สมุดไทยเล่มที่ ๙๕

ช้า

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ครั้นแสงทองส่องฟ้าชวลิต โดยเบื้องบุรพทิศพรายพรรณ
เสนาะเสียงเรไรจักจั่นแจ้ว โกกิลไก่แก้วขานขัน
ดาวเดือนเลื่อนลับสัตภัณฑ์ สุริยันเยี่ยมยอดยุคุนธร
หมู่แมลงผึ้งภุมรีทอง เชยซาบละอองเกสร
พระพายพากลิ่นขจายจร ภูธรชวนองค์อนุชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เข้าที่สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา ออกหน้าพลับพลาอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ เสด็จเหนืออาสน์แก้วโกมิน พร้อมด้วยกระบินทร์ทวยหาญ
หมอบเฝ้าประณตบทมาลย์ ดั่งมัฆวานออกหมู่เทวัญ
พอได้ยินสำเนียงกึกก้อง โห่ร้องสะเทือนเลื่อนลั่น
จึ่งถามพิเภกกุมภัณฑ์ วันนี้ทัพใครยกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
รับสั่งพระองค์วงศ์เทวา อสุราก็จับยามไป
นับแต่อาทิตย์มาหาจันทร์ แบ่งปันมิให้คลาดเคลื่อนได้
เห็นแจ้งไม่แคลงฤทัย บังคมไหว้สนองพระวาที
อันทัพซึ่งยกออกมา ชื่อว่าบรรลัยจักรยักษี
น้องสุริยาภพอสุรี บุตรเจ้าธานีมลิวัน
มีศรเหราเป็นอาวุธ ฤทธิรุทรเรี่ยวแรงแข็งขัน
หยาบช้ากล้าหาญชาญฉกรรจ์ ปราบได้ถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้แจ้งแห่งคำโหรา จึ่งมีพจนาบัญชาการ
ดูก่อนลูกพระสุริยน จงจัดรี้พลทวยหาญ
ตัวเราจะยกไปรอนราญ ผลาญหมู่อริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
ก้มเกล้ารับราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นกระบวนพยุหบาตร เลือกล้วนองอาจแกล้วกล้า
แต่ละตนเรืองฤทธิ์ศักดา เหาะเหินเดินฟ้าได้ว่องไว
มาตรแม้นจะช้อนแผ่นดิน ยกพระเมรุสีขรินก็ทำได้
กรเดียวจะวิดสมุทรไท ก็จะแห้งเหือดไปด้วยฤทธิ์
แด่ละตนเหี้ยมหาญชาญฉกรรจ์ ขันปล้นฉ้อชั้นดุสิต
ถึงจะเอาเดือนดวงพระอาทิตย์ ก็จะปลิดมาได้ดั่งใจนึก
กวัดแกว่งสาตรากุลาหล ร่านรนลำพองคะนองศึก
ต่างตนต่างหาญต่างฮึก คั่งคึกคอยเสด็จบทจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ชวนพระอนุชาฤทธิรอน กรายกรมาสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาคู่ทรงองค์อินทร์ เชิงรูปนาคินทร์กระหนกพัน
ทรงภูษาทิพย์ต่างสี แย่งยกเทวครีทองคั่น
ชายไหวก้านขดเครือสุวรรณ ชายแครงกุดั่นจำหลักลาย
ฉลององค์พื้นตาดพระกรน้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
ตาบทิศทับทรวงเพชรพราย พาหุรัดนาคกลายทองกร
ธำมรงค์มณีโลหิต ชวลิตแลเลื่อมประภัสสร
ต่างทรงมงกุฎกรรเจียกจร ดอกไม้ทัดอรชรชมพูนุท
งามพระเชษฐาดั่งสุริยัน พระน้องดั่งพระจันทร์เทวบุตร
ต่างทรงศรสิทธิ์ฤทธิรุทร ชวนพระวรนุชมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงล้วนแล้วด้วยมรกต
สามงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดกระจังบัลลังก์ลอย
รายรูปเทพนมประนมนิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วเศียรห้อย
เรือนเก็จเสากาบประดับพลอย ห้ายอดสุกย้อยอร่ามเรือง
เทียมด้วยสินธพอาชาชาติ งามสะอาดทั้งสี่สีเหลือง
ประดับด้วยเนาวรัตน์ค่าเมือง ล้วนเครื่องสำหรับพิชัยยุทธ์
พระอนุชานั่งหน้าประนมหัตถ์ งามทัดเทียมองค์เทวบุตร
ขุนรถกวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรขับทะยาน
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงชัยธงชายธงฉาน
เยียดยัดอัดพื้นสุธาธาร พลลิงพลมารคะนองฮึก
ปี่ฆ้องกลองขานประสานเสียง สำเนียงโห่ร้องก้องกึก
กำกงรถลั่นครั่นครึก ขับกันคึกคึกรีบไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งมั่นลงที่ชายไพร คอยดูฤทธิไกรอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายบรรลัยจักรยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หมายมั่นเขม้นเข่นฆ่า
กระทืบบาทมีราชบัญชา ให้ขับรัถาขึ้นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้จึ่งมีบรรหาร เหวยมนุษย์ใจพาลหยาบใหญ่
จะมีศักดาเดชเพียงใด ดั่งลูกไก่มาต่อพญาครุฑ
อันในพ่างพื้นพสุธา ทั้งชั้นฟ้าบาดาลเป็นที่สุด
ก็เกรงเราผู้มีฤทธิรุทร ไม่อาจต่อยุทธ์ประจัญกร
ตัวท่านพี่น้องสองคน หรือจะอาจทานทนกำลังศร
จงเร่งยกพลวานร กลับไปนครอยุธยา
ชมซึ่งสมบัติพัสถาน ให้แสนสุขสำราญดีกว่า
แม้นว่ามิฟังจะมรณา ด้วยศักดาเดชของเรานี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ยิ้มแล้วจึ่งตอบวาที เหวยเหวยอสุรีใจพาล
ท่านดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง หรือจะแข่งด้วยดวงพระสุริย์ฉาน
สำหรับจะยับบรรลัยลาญ ด้วยศรกูผู้ชาญฤทธิไกร
อันสุริยาภพกุมภัณฑ์ พี่ชายตัวนั้นไปอยู่ไหน
คิดดูบ้างก่อนก็เป็นไร ช่างอวดได้ไม่อายแก่โยธา
อันทัพเรายกมาครั้งนี้ แม้นไม่ได้ธานียักษา
อย่าสงสัยว่าจะกลับไปพารา จะเคี่ยวฆ่าให้สิ้นทั้งเมืองมาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล ขุนมารขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่ดูดู๋มนุษย์น้อย ถ้อยคำหยาบคายโมหันธ์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะหั่นมิให้แค้นคอกา
ว่าแล้วมีราชบรรหาร เหวยนนทการยักษา
เร่งขับพหลโยธา เข้าไล่เข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทการยักษี
รับสั่งแล้วขับโยธี เข้าไล่โจมตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธสับสน ต่างตนก็ยิงธนูศร
รบรุกบุกบันประจัญกร ตะลุมบอนแทงฟันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลวานรแกล้วกล้า
เห็นหมู่ยักษีตีเข้ามา ก็แยกเป็นปีกกาออกรับ
กองหนุนหนุนเนื่องกันเข้าไป กองหน้าโลดไล่โจมจับ
ได้ทีตีกระหนาบทุกทัพ พลมารตายยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทสูรนนทการยักษี
เห็นวานรออกไล่ราวี อสุรีตายกลาดดาษดา
สองนายโกรธากุลาหล ต่างตนเขม้นเข่นฆ่า
เผ่นโผนโจนจ้วงทะลวงมา กวัดแกว่งคทาเข้าราญรอน
หวดซ้ายป่ายขวาว่องไว เลี้ยวไล่โจมตีกลางสมร
พลลิงไม่รอต่อกร หนีซอนวิ่งวุ่นพัลวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุรผัดนิลพัทตัวขยัน
เห็นกระบี่เสียทีกุมภัณฑ์ สองนายขบฟันเข้าราวี
ฝ่ายนิลพัทก็ถาโถม โจมจับนนทสูรยักษี
อสุรผัดทะยานเข้าต่อตี จับอสุรีนนทการ
สี่นายกลอกกลับสับสน ต่างอดต่างทนต่างหาญ
สองนายแทงสองขุนมาร วายปราณด้วยกำลังศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายบรรลัยจักรยักษา
เห็นสองวานรมีฤทธา ฆ่าสองอสุราบรรลัย
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
ฉวยชักพระแสงศรชัย พาดสายแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นสุธาธาร สะเทือนถึงวิมานดุสิต
ต้องพลโยธาปัจจามิตร สุดสิ้นชีวิตดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เห็นวานรตายเกลื่อนพระสุธา ผ่านฟ้าจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กึกก้องทั่วท้องโลกธาตุ หมู่มารตายกลาดไม่นับได้
ราชสีห์สารถีก็บรรลัย รถชัยหักยับลงทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
รถหักตกลงกับปถพี อสุรีผุดลุกขึ้นยืนยัน
เห็นพลตายกลาดดาษดา ยิ่งกริ้วโกรธาตัวสั่น
กวัดแกว่งศรชัยดั่งไฟกัลป์ ขึ้นโรมรันบนรถไม่งดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์ทรงศร
รับหัตถ์ปัดป้องด้วยฤทธิรอน ภูธรโจมจับอสุรา
ต่างมีเดชาวราวุธ สัประยุทธ์บนราชรัถา
หวดด้วยพระขรรค์อันศักดา ยักษาตกลงกับปถพี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
จับศรพาดสายทันที ภูมีผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นภพไตร เป็นศรเกลื่อนไปอกนิษฐ์
ต้องตัวอสุราปัจจามิตร ติดเต็มทั่วทั้งกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษา
ต้องศรมนุษย์อันศักดา ดั่งหนึ่งชีวาจะวายปราณ
ขบฟันดำรงกายไว้ ด้วยใจอาจองทะนงหาญ
ยอกรคิดคุณพระอาจารย์ ขุนมารร่ายเวทด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนสามคาบก็ลูบลง ศรหลุดจากองค์ยักษี
ไม่มีแผลระคายอินทรีย์ อสุรีรำพึงคะนึงคิด
ฉิฉะมนุษย์นี้อาจหาญ แม่นยำชำนาญด้วยศรสิทธิ์
ทั้งพวกโยธีก็มีฤทธิ์ ใช้ได้ดั่งจิตจินดา
อันหมู่อสุรกุมภัณฑ์ สู้มันล้มตายเสียหนักหนา
บัดนี้ก็จวนสนธยา พ้นเวลาที่จะชิงชัย
คิดแล้วให้เลิกทวยหาญ แสนเสนามารน้อยใหญ่
ดั่งอสูรกลัวเดชหัสนัยน์ ก็กลับไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นบรรลัยจักรอสุรี เลิกพลโยธีเข้าพารา
พอพระสุริยาสายัณห์ แสงจันทร์จำรัสเวหา
ทรงกลดหมดเมฆจำเริญตา ดาราเกลื่อนกลาดดาษไป
จึ่งให้เลิกโยธาพลากร เสนาวานรน้อยใหญ่
โห่สนั่นครั่นครื้นนภาลัย คืนไปพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายบรรลัยจักรยักษี
ครั้นถึงพิชัยธานี ก็ขึ้นไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระบิตุรงค์ธิราชรังสรรค์
ท่ามกลางสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ พร้อมกันเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เห็นราชโอรสขึ้นมา จึ่งมีบัญชาถามไป
วันนี้ตัวเจ้าไปต่อยุทธ์ กับด้วยมนุษย์เป็นไฉน
สงครามเสียทีหรือมีชัย จึ่งมาต่อสมัยราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังพระราชวาที ชุลีกรสนองพระบัญชา
ตัวลูกนี้ยกออกไป ได้รบพุ่งชิงชัยกันหนักหนา
อันมนุษย์พี่น้องสองรา ศรสิทธิ์ฤทธามันเพริศพราย
แม้นมาตรแผลงมาแต่ละครั้ง กำลังดั่งฟ้าฟาดสาย
ตัวลูกเจ็บชํ้าไปทั้งกาย ดั่งว่าจะวายชีวัน
ทั้งพลสวาวานร ล้วนมีฤทธิรอนแข็งขัน
แต่ฆ่าตายยับนับพัน แล้วมันกลับเป็นขึ้นชิงชัย
อันสงครามครั้งนี้สามารถ จะประมาทหมิ่นมันเห็นไม่ได้
ลูกขอบังคมลาไป ชุบศรในเนินจักรวาล
ขอให้ผู้ใดไปขัดทัพ ตั้งรับต่อซึ่งกำลังหาญ
สามวันจะยกมารอนราญ ผลาญเสียให้สิ้นชีวา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสี่พักตร์ยักษา
ได้ฟังดั่งอำมฤตฟ้า มาโสรจสรงกายาอสุรี
ลูบหลังแล้วตรัสตอบไป เจ้าผู้ดวงใจเฉลิมศรี
อันศรเหราเล่มนี้ สามโลกไม่มีที่เทียมทัน
สาอะไรมนุษย์กับลิงป่า จะไม่ม้วยชีวาอาสัญ
เจ้าจงไปตั้งพิธีกรรม์ ชุบศรสาตร์นั้นให้เกรียงไกร
จะให้มารกระบิลกุมภัณฑ์ ยกพวกพลขันธ์กระบวนใหญ่
ออกไปขัดทัพรับไว้ กว่าดวงใจพ่อจะกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรยักษา
น้อมเศียรรับราชบัญชา ชุลีลามาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งเสด็จขึ้นยังบัลลังก์รถ พร้อมทศโยธายักษี
ขับทะยานผ่านฟ้าด้วยฤทธี ไปยังคีรีจักรวาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งลงจากอากาศ สั่งเสนามาตย์ใจหาญ
จงเร่งปลูกโรงพิธีการ เก้าห้องโอฬารอลงกรณ์
ประดับด้วยราชวัติฉัตรธง ตั้งลงแทบเชิงสิงขร
จะบูชาพระเวทสถาวร ชุบศรให้เรืองฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารทั้งสี่
รับสั่งแล้วถวายอัญชุลี ออกไปยังที่พลไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งกะเกณฑ์กันปันด้าน ทุกหมู่หมวดมารน้อยใหญ่
ให้ปลูกโรงพิธีอำไพ ที่ในแนวเนินบรรพตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนายหมวดมารซ้ายขวา
ก็เร่งรัดพวกพลโยธา ให้ตัดไม้ขนมาเป็นโกลี
บางหมู่ขุดหลุมถากเสา ปรับปรุงกล่อมเกลาอึงมี่
ตั้งซึ่งโรงราชพิธี ตามที่ตำแหน่งพนักงาน
เก้าห้องยาวรีมีเฉลียง ราชวัติฉัตรเรียงทั้งสี่ด้าน
เบื้องบนนั้นดาดเพดาน ห้อยพวงกุสุมาลย์โอฬาร์
ท่ามกลางตั้งแท่นบัลลังก์รัตน์ บัตรพลีบายศรีซ้ายขวา
เทียนเงินเทียนทองรจนา เสร็จตามบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นเสร็จโรงราชพิธี ยินดีดั่งได้วิมานอินทร์
จึ่งเปลื้องเครื่องประดับสำหรับองค์ ส่งให้พนักงานทั้งสิ้น
เสด็จจากรถแก้วโกมิน ลินลาไปสรงคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ขัดสีธุลีเหื่อไคล ให้สิ้นมลทินกายยักษา
ทรงสุคนธ์ลูบไล้ชโลมทา นุ่งผ้าพื้นขาวรูจี
แล้วคาดรัตโกปินำ สอดใส่ธุหรํ่าดั่งฤๅษี
ห่อชฎามุ่นเกล้าเมาลี สวมประคำมณีอลงกรณ์
บงเฉียงศรีเศวตภูษา จับเหราพตพระแสงศร
พอได้ศุภฤกษ์สถาวร บทจรเข้าโรงพิธีกรรม์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ยานี

๏ ขึ้นนั่งยังที่บัลลังก์อาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
สง่างามดั่งเทพนักธรรม์ มาแต่ฉ้อชั้นดุษฎี
จึ่งจุดธูปเทียนมัสการ องค์บรมพรหมานเรืองศรี
กองกูณฑ์โดยกิจพิธี อสุรีหลับเนตรภาวนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวจักรวรรดิยักษา
ครั้นบรรลัยจักรอสุรา ลาไปตั้งกิจพิธีการ
จึ่งสั่งมารกระบิลอสุรี ตัวท่านผู้มีกำลังหาญ
จงยกพหลพลมาร ไปต้านทานขัดทัพรับไว้
มั่นอยู่แต่ในสามวัน อย่าให้มันหักเข้ามาได้
กว่าโอรสรักผู้ร่วมใจ จะเสร็จชุบศรชัยกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มารกระบิลสิทธิศักดิ์ยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา บังคมลาออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดพวกโยธาพลากร เลือกล้วนฤทธิรอนแข็งขัน
สิบหมู่ห้าวหาญชาญฉกรรจ์ เสร็จโดยบัญชาพญามาร
แล้วแต่งกายใส่เสื้อสำหรับศึก ดูพิลึกงามทีชาติทหาร
กรกุมหอกแก้วสุรกานต์ เผ่นทะยานขึ้นหลังมโนมัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ ม้าเอยม้าศึก ตัวดำพันลึกสูงใหญ่
ฝีเท้าเคล่าคล่องว่องไว หนีได้ไล่ทันขยันดี
โจมณรงค์แกล้วหาญร่านรบ ตีนดีดปากขบไม่ถอยหนี
เริงร้องก้องกาจเป็นโกลี ขี่รอบจักรวาลไม่ทันพัก
เสียงโห่คึกคึกสะอึกโผน โจนทะยานปานปล้นเอาไตรจักร
อันพวกทหารก็ฮึกฮัก สำแดงฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหึมา
ลางมารชำแรกแทรกแผ่นดิน บ้างบินบ้างเหาะขึ้นเวหา
ผงคลีตลบทั้งเมฆา รีบมายังสมรภูมิชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาน้อยใหญ่
ตั้งเป็นทัพขันมั่นไว้ ในที่แนวเนินคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
ไสยาสน์เหนืออาสน์รูจี ยังที่สุวรรณพลับพลา
ล่วงเข้าเวลาปัจจุสมัย อโณทัยเรื่อเรืองพระเวหา
เสนาะเสียงไก่แก้วโกญจา มยุราร้องก้องประกาศดง
ทั้งจักจั่นเจื้อยเฉื่อยฉาน สำเนียงหวานจับจิตพิศวง
เพราะเพียงเสียงนาฏอนงค์ ผจงขับข้างที่บรรทมใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ก็ฟื้นองค์สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
กับพระอนุชาผู้ร่วมใจ เสด็จไปออกหมู่มาตยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ พร้อมด้วยท้าวพญาวานร ประนมกรเกลื่อนกลาดถ้วนหน้า
พอได้ยินเสียงโห่โกลา สนั่นถึงมยุราคีรี
จึงตรัสถามท้าวทศคิริวงศ์ มหาวิเชียรพงศ์พรหมยักษี
อันทัพซึ่งยกออกมานี้ บรรลัยจักรอสุรีหรือผู้ใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย ก็จับยามไปตามเวลา
เห็นแจ้งดั่งหนึ่งทิพเนตร โดยที่สังเกตของยักษา
จึ่งน้อมเศียรสนองพระบัญชา ซึ่งศึกยกมาเพลานี้
ในยามว่าเป็นทัพทหาร ชื่อมารกระบิลยักษี
อันตัวบรรลัยจักรอสุรี ไปตั้งพิธีกระลาไฟ
ชุบเหราพตแสงศร ยังจักรวาลสิงขรเขาใหญ่
สามวันจะเรืองฤทธิไกร ปราบไปได้ทั่วทศทิศ
ท้าวจักรวรรดิอสุรา มีราชบัญชาประกาศิต
ใช้ให้ทหารผู้ร่วมคิด ซึ่งมีฤทธิ์ยกพวกพลากร
ออกมาตั้งทัพขัดไว้ ที่ในแนวเนินสิงขร
ขอให้นิลพัทวานร ไปสังหารราญรอนกุมภัณฑ์
อสุรผัดกับลูกพาลี ผู้เรืองฤทธีแข็งขัน
ให้ไปทำลายพิธีกรรม์ ของมันให้เสียวิทยา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพิเภกอสุรา จึ่งบัญชาสั่งลูกพระกาล
ตัวท่านผู้มีฤทธิรอน จงยกวานรทวยหาญ
ออกไปต่อกรรอนราญ ฆ่ามารกระบิลให้บรรลัย
อันขุนกระบี่องคต กับโอรสหนุมานทหารใหญ่
จงไปล้างพิธีกระลาไฟ ให้เสร็จแต่ในเวลานี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตหลานท้าวโกสีย์
อสุรผัดนิลพัทผู้ฤทธี อัญชุลีรับราชบัญชา
สามนายบังคมลาบาท น้องนารายณ์ธิราชนาถา
ก็พากันรีบออกมา จากสุวรรณพลับพลาอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฝ่ายนิลพัทก็จัดพล เลือกล้วนฤทธิรณชาญสมร
พื้นพวกชมพูพระนคร วานรครบสิบสมุทรไท
สองนายสอดเครื่องพิชัยยุทธ์ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
ต่างตนก็แยกกันไป โดยในพระบัญชาการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฝ่ายนิลพัทผู้ศักดา ยกพวกโยธาทวยหาญ
เยียดยัดอัดพื้นสุธาธาร ปานดั่งสายน้ำในสาคร
ครั้นมาถึงที่สนามยุทธ์ ก็หยุดอยู่แทบเชิงสิงขร
ตั้งในชัยภูมิสถาวร คอยดูฤทธิรอนอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มารกระบิลสิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นทัพวานรยกมา อสุราจึ่งร้องถามไป
เหวยไอ้เดียรัจฉานทั้งหลาย มนุษย์นายมึงนั้นอยู่ไหน
จึ่งให้แต่เหล่าลิงไพร ยกพวกพลไกรมาทั้งนี้
อันผู้เป็นจอมโยธา สมญาชื่อไรกระบี่ศรี
องอาจออกมาราวี กับกูผู้มีฤทธิรอน
ดูดั่งหนึ่งลูกมฤคชาติ จะมาต่อฤทธิ์ราชไกรสร
สำหรับแต่จะยับลงกับกร สิ้นทั้งวานรพลไกร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทชัยชาญทหารใหญ่
ได้ฟังจึ่งร้องตอบไป เหวยไอ้จังไรอหังการ์
กูเป็นทหารพระจักรรัตน์ ชื่อพญานิลพัทแกล้วกล้า
อุปราชชมพูนครา อานุภาพเลิศลบธาตรี
บัดนี้น้องพระภุชพงศ์ ทรงนามพระพรตเรืองศรี
ให้กูยกพลโยธี มาเอาชีวีของมึงไป
เอ็งอย่าอวดฤทธิ์ว่ากล้าหาญ จะทานฝีมือกูที่ไหนได้
สำหรับจะม้วยชีวาลัย แต่ในนาทีไม่พริบตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มารกระบิลสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา มึงหรือชื่อว่านิลพัท
ดั่งเด็กน้อยไม่รู้กลัวตาย จะเอากายมาพานที่จักรผัด
หัวจะขาดจากกายพรายพลัด ด้วยหัตถ์ของกูผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังวาจาอสุรี ชี้หน้าว่าเหวยไอ้จังไร
เย่อหยิ่งเจรจาให้เกินพักตร์ จะรู้จักพระกาลก็หาไม่
อย่าโอหังอ้างอวดฤทธิไกร เดี๋ยวนี้จะได้เห็นกัน
ว่าแล้วชักตรีออกกวัดแกว่ง สำแดงฤทธิไกรไหวหวั่น
ขับหมู่วานรทั้งนั้น ให้เข้าโรมรันอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลนิกรกระบี่ศรี
แยกกันออกไล่ราวี ตีทัพกุมภัณฑ์วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปากกัดตีนถีบมือตบ แล่นตลบถาโถมโจมไล่
หักเอาด้วยกำลังฤทธิไกร มิได้เงือดงดลดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกโยธามารชาญสมร
แยกกันออกจับวานร ตะลุมบอนโรมรุกคลุกคลี
ยิงแย้งแทงฟันกันสับสน ทรหดอดทนไม่ถอยหนี
กอดกัดฟัดกันประจัญตี อสุรีไม่คิดตัวตาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลวานรทั้งหลาย
โถมหักเอาด้วยกำลังกาย ไพร่นายหนุนเนื่องกันเข้าไป
พลลิงชิงเอาอาวุธ ฟันแทงแย้งยุทธ์หางดไม่
พลมารตายแตกทั้งทัพชัย วานรรุกไล่ตีประดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มารกระบิลฤทธิไกรใจกล้า
เห็นพลตายยับก็โกรธา ขับม้าแกว่งหอกเข้าลุยแทง
เลี้ยวไล่ซ้ายขวาหน้าหลัง ด้วยกำลังศักดากล้าแข็ง
กระบี่ตายกลาดลงกลางแปลง อสุราไล่แทงวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งลูกพระกาลทหารใหญ่
เห็นยักษาแทงหมู่กระบี่ไพร โกรธาออกไล่ทะลวงตี
มือซ้ายฉวยหักคอม้า มือขวาชิงหอกยักษี
แทงอาชาสิ้นชีวี อสุรีตกพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มารกระบิลฤทธิไกรใจหาญ
เสียม้าเสียหอกสุรกานต์ ขุนมารประหวั่นพรั่นใจ
แล้วคิดมานะอหังการ์ โกรธาผุดลุกขึ้นได้
ฉวยชักคทาด้วยว่องไว กวัดแกว่งเข้าไล่ราญรอน
ตีซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรชาญสมร
ต่างแข็งต่างขันประจัญกร ตะลุมบอนรอนรับกันไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทชาญชัยใจกล้า
ผาดโผนโจนไปด้วยศักดา ฉวยหักคทาเสียทันที
แล้วแกว่งตรีเพชรดั่งเพลิงกาล ทะยานเข้าโถมแทงยักษี
ล้มลงกับพื้นปถพี อสุรีก็สิ้นชีวาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งล้างมารกระบิล จึ่งนิลพัททหารใหญ่
ก็ยกพหลพลไกร กลับไปสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายว่าองคตทหารกล้า
กับอสุรผัดผู้นัดดา ครั้นมาถึงเนินจักรวาล
แลไปเห็นโรงพิธี ข้างเชิงคีรีสูงตระหง่าน
มีพวกอสูรหมู่มาร ทุกด้านตระเวนรอบไป
สองนายกวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
ลงจากอากาศด้วยว่องไว เข้าไล่ฆ่าพลกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ หัวขาดตัวขาดมือขาด ล้มกลาดกลิ้งกลางพนาสัณฑ์
บรรดาโยธาที่เหลือนั้น วิ่งแยกแตกกันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นบรรลัยจักรชูศร ประนมกรร่ายเวทคาถา
อสุรผัดเผ่นโผนมา ฉวยจิกเกศาอสุรี
องคตหลานท้าวหัสนัยน์ ทะยานไปถีบต้องยักษี
ตกจากบัลลังก์รูจี สองนายรุมตีขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรฤทธิไกรใจหาญ
ตกลงยังพื้นสุธาธาร ขุนมารลืมเนตรขึ้นแลไป
เห็นวานรกับอสุรา โกรธาดั่งหนึ่งเพลิงไหม้
ผุดลุกขึ้นแกว่งศรชัย เข้าไล่ถาโถมโรมรัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตฤทธิแรงแข็งขัน
แกว่งพระขรรค์ชัยดั่งไฟกัลป์ ถอยรับกุมภัณฑ์รอมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายอสุรผัดก็ร้องเย้ย เหวยบรรลัยจักรยักษา
วานนี้มึงทำอหังการ์ อวดกล้าเย่อหยิ่งไปชิงชัย
กับน้องพระภุชพงศ์ทรงครุฑ ผู้มีฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
วันนี้เอ็งคิดประการใด ไม่ยกพลไกรไปต่อตี
หรือกลัวจะม้วยมรณา จึ่งมามุดหัวอยู่ที่นี่
ให้น้องสมเด็จพระจักรี คอยทีจะต่อฤทธิรอน
จึ่งใช้กูชื่ออสุรผัด มาเร่งรัดให้มึงชุบศร
เสร็จแล้วจงยกพลนิกร ไปต่อด้วยภูธรอันศักดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา ชี้หน้าแล้วร้องตอบไป
เหม่ไอ้ส่ำสามทรลักษณ์ จะเป็นยักษ์เป็นลิงก็มิใช่
ด้านหน้าว่าได้ไม่อายใจ ไอ้ชาติจังไรสาธารณ์
หัวมึงจะขาดกลิ้งอยู่ ด้วยมือกูผู้ทรงกำลังหาญ
ว่าแล้วโลดโผนโจนทะยาน ขุนมารเข้าไล่โรมรัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนายฤทธิแรงแข็งขัน
ต่างหนีต่างไล่พัลวัน เย้ยหยันล้อเลียนอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นแล้วทั้งสองอาหลาน ถีบทะยานผ่านขึ้นเวหา
กลับไปสุวรรณพลับพลา พร้อมพญานิลพัทผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสามนายเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประณตบทศรี
น้องพระหริรักษ์จักรี ทูลความตามที่ได้โรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตฤทธิรงค์รังสรรค์
ฟังสามทหารชาญฉกรรจ์ ทรงธรรม์ชื่นชมด้วยสมคิด
พักตร์ผ่องดั่งดวงจันทรา จึ่งมีบัญชาประกาศิต
มิเสียแรงปรีชาญชำนาญฤทธิ์ ทศทิศไม่มีใครต่อกร
ควรแล้วที่ท่านเป็นทหาร องค์พระอวตารทรงศร
ไว้ชื่อลือเดชขจายจร ให้ถาวรไปชั่วกัปกัลป์
ตรัสแล้วเสด็จจากอาสน์ งามดั่งเทวราชในสวรรค์
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล เข้ายังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายบรรลัยจักรยักษา
ครั้นเสียตบะกิจวิทยา อสุรากริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
ฉิฉะอ้ายพวกปัจจามิตร ทะนงฤทธิ์ติดตามมาหักหาญ
ฆ่าหมู่พหลพลมาร บรรลัยลาญแตกยับทั้งทัพชัย
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะล้างชีวันเสียให้ได้
ว่าพลางก็เลิกพลไกร เหาะกลับไปราชธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ลงยังทวารนัคเรศ พบกองคอยเหตุยักษี
รู้ว่ามารกระบิลสิ้นชีวี ด้วยมือกระบี่อันศักดา
ตกใจดั่งหนึ่งมัจจุราช มาฟันฟาดตัดกรเบื้องขวา
ยืนขึงตะลึงทั้งกายา อสุรานิ่งนึกตรึกไตร
ฉิฉะไพรีนี้สามารถ องอาจแยกทหารก็ทำได้
คิดแล้วก็พากันเข้าไป ยังในพระโรงโอฬาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมคัล พระปิ่นเกล้ามลิวันราชฐาน
ต่างทูลมูลเหตุเภทพาล ซึ่งเสียการเสียชัยแก่ไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
แจ้งว่าโอรสเสียพิธี มารกระบิลอสุรีก็บรรลัย
ตกใจนั่งขึงตะลึงคิด ถอนจิตร้อนทรวงดั่งเพลิงไหม้
นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วตรัสไป อันไพรีทำได้ดั่งใจนึก
เพราะไอ้พิเภกยักษา มันเป็นโหราตาศึก
บอกกลแนะนำลํ้าลึก ปัจจามิตรจึ่งฮึกอหังการ
สงครามครั้งนี้หนักนัก พลลิงพลยักษ์ก็อาจหาญ
ตัวเจ้าผู้มีปรีชาชาญ จะคิดอ่านล้างมันประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพระบัญชา
อันสงครามมนุษย์แลวานร ถึงจะมีฤทธิรอนแกล้วกล้า
ตัวลูกก็ทรงศักดา ใต้ฟ้าย่อมนับว่าชายชาญ
มาตรแม้นถึงเสียพิธี ใช่ที่จะเกรงกำลังหาญ
พรุ่งนี้จะยกไปรอนราญ มิให้เคืองบทมาลย์พระบิดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
ฟังพระโอรสฤทธิรอน ภูธรค่อยคลายสบายใจ
สี่ปากสำรวลสรวลสันต์ แปดหัตถ์ตบสนั่นหวั่นไหว
ลูบหน้าลูบหลังแล้วตรัสไป เจ้าผู้ดวงใจของบิดา
จงทรงเดชาวราฤทธิ์ ดั่งพระอาทิตย์แสงกล้า
อันศัตรูหมู่พวกพาลา จงแพ้ศรเหราของเจ้านี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งบรรลัยจักรยักษี
ก้มเกล้ารับพรด้วยยินดี ถวายอัญชุลีแล้วลาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปราสาทสุรกานต์ จึ่งสั่งเสนามารผู้ใหญ่
พรุ่งนี้กูจะยกไปชิงชัย จงเกณฑ์พลไว้ให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีคนขยัน
รับสั่งลูกเจ้ามลิวัน บังคมคัลแล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์พวกทหารชำนาญศึก สี่หมู่ห้าวฮึกแกล้วกล้า
ขุนช้างขี่ช้างชนะงา ถือของ้าวง่ากระหยับฟัน
ขุนม้าขี่ม้าอาชาชาติ กวัดแกว่งทวนมาศดั่งจักรผัน
ขุนรถขี่รถเรือนสุวรรณ กรกุมเกาทัณฑ์ประลองยุทธ์
ขุนพลเร่งรัดจัดพล สับสนแน่นนันต์นับสมุทร
ล้วนถือเครื่องสรรพอาวุธ กวัดแกว่งอุตลุดทั้งไพร่นาย
ต่างประกวดอวดฤทธิ์คะนองฮึก ดูพิลึกดั่งจะพลิกแผ่นดินหงาย
กองหนึ่งมีธงสามชาย ตั้งรายตามแถวรัถยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธ์ปนปรุงเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ภูษารูปกินนรกระหนกพัน
ชายไหวแก้วประพาฬก้านขด ชายแครงมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์พื้นตาดเครือวัลย์ เกราะแก้วกุดั่นทับทิมพราย
ตาบทิศทับทรวงดวงผลึก ทรงสังวาลศึกสามสาย
รัดองค์เฟื่องห้อยพลอยราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรแพร้ว มงกุฎแก้วสุรกานต์กาบสะบัด
กุณฑลมาลัยดอกไม้ทัด กรรเจียกจำรัสอลงกรณ์
แล้วจับเมฆสูรจักรกรด สะพักเหราพตพระแสงศร
งามทรงดั่งองค์พระบิดร บทจรขึ้นรถสุวรรณพราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงเนาวรัตน์จำรัสฉาย
งอนระหงปักธงสามชาย บัลลังก์เก็จเพชรพรายอลงการ
กาบซุ้มสุวรรณบันกระหนก ชั้นเหมบุษบกมุกดาหาร
ห้ายอดสอดดวงแก้วประพาฬ แลลํ้าวิมานทินกร
เทียมด้วยสีหราชสองพัน โลทันมือถือธนูศร
มยุรฉัตรพัดโบกจามร ทอนตะวันกลดกลิ้งกระชิงทอง
เสียงฆ้องกลองประโคมโครมครึก แตรสนั่นพันลึกกึกก้อง
ธงทิวริ้วเรียบไปตามกอง โห่ร้องขับแข่งกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งมั่นลงตามชายไพร ในที่ชัยภูมิสถาวร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ