สมุดไทยเล่มที่ ๓๒

๏ เมื่อนั้น นางแก้วอุดรเสน่หา
ฟังข่าวเร่าร้อนในอุรา กัลยาก็รีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงห้องทองไสยาสน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
มิได้เห็นองค์ภูธร บังอรค่อนทรวงเข้าโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าพระจอมมงกุฎเกศ พระเดชเคยปกเกศี
หายไปทั้งแท่นมณี เมียนี้เห็นผิดประหลาดนัก
แต่ก่อนจะเสด็จไปแห่งใด ก็ย่อมไปด้วยเดชพญาจักร
พร้อมหมู่จัตุรงค์องครักษ์ พิทักษ์เบื้องบาทบาทา
ครั้งนี้เสด็จแต่ผู้เดียว ดูเปลี่ยวดั่งหนึ่งอนาถา
รํ่าพลางนางทอดทัศนา ดูยอดมหาปราสาทชัย
หักทลายลงมาจนเพดาน เยาวมาลย์จึ่งคิดขึ้นได้
ชะรอยทูตาบังอาจใจ สะกดไว้ด้วยวิทยามนต์
แล้วพาเอาองค์ภูธร เขจรไปโดยโพยมหน
นอกนั้นไม่มีใครแปลกปน ที่จะลอดไพชยนต์ลงมา
อนิจจาพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ สุดคิดที่เมียจะตามหา
รํ่าพลางแสนโศกโศกา กัลยาสลบซบไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น เถ้าแก่ชาวแม่น้อยใหญ่
เห็นนางสลบก็ตกใจ ร้องไห้อื้ออึงขึ้นพร้อมกัน
บ้างบีบบ้างนวดวุ่นวาย เจ้าขรัวนายเรียกหมอปากสั่น
บ้างฝนกฤษณาจวงจันทน์ ช่วยกันประพรมชโลมทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางแก้วอุดรเสน่หา
ครั้นฟื้นคืนสมประดีมา กัลยาจึ่งสั่งขันที
เอ็งจงเร่งรีบออกไป หาโหรผู้ใหญ่ทั้งสี่
โหรหลังโหรหน้าบรรดามี เข้ามายังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นักเทศขันทีคนขยัน
รับสั่งถวายอภิวันท์ ก็พากันวิ่งวุ่นออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แซ่ซ้องร้องเรียกอึงมี่ โหราธิบดีนั้นอยู่ไหน
มีพระเสาวนีย์อรไท ให้หาไปเฝ้าพระบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น โหราวานรถ้วนหน้า
นั่งล้อมพร้อมกันสูบกัญชา ได้ยินเรียกมาก็ตกใจ
ต่างตนคว้าหาสมุด อุตลุดไม่เอาอะไรได้
บ้างฉวยตุ้งก่าวิ่งพาไป เฝ้าองค์อรไทเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ โฉมยงอัคเรศมเหสี
คอยฟังพระราชเสาวนีย์ อยู่ที่พระโรงรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางแก้วอุดรเสน่หา
ครั้นเห็นโหรเฒ่าเข้ามา กัลยาจึ่งมีพจมาน
บัดนี้พระปิ่นนคเรศ มงกุฎเกศจอมภพราชฐาน
หายไปทั้งแท่นชัชวาล ผ่านฟ้าจะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งขุนโหราผู้ใหญ่
ก้มเกล้ารับสั่งอรไท ขับไล่จับยามตามเวลา
แล้วเทียบเปรียบในพระเคราะห์จร พยากรณ์วางดวงชันษา
อังคารนั้นถอยลงมา ทับลัคน์ในราศีมิน
เสาร์กับราหูเป็นสิบสอง ต้องฆาตลัคน์จันทร์ทั้งสิ้น
ทูลว่าพญาพานรินทร์ จะพลัดแต่ถิ่นฐานเวียงชัย
ตกใจหน่อยหนึ่งแล้วพลันหาย จะร้ายถึงพระชนม์นั้นหาไม่
สามวันองค์พระภูวไนย จะได้คืนมายังธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางแก้วอุดรมเหสี
ได้ฟังโหราธิบดี เทวีค่อยคลายโศกา
จึ่งสั่งฝูงนางกำนัล จงชวนกันเร่งรีบไปหา
นิลพัทผู้มีศักดา ขึ้นมาจะได้คิดการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดสงสาร
รับพระเสาวนีย์นงคราญ กราบกับบทมาลย์แล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงนิลพัทฤทธิรอน ยอกรบังคมประนมไหว้
ทูลว่าอัคเรศอรไท ให้เชิญเสด็จไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระกาลผู้ชาญชัยศรี
ได้แจ้งแห่งราชเสาวนีย์ ขุนกระบี่ขึ้นเฝ้าเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระอัครราชผู้ยอดสงสาร
ท่ามกลางสนมบริวาร คอยฟังพจมานกัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางแก้วอุดรเสน่หา
ครั้นเห็นนิลพัทขึ้นมา โศกาเล่าความแต่เดิมที
วานนี้มีสองวานร ถือลักษณ์อักษรสารศรี
ว่าหน่อท้าวทศรถธิบดี มีนามสมเด็จพระรามา
คือองค์พระนารายณ์อวตาร มาปราบพวกพาลยักษา
พระองค์จะประชุมโยธา ยกไปลงกาธานี
ให้หาท้าวนี้ไปเฝ้า ยังเขาคันธมาทน์คีรีศรี
พระไม่เชื่อถ้อยวาที สองกระบี่อาจองทะนงใจ
ลอบมาสะกดไสยาสน์ พาองค์ภูวนาถไปได้
จะทารกรรมจำจองประการใด หรือจะฆ่าให้ม้วยชีวา
ตัวเจ้าผู้ทรงศักดาฤทธิ์ จงเร่งติดตามไปเสาะหา
ยังคันธมาทน์บรรพตา ให้แจ้งกิจจาว่าร้ายดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งนิลพัทกระบี่ศรี
ได้ฟังอัครราชเทวี โศกีสะอื้นแล้วทูลไป
ตัวข้าก็นับว่าเป็นชาย จะเสียดายชีวานั้นหาไม่
มันทำอาจองทะนงใจ จะติดตามไปไม่ละกัน
แม้นทันจะเข้าราวี ฆ่าสองกระบี่ให้อาสัญ
ว่าแล้วถวายบังคมคัล แกว่งพระขรรค์เหาะขึ้นอัมพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยลิ่วปลิวมาในอากาศ ก็ถึงคันธมาทน์สิงขร
ลงยังพ่างพื้นดินดอน บทจรตามมรรคาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งเห็นสุวรรณพลับพลา ใต้ร่มพฤกษาสูงใหญ่
ลัดแลงเข้าแฝงพุ่มไม้ แลไปเห็นท้าวชมพู
กับสองทูตาซึ่งถือสาร หมอบกรานอ่อนน้อมมนุษย์อยู่
จำจะลอบเข้าไปถามดู ให้รู้ว่าร้ายหรือดี
คิดแล้วนบนิ้วอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถเรืองศรี
หลับเนตรสำรวมอินทรีย์ กระบี่อ่านเวทวิทยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลายเป็นแมลงวันทอง ผิวผ่องดั่งหนึ่งเลขา
บินร่าถาร่อนเข้ามา จับอังสาท้าวชมพู ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ แล้วมีวาจาทูลความ ค่อยกระซิบถามที่ริมหู
มานั่งอยู่ไยกับศัตรู ดูไม่ควรเลยภูวไนย
พระองค์ผู้ทรงฤทธี อัญชุลีเขาแล้วหรือไฉน
จึงไม่สัประยุทธ์ชิงชัย น้อยใจเป็นพ้นพรรณนา
ขอเชิญพระจอมมงกุฎเกศ คืนไปนิเวศน์ดีกว่า
ทำไมกับสองทูตา แม้นตามจะฆ่าให้วายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูใจหาญ
ได้ฟังจึ่งห้ามลูกพระกาล หลานรักอย่าได้พาที
ท่านนี้คือองค์พระทรงสังข์ สถิตยังเกษียรวารีศรี
อวตารมาผลาญอสุรี มีนามสมเด็จพระรามา
เมื่อแรกเราได้เห็นองค์ สลบลงปิ้มสิ้นสังขาร์
นี่หากว่าทรงพระเมตตา หาไม่ไม่รอดชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
แจ้งว่าพระองค์ทรงสุบรรณ จะมาปราบอาธรรม์พาลา
สิ้นความกังขาราคี มีจิตแสนโสมนัสสา
แต่แค้นด้วยหนุมานอหังการ์ ทะนงศักดิ์หักหน้าไม่เกรงใจ
ตัวกูตามมาจะราญรอน แก้แค้นแทนกรมันให้ได้
เมื่อตรัสดั่งนี้ก็จนใจ จำจะงดไว้เป็นไรมี
คิดแล้วสนองพระวาจา ถ้ากระนั้นจงโปรดเกศี
นำข้าเข้าเฝ้าพระจักรี จะได้รองธุลีบทมาลย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูใจหาญ
ได้ฟังวาจาลูกพระกาล จึ่งมีพจมานตอบไป
ซึ่งเจ้าจำนงจงรัก เราจักช่วยทูลถวายให้
เป็นข้าทหารช่วงใช้ อยู่ใต้เบื้องบาทพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
จึ่งมีพจนารถวาที แก่ขุนกระบี่สองนาย
ว่าองค์สมเด็จพระจักรา ให้กำหนดโยธาทั้งสองฝ่าย
บรรจบข้างบรัดราย เราจะทูลถวายพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูรังสรรค์
กับพญาสุครีพชาญฉกรรจ์ บังคมคัลทูลน้องพระสี่กร
อันหมู่กบินทร์วรินท์ราช ล้วนองอาจฮึกหาญชาญสมร
ในกรุงขีดขินพระนคร วานรห้าสิบสมุทรไท
ฝ่ายข้างชมพูนครา โยธาวานรก็เกณฑ์ได้
ยี่สิบเจ็ดสมุทรเกรียงไกร ว่องไวชำนาญในการยุทธ์
บรรจบทั้งสองกรุงนั้น เข้ากันเจ็ดสิบเจ็ดสมุทร
ล้วนมีปรีชาวรารุทร ทั้งสิบแปดมงกุฎศักดา
กับขุนกบินทร์นิลพัท นัดดาร่วมชีพสังขาร์
บัดนี้ตัวเพื่อนตามมา ขอถวายเป็นข้าพระจักรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ฟังท้าวชมพูธิบดี จึ่งมีพจนารถตรัสไป
ดูกรกระบี่ผู้ปรีชาญ คำที่พจมานเราสงสัย
หลานท่านตามมาอยู่แห่งใด จงไปเรียกตัวมันมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูนาถา
ได้ฟังพระราชบัญชา กราบกับบาทาทันที
แล้วเรียกกบินทร์นิลพัท ดูกรนัดดาเรืองศรี
จงมาน้อมเกล้าดุษฎี น้องพระจักรีฤทธิรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งลูกพระกาลชาญสมร
ได้ฟังบัญชาภูธร ก็บินร่อนลงจับสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ รูปนั้นกลับกลายเป็นกระบี่ หมอบอยู่กับที่หน้าฉาน
ยอกรประณตบทมาลย์ น้องพระอวตารผู้ศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ครั้นเห็นนิลพัทก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าโสฬส
พินิจพิศทั่วทั้งกาย เส้นขนเหลื่อมพรายดำหมด
จึ่งพาสี่กระบี่มียศ บทจรขึ้นเฝ้าทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถเรืองศรี
ทูลว่าทั้งสองธานี บาญชีคณนาพลากร
ชมพูยี่สิบเจ็ดสมุทร ล้วนมีฤทธิรุทรชาญสมร
ฝ่ายข้างขีดขินพระนคร วานรห้าสิบสมุทรไท
เจ็ดสิบเจ็ดสมุทรกำหนด ทั้งอัษฎาทศนายใหญ่
กับหลานท้าวชมพูฤทธิไกร ได้นามนิลพัทชัยชาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ทอดพระเนตรเห็นลูกพระกาล ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งมีบัญชาอันสุนทร ดูกรชมพูเรืองศรี
ตัวเราจะยกโยธี ไปปราบอสุรีในลงกา
ฝ่ายท่านก็แก่ชรานัก จงอยู่พิทักษ์รักษา
ชมพูขีดขินนครา อย่าให้มีเหตุเภทพาล
เกณฑ์แต่รี้พลพานรินทร์ มอบนิลพัทผู้หลาน
เป็นจอมโยธาบัญชาการ ยกทหารบรรจบสุครีพมา
ฝ่ายพญาสุครีพก็รีบไป เร่งจัดพลไกรแกล้วกล้า
เจ็ดวันจงยกโยธา ทั้งสองเมืองมาให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
ทั้งท้าวมหาชมพูนั้น กับนิลพัทอันมีฤทธิ์
ต่างตนประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระบรมจักรกฤษณ์
ออกจากพลับพลาชวลิต แผลงฤทธิ์เหาะไปธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงขีดขินพระนคร ลูกพระทินกรเรืองศรี
เสด็จเหนือแท่นแก้วรูจี ในที่พระโรงรัตนา
จึ่งสั่งเสนาพานรินทร์ ให้เกณฑ์กบินทร์แกล้วกล้า
ห้าสิบสมุทรโดยตรา ซึ่งมีฤทธาว่องไว
สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธ สำหรับรณยุทธ์ศึกใหญ่
อาสาพระนารายณ์เรืองชัย ให้พร้อมในสามราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหาเสนากระบี่ศรี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จึ่งจัดนายกองคุมทหาร สุรเสนสุรกานต์แกล้วกล้า
อุศุภศรรามปิงคลา มาลุนวาหุโลมชาญยุทธ์
เจ็ดนายให้คุมพลากร วานรนับสามสิบสมุทร
เกยูรรสคันธ์โคมุท ไวยบุตรมหัทวิกัน
คุมพลนับสิบสมุทรไท ล้วนมีฤทธิไกรแข็งขัน
ทวิพัทมากันจวิกนั้น ได้บัญชาการวานร
สิบสมุทรสามารถอาจอง รณรงค์ห้าวหาญชาญสมร
ล้วนถืออาวุธครบกร ซับช้อนโดยกระบวนยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งกล้า
ครั้นรุ่งสางสว่างเวลา ก็สระสรงคงคาวารี
ทรงเครื่องกษัตริย์สุริย์วงศ์ อ่าองค์ดั่งพญาราชสีห์
จับพระขรรค์แก้วรูจี เสด็จมายังที่ประชุมพล

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้เลิกโยธาพลากร วานรโห่ร้องกุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน ขับร้นออกจากพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงซึ่งทางร่วมกัน ให้หยุดพลขันธ์ซ้ายขวา
ท่าทัพนิลพัทจะยกมา อยู่ที่ชายป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวชมพูเรืองศรี
ครั้นถึงซึ่งราชธานี ขุนกระบี่ออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึงมีพระราชโองการ แก่เสนาทหารผู้ใหญ่
เร่งจัดรี้พลสกลไกร สรรพไปด้วยเครื่องศัสตรา
จงได้ยี่สิบเจ็ดสมุทร อันมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
จะให้นิลพัทนัดดา ยกไปอาสาพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหาเสนาชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูธร บทจรออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเอานิลเอกนิลนนท์ คุมพลสิบสมุทรแข็งขัน
ขุนนิลกับนิลปานัน สองนายนั้นมีปรีชา
ให้คุมวานรเจ็ดสมุทร ล้วนมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
นิลราชนิลขันผู้ศักดา คุมวานรห้าสมุทรไท
วิสันตราวีขุนนน โชติมุกข์สามตนเป็นนายใหญ่
ให้คุมพหลพลไกร ห้าสิบสมุทรใจห้าวฮึก
ล้วนถืออาวุธกวัดแกว่ง สำแดงฤทธิรงค์ทะนงศึก
เหี้ยมหาญชาญฉกรรจ์พันลึก คั่งคึกอัดแอแจจัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูรังสรรค์
จึ่งสั่งนิลพัทชาญฉกรรจ์ หลานขวัญผู้ร่วมฤทัย
ตัวเจ้าจงยกพลากร เสนาวานรน้อยใหญ่
บรรจบทัพขีดขินเวียงชัย ไปทำอาสาพระจักรี
อันซึ่งองคตหนุมาน กับชมพูพานกระบี่ศรี
สามนายแต่ล้วนตัวดี เจ้านี้ก็มีฤทธา
จะเป็นข้าบาทพระหริวงศ์ รณรงค์อย่าให้อายหน้า
จึ่งจะนับว่าชายศักดา ให้เดชาปรากฏทั้งแดนไตร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาพระภูวไนย ยินดีดั่งได้โสฬส
จึ่งน้อมเศียรคำรพอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบงกช
ลาสองกษัตริย์ทรงยศ บทจรมาสรงสาคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เสร็จแล้วอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสประภัสสร
จับพระขรรค์แก้วฤทธิรอน มายังนิกรโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ได้ฤกษ์ให้เลิกทวยหาญ เสียงโห่สะท้านทุกทิศา
ฆ้องกลองกึกก้องโกลา ยาตราออกจากธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงเขาแก้วอินทนิล ทางร่วมขีดขีนบุรีศรี
เห็นทัพสุครีพก็ยินดี ให้หยุดโยธีบรรจบกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์รังสรรค์
ครั้นทัพชมพูมาทัน บัญชาให้เลิกพลากร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รุกรัน

๏ อันพลทั้งสองพารา หนุนเนื่องกันมาไม่หยุดหย่อน
เจ็ดสิบเจ็ดสมุทรพานร สำแดงฤทธิรอนต่างกัน
บ้างเดินนํ้าดำดินเหาะทะยาน สุธาธารสะเทือนเลื่อนลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน เสียงโห่สนั่นครั่นครึก
นายไพร่ล้วนมีฤทธิรณ แต่ละตนลำพองคะนองศึก
แตรสังข์ฆ้องกลองประโคมคึก มโหระทึกกึกก้องอึงอล
หนทางกว้างโยชน์โดยประมาณ ทวยหาญเยียดยัดสับสน
ธงริ้วธงฉานโบกบน ธงชัยนำพลยาตรา
อันมิ่งไม้ที่ไม่เบื่อเมา วานรเก็บเอาเป็นภักษา
บ้างช่วงชิงกันโกลา เสียงสนั่นทั้งป่าพนาดร
กระชากเถาเง่ารากถกเปลือก เลือกกินลูกดอกใบอ่อน
สองเมืองรีบเร่งพลากร แรมร้อนมาในพนาวัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้คันธมาทน์คีรี ให้หยุดโยธีทัพขันธ์
สุครีพลูกพระสุริยัน กับนิลพัทอันศักดา
ทั้งทหารสิบแปดมงกุฎ ล้วนมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ออกจากที่ประทับโยธา ไปหาคำแหงหนุมาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ประถม

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
เห็นพญาสุครีพชมพูพาน ลูกพระกาลองคตฤทธิรอน
กับสิบแปดมงกุฎทหารใหญ่ มีใจชื่นชมสโมสร
ก็พาท้าวพญาวานร บทจรขึ้นเฝ้าพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างตนน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
สุครีพทูลถวายโยธี ตามในบาญชีที่ยกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
ครั้นเห็นท้าวพญาเสนา ทั้งสองนคราพร้อมกัน
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติสรวงสวรรค์
จึ่งสั่งลูกพระสุริยัน อันพวกพลขันธ์โยธี
ให้ตั้งกระบวนพยุหบาตร เป็นครุฑราชปักษี
โดยมหามงคลสวัสดี ในที่ชัยภูมิสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระสี่กร ก็พากันบทจรออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จึ่งตั้งกระบวนพยุหครุฑ โยธานับสมุทรแกล้วกล้า
เป็นเท้าปากปีกหางนัยนา คอเศียรกายาสกุณี
สลับซับซ้อนด้วยเล็บขน อลวนแออัดอึงมี่
กองหนุนกองขันนั้นตัวดี มีทั้งเสือป่าแมวมอง
สามหอกเจ็ดหอกกองกระเวน กะเกณฑ์ตรวจตราจุกช่อง
กองร้อยคอยเหตุประจำซอง เป็นหมวดกองรายรอบพลับพลา
นั่งยามตามไฟกวดขัน ผลัดกันพิทักษ์รักษา
กลางคืนกลางวันอัตรา เสร็จโดยบัญชาพระสี่กร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงประคนธรรพ์ชาญสมร
อยู่ยังเชิงเขายุคุนธร ฤทธิรอนองอาจอหังการ
เทวาทานพนักสิทธ์ เกรงฤทธิ์ไม่ต่อกำลังหาญ
เดินนํ้าดำดั้นสุธาธาร เหาะทะยานผ่านฟ้าได้ว่องไว
ออกนามขามเดชทุกแห่งหน แปลงกายหายตนก็ทำได้
จึ่งดำริตริตรึกนึกไป จะใคร่เที่ยวป่าพนาวัน
คิดแล้วอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสฉายฉัน
จับพระขรรค์แก้วแพร้วพรรณ ระเห็จหันเหาะไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กลม

๏ เลื่อนลอยมากลางอากาศ ก็ถึงคันธมาทน์คีรีศรี
แลไปในพื้นปัถพี เห็นหมู่กระบี่รี้พล
ตั้งล้อมสุวรรณพลับพลา เข้าออกไปมาสับสน
ปี่กลองฆ้องขานอึงอล ก็คิดฉงนสนเท่ห์ใจ
ตัวกูจะไปถามดู ให้รู้ว่าเหตุผลเป็นไฉน
คิดแล้วก็ตรงลงไป ยังในพ่างพื้นปัถพี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แอบอยู่ที่ริมชายป่า เห็นหมู่โยธากระบี่ศรี
เที่ยวมาตามเชิงคีรี ล้วนมีอาวุธครบกร
แต่ละตนพื้นทำอำนาจ องอาจดั่งพญาไกรสร
มีความปรีดาสถาวร ก็บทจรจากพุ่มพนาวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น โยธาวานรแข็งขัน
เหลือบแลไปเห็นคนธรรพ์ ก็พากันวิ่งมาเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างเข้าล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมพรั่งอื้ออึงคะนึงมี่
นิลขันผู้เรืองฤทธี จึ่งมีวาจาถามไป
ท่านนี้เป็นมนุษย์หรือภุชงค์ ดั้นดงเที่ยวมาจะไปไหน
มีนามกรชื่อใด จึ่งอาจใจบุกรุกเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประคนธรรพ์ฤทธิแรงแข็งกล้า
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา ดูราพญาวานร
อันตัวของเรานี้หรือ ชื่อประคนธรรพ์ชาญสมร
มาเที่ยวเล่นป่าพนาดร เห็นพวกพลนิกรโยธี
สงสัยจะใคร่แจ้งความ จึ่งแวะเข้าถามกระบี่ศรี
อันพระองค์ผู้จอมโมลี มีนามกรชื่อใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลขันผู้เป็นนายใหญ่
ได้ฟังจึ่งตอบคำไป ท่านไม่แจ้งหรือแต่เดิมมา
อันพระจอมพลนิกาย คือองค์พระนารายณ์นาถา
อวตารมาผลาญอสุรา จะให้โลกาสถาวร
บัดนี้มาชุมโยธี พวกพลกระบี่ชาญสมร
ทั้งชมพูขีดขินพระนคร จะไปราญรอนกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ประคนธรรพฤทธิแรงแข็งขัน
แจ้งว่าพระองค์ทรงสุบรรณ จะไปมล้างอาธรรม์ให้บรรลัย
มีความชื่นชมยินดี ดั่งกระบี่เอาแก้วมายื่นให้
จึ่งมีวาจาตอบไป ตัวท่านจงได้เมตตา
ช่วยพาเรานี้ไปเฝ้า พระปิ่นเกล้าบรมนาถา
จะอยู่รองเบื้องบาทา อาสาสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนิลขันกระบี่ศรี
ได้ฟังประคนธรรพพาที ยินดีก็พากันเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์พระนารายณ์นาถา
ทูลว่าประคนธรรพผู้ศักดา จะมาเป็นข้าพระทรงฤทธิ์
อาสาทำการรณรงค์ ด้วยใจซื่อตรงสุจริต
มล้างเหล่าพาลาปัจจามิตร ไปกว่าชีวิตจะวายปราณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังนิลขันแจ้งการ ผ่านฟ้าทอดทัศนาไป
เห็นประคนธรรพก็ปรีดา จึ่งกล่าววาจาปราศรัย
ตัวท่านผู้มีฤทธิไกร ตั้งใจจงรักภักดี
จะมาช่วยเราปราบเข็ญ ให้โลกเป็นสุขเกษมศรี
มิเสียแรงซึ่งมีฤทธี เรานี้ขอบใจคนธรรพ์
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร งามวิลาสดั่งเทพในสวรรค์
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล เข้าห้องสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ พระกรก่ายพักตร์เทวษหา
ถึงองค์อัครราชสีดา แก้วตาจะเป็นประการใด
จากพี่ไปอยู่เมืองมาร จะแสนทุกข์รำคาญละห้อยไห้
จะซูบผอมตรอมจิตตรมใจ ไม่มีใครเป็นเพื่อนบังอร
อกเอ๋ยไฉนจะแจ้งเหตุ ถึงองค์อัคเรศดวงสมร
ว่าพี่ประชุมพลากร ยังสิงขรคันธมาทน์คีรี
โอ้ว่าป่านนี้จะคอยหา จะแสนโศกโศกาถึงพี่
ไม่รู้ข่าวก็จะเศร้าแสนทวี จะมีแต่โหยไห้ไม่วายวัน
พระผุดลุกผุดนั่งไม่นิทรา ชลนาคลอพักตร์กันแสงศัลย์
จนแสงทองส่องฟ้าพรายพรรณ ไก่ขันเร้าเร่งอโณทัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ จึ่งชำระพระองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
พระกรนั้นจับศรชัย ภูวไนยออกหน้าพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสจำรัสพระเวหา
ท่ามกลางกระบี่โยธา ดั่งดาราล้อมจันทร์ในอัมพร
จึ่งมีพระราชโองการ แกหมู่ทวยหาญชาญสมร
ว่าเราประชุมพลากร ทั้งสองนครพร้อมกัน
จะรีบยกไปสังหาร ผลาญหมู่อสูรโมหันธ์
อย่าให้เนิ่นช้าคืนวัน ทั้งนั้นจะเห็นประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานทหารใหญ่
องคตหลานท้าวหัสนัยน์ นิลพัทผู้ไวปัญญา
ชมพูพานนิลนนท์โคมุท ทั้งสิบแปดมงกุฎพร้อมหน้า
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็ปรึกษาโดยณรงค์ราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์เรืองศรี
อันพลทั้งสองธานี ล้วนมีฤทธิ์เดชเกรียงไกร
แม้นมาตรจะยกเข้าหัก หมู่ยักษ์หรือจะทานมือได้
แต่ซึ่งทัพหลวงจะล่วงไป ทางไกลไม่รู้ตำบล
เกรงเกลือกว่าจะกันดาร ผลาหารโยธาจะขัดสน
จะคิดหน้าหาหลังเป็นกังวล จะผจญก็ยากแสนทวี
ขอจงงดทัพยับยั้ง อยู่ยังคันธมาทน์คีรีศรี
แต่งให้วานรเสนี ไปเยือนพระลักษมีโสภา
ให้รู้ว่าร้ายดีเป็นไฉน ทั้งหนทางจะไปข้างหน้า
ภายหลังจึ่งยกโยธา เห็นว่าจะได้สะดวกดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระพิษณุรักษ์เรืองศรี
ฟังคำปรึกษาเสนี ภูมีเห็นชอบทุกประการ
จึ่งสั่งลูกพระทินกร ให้จัดวานรทวยหาญ
ที่ทรงศักดาปรีชาชาญ ถ้อยคำชำนาญว่องไว
ทั้งการณรงค์องอาจ ฉลาดรอบรู้อัชฌาสัย
จะนำข่าวสารของเราไป ให้ถึงอรไทยังลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยปรีดา วานรสนองพระโองการ
อันโยธาทั้งสองนคเรศ ล้วนศักดาเดชกล้าหาญ
ซึ่งจะเจรจาปรีชาชาญ เห็นแต่หนุมานผู้ฤทธี
กับชมพูพานพานรินทร์ องคตหลานอินทร์เรืองศรี
ทั้งสามแต่ล้วนตัวดี นอกนี้ไม่เห็นผู้ใด
ถึงพบยักษ์มารจะราญรอน ทีหักทีอ่อนก็ทำได้
ขอให้สามนายนี้ไป เฝ้าองค์อรไทในเมืองยักษ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงจักร
ได้ฟังมีความยินดีนัก จึ่งผินพักตร์มาสั่งหนุมาน
ตัวท่านผู้เรืองฤทธิรณ จงนำยุบลข่าวสาร
ไปให้ถึงองค์นงคราญ แจ้งการว่าเราตามมา
ตรัสพลางทางหยิบธำมรงค์ กับสไบทรงกนิษฐา
ส่งให้ลูกพระพายศักดา แล้วมีวาจาอันสุนทร
ท่านจงเอาของทั้งสองนี้ ไปให้สีดาดวงสมร
ว่าเราโศกาอาวรณ์ ทุกข์ร้อนถึงองค์อรไท
กลับมาสิ่งใดที่เราทรง จะเปลื้องจากองค์ประทานให้
สามนายผู้มีฤทธิไกร จงไปให้ถึงนงคราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
รับสไบธำมรงค์อลงการ กราบกับบทมาลย์ด้วยยินดี
แล้วทูลว่าซึ่งพระองค์ใช้ ให้ไปลงกาบุรีศรี
แจ้งข่าวอัครราชเทวี เพียงนี้พอได้ดั่งบัญชา
แต่ซึ่งจะถวายพระธำมรงค์ กับสไบแก่องค์กนิษฐา
เกลือกนางจะแคลงวิญญาณ์ ว่าของนี้ตกอยู่ในไพร
พวกทศกัณฐ์ไปเที่ยวเล่น ใครเห็นก็เก็บมาได้
หากแกล้งแต่งลวงประโลมใจ มิใช่ทหารพระจักรี
ข้อนี้ข้าบาทเห็นยากนัก ด้วยนางไม่รู้จักกระบี่ศรี
ทำไฉนจะให้พระเทวี สิ้นที่สงสัยในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ฟังลูกพระพายผู้ปรีชา ผ่านฟ้าจึ่งตรัสตอบไป
มาตรแม้นตัวท่านแจ้งสาร เยาวมาลย์ยังคิดสงสัย
จะว่าเป็นพวกพาลภัย ไม่เชื่อในคำพาที
จงเอาความหลังเมื่อยกศิลป์ ในมิถิลาบุรีศรี
เนตรเรากับเนตรนางเทวี ถ้อยทีถ้อยเล็งประจวบกัน
ที่ช่องบัญชรปราสาท ต่างคิดพิศวาสเสียวสันต์
ความลับข้อนี้สำค้ญ กัลยาจะสิ้นแหนงใจ
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา สั่งพญาสุครีพทหารใหญ่
เร่งจัดรี้พลสกลไกร ไปด้วยกับสามเสนี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์เรืองศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี น้อมเศียรชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งจัดโยธาพลากร สองสมุทรฤทธิรอนแกล้วกล้า
พร้อมสรรพด้วยเครื่องสาตรา เสร็จตามบัญชาภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น องคตหนุมานทหารใหญ่
ทั้งชมพูพานฤทธิไกร ล้วนปรีชาไวใจฉกรรจ์
ต่างตนถวายอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์รังสรรค์
ทั้งพระอนุชาวิลาวัณย์ แล้วพากันมายังพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ประถม

๏ สามนายนำพลยุรยาตร ออกจากคันธมาทน์สิงขร
ดั้นดัดลัดป่าพนาดร บทจรโดยทิศหรดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาได้สามโยชน์คณนา สุริยาเลี้ยวเหลี่ยมคีรีศรี
ก็ถึงสระโบกขรณี อยู่ที่กลางป่าพนาลัย
น้ำเปี่ยมเหลี่ยมขอบใสสะอาด ปทุมมาศชูก้านบานไสว
สันตวาจอกกระจับสลับไป ใบฝักแก่อ่อนแกมกัน
มีหมู่มัจฉาคลาคลํ่า ผุดดำว่ายเวียนเหียนหัน
ประกอบด้วยมิ่งไม้หลายพรรณ ดั่งสระในชั้นดุษฎี
ที่นั้นราบรื่นพื้นทราย สามนายมีใจเกษมศรี
ก็หยุดพหลโยธี อยู่ที่ริมสระบุษบัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น โยธาวานรแข็งขัน
ครั้นคํ่ายํ่าแสงสุริยัน ก็ตรวจกันกองไฟเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น สามนายผู้ใจแกล้วกล้า
ต่างตนต่างเอนกายา อยู่กลางโยธาพานรินทร์
พระพายชายพัดอ่อนอ่อน หอมรสเกสรขจรกลิ่น
น้ำค้างตกต้องแผ่นดิน ก็พากันหลับสิ้นทั้งโยธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระนอน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ