สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๐

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
ได้ฟังไม่คิดสงกา จึ่งตอบวาจาไปทันที
เออไอ้ลิงหนึ่งแสนร้าย กับกระบี่รูปกายเป็นยักษี
ลอบลงไปถึงธานี กูจะฆ่ามันหนีขึ้นมาทัน
บัดนี้จะยกไปราญรอน ผลาญมนุษย์วานรโมหันธ์
แต่ตนหนึ่งมิให้คงชีวัน ด้วยฤทธีอันเกรียงไกร
ดีแล้วที่มึงมาพบกู ถ้าช้าอยู่มันจะตามจับได้
อย่าคิดอาวรณ์ร้อนใจ จงเร่งมาไปด้วยกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นท้าวไวยตาลกุมภัณฑ์ ไม่รู้เท่าทันก็ยินดี
จึ่งทูลว่าการในพลับพลา ตัวข้าแจ้งอยู่ถ้วนถี่
อันมนุษย์ผู้จอมโยธี ไม่มีคู่คิดคู่ใจ
ได้แต่นิลพัทผู้เดียว เป็นเขี้ยวทหารศึกใหญ่
แม้นว่าฆ่ามันบรรลัย กระบี่ไพรจะแตกกระจายกัน
ถึงยักษีชาวกรุงลงกา ซึ่งพิเภกเกณฑ์มาในทัพขัน
แต่กินน้ำตาไม่ราวัน มันไม่จงรักภักดี
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ พระคุณล้นเกล้าเกศี
ตัวข้าหิวหอบแสนทวี สุดที่จะตามเสด็จจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลชาญสมร
ไม่แจ้งแห่งกลวานร ภูธรสำรวลแล้วตอบไป
ทำไมกับไอ้นิลพัท กูจะมัดมันมาให้ได้
เอ็งอย่าเกรงฤทธิ์ไอ้ลิงไพร มาไปดูเล่นเป็นขวัญตา
ซึ่งมึงหิวหอบบอบกาย จงขึ้นยังท้ายรัถา
อย่าทำหนักหน่วงอยู่ให้ช้า กูจะรีบไปฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระกาลผู้ชาญชัยศรี
สมดั่งถวิลก็ยินดี ทำทีมิให้รู้กลใน
ลุกขึ้นโซเซไม่เดินตรง ล้มลงแล้วถอนใจใหญ่
พยุงกายขึ้นท้ายรถชัย หมายใจจะล้างอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษา
จึ่งให้ขับรถทรงอลงการ์ ไปตามมรคาพนาดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งลูกพระกาลชาญสมร
นั่งมาท้ายรถอลงกรณ์ วานรดำริตริการ
อันไอ้ไวยตาลยักษี วันนี้มันจะสิ้นสังขาร
คิดแล้วสำรวมวิญญาณ โอมอ่านพระเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ กลับกลายเป็นรูปวานร สูงตระหง่านแปดกรสี่หน้า
กวัดแกว่งตรีเพชรอันศักดา ว่าเหวยไวยตาลกุมภัณฑ์
ตัวกูนี้คือนิลพัท ทหารพระจักรรัตน์รังสรรค์
บัดนี้พระพรตทรงธรรม์ ให้มาบั่นเศียรเกล้ามึงไป
กูเห็นโยโสโง่เง่า จะรู้เท่ากลศึกก็หาไม่
ว่าแล้วโถมถีบด้วยว่องไว รถชัยหักยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
ล้มลงกับพื้นปถพี อสุรีฉวยคว้ากระบองตาล
ผุดลุกขึ้นร้องตวาด เหวยเหวยไอ้ชาติเดียรัจฉาน
อวดกล้าลงไปถึงบาดาล กลัววายปราณหรือจึ่งหนีมา
ทำกลโกหกถึงเพียงนี้ กูพาซื่อปรานีว่ายักษา
มึงอย่าองอาจอหังการ์ ใช่ว่าจะเกรงฤทธิไกร
สาอะไรกับไอ้หน้าขน ถึงเจ้ามึงก็ไม่ทนกระบองได้
จะสังหารผลาญเสียทั้งทัพชัย แต่ตนหนึ่งมิให้รอดชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
ตบมือร้องเย้ยกุมภัณฑ์ เหวยอ้ายโมหันธ์อัปรีย์
ผลมึงจะถึงความตาย ผีเข้าสิงกายยักษี
เผอิญให้เห็นชั่วเป็นดี จึงพาทีวิปริตให้ผิดไป
อันสองพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศไม่เปรียบได้
มึงอย่าเย่อหยิ่งจะชิงชัย ด้วยน้องพระภูวไนยจักรา
แต่ตัวกูผู้เป็นทหาร ผลาญมึงก็จะสิ้นสังขาร์
ทั้งหมู่จตุรงค์โยธา จะพลอยมรณาเสียด้วยกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธขบฟัน กุมภัณฑ์จึ่งร้องตอบไป
เหม่เหม่อ้ายชาติทรลักษณ์ กูจักเชือดเนื้อมึงให้ได้
ว่าแล้วก็สั่งพลไกร จงจับไอ้ลิงป่าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
รับสั่งพญาอสุรี เข้าล้อมจับกระบี่พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หลานพระพายเทวารังสรรค์
สะกดตามมาในพนาวัน เห็นนิลพัทนั้นเข้าชิงชัย
กวัดแกว่งคทาวราวุธ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
โลดโผนโจนถีบทะยานไป ไล่ตีพลไกรกระหนาบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สองนายอาจหาญชาญฉกรรจ์ ฟาดฟันกลางพลยักษา
หัวขาดตัวขาดดาษดา อสุราแตกยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
เห็นสองอริราชไพรี ตีพลแตกตายกระจายไป
โกรธาเข่นเขี้ยวกระทืบบาท ปถพีกัมปนาทหวาดไหว
กวัดแกว่งกระบองตาลว่องไว เข้าไล่หักโหมโรมรัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองทหารพระนารายณ์รังสรรค์
รับรองป้องปัดพัลวัน รุมกันเข้าจับอสุรา
ลูกพระกาลเผ่นเหยียบเข่าซ้าย หลานพระพายโผนเหยียบเข่าขวา
กลอกกลับจับกันไปมา ต่างแกล้วต่อกล้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
ผู้เดียวสู้สองไพรี ต่อตีไม่ลดงดกร
เท้าขวาเหยียบเข่าอสุรผัด ซ้ายเหยียบนิลพัทชาญสมร
สามตนต่างมีฤทธิรอน ตีแทงฟันฟอนกันวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนายชัยชาญทหารใหญ่
รับรองป้องปัดว่องไว โลดไล่โจมจ้วงทะลวงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายว่าโอรสพระกาล ชิงได้กระบองตาลยักษา
อสุรผัดโถมถีบด้วยบาทา ตีต้องอสุราเป็นหลายที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไวยตาลยักษี
เสียอาวุธคู่ชีวี อสุรีสลดระทดใจ
แล้วคิดมานะขึ้นมา จะกลัวความมรณาก็หาไม่
มือเปล่าขบฟันทะยานไป คว้าไขว่ฉวยชิงกระบองตาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนายผู้ปรีชาหาญ
ต่างตนสัประยุทธ์ขุนมาร ประจัญบานล่อเลี้ยวไปมา
นิลพัทตีต้องล้มลง ด้วยกำลังอาจองแกล้วกล้า
อสุรผัดผู้มีศักดา เหยียบอกอสุราไว้ทันที
ตีด้วยคทาเพชรชัยชาญ ลูกพระกาลฟาดกระบองยักษี
แล้วแทงซ้ำกระหนํ่าด้วยตรี อสุรีสุดสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งล้างราพณ์ร้าย สองนายฤทธิแรงแข็งขัน
ตัดเอาเศียรเกล้ากุมภัณฑ์ พากันมาในพนาดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงมยุราบรรพต พร้อมทัพองคตชาญสมร
สามนายปรีดาสถาวร บทจรเข้ายังพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรน้องนารายณ์นาถา
ถวายเศียรทั้งสองอสุรา ท่ามกลางเสนาโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นเห็นเศียรสองอสุรี ยินดีด้วยสมอารมณ์คิด
พักตร์ผ่องดั่งดวงจันทรา แล้วมีบัญชาประกาศิต
อันท่านทั้งสามนี้มีฤทธิ์ ปัญญาความคิดเสมอกัน
มิเสียแรงที่เป็นทหาร องค์พระอวตารรังสรรค์
บำเหน็จความชอบทั้งนั้น พ้นที่จะพรรณนาไป
จงเรืองเดชาวราฤทธิ์ ทศทิศอย่าต้านต่อได้
ตรัสแล้วเสด็จคลาไคล เข้าในสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลไวยตาลยักษา
ซึ่งเหลือตายเห็นนายมรณา ก็รีบมามลิวันธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงทวารพระนิเวศน์ พร้อมกองคอยเหตุยักษี
พากันขึ้นเฝ้าทันที ยังที่พระโรงพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างน้อมเศียรเกล้าบังคม พระบรมปิ่นภพไอศวรรย์
ทูลว่าพระสหายร่วมชีวัน ไปตั้งตบะกรรม์ในบาดาล
ยังไม่ทันล่วงราตรี มีสองกระบี่ตัวหาญ
ติดตามลงไปรอนราญ ล้างพิธีการแล้วขึ้นมา
คอยอยู่แทบที่ต้นทาง หว่างช่องแคบเขาชายป่า
ทำกลล่อลวงด้วยมารยา ฆ่าพระสหายบรรลัย
ฝ่ายข้างเพตราไปขัดทัพ ก็ตายยับทั้งพลหาเหลือไม่
ทูลถี่คลี่คลายขยายไป ตามได้เห็นสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิใจหาญ
แจ้งว่าเพตราวายปราณ ทั้งท้าวไวยตาลสหายรัก
ตกใจดั่งใครมาพิฆาต ให้สี่เศียรนั้นขาดด้วยคมจักร
ยิ่งสลดระทดพระทัยนัก พญายักษ์นิ่งขึงตะลึงไป
ชลเนตรคลอคลองนัยนา จะออกโอษฐ์เจรจาก็หาไม่
เสด็จจากอาสน์แก้วแววไว ก็เข้าในปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ ยอกรก่ายพักตร์ยักษี
ตรึกไปด้วยราชไพรี ครั้งนี้มาได้อัประมาณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้าครวญ

๏ โอ้ว่าเสียแรงกูมีฤทธิ์ ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ
อานุภาพปราบทั่วจักรวาล หรือมาแพ้พวกพาลอนาถนัก
โอรสทั้งสามออกต่อกร ก็ตายด้วยแสงศรปรปักษ์
ตัวกูก็ยกพลยักษ์ ออกโหมหักก็ไม่มีชัย
จึ่งให้ไปเชิญพระสหาย หมายว่าจะช่วยปราบได้
ควรหรือมาม้วยบรรลัย ด้วยไอ้ลิงไพรพาลา
อกเอ๋ยคิดไปไม่เล็งเห็น ใครเลยจะเป็นที่ปรึกษา
เหมือนว่ายสมุทรสุดสายตา จะพึ่งพาผู้ใดก็ไม่มี
แต่ผุดลุกผุดนั่งเหนืออาสน์ จนอุทัยโอภาสรัศมี
แล้วคิดมานะใจอสุรี กูนี้ก็ชายอาชาไนย
จะย่อท้อต่อพวกปัจจามิตร ทศทิศจะดูหมิ่นได้
พรุ่งนี้จะยกออกชิงชัย ฆ่ามันเสียให้วายปราณ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองด้วยดวงมุกดาหาร
เสด็จจากห้องแก้วสุรกานต์ พญามารออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่มาตยากุมภัณฑ์ บังคมคัลเกลื่อนกลาดดาษไป
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงจัดพหลพลไกร กูจะไปปราบพวกไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุพินสันเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเอาทหารชำนาญยุทธ์ เลือกล้วนฤทธิรุทรแกล้วกล้า
กองหนึ่งถือปืนคาบศิลา เหน็บพร้าคาดลูกปัศตัน
กองหนึ่งนั้นถือทองปราย ไพร่นายล้วนเหน็บกั้นหยั่น
กองหนึ่งล้วนถือเกาทัณฑ์ ลูกนั้นประกอบยาพิษ
พร้อมหมู่ม้าคชสาร อลหม่านอื้ออึงอกนิษฐ์
ต่างตนประกวดอวดฤทธิ์ ตั้งไว้ตามทิศยาตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาโสรจสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ เข้าที่ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลารายพลอยมณีนิล ภูษาทรงข้าวบิณฑ์พื้นแดง
ชายไหวชายแครงประดับบุษย์ ฉลององค์พื้นผุดทองแล่ง
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลเพชรเม็ดแตงกุดั่นดวง
ทองกรพาหุรัดรูปภุชงค์ ธำมรงค์มรกตรุ้งร่วง
สี่เศียรทรงมงกุฎดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
แปดหัตถ์จับอัษฎาวุธ ครบเครื่องพิชัยยุทธ์ศาสตร์ศร
กวัดแกว่งสำแดงฤทธิรอน บทจรไปขึ้นราชรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว กำกงล้วนแล้วด้วยมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดภาพล้อมบัลลังก์ลอย
ช่อตั้งกระจังทองช่องกระจก เสาบันบุษบกกระหนกห้อย
สี่มุขแสงวามอร่ามพลอย สุกย้อยสูงเยี่ยมวิมานจันทร์
เทียมด้วยไกรสรราชสีห์ โลทันขับรี่ดั่งจักรผัน
เครื่องสูงจามรทอนตะวัน กลดกั้นบังแสงสุริยน
ปี่ฆ้องกลองขานประสานเสียง สำเนียงโห่ร้องกุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน รีบพลขับแข่งกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

ร่าย

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
ตามแถวแนวป่าพนาลัย คอยจะชิงชัยด้วยไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
เสด็จเหนืออาสน์แก้วรูจี ยังที่พลับพลาสุพรรณพราย
งามองค์งามทรงวิไลวรรณ ผิวพักตร์เพียงจันทร์จำรัสฉาย
โดยศักดาเดชน้องนารายณ์ ท่ามกลางนิกายโยธา
ปรึกษาการที่จะปราบยุค ให้อยู่เย็นเป็นสุขทุกแหล่งหล้า
พอได้ยินสำเนียงอสุรา โห่สนั่นลั่นป่าพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งตรัสถามท้าวทศคิริวงศ์ ผู้เอกองค์โหรายักษี
อันทัพซึ่งยกมาวันนี้ จะเป็นอสุรีตนใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็จับยามไปตามเวลา
เห็นแจ้งแล้วกราบบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์นาถา
อันทัพซึ่งยกออกมา คือว่าจักรวรรดิกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตรุ่งฟ้านราสวรรค์
ได้ฟังน้องท้าวทศกัณฐ์ จึ่งมีพระบัญชาการ
ดูก่อนลูกพระสุริยา จงจัดโยธาทวยหาญ
ตัวเราจะยกออกรอนราญ ผลาญหมู่อริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดพยุหอินทรีตัวหาญ หลานพระพายเป็นเศียรปักษา
นิลเอกนิลขันเป็นสองตา ปากนั้นปิงคลาวานร
คอคือกระบี่ชมพูพาน โอรสพระกาลนั้นเป็นหงอน
องคตนิลราชฤทธิรอน เป็นสองปีกต่อกรไพรี
สุรเสนสุรการทหารกล้า เป็นสองบาทาปักษี
กองหลวงเป็นตัวอินทรี หางคือกระบี่นิลนนท์
ยักษาวานรทั้งหลาย เรียงรายสลับเป็นเล็บขน
กวัดแกว่งอาวุธทุกตน มาดหมายประจญอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
จึ่งชวนพระศรีอนุชา เสด็จมาเข้าที่สนานองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ไขท่อนํ้าทิพย์อโนดาต คู่ไทเทวราชโสรจสรง
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธ์ทรง สนับเพลาเครือหงส์ละกลกัน
ภูษาต่างสีม่วงตอง แย่งยกเกี้ยวกรองทองคั่น
ชายไหวชายแครงกระหนกพัน ฉลององค์เครือสุวรรณดวงลอย
ตาบทิศทับทรวงสะอิ้งแก้ว ทรงสังวาลแววดั่งหิ่งห้อย
ทองกรกุดั่นประดับพลอย พาหุรัดรักร้อยกิเลนกลาย
สอดมหาธำมรงค์สำหรับศึก มงกุฎแก้วผลึกฉานฉาย
กรรเจียกจรกุณฑลทับทิมพราย ดอกไม้ทัดเพชรรายอร่ามเรือง
งามองค์งามทรงเครื่องประดับ แวววับจับศรีฉวีเหลือง
กุมศรขัดพระขรรค์ค่าเมือง ย่างเยื้องตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถสุวรรณ แก้วช่วงเก้าชั้นอลงกต
สูงงามสามงอนอ่อนชด กงรถแก้วรายอลงกรณ์
บัลลังก์รอบพื้นเรียงภาพ ทรงเก็จเสากาบพรหมศร
บันสะบัดบุษบกกระหนกงอน ทวยสอดทอดซ้อนมณีรัตน์
เทียมสินธพสี่สีกระมุท พระสัตรุดนั่งประณตประนมหัตถ์
ขุนรถขับเร็วดั่งลมพัด เครื่องสูงแถวฉัตรธงชัย
ปี่ฆ้องเป่าขานประสานกลอง เสนาะกรรณสนั่นก้องแผ่นดินไหว
พลหาญโห่สะท้านสะเทือนไพร เร่งรีบรถชัยดำเนินจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
ยืนรถอยู่กลางพลากร เห็นทัพวานรยกมา
จึ่งมีพระราชบรรหาร เหวยเสนามารยักษา
จงขับพหลโยธา ดากันเข้าตีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภินกองหน้านายใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็ขับพลเข้าไล่โจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ปีกซ้ายปีกขวากระหนาบกัน โห่ร้องสนั่นอึงมี่
พุ่งซัดอาวุธเป็นโกลี อสุรีหนุนเนื่องเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิไกรใจกล้า
แยกพลออกรับอสุรา แล้วตีประดาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เหล่าลิงฉวยชิงอาวุธยักษ์ หาญหักถาโถมโจมไล่
กลับกลอกแทงฟันว่องไว พลมารบรรลัยด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น กุมภินกองหน้ายักษี
เห็นพลแตกตายไม่สมประดี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
ขบเขี้ยวเคี้ยวกรามกระทืบบาท ทำอำนาจเพียงพื้นแผ่นดินลั่น
กวัดแกว่งกระบองขบฟัน กุมภัณฑ์โถมทะยานเข้าราญรอน

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายลูกพระกาลชาญสมร
เห็นยักษีตีพลนิกร วานรพิโรธโกรธนัก
ผาดแผลงสำแดงฤทธี กรขวาแกว่งตรีดั่งผันจักร
หมายมาดพิฆาตชีวิตยักษ์ เข้าไล่หักโหมโรมราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ รวบรัดได้สองบาทา ด้วยกำลังศักดากล้าหาญ
ฟาดลงกับพื้นสุธาธาร ขุนมารสุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
แลเห็นกุมภินอสุรี ตายด้วยฤทธีกระบี่ไพร
กริ้วโกรธพิโรธขบฟัน กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
กวัดแกว่งอาวุธเป็นเปลวไฟ ขับรถเข้าไล่วานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงนิลพัทชาญสมร
โลดโผนโจนไปด้วยฤทธิรอน เข้าจับงอนรถอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ฉวยชุดกระชากลากมา ด้วยกำลังศักดากระบี่ศรี
ฟาดลงกับพื้นปถพี ไกรสรสารถีบรรลัยลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิใจหาญ
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร ขุนมารผุดลุกด้วยว่องไว
โกรธาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
ฉวยชักพระแสงศรชัย แผลงไปด้วยกำลังฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรเป็นพันเล่มเต็มอากาศ ส่งเสียงเนียรนาทอึงมี่
ต้องหมู่วานรโยธี สิ้นชีวีเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เห็นท้าวจักรวรรดิอสุรา แผลงผลาญโยธาวานร
เจ็บปวดล้มตายเกลื่อนกลาด จึ่งชักพลายวาตพระแสงศร
พาดสายน้าวหน่วงด้วยฤทธิรอน น้องพระสี่กรก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกาล ศรมารหักยับไม่ทนได้
สองพระองค์ลงจากรถชัย เข้าไล่โรมรันอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ผู้เดียวแกล้วกล้าราวี ต่อตีหลบหลีกไปมา
ต่างถอยต่างไล่สับสน ต่างตนเขม้นเข่นฆ่า
กลอกกลับจับกันไปมา หันเวียนเปลี่ยนท่าพัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายณ์รังสรรค์
องอาจถาโถมโรมรัน เข้าจับกุมภัณฑ์ด้วยฤทธี
พระพรตนั้นเหยียบเข่าขวา กรคว้าง้างเศียรยักษี
พระอนุชานั้นไล่ตามตี ต้องกายอสุรีซวนไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สองพระองค์ต่างชักศรสาตร์ อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
พาดสายน้าวหน่วงด้วยว่องไว แล้วผาดแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ศรไล่ล้างพลกุมภัณฑ์ เสียงสนั่นทั่วทศทิศา
วานรที่ม้วยมรณา กลับเป็นขึ้นมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสี่พักตร์ยักษี
เห็นมนุษย์แผลงศรมาราวี ก็จับจักรโมลีขว้างไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าลั่น ครื้นครั่นกัมปนาทหวาดไหว
มืดมิดปิดดวงอโณทัย ไม่เห็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เห็นมืดมนทั่วสกลโลกา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์นัก
จึ่งจับศรจันทวาทิตย์ อันเรืองฤทธิ์ปราบทั่วทั้งไตรจักร
พาดสายหมายล้างอาวุธยักษ์ น้องพระหริรักษ์ก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ล้างจักรหักแหลกลงทันที ปถพีกัมปนาทหวาดไหว
ต้องเจ้ามลิวันกรุงไกร เต็มไปทั่วทั้งกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ถูกศรติดรึงตรึงตรา ดั่งว่าจะสิ้นชีวัน
แปดกรถอนชักกระชากฉุด ไม่หลุดยิ่งติดตรึงมั่น
อุตส่าห์แข็งใจขบฟัน กุมภัณฑ์ร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นครบสามคาบก็เป่าลง ศรหลุดจากองค์ยักษี
แต่เจ็บปวดรวดร้าวทั้งอินทรีย์ อสุรีหวาดหวั่นพรั่นใจ
หน้าซีดผาดเผือดสลดลง จะดำรงพระกายมิใคร่ได้
สิ้นสุดอาวุธจะชิงชัย สิ้นทั้งไพร่พลโยธา
จึ่งคิดว่ามนุษย์นี้สามารถ ฤทธิรงค์องอาจแกล้วกล้า
ตัวกูก็สิ้นศักดา น่าที่จะม้วยชีวี
จำเป็นจะกลับเข้าไป ยังในนิเวศน์บุรีศรี
สั่งฝูงอนงค์นารี พรุ่งนี้จึ่งจะยกมาราญรอน
คิดแล้วพอจวนอัสดง เลี้ยวลงลับเหลี่ยมสิงขร
ถีบทะยานผ่านขึ้นยังอัมพร คืนเข้าพระนครมลิวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ไม่เห็นพญากุมภัณฑ์ จึ่งมีบัญชาถามไป
ดูก่อนพิเภกอสุรี เรานี้มีความสงสัย
จักรวรรดิสิต้องศรชัย เหตุใดจึ่งหายไปกับตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
น้อมเศียรสนองพระบัญชา อันซึ่งอสุราสาธารณ์
รณรงค์ต้องศรพระทรงฤทธิ์ สุดคิดที่จะต่อกำลังหาญ
เหาะหนีไปโดยคัคนานต์ คืนเข้าสถานธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมีขึ้นยังพิชัยรถ
บัญชาให้เลิกทัพขัน โบกธงสำคัญเป็นกำหนด
โห่สนั่นครั่นครื้นถึงโสฬส บทจรคืนเข้ายังพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เหาะพลางทางคิดตรึกตรา อสุราสลดระทดใจ
นิจจาเอ๋ยเสียแรงกูเรืองฤทธิ์ ทศทิศไม่รอต่อได้
สี่พักตร์แปดหัตถ์เกรียงไกร พร้อมไปด้วยเทพอาวุธ
โอรสแลสหายก็ศักดา จตุรงค์โยธานับสมุทร
แต่ละตนล้วนมีฤทธิรุทร หรือมาแพ้มนุษย์สองกร
ครวญพลางเร่งรีบเหาะมา ด้วยแสงจันทราประภัสสร
ถึงเมืองลงจากอัมพร บทจรขึ้นปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรมเหสี
ทั้งองค์พระราชบุตรี ฝูงสนมนารีอนงค์ใน
เหลือบแลเห็นองค์พญายักษ์ พระพักตร์ผาดเผือดหม่นไหม้
โลหิตติดทั่วพระกายไป ตกใจวิ่งวุ่นออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งฝูงนางอนงค์ เข้าประคองพระองค์ทั้งซ้ายขวา
พาเสด็จยุรยาตรคลาดคลา มายังแท่นแก้วรูจี
ลางนางก็เปลื้องเครื่องทรง จากองค์พญายักษี
บ้างชโลมสุคนธวารี โบกปัดพัดวีวุ่นไป
อันฝูงพระกำนัลทั้งหลาย เจ้าขรัวนายสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
อลหม่านไปทั้งวังใน ไม่เป็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เห็นเมียรักกับราชธิดา ฝูงนางอสุรากำนัล
ให้เป็นห่วงบ่วงใยอาลัยนัก รสรักรุมรึงตรึงมั่น
แสนเสียดายที่จะตายจากกัน กุมภัณฑ์นิ่งขึงตะลึงไป
ชลนาคลอคลองนองเนตร แสนทุกข์แสนเทวษละห้อยไห้
พิศพักตร์องค์อัครอรไท สะท้อนถอนใจไปมา
เป็นครู่แล้วกล่าวสุนทร ดูก่อนเยาวยอดเสน่หา
พี่ยกจตุรงคโยธา ไปต่อศักดาปัจจามิตร
สิ้นหมู่ม้ารถคชพล เสนาสามนต์อกนิษฐ์
ทั้งตัวก็ต้องศรพิษ เจ็บเพียงชีวิตจะวายปราณ
เข้ามาหวังว่าจะสั่งเจ้า ยุพเยาว์ผู้ยอดสงสาร
กับราชธิดายุพาพาล นงคราญค่อยอยู่ให้จงดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรมเหสี
ทั้งองค์พระราชบุตรี เทวีได้ฟังพระบัญชา
ตกใจดั่งใครมาฟันฟาด ให้เศียรขาดออกจากกรรฐา
สองนางกอดเบื้องบาทา โศกาครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมเอ๋ย พระคุณเคยร่มเกศดั่งฉัตรกั้น
เย็นทั่วพื้นภพมลิวัน ควรหรือทรงธรรม์จะหนีไป
เหตุนี้เพราะฟังทศพิน จึ่งเกิดเสี้ยนไพรินศึกใหญ่
ให้ได้เดือดร้อนรนใจ ทั่วไปทั้งราชธานี
ขอพระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญ จงงดการที่จะชิงชัยศรี
ผ่อนผันเป็นราชไมตรี อย่าให้มีฉันทาต่อกัน
จะได้อยู่เสวยรมย์ชมสมบัติ สารพัดสิ่งสุขเกษมสันต์
พร้อมหมู่สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ โดยมหันตยศสืบไป
ฟังข้าน้อยเถิดพระทรงฤทธิ์ จะสู้เสียชีวิตหาควรไม่
ทูลพลางข้อนทรวงเข้ารํ่าไร สะอื้นไห้กันแสงโศกี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ฟังนางรํ่าว่าพาที ยิ่งทวีทุกขาอาวรณ์
สงสารนํ้าคำนั้นสุดคิด ร้อนจิตดั่งเพลิงสุมขอน
ชลนัยน์คลอเนตรภูธร ถอนใจแล้วมีบัญชา
ซึ่งจะให้งอนง้อไพรี เหมือนหนึ่งวาทีของเจ้าว่า
จนใจอยู่แล้วนะแก้วตา จะรู้ที่ไว้หน้าแห่งใด
อายแก่เทวาสุราฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศจะหมิ่นได้
พี่ก็เป็นบุรุษอาชาไนย จะรักชีวาลัยไปไยมี
ถึงสุดสิ้นชนมานจะไว้ยศ ให้ปรากฏฟากฟ้าราศี
เจ้ากับพระราชบุตรี ทั้งสนมนารีกำนัล
ค่อยอยู่ศรีสวัสดิ์ถาวร อย่าทุกข์ร้อนวิโยคโศกศัลย์
สิ่งใดจงได้ปรึกษากัน อย่ามีโมหันธ์ฉันทา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรเสน่หา
ทั้งองค์พระราชธิดา แสนสนมกัลยานารี
ได้ฟังมธุรสพจนารถ ต่างเข้ากอดบาทบทศรี
จิตใจไม่เป็นสมประดี เทวีวอนว่ารำพันไป
โอ้พระทูลกระหม่อมจอมภพ เลิศลบโลกาไม่หาได้
เคยอยู่ปกเกศกันภัย สิ่งใดมิให้แผ้วพาน
แต่นี้ข้าบาทยุคล จะอาวรณ์ร้อนรนดั่งเพลิงผลาญ
ที่เคยสุขก็จะทุกข์ทรมาน จะแสนโศกรำคาญเวทนา
ครวญพลางจึ่งฝูงนางอนงค์ เกลือกลงกับบาทท้าวยักษา
ต่างตนแสนโศกโศกา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
เห็นนางกันแสงโศกี อสุรีสลดระทดใจ
ให้เป็นห่วงรัดตรึงจิต ดั่งปืนพิษเสียบทรวงไม่ถอนได้
แสนทุกข์แสนเทวษด้วยอาลัย ในฝูงกำนัลกัลยา
จึ่งยอกรลูบหลังมเหสี พิศพักตร์บุตรีเสน่หา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา โศกาเพียงสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาเรื่อรอง แสงทองพรรณรายฉายฉัน
เสด็จจากห้องแก้วแพรวพรรณ จรจรัลออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ ตรัสสั่งอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงจัดพหลพลไกร กูจะไปรณรงค์ด้วยไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทินสูรเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ม้ารถคชสาร ทหารพลเรือนพร้อมหน้า
เรียกตามบาญชีโยธา เร่งรัดฉุดคร่ากันวุ่นวาย
นายหมวดตรวจตราโบยตี จับได้คนนี้คนโน้นหาย
บ้างลากลูกเมียแม่ยาย มาส่งให้นายเนื่องไป
อันหมู่โยธาเสนายักษ์ จะสมัครสักตนก็หาไม่
หากว่าขัดสนจนใจ กลัวภัยพญากุมภัณฑ์
มาเข้ากองทัพนับสมุทร จบเครื่องอาวุธก็ไม่มั่น
นั่งถอนใจใหญ่ยิงฟัน ต่างปรับทุกข์กันไปมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เสด็จจากแท่นแก้วอลงการ์ เข้ามาที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเครือวงเป็นหงส์บิน เชิงรูปนาคินทร์เกี่ยวกัน
ภูษาพื้นตองท้องแย่ง ชายไหวชายแครงดวงกุดั่น
ฉลององค์ทรงประพาสเครือสุวรรณ เกราะเกล็ดเพชรคั่นทับทิมราย
ตาบทิศทับทรวงดวงผลึก สอดสังวาลศึกสามสาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรพรายอรชร
สี่เศียรทรงมหามงกุฎแก้ว กรรเจียกจรวาวแววประภัสสร
จับอัษฎาวุธทั้งแปดกร บทจรไปหาเมียรัก ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้

๏ ลดองค์ร่วมอาสน์อัคเรศ แสนเทวษพ่างเพียงอกหัก
คิดความพิสมัยอาลัยนัก พญายักษ์กอดไว้กับอุรา
แล็วมีวาจาอันสุนทร ดูก่อนเยาวยอดเสน่หา
วันนี้ตัวพี่จะมรณา แก้วตาค่อยอยู่จงดี
ซึ่งประมาทพลาดพลั้งสิ่งใด ให้ขัดข้องเคืองใจมารศรี
ด้วยมโนกายาวาที อย่ามีเวรกรรมต่อกัน
ถ้าผู้ใดได้ผ่านสมบัติ ในเศวตฉัตรฉายฉัน
เจ้ากับธิดาแลกำนัล ฝากตัวเขานั้นสืบไป
ค่อยเสงี่ยมเจียมองค์อยู่จงดี อย่าให้มีราคีสิ่งใดได้
ซึ่งพี่สอนสั่งจงจำไว้ จะเป็นศรีสวัสดิ์ไปทุกเวลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรเสน่หา
ได้ฟังสมเด็จพระภัสดา ดั่งว่าจะสิ้นชีวี
กราบลงแทบเบื้องบาทบงสุ์ แห่งองค์พญายักษี
ข้อนทรวงเข้าทรงโศกี เทวีครวญครํ่ารํ่าไร
โอ้พระปิ่นเกล้าของเมียเอ๋ย จะเคยไกลเบื้องบาทก็หาไม่
ควรหรือจะทิ้งข้าไว้ ให้ได้ทนทุกข์เวทนา
อันพวกพาลาปัจจามิตร สุดคิดที่จะแลดูหน้า
จะแสนระกำช้ำใจทุกเวลา กัลยาทูลพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
เห็นเมียรักรํ่าพาที ยิ่งมีอาลัยเป็นพ้นคิด
ชลเนตรคลอดวงนัยนา แล้วมีบัญชาประกาศิต
อันเกิดมาเป็นรูปเป็นชีวิต ก็ถึงพรหมลิขิตไม่เว้นใคร
เจ้าอย่าโศกาอาวรณ์ แสนเทวษทุกข์ร้อนละห้อยไห้
ว่าแล้วเสด็จคลาไคล ตรงไปเกยรัตน์มณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรมเหสี
ทั้งองค์พระราชบุตรี แสนสนมนารีกำนัล
ต่างองค์ต่างฟายชลเนตร แสนทุกข์แสนเทวษโศกศัลย์
ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวัน พากันวิ่งตามเสด็จมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ ครั้นถึงจึ่งฝูงอนงค์นาฏ ต่างเข้ากอดบาทซ้ายขวา
ซบพักตร์กันแสงโศกา ทูลวอนพญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ อัคเรศว่าโอ้พระยอดรัก จงผินพักตร์ดูข้าบทศรี
มาทิ้งแต่เมียลูกไว้ทั้งนี้ ไม่มีเมตตาอาวรณ์
พระองค์ผู้ทรงศักดาฤทธิ์ จงประหารชีวิตเมียเสียก่อน
จึ่งค่อยยกพวกพลากร บทจรออกจากพารา
กำนัลว่าโอ้พระจอมเกศ พระเดชเคยปกเกศา
บำรุงเลี้ยงข้าทั้งนี้มา พระคุณลํ้าฟ้าสุธาธาร
มาตรแม้นผิดพลั้งก็สั่งสอน ให้ถาวรเป็นสุขเกษมศานต์
แก้วแหวนเงินทองศฤงคาร โปรดประทานให้ถ้วนหน้ากัน
มเหสีว่าโอ้จะแลลับ ดั่งเดือนดับสิ้นแสงฉายฉัน
สงสารแต่องค์ธิดานั้น ขวัญข้าวพึ่งค่อยจำเริญวัย
จะกันแสงถึงองค์พระบิตุเรศ แสนเทวษเศร้าสร้อยละห้อยไห้
แม่ลูกจะระกำช้ำใจ ด้วยอยู่ในเงื้อมมือไพรี
นางสนมว่าโอ้จะได้ทุกข์ เสื่อมสุขสิ้นความเกษมศรี
จะเงียบเสียงดุริยางค์ดนตรี จะรํ่าร้องไห้มี่ทั้งพารา
แต่นี้ไปไม่มีที่พึ่ง เหมือนหนึ่งพระบรมนาถา
รํ่าพลางทางแสนโศกา ดั่งว่าจะสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
เห็นเมียรักกับฝูงกำนัล มารำพันครวญครํ่ารํ่าไร
ให้สลดระทดพระทัยนัก ความรักมิใคร่จะจากได้
สวมสอดกอดนางเข้าไว้ รับขวัญปลอบไปด้วยวาจา
เจ้าอย่าโศกาอาวรณ์ ดวงสมรผู้ยอดเสน่หา
กรรมมีตัวพี่จะขอลา แก้วตาค่อยอยู่รักษากัน
สั่งแล้วเสด็จยุรยาตร จากฝูงอนงค์นาฏสาวสวรรค์
ยกบาทย่างเยื้องจรจรัล ไปขึ้นรถสุวรรณพรรณราย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึ่งให้เคลื่อนพยุหโยธี แสนสุรเสนีทั้งหลาย
กองหน้าโบกธงสามชาย บ่ายทัพไปตามมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ โอ้ครั้นออกนอกราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรเหลือบแลทั้งซ้ายขวา
พินิศพิศดูพารา สนุกดั่งเมืองฟ้าดุษฎี
เสียดายปราสาททั้งสาม ล้วนงามด้วยแก้วสลับสี
เคยอยู่เป็นสุขทุกราตรี กับฝูงนารีอนงค์ใน
ทีนี้จะแลลับแล้ว ปราสาทแก้วที่เคยอาศัย
เสียดายห้องทองอำไพ หอมไปด้วยรสสุคนธา
เคยฟังเสียงขับนางจำเรียง สำเนียงยั่วยวนเสน่หา
เคยภิรมย์สมสุขทุกเวลา อนิจจาแต่นี้จะจากจร
เหลียวเห็นปราสาทมเหสี แสงมณีจำรัสประภัสสร
ยิ่งคิดโศกาอาวรณ์ ทอดถอนฤทัยอาลัยนัก
อกเอ๋ยสารพัดจะพลัดพราก จำจากครั้งนี้เพียงอกหัก
สงสารบุตรีผู้ยอดรัก จะไม่ได้เห็นพักตร์บิดา
เสียดายฝูงนางพระสนม เคยเชยชมสมสนิทเสน่หา
ตั้งแต่นี้ไปจะลับตา คิดมาก็น่าอนาถใจ
โอ้ว่ามลิวันราชฐาน โอฬารไม่มีที่เปรียบได้
ไพบูลย์พูนสุขด้วยโภไคย ชายหญิงแน่นไปทั้งธานี
จะสูญเศร้าเปลี่ยวเปล่าเหงาเงียบ เย็นเชียบดั่งป่าช้าผี
เอ็นดูไพร่ฟ้าประชาชี จะมีแต่กินนํ้าตา
ยิ่งคิดยิ่งแสนอาลัยนัก พญายักษ์เศร้าโทมนัสสา
จนออกมานอกทวารา ให้หวาดหวั่นวิญญาณ์กุมภัณฑ์
เหมือนมาผู้เดียวเอองค์ ไม่มีจัตุรงค์พลขันธ์
ทุกทิศมืดมัวเป็นควัน กลางวันดั่งจะย่ำเข้าราตรี
กงรถไม่ลั่นสนั่นก้อง เสียงโห่ดั่งร้องไห้มี่
แร้งกาบินว่อนจิกตี กลาบาตตกที่หน้ารถ
พฤกษาริมทางไม่ต้องลม หักโค่นระทมไปหมด
บรรดาเครื่องทรงสำหรับยศ ปรากฏโชติช่วงดั่งเปลวไฟ
ธงทิวซึ่งแห่เป็นขนัด จะโบกสะบัดไปมาก็หาไม่
เห็นลางก็สลดระทดใจ ตะลึงไปจนถึงที่ยุทธ์ ฯ

ฯ ๒๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งให้หยุดจตุรงค์ทวยหาญ หมู่มารแน่นนันต์นับสมุทร
ตั้งเป็นกระบวนพยุหครุฑ คอยทัพมนุษย์วานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ