สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๕

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ในที่มหาเวไชยันต์
พร้อมหมู่อัปสรอนงค์นาฏ บำเรอบาทเป็นสุขเกษมสันต์
ให้บันดาลร้อนใจดั่งไฟกัลป์ ทรงธรรม์เล็งทิพเนตรมา
แจ้งว่าสมเด็จพระลักษมี เทวีจะประสูติโอรสา
จึ่งมีเทวราชบัญชา ชวนสี่กัลยายุพาพาล
กับแสนสุรางค์นิกร บทจรจากไพชยนต์สถาน
พร้อมฝูงเทเวศบริวาร เหาะทะยานลงมาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โคมเวียน

ร่าย

๏ ครั้นถึงศาลาพระนิเวศน์ เห็นองค์อัคเรศโฉมศรี
เจ็บปวดรวดเร้าทั้งอินทรีย์ ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย
จึ่งสั่งมเหสีทั้งสี่องค์ กับฝูงอนงค์น้อยใหญ่
จงเข้าไปช่วยอรไท อย่าให้ลำบากพระกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุชาดาเสน่หา
ทั้งสุจิตราสุธรรมา นางสุนันทาวิลาวัณย์
รับสั่งองค์ท้าวหัสเนตร พาฝูงเยาวเรศสาวสวรรค์
เข้าไปแวดล้อมพร้อมกัน ประคองครรภ์ผันแปรให้เทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ครั้นเห็นนางฟ้าก็ยินดี เทวีค่อยได้สติมา
พอรุ่งสุริโยโอภาส ลมกัมมัชวาตพัดกล้า
ถึงที่ศุภฤกษ์เวลา กัลยาประสูติพระลูกรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา มโหรี

๏ เป็นชายแช่มช้อยบริสุทธิ์ งามลํ้ามนุษย์ทั้งไตรจักร
ทรงโฉมประเสริฐเลิศลักษณ์ สมศักดิ์สุริย์วงศ์เทวัญ
ดั่งทองทั้งแท่งแกล้งหล่อเหลา พริ้มเพราเป็นที่เฉลิมขวัญ
เหมือนพระบิตุรงค์ทรงสุบรรณ ทั่วทั้งผิวพรรณอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เห็นนางสีดานารี เทวีประสูติลูกยา
ก็ทรงพิชัยยุทธ์มหาสังข์ เป่าดังเสียงลั่นสนั่นป่า
ฝ่ายองค์อัครราชสุชาดา กัลยาก็รับพระกุมาร
มาสรงในมหาสาครแก้ว อันแล้วด้วยนํ้าทิพย์หอมหวาน
ครั้นเสร็จเชิญหน่อพระอวตาร วางเหนือพานรัตน์รูจี
รองด้วยภูษาทุกูลพัสตร์ อันสัมผัสอุ่นอ่อนเฉลิมศรี
ตั้งไว้ตรงพักตร์พระชนนี ในที่พระบรรณศาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
เห็นองค์สมเด็จพระลูกยา นรลักษณ์พักตราอำไพ
มีความชื่นชมโสมนัส พูนสวัสดิ์พ้นที่จะเปรียบได้
แสนสุดเสน่หาอาลัย ในองค์พระราชกุมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมเมรุมาศราชฐาน
กับฝูงอัปสรนงคราญ ทั้งเทพบริวารบรรดามา
ต่างองค์อวยชัยถวายพร ให้ถาวรจำเริญพระชันษา
จงเรืองฤทธิ์เหมือนองค์พระบิดา โลกาจะได้พึ่งสืบไป
เสร็จแล้วจึ่งองค์พระตรีเนตร พาฝูงเทเวศน้อยใหญ่
เหาะระเห็จเตร็จฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปยังทิพย์วิมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ครั้นองค์สมเด็จมัฆวาน กลับไปสถานวิมานฟ้า
จะเหลียวหาผู้ใดก็ไม่เห็น จะเป็นเพื่อนไร้ที่ในป่า
แต่ผู้เดียวเปลี่ยวองค์เอกา กัลยาสลดระทดใจ
จึ่งอุ้มโอรสขึ้นใส่ตัก กอดจูบลูบพักตร์แล้วรํ่าไห้
อนิจจาเกิดมาเมื่อแม่ไร้ อยู่ในหิมเวศพนาวัน
เป็นกำพร้าบิตุเรศแล้วไร้ญาติ ทั้งนิราศโภไคยไอศวรรย์
ถ้าเจ้าประสูติในวังจันทน์ สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์จะห้อมล้อม
สามพระอัยกีจะเชยชม พี่เลี้ยงนางนมจะถนอม
ยามสรงเสวยจะพรั่งพร้อม ยามนอนจะกล่อมให้นิทรา
โอ้อนิจจามาได้ยาก แสนทุกข์ลำบากอนาถา
หากเดชะบุญของลูกยา เทวามาช่วยทั้งนี้
นิมิตภูษาผ้าทรง ไว้ให้รององค์พระโฉมศรี
ตัวแม่สิ่งไรก็ไม่มี ครั้งนี้ขัดสนจนใจ
แต่ธำมรงค์วงเดียวติดมา มารดาจะทำขวัญให้
ว่าแล้วก็ถอดออกทันใด ผูกไว้กับข้อพระกร
พ่อจงมีศักดาวราเดช เหมือนองค์บิตุเรศทรงศร
ตรัสพลางวางลงให้นอน เสร็จแล้วบังอรก็ออกมา ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงอาศรมพระอาจารย์ เยาวมาลย์ยอกรเหนือเกศา
แล้วว่าหลานนี้จะขอลา ลงไปยังท่าชลาลัย
ขอฝากนัดดาเยาวเรศ โปรดเกศจงช่วยเอาใจใส่
อย่าให้มีเหตุเพทภัย จะได้รองเบื้องบาทพระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
ได้ฟังอัครราชเทวี จึ่งมีสุนทรวาจา
เอ็งจงไปเถิดนะนงลักษณ์ อันองค์ลูกรักเสน่หา
ไว้นักงานกูอัยกา จะรักษามิให้มีเหตุการณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
กราบลงแทบบาทพระอาจารย์ นงคราญก็รีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงธารท่าชลธี อยู่ที่แทบเชิงสิงขร
เห็นฝูงสวาวานร โผนจรไต่ไม้ไปมา
ลูกเกาะติดกายสะพายวิ่ง บ้างโลดชิงฉวยผลพฤกษา
จึ่งว่าเหวยลิงพาลา ลูกพึ่งลืมตาเอามาไย
เกาะกอดกายาทั้งหน้าหลัง จะระวังระไวกระไรได้
ผาดโผนโจนจับกิ่งไม้ เสียวใจแลเห็นเป็นกลัวตาง
อันวิสัยสัตว์โนโลกา จำพวกไรมีมาฉะนี้บ้าง
เห็นทำวิปริตผิดทาง จะเอาลูกมาขว้างเสียดั่งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางวานรป่าพนาศรี
ได้ฟังจึ่งตอบไปทันที ซึ่งลูกเรานี้อยู่พันพัว
เป็นธรรมดามาแต่ก่อน ถึงจะมีทุกข์ร้อนก็ยังชั่ว
จะเป็นสิ่งใดก็ไม่กลัว ใกล้ตัวได้เห็นกับตาเรา
ส่วนนางเป็นคนเฉาโฉด กลับมาติโทษผู้อื่นเล่า
เจ้าอีกประมาทใจเบา เอาลูกทิ้งไว้ในกุฎี
ดาบสหลับตาภาวนาอยู่ แม้นหมู่มฤคเสือสีห์
กัดกินก็จะสิ้นชีวี เสียทีที่อุ้มท้องมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดเสน่หา
ได้ฟังวานรเจรจา กัลยาเห็นจริงก็ตกใจ
อนิจจาเป็นน่าอดสู จะรอบรู้เหมือนสัตว์ก็หาไม่
มาทิ้งลูกรักกับอกไว้ คิดแล้วขึ้นไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงโลมลูบจูบพักตร์ อุ้มโอรสรักโฉมศรี
ออกจากพระคันธกุฎี มาที่ท่าฝั่งคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาอาจารย์ฌานกล้า
นั่งสมาธิสำรวมวิญญาณ์ ภาวนาก็เคลิ้มลืมไป
ไม่ระวังดูพระกุมาร ต่อนานจึ่งรำลึกได้
ดูแลอู่เปล่าก็ตกใจ เอะผิดไปแล้วมิเป็นการ
ลูกนางฝากไว้อยู่ในอู่ อะไรจะจู่มาจงผลาญ
อนิจจาเอ็นดูพระกุมาร สงสารทั้งนวลนางสีดา
กลับมาไม่เห็นลูกรัก นงลักษณ์จะโทษกูหนักหนา
จะกันแสงโศกโศกา น่าที่จะม้วยชีวัน
คิดพลางจับได้ไม้เท้าจ้อง เดินมองเที่ยวหาตัวสั่น
ค้นรอบบริเวณอารัญ พระนักธรรม์ไม่พบก็กลับไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ นั่งนิ่งตะลึงรำพึงคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงไหม้
ให้อัดอั้นตันทรวงดวงใจ แล้วคิดได้ด้วยไวปรีชา
อย่าเลยจะตั้งพิธีการ ชุบพระกุมารโอรสา
ขึ้นไว้แทนลูกกัลยา อย่าให้ทันนางมายังกุฎี
คิดแล้วพระอาจารย์ชาญฉลาด วาดรูปพระกุมารเรืองศรี
ลงในกระดานทันที แล้วตั้งอาหุดีกระลาไฟ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
ครั้นถึงธารท่าชลาลัย อรไทพาองค์พระโอรส
ลงสรงในท้องวาริน ชำระมลทินเสียให้หมด
แล้วอุ้มพระสุริย์วงศ์ทรงยศ เสด็จบทจรขึ้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงศาลาอาวาส จึ่งองค์อัครราชเสน่หา
กราบลงแทบบาทพระสิทธา ที่หน้าอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
สาละวนตั้งกิจพิธี ที่ในศาลาอารัญ
เห็นนางสีดานงลักษณ์ อุ้มองค์ลูกรักเฉลิมขวัญ
เข้ามาน้อมเกล้าอภิวันท์ พระนักธรรม์จึ่งมีวาจา
ลูกเอ็งซึ่งใส่ไว้ในอู่ ฝากกูให้ช่วยรักษา
เอาไปเมื่อไรนางสีดา ไม่บอกไม่ว่าให้แจ้งใจ
ทำให้กูหาอยู่ว้าวุ่น จนตั้งกองกูณฑ์พิธีใหญ่
จะชุบพระกุมารขึ้นไว้ ให้แทนโอรสนางเทวี
เมื่อลูกของเอ็งยังดีอยู่ ก็พ้นธุระกูผู้ฤๅษี
จงเลี้ยงรักษาไว้ให้ดี ตานี้จะได้ภาวนา
ว่าแล้วจึ่งองค์พระอาจารย์ ก็หยิบเอากระดานที่เลขา
จะลบรูปวาดกุมารา นั้นเสียต่อหน้าบังอร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
ก้มเกล้าดุษฎีชุลีกร วอนว่าพระองค์จงโปรดปราน
ได้เขียนลงแล้วจะลบไย ชุบขึ้นไว้ให้เป็นเพื่อนหลาน
องค์เดียวเปลี่ยวใจในดงดาน ขอประทานจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาดาบสพรตกล้า
ได้ฟังวาทีนางสีดา จึ่งมีพจนาตอบไป
ซึ่งว่าทั้งนี้ก็ดีอยู่ จะเลี้ยงแล้วกูจะชุบให้
ว่าพลางก็โหมกลาไฟ สำรวมใจร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ จึ่งเอารูปใส่ในกลางเพลิง อันเถกิงจำรัสรัศมี
ด้วยกำลังเวทพระมุนี บังเกิดมีอัศจรรย์อึงอล
เมฆหมอกกลุ้มมัวไปทั่วทิศ มืดมิดพยับโพยมหน
แล้วสว่างสร่างแสงสุริยน บัดดลเกิดเป็นกุมารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึ่งร่ายพระเวทดับกุณฑ์ พระพิรุณตกลงเซ็นซ่า
ก็เข้าอุ้มองค์กุมารา มาส่งให้นางทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วว่าแก่องค์นงคราญ กุมารนี้ตาชุบให้
เป็นน้องของบุตรอรไท จงรักใคร่เหมือนเกิดในครรภ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
รับกุมารมาจากนักธรรม์ กัลยาอุ้มแอบแนบกาย
ประคองเคียงเรียงกันทั้งคู่ ดูงามประเสริฐเฉิดฉาย
ดั่งรูปทองหล่อเหลาเพราพราย พิศน้องคล้ายพี่ทุกสิ่งไป
พักตรากายกรแลลำศอ จะว่าหล่อพิมพ์เดียวก็ว่าได้
นางแสนพิศวาสเพียงขาดใจ ดั่งเกิดในอุทรเทวี
แล้วจึ่งว่าแกพระนักธรรม์ วันนี้ศุภฤกษ์ชัยศรี
จะขอนามพระองค์ทรงฤทธี ให้เป็นสวัสดีทั้งสองรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระดาบสผู้ทรงสิกขา
พิเคราะห์ฤกษ์ยามตามเวลา ทั้งชันษาสองกุมาร
เลือกหาที่เป็นศรีสวัสดิ์ โดยนามกษัตริย์มหาศาล
ได้ทั้งอายุศม์บริวาร เปล่าปลอดจากกาลกิณี
จึ่งว่าลูกนางในอุทร นามกรมงกุฎเป็นพี่
อันรูปซึ่งชุบในอัคคี มืนามชื่อลบอนุชา
ให้สองสุริย์วงศ์ทรงสวัสดิ์ สืบพงศ์จักรพรรดิไปภายหน้า
จงเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหึมา ทั้งไตรโลกาอย่าเทียมทัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ก้มเกล้าเคารพอภิวันท์ กัลยาชื่นชมยินดี
แล้วอุ้มซึ่งสองสุริย์วงศ์ ลาองค์พระมหาฤๅษี
เสด็จย่างเยื้องจรลี มายังกุฎีอรไท ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งให้เสวยนม เชยชมด้วยความพิสมัย
แสนรักสุดรักดั่งดวงใจ ในสองโอรสยิ่งนัก
เช้าคํ่าบำรุงผดุงถนอม อุ้มออมมิให้ครือมือหนัก
นางเฝ้าบำเรอเชอพักตร์ สงวนเลี้ยงลูกรักทุกเวลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองพระโอรสา
ครั้นค่อยจำเริญชนมา ไม่มีโรคายายี
พี่น้องพากันเที่ยวเล่น เช้าเย็นเป็นสุขเกษมศรี
ที่ในบริเวณกุฎี องค์พระมุนีผู้ทรงญาณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
อยู่ด้วยกับองค์พระอาจารย์ ปานดั่งบิตุเรศเรืองชัย
เช้าเย็นอตส่าห์ปรนนิบํติ มิให้เคืองขัดอัชฌาสัย
กวาดแผ้วศาลาพาไล ในที่จงกรมอารัญ
แล้วเที่ยวเก็บผลพฤกษา ตักมาทั้งนํ้าใช้นํ้าฉัน
เป็นนิจอัตราทุกวัน ด้วยกตัญญูพระมุนี
จนพระเยาวเรศผู้ร่วมใจ ค่อยจำเริญวัยทั้งสองศรี
ชันษานั้นได้สิบปี มีโฉมเลิศลักษณ์โสภา
ยิ่งแสนพิศวาสเป็นพ้นนัก ดั่งดวงจักษุซ้ายขวา
จึ่งพาสองราชกุมารา ไปยังศาลาพระอาจารย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงยอกรขึ้นประณต พระนักพรตผู้ปรีชาหาญ
ว่าสองนัดดายุพาพาล ชนมานก็ได้สิบปี
ยังไม่รู้ศิลปศาสตร์ สำหรับราชสุริย์วงศ์เรืองศรี
จะเที่ยวไปในพนาลี เกลือกมีอันตรายบีฑา
ขอพระอัยกาจงโปรดเกล้า บอกให้เล่าเรียนศึกษา
จนชำนาญศรศิลป์วิทยา เบื้องหน้าจะได้กันภัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังจึ่งตอบคำไป อย่าร้อนใจเลยนะบังอร
อันศิลปศาสตร์ความรู้ ไว้นักงานกูจะสั่งสอน
โดยทางไตรเพทอันถาวร ให้เรืองฤทธิรอนดั่งเพลิงกัลป์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ได้ฟังพระมหานักธรรม์ กัลยายินดีปรีดา
จึ่งตรัสแก่สองพระเยาวลักษณ์ ลูกรักแม่ยอดเสน่หา
อตส่าห์เล่าเรียนวิชา จะได้ปรากฏเกียรติ์ในธาตรี
ว่าแล้วน้อมเศียรอภิวาทน์ ลาบาทพระมหาฤๅษี
ยุรยาตรนาดกรจรลี กลับมาที่อยู่อรไท ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคอาจารย์ใหญ่
จึ่งให้สองนัดดายาใจ เล่าเรียนไตรเพทวิทยา
ทั้งลัทธิอุปเท่ห์เล่ห์กล สารพัดมนต์ดลคาถา
ตลอดแต่ต้นจนปลายมา โดยวิชาชายในโลกีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระกุมารพี่น้องสองศรี
เรียนศิลปศาสตร์พระมุนี ปรีชาเคล่าคล่องว่องไว
สารพัดคาถาพระยามนต์ อุปเท่ห์เล่ห์กลก็จำได้
สาธยายขึ้นปากขึ้นใจ จบทั้งไตรเพทวิทยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาอาจารย์ฌานกล้า
เห็นพระเยาวราชกุมารา ศึกษาวิชาชำนาญดี
จึ่งเอาไม้ไผ่อ่อนอ่อน เหลาเป็นคันศรชัยศรี
กับพระลบอนุชาร่วมชีวี มีลูกสามเล่มประกับไป
เจ้าจงหัดยิงทั้งสองหลาน ให้แม่นยำชำนาญจงได้
แล้วแนะลัทธิศิลป์ชัย โดยในไสยเวทประกอบกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองสุริย์วงศ์รังสรรค์
รับศรจากกรพระนักธรรม์ ได้องค์ละคันก็ยินดี
นบนิ้วประณตบทบงสุ์ กราบลงแทบเบื้องบทศรี
ลาพระมหามุนี พี่น้องก็พากันออกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่จงกรม ใต้ร่มพฤกษาโศกใหญ่
เด็ดดอกเสียบปักเรียงไว้ ไกลได้ถึงห้าสิบวา
ต่างองค์ต่างขึ้นธนูศร หมายกรจะยิงบุปผา
พาดสายลั่นไปทั้งสองรา แม่นยำดั่งว่าชำนาญดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ลูกศรทุ่งพวยตรวยตรง ดอกโศกแหลกลงกับที่
ต่างแผลงต่างต้องทุกที ตบหัตถ์สรวลมี่อึงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์พระมหาอาจารย์ใหญ่
เห็นสองนัดดายาใจ เรียนศิลป์ศรได้ชำนาญ
จึ่งว่าอันสองหลานรัก แหลมหลักปรีชากล้าหาญ
จะได้สืบสุริย์วงศ์อวตาร เป็นประธานโลกาธาตรี
จำจะกองกูณฑ์กระลากิจ โดยวิษณุเวทเรืองศรี
ชุบซึ่งศรสิทธิ์ฤทธี ให้พระพี่น้องสำหรับกาย
คิดแล้วจึ่งองค์พระดาบส กำหนดศุภฤกษ์ชั้นฉาย
กองกูณฑ์เถกิงเพลิงพราย สำรวมใจร่ายเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะด้วยวิทยาคม พระสยมภูวนาถนาถา
สุธาดลลั่นก้องโลกา เพลิงแรงแสงกล้าดั่งไฟกัลป์
บังเกิดเป็นองค์เทพบุตร ชูศรฤทธิรุทรรังสรรค์
หกเล่มกับศิลป์สองคัน ขึ้นกลางกองยัญพิธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ดาบสชื่นชมโสมนัส ยื่นหัตถ์ไปหยิบเอาศรศรี
ออกมาจากกองอัคคี เทพบุตรพิธีก็สูญไป
จึ่งเอาธนูศรสาตร์ อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
ให้สองนัดดายาใจ เจ้าจงเอาไว้สำหรับกร
อันพวกพาลาปัจจามิตร ที่เรืองฤทธิ์แกล้วกล้าชาญสมร
จะมาหักหาญราญรอน จงแพ้กรของเจ้าทั้งสองรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระกุมารหาญกล้า
รับศรรับพรพระอัยกา แสนโสมนัสสาพันทวี
จึ่งยอกรถวายอภิวาทน์ จบบาทใส่เกล้าเกศี
แล้วว่าอันคุณพระองค์นี้ พ้นที่จะพรรณนาไป
ถึงจะเอาดินฟ้ามหรรณพ ไตรภพชั่งเปรียบก็ไม่ได้
มีแต่ชีวิตชีวาลัย ถวายไว้ใต้บาทพระอัยกา
ว่าแล้วสองราชกุมาร ลาพระอาจารย์ฌานกล้า
ออกจากพระบรรณศาลา มายังที่อยู่พระชนนี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
เห็นสองโอรสร่วมชีวี รู้ไตรเวทีชำนาญ
ทั้งศิลป์ศาสตร์ศรชัย เคล่าคล่องว่องไวห้าวหาญ
ยินดีปรีดาพ้นประมาณ นงคราญชมเชยพระลูกรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หน่อนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงจักร
ทั้งพระลบอนุชายุพาพักตร์ ต่างนอนกับตักพระชนนี
ต่างชมต่างเชยกันไปมา ต่างองค์ปรีดาเกษมศรี
แล้วทูลว่าลูกทั้งสองนี้ จะลาพระชนนีเที่ยวไป
ชมหมู่จตุบททวิบาท รุกขชาติโตรกเตรินเนินไศล
ให้แสนสำราญฤทัย ไม่ช้าบ่ายคล้อยจะกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
ได้ฟังโอรสทูลลา กัลยารับขวัญแล้วพาที
ซึ่งเจ้าจะไปประพาสไพร ก็ตามใจพ่อเถิดทั้งสองศรี
แต่อย่าพากันจรลี ไปเที่ยวในที่ไกลนัก
เกลือกพบอสุรีผีป่า มันจะมารอนราญหาญหัก
ทั้งสัตว์ร้ายสาธารณ์พาลพยัคฆ์ ลูกรักแม่จงระวังกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์รังสรรค์
กับพระลบอนุชาวิลาวัณย์ ถวายอัญชุลีด้วยดีใจ
ต่างจับธนูศรสิทธิ์ อันมีฤทธิ์ฟากฟ้าดินไหว
แยัมยิ้มพริ้มพักตร์แล้วเดินไป โดยในอรัญมรรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ สองพระองค์ชมหมู่รุกขชาติ เดียรดาษรุ่นเรียงในราวป่า
ลางเหล่าเผล็ดผลปนผกา พวงย้อยห้อยระย้าอรชร
บ้างดิบห่ามสุกงอมหอมหวาน บ้างเบิกบานร่วงรสเกสร
พระพายพากลิ่นขจายจร ยื่นกรเก็บเสวยสำราญใจ
ลดเลี้ยวเที่ยวชมพนมเวศ ศีขเรศโตรกเตรินเนินไศล
มีนํ้าพุดุดันซ่านเซ็นไป เย็นใสดังสายสุหร่ายริน
จักจั่นเรไรเรื่อยร้อง เพรียกพร้องด้วยเสียงปักษิน
บ้างเต้นไต่ร่ายไม้โบยบิน กินผลพฤกษาน่าดู
ชมทั้งฝูงสัตว์จตุบาท เที่ยวลาดเล็มกินเป็นหมู่หมู่
คชสารเลียบธารสินธู บ้างชูงวงเย่อชักหักพง
ทักทอนรสิงห์กิเลนลา เสือมองมฤคาที่ริมป่ง
ประพาสเพลินจำเริญใจทั้งสององค์ จนเข้าแดนดงหิมพานต์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏ มาเห็นพฤกษาพญารัง สูงใหญ่ใบบังสุริย์ฉาน
คณนาแสนอ้อมโดยประมาณ เป็นประธานอยู่กลางอรัญวา
พระมงกุฎจึ่งว่าแกพระลบ เรามาพบรังใหญ่สาขา
พี่จักลองศิลป์อันศักดา ทำลายพฤกษาต้นนี้
จะย่อยยับหักโค่นประการใด จะได้เห็นฤทธิไกรศรศรี
ของพระอัยกาธิบดี วันนี้ให้ประจักษ์ด้วยกัน
ว่าแล้วก็ขึ้นธนูทรง งามดั่งบิตุรงค์รังสรรค์
พาดสายน้าวหน่วงยืนยัน หมายมุ่งแล้วลั่นแผลงไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง ตระ

๏ ถูกต้นพฤกษาพญารัง ไม่ทนกำลังอยู่ได้
หักโค่นก่นลงด้วยฤทธิไกร เสียงสนั่นหวั่นไหวทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาทุกราศี
ทั้งคนธรรพ์ครุฑาวาสุกรี อสุรีกษัตริย์ทุกพารา
ได้ยินเสียงสนั่นนฤนาท ไหวหวาดทั่วทศทิศา
ดั่งลมกัลป์บรรลัยโลกา พัดมาสังหารภพไตร
เป็นมหามหัศอัศจรรย์ จะสำคัญร้ายดีก็ไม่ได้
ต่างตนตระหนกตกใจ ทั่วไปทั้งสามธาตรี
เทวาออกจากวิมานมาศ นางฟ้าหวีดหวาดอึงมี่
ลูกครุฑตกจากสิมพลี อสุรีตรีกูฎก็วุ่นวาย
ฝ่ายฝูงมนุษย์ทั้งนั้น หน้าซีดตัวสั่นขวัญหาย
นาคีหนีเร้นกลัวตาย เลื้อยกระจัดพลัดพรายทั้งบาดาล
บรรดาฝูงสัตว์ในปถพี ไกรสรคชสีห์ช้างสาร
บ้างวิ่งโลดโผนโจนทะยาน ตกห้วยเหวธารวุ่นไป
ทั้งหมู่ปักษาทิชากร บินว่อนร้องแซ่ไม่อยู่ได้
สามโลกเอิกเกริกด้วยกลัวภัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สองกุมารทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นต้นรังแหลกยับเป็นธุลี ด้วยฤทธิ์ศรศรีชัยชาญ
มีความชื่นชมโสมนัส สำรวลตบหัตถ์ฉัดฉาน
แล้วเก็บผลไม้ในดงดาน ที่สุกงอมหอมหวานโอชา
มังคุดละมุดสีดาลำใย ใส่ลงในห่อภูษา
เก็บทั้งดอกดวงพวงผกา ได้แล้วกลับมายังกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งสองสุริย์วงศ์ กราบลงแทบบาทบทศรี
เอาผลพฤกษามาลี ถวายพระมุนีอาจารย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนักสิทธ์ผู้ปรีชาหาญ
เห็นสองเยาวราชกุมาร กลับมายังสถานศาลา
จึ่งมีวาจาถามไป เป็นไฉนหลานรักเสน่หา
เจ้าไปเที่ยวเล่นอรัญวา ตานี้ได้ยินอัศจรรย์
สำเนียงดั่งเสียงอสุนี ฟาดสายแสนทีไหวหวั่น
พระสุธาอากาศเป็นควัน เลื่อนลั่นเอิกเกริกทั้งดินดอน
ตาคิดเห็นผิดประหลาดนัก หรือว่าหลานรักเจ้าลองศร
จึ่งสนั่นครั่นครื้นทั้งอัมพร แต่ก่อนห่อนเป็นเหมือนเช่นนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
จึ่งสนองวาจาพระมุนี หลานทั้งสองนี้เที่ยวไป
ถึงแดนหิมพานต์พนาสณฑ์ พบต้นรังหนึ่งสูงใหญ่
ตัวข้าจึ่งลองศิลป์ชัย คิดว่าไม้นั้นจะทนฤทธิ์
เดชะอานุภาพพระอัยกา พฤกษาไม่ทานศรสิทธิ์
หักสะบั้นเสียงสนั่นทั่วทิศ หลานนี้มีจิตยินดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
ได้ฟังสองกุมารพาที มีมโนภิรมย์ปรีดา
ยอกรลูบหลังลูบพักตร์ หลานรักตายอดเสน่หา
อันไม้ต้นนี้มหึมา แต่ตั้งดินฟ้าสุราลัย
พร้อมกับพระเมรุสิงขร นามกรพญารังใหญ่
ทั้งธาตรีถึงจะมีฤทธิไกร ไม่ทำลายได้ดั่งนี้
เห็นจะอยู่ชั่วดินฟ้า หรือมาย่อยยับด้วยศรศรี
เจ้าทรงกำลังฤทธี สามโลกไม่มีใครต้านทาน
ว่าแล้วอำนวยอวยพร ให้ฤทธิรอนลํ้าองค์พระสุริย์ฉาน
อานุภาพปราบทั่วจักรวาล เป็นประทานจรรโลงโลกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองสุริย์วงศ์นาถา
ก้มเกล้ารับพรด้วยปรีดา แล้วลามาเฝ้าพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างองค์น้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทยุคลทั้งสองศรี
ทูลความซึ่งไปพนาลี ตามที่ได้ลองศิลป์ชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาผู้ยอดพิสมัย
ฟังสองโอรสก็ดีใจ ดั่งได้สวรรค์ชั้นฟ้า
ส้วมสอดกอดจูบด้วยความรัก ประคองไว้กับตักทั้งซ้ายขวา
รับขวัญแล้วมีวาจา เจ้าดวงนัยนาของชนนี
มิเสียทีที่พ่อมากำเนิด เกิดในสุริย์วงศ์เรืองศรี
แต่ยังทรงเยาว์อยู่เท่านี้ ฤทธีเลิศลํ้าแดนไตร
ทรงศรสังหารพญารัง ทั่วทั้งโลกธาตุหวาดไหว
เหมือนพระบิตุรงค์ทรงชัย ยกศิลป์ในเมืองมิถิลา
อันเสียงศรสิทธิ์ของลูกแก้ว แม่ได้ยินแล้วดั่งเจ้าว่า
แต่เวรหลังนั้นยังติดมา จึ่งต้องอนาถาอยู่ดั่งนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้แจ้งแห่งคำพระชนนี ยอกรชุลีแล้วทูลไป
ซึ่งว่าบิตุรงค์ของลูกรัก เป็นปิ่นปักนัคเรศกรุงไหน
ทรงศักดาเดชประการใด จึ่งยกศิลป์หวาดไหวทั้งโลกา
เหตุไฉนสมเด็จพระมารดร จึ่งจากพระนครมาอยู่ป่า
แสนยากลำบากเวทนา ลูกยาสงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
พังโอรสาพาที เทวีสะท้อนถอนใจ
ชลนาคลอคลองนองเนตร จะออกปากแจ้งเหตุมิใคร่ได้
ส้วมสอดกอดองค์โอรสไว้ อรไทตรัสเล่าแต่เดิมมา
อันพระบิตุรงค์ของลูกรัก คือนารายณ์ทรงจักรนาถา
อวตารจากเกษียรคงคา มาเกิดในวงศ์จักรพรรดิ
ทรงนามพระรามราเมศ เรืองเดชเลิศลํ้ากรุงกษัตริย์
เป็นปิ่นอยุธยาบุรีรัตน์ นัดดาอัชบาลธิบดินทร์
มีพระอนุชาทั้งสามองค์ ฤทธิรงค์ประเสริฐด้วยกันสิ้น
หน่อท้าวทศรถภูมินทร์ แม่อยู่มิถินลาธานี
พระบิดาไปยกศิลป์ศร ได้มารดรมาเป็นมเหสี
รักษาสัจอัยกาสิบสี่ปี แม่นี้ตามเสด็จไปอยู่ไพร
จึ่งได้ทศเศียรขุนยักษ์ มาลักมารดาไปได้
ไว้ยังลงกากรุงไกร ภูวไนยกับพระลักษมณ์อนุชา
คุมพลวานรข้ามสมุทร ตามไปสัประยุทธ์ด้วยยักษา
ฆ่ามันสุดสิ้นชีวา คืนได้แม่มาพระนคร
ภายหลังซ้ำเกิดรณรงค์ อาเจ้าสององค์ผู้ทรงศร
ยกไปสังหารราญรอน ได้นครลงกามลิวัน
มาขึ้นในใต้เบื้องบาท องค์พระบิตุราชรังสรรค์
อันกรุงศรีอยุธยานั้น สนุกดั่งฉ้อชั้นสุราลัย
มารดานี้ทรงครรภ์เจ้า ขวัญข้าวผู้ยอดพิสมัย
วันหนึ่งจึ่งองค์พระภูวไนย เสด็จไปประพาสพนาลี
มีนางปีศาจมารยา แปลงมาเหมือนหนึ่งทาสี
ใส่ไคล้วอนว่าพาที ให้แม่นี้เขียนรูปทศกัณฐ์
พระบิตุรงค์เจ้าทรงพระโกรธนัก ให้พระลักษมณ์ฆ่าแม่ไม่อาสัญ
จึ่งได้มาพึ่งพระนักธรรม์ รำพันแจ้งสิ้นแล้วโศกา ฯ

ฯ ๒๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมงกุฎโอรสา
ได้ฟังสมเด็จพระมารดา สร้อยเศร้าวิญญาณ์สลดใจ
ให้คิดอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
ซบพักตร์โศกาอาลัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
เสด็จออกหมู่มุขมนตรี ยังที่พิมานไพชยนต์
ได้ยินสำเนียงเสียงสนั่น เลื่อนลั่นดินฟ้ากุลาหล
กัมปนาทหวาดไหวทุกตำบล เพียงภูมิมณฑลจะควํ่าไป
บรรดาเสนาพฤฒามาตย์ ราชกูลสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
ทั้งฝูงสนมกรมใน ตกใจไม่เป็นสมประดี
อีกเสียงไพร่ฟ้าประชาชน ทุกตำบลอื้ออึงคะนึงมี่
ช้างม้าหลุดแหล่งเป็นโกลี ภูมีฉงนในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึ่งสั่งขุนตำรวจผู้ใหญ่ เร่งเร็วออกไปเรียกหา
ราชครูปโรหิตโหรา เข้ามาประชุมให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งขุนตำรวจคนขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาถึงที่เคหะฐาน โหราพฤฒาจารย์น้อยใหญ่
แจ้งความตามข้อรับสั่งใช้ จงเร่งเข้าไปอย่าช้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรผู้มียศถา
แจ้งว่าพระองค์ทรงนครา ให้หาก็ลุกขึ้นวุ่นวาย
ฉวยได้สมปักเข้านุ่ง คว้าผ้าพันพุงก็พลัดหาย
หยิบล่วมใส่พกตกเรี่ยราย ได้ตำราทำนายแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างตนต่างคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประนมบังคมไหว้
เหนื่อยหอบหมอบนิ่งหายใจ คอยฟังภูวไนยจะบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นเห็นปโรหิตโหรา ผ่านฟ้ามีราชโองการ
อัศจรรย์วันนี้เป็นไฉน จึ่งหวั่นไหวไปทั่วทุกสถาน
ตัวท่านผู้ปรีชาชาญ จงพิเคราะห์เหตุการณ์ร้ายดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปุโรหิตโหราทั้งสี่
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ต่างดูคัมภีร์วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วทูลว่าอันเกิดอัศจรรย์ จะต้องตำรานั้นก็หาไม่
แต่กฎหมายเหตุจารึกไว้ เมื่อภูวไนยกับสามอนุชา
ลองศิลป์ถวายพระบิตุราช ก็ไหวหวาดทั่วทศทิศา
ครั้งนี้เห็นจะมีผู้ศักดา ลองฤทธิ์วิทยาวิชาการ
ขอให้แต่งลักษณ์อักษร ผูกพญาอัสดรตัวหาญ
เสี่ยงทายแล้วปล่อยอาชาชาญ ให้หนุมานนำทัพสะกดตาม
แม้นใครสุจริตต่อบาทบงสุ์ พระทรงจักรหลักโลกทั้งสาม
จงคำรพนบนอบโดยงาม บูชาทำตามประเวณี
ถ้าใครทะนงองอาจ จับอัศวราชขับขี่
ผู้นั้นขบถต่อพระจักรี ให้เสนีทหารจับมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา ท่านว่านี้ชอบทางธรรม์
แล้วสั่งวายุบุตรวุฒิไกร จงเร่งไปไกยเกษเขตขัณฑ์
หาสองอนุชาร่วมชีวัน มาคิดกันปราบราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทำอำนาจผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศก็หวาดไหว
เหาะขึ้นเวหาด้วยว่องไว ตรงไปไกยเกษพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า ยอกรเหนือเกล้าเกศา
ทูลสองสุริย์วงศ์กษัตรา โดยในบัญชาพระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดชาญสมร
ได้ฟังพญาวานร จึ่งมีสุนทรตรัสไป
วันเมื่อบังเกิดอัศจรรย์ อากาศครื้นครั่นแผ่นดินไหว
เราเห็นประหลาดหลากใจ คิดจะใคร่ไปเฝ้าพระจักรี
ว่าแล้วเสด็จยุรยาตร ลงจากปราสาทมณีศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ไปยังที่อยู่พระอัยกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างองค์น้อมเศียรลงประณต แทบบาทบงกชซ้ายขวา
ทูลว่าสมเด็จพระจักรา ให้พญาอนุชิตชัยชาญ
มาหานัดดาทั้งสองไป ยังพิชัยอยุธยาราชฐาน
ปรึกษาซึ่งเกิดเหตุการณ์ ขอลาบทมาลย์พระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวไกยเกษเรืองศรี
ฟังสองหลานรักร่วมชีวี จึ่งมีบัญชาตรัสไป
ซึ่งพระจักราให้หาหลาน เห็นการจะเกิดศึกใหญ่
จงไปศรีสวัสดิ์เรืองชัย ไพรีอย่ารอต่อกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์ทรงศร
ก้มเกล้าคำนับรับพร แล้วลาบทจรออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ ตรัสสั่งอำมาตย์ซ้ายขวา
จงจัดรี้พลโยธา กูจะไปอยุธยากรุงไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยว่องไว ออกไปจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์เป็นกระบวนพยุหบาตร สี่หมู่องอาจแข็งขัน
ขุนช้างผูกช้างดั้งกัน ถือขอหยัดยันกรีดกราย
ขุนม้าขึ้นขี่พาชี ถือทวนจามรีรำร่าย
ขุนรถขี่รถสุพรรณพราย ถือธนูหน่วงสายคะนองฮึก
ขุนพลจัดพวกพลไกร นายไพร่เหี้ยมหาญชำนาญศึก
โตดำลํ่าสันพันลึก คั่งคึกล้วนถือสาตรา
ตั้งไว้ตามแนวแถวถนน เกลื่อนกล่นโดยซ้ายฝ่ายขวา
เทียมทั้งรถทรงอลงการ์ ประทับท่าเกยรัตน์มณี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
กับพระอนุชาร่วมชีวี เสด็จไปเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย ปทุมทองโปรยปรายดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนทิพย์มาศชมพูนุท
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ปักเป็นมังกรประดับบุษย์
ภูษาต่างสีเครือครุฑ ชายไหวห่วงยุดชายแครง
ฉลององค์พื้นตาดพระกรน้อย รายพลอยสุรกานต์ก้านแย่ง
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลแก้วแดงทองกร
พาหุรัดธำมรงค์เรือนเก็จ ประดับเพชรจำรัสประภัสสร
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกจร จับศิลป์ฤทธิรอนดั่งไฟกัลป์
งามทรงงามองค์งามสง่า ดั่งเทเวศลงมาแต่สวรรค์
เสด็จจากปราสาทแก้วแพรวพรรณ กรายกรจรจรัลมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงล้วนแล้วด้วยมรกต
แอกอ่อนงอนงามช้อยชด ชั้นลดกระจังบัลลังก์ลอย
ประดับด้วยครุฑอัดสิงห์อัด บุษบกบันสะบัดช่อห้อย
สี่มุขแสงวามอร่ามพลอย ห้ายอดสุกย้อยพรายตา
เทียมด้วยพลาหกสีสังข์ สามคู่ล้วนกำลังแกล้วกล้า
องค์พระสัตรุดอนุชา ถือพระขรรค์นั่งหน้าบังคมคัล
ขุนรถขับรีบดั่งลมพัด เครื่องสูงมยุรฉัตรกระชิงคั่น
ธงทิวริ้วรายพรายสุวรรณ ฆ้องกลองมี่สนั่นประโคมครึก
ผงคลีพัดกลุ้มสุธาธาร ทวยหาญโห่ร้องก้องกึก
ขับพลสี่หมู่ดูพิลึก คึกคึกเร่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงอยุธยาพระนคร ให้หยุดพลนิกรน้อยใหญ่
สองพระองค์ลงจากรถชัย ไปเฝ้าสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระเชษฐาธิราชเรืองศรี
ท่ามกลางมหาเสนี ในที่พระโรงพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ