหาญหัก สี่ยักษ์เสียทีไม่รับได้
วานรตัดหัวโยนไป แล้วร้องไยไพอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษา
เห็นกระบี่เย้ยหยันก็โกรธา เปล่งตาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กระทืบเร่งรถคชสีห์ เพียงพื้นปถพีจะทรุดลั่น
ชักศรพาดสายยืนยัน กุมภัณฑ์ก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงพยุหฝน เป็นศรเกลื่อนกล่นไม่นับได้
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร บรรลัยกลิ้งกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์นาถา
เห็นคนธรรพ์แผลงศรมา ต้องหมู่โยธาวานร
เจ็บปวดล้มตายก่ายกัน ทรงธรรม์ก็ชักพระแสงศร
พาดสายน้าวหน่วงด้วยฤทธิรอน ลูกพระสี่กรก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกรด ต้องรถหักยับไม่ทนได้
พลมารสุดสิ้นชีวาลัย กระบี่ไพรที่ตายก็เป็นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษา
ตกรถเจ็บช้ำทั้งกายา โกรธาผุดลุกขึ้นทันที
ตาแดงดั่งแสงสุริยัน ขบฟันกวัดแกว่งศรศรี
โถมทะยานราญรุกราวี ขึ้นโจมตีบนรถพระกุมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจหาญ
แกว่งศรรับกรรอนราญ หวดต้องขุนมารกระเด็นไป
เสด็จลงจากราชรถทรง อาจองถาโถมโจมไล่
งามดั่งบิตุเรศฤทธิไกร ชิงชัยรามสูรอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษี
รับหัตถ์ปัดป้องราวี ต่างไล่ต่างหนีพัลวัน
ต่างจับกลับกลอกเงื้อง่า เปลี่ยนท่ารวดเร็วดั่งจักรผัน
ต่างกล้าต่างหาญเข้าโรมรัน รบชิดติดพันประจัญกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎกุมารชาญสมร
กวัดแกว่งศรชัยดั่งไฟฟอน เข้าราญรอนโจมจับอสุรา
โจนขึ้นเหยียบบ่าคว้าเศียร กลอกกลับหันเวียนเปลี่ยนท่า
หวดด้วยคันศิลป์อันศักดา อสุราซวนเซไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษี
ยิ่งเจ็บยิ่งแค้นแสนทวี ก็ต้อนพวกโยธีเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารทหารน้อยใหญ่
กลัวราชอาชญาเป็นพ้นไป ก็จำใจถาโถมโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นอสูรคนธรรพ์ ต้อนพวกพลขันธ์เข้ามา
จึ่งชักศรสาตร์พาดสาย มุ่งหมายเขม้นเข่นฆ่า
น้าวหน่วงแผลงไปด้วยศักดา เสียงสนั่นลั่นฟ้าแดนไตร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต้องหมู่จตุรงค์ทวยหาญ บรรลัยลาญสุดสิ้นหาเหลือไม่
หัวขาดตัวขาดกลาดไป เลือดไหลแดงดาษทั้งดินดอน
แล้วศรกลับกลายเป็นนารี ส่งศรีดั่งเทพอัปสร
สี่นางทรงลักษณ์สุนทร อรชรอ้อนแอ้นวิไลวรรณ
กรายกรฟ้อนรำหลายท่า กิริยาสำรวลสรวลสันต์
ตบมือชี้หน้าพร้อมกัน ต่างเข้าเย้ยหยันอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษี
เคี่ยวขับรณรงค์ราวี เสียทีเสียลูกดั่งดวงใจ
เสียทั้งรถรัตน์อัสดร กุญชรทวยหาญน้อยใหญ่
ผู้เดียวไม่เหลียวเห็นใคร ซึ่งจะได้เป็นเพื่อนโรมรัน
ทั้งศรกุมารเป็นนารี สี่นางมารำเย้ยหยัน
ให้สลดระทดใจจาบัลย์ กุมภัณฑ์นิ่งนึกตรึกตรา
หรือหน่อพระนารายณ์ชัยชาญ อวตารมาจริงกระมังหนา
จึ่งเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหิมา ศรศิลป์สาตราเกรียงไกร
เมื่อได้รณรงค์ถึงเพียงนี้ จะรู้ที่ย่อท้อกระไรได้
จะสู้ตายไม่เสียดายชีวาลัย ให้ลือเกียรติไว้ในไตรดาล
คิดแล้วสำแดงแผลงฤทธิ์ มืดมิดบดบังสุริย์ฉาน
จึ่งจับจักรแก้วสุรกานต์ ขุนมารขวางไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เป็นจักรลอยเลื่อนเกลื่อนกลาด เสียงเพียงฟ้าฟาดภูผา
เวียนวงรอบองค์กุมารา ร้อนแรงแสงกล้าดั่งอัคคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นขุนยักษ์ขว้างจักรมาราวี ก็ทรงศรศรีแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นถึงโสฬส ล้างจักรหักหมดไม่ทนได้
แล้วต้องคนธรรพ์บรรลัย ล้มในพ่างพื้นพระสุธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ