สมุดไทยเล่มที่ ๕๔

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
แจ้งว่ากำปั่นขุนมาร วายปราณด้วยมือไพรี
ความทุกข์ความเสียดายเป็นสุดคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงจี่
นิ่งขึงตะลึงไปไม่พาที อสุรีอัดอั้นตันใจ
อันซึ่งความสั่งอินทรชิต ลืมเสียไม่คิดขึ้นได้
จึงมีบรรหารตรัสไป เหวยไวยกาสูรอสุรา
จงรีบไปสัตภัณฑ์สีขเรศ แจ้งเหตุแก่โอรสา
ว่ากำปั่นนั้นม้วยมรณา ให้ลูกกูรีบมารอนราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งไวยกาสูรใจหาญ
รับสั่งสมเด็จพญามาร บังคมลาแล้วทะยานเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งสีทันดร ริมยุคุนธรเขาใหญ่
ลงจากอากาศด้วยว่องไว ก็เข้าในโรงราชพิธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งยอกรประณตบทบงสุ์ ทูลองค์อินทรชิตยักษี
ว่ากำปั่นยกไปต่อตี ไพรีฆ่าเสียม้วยมิด
บัดนี้สมเด็จพระบิดา มีพระบัญชาประกาศิต
ให้มาเชิญองค์พระทรงฤทธิ์ เร่งคิดไปแก้แค้นมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์รังสรรค์
สำรวมใจอยู่ในพิธีกรรม์ กุมภัณฑ์แจ้งข่าวมรณา
ให้กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพิษ น้อยจิตเพียงสิ้นสังขาร์
ลุกขึ้นกระทืบบาทา เหวยไวยกาสูรอสุรี
นี่หากว่ารับสั่งพระบิตุราช หาไม่หัวจะขาดลงกับที่
ให้สาใจมึงไอ้อัปรีย์ มาทำให้พิธีกูเสียไป
ว่าแล้วมีราชบรรหาร แก่เสนามารน้อยใหญ่
จะแก้คำทรลักษณ์จังไร ให้ศรชัยเรามีศักดา
จงเอาแพะดำโคดำ พลีกรรมโดยเวทคาถา
ทั้งจะได้เลือดบูชา ในกลางกาลาพิธีการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่เสนาทวยหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพญามาร ก็วิ่งลนลานเป็นสิงคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จูงแพะจูงโคอุตลุด ลากฉุดเข้ามาอึงมี่
ผูกไว้ตรงหน้าอสุรี ตามมีพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นหมู่มารจูงสัตว์เข้ามา ยินดีปรีดาเป็นพ้นนัก
กลับคืนขึ้นนั่งบัลลังก์อาสน์ พระหัตถ์จับพรหมาสตร์ศรศักดิ์
ยอกรประนมเพียงพักตร์ ขุนยักษ์ก็ร่ายพระเวทไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนคำรบถึงพัน ปัถพีเลื่อนลั่นหวั่นไหว
ก็จับฝูงสัตว์ที่มัดไว้ พิฆาตเสียให้ม้วยมิด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เสร็จแล้วจึ่งเอาถาดทอง เข้ามารับรองโลหิต
ให้พรหมาสตร์สูบกินด้วยฤทธิ์ ก็สำเร็จดั่งจิตจินดา
แล้วเจิมสุคนธ์จวงจันทน์ กุมภัณฑ์สำรวลสรวลร่า
ทีนี้ไพรีอหังการ์ น่าที่จะม้วยบรรลัย
ถึงยิ่งกว่ามนุษย์วานร ก็ไม่ทนแสงศรของกูได้
จึ่งสั่งรุทกาลผู้ร่วมใจ เราจะไปชิงชัยด้วยไพรี
โดยเล่ห์กลศึกอุบาย จะแปลงกายเป็นท้าวโกสีย์
อันหมู่พหลโยธี ล้วนมีศักดาวราฤทธิ์
ให้เป็นคนธรรพ์วิทยา เทวาสุรารักษ์นักสิทธ์
อันการุณราชผู้ร่วมคิด จงนิมิตเป็นเอราวัณ
เหล่าหนึ่งแปลงกายเป็นนางฟ้อน ให้เหมือนอัปสรสาวสวรรค์
ดีดสีขับรำระบำบัน พร้อมกันไปหน้าคชาธาร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น รุทกาลเสนาใจหาญ
ก้มเกล้ารับพระบัญชาการ ขุนมารมาจัดโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ ให้การุณราชกุมภัณฑ์ เป็นเอราวัณตัวกล้า
สามสิบสามเศียรอลงการ์ เศียรหนึ่งเจ็ดงางามงอน
งาหนึ่งเจ็ดสระโกสุม สระหนึ่งมีปทุมเกสร
เจ็ดกอชูก้านอรชร กอหนึ่งบานสลอนเจ็ดผกา
ดวงหนึ่งเจ็ดกลีบสุบงกช กลิ่นรสซาบซ่านนาสา
กลีบหนึ่งมีเทพธิดา เจ็ดนางกัลยายุพาพาล
แต่ละองค์ทรงโฉมอรชร รำฟ้อนจำเรียงเสียงหวาน
นางหนึ่งล้วนมีบริวาร เจ็ดองค์เยาวมาลย์วิไลวรรณ
เผือกผ่องพึงพิศอำไพ เหมือนช้างเจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
มีวิมานทุกเศียรคชกรรม์ พรายพรรณล้วนแก้วมณี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ อันนายสารถีที่ขับรถ เป็นเทวัญท้ายคชสารศรี
เหล่าหมู่ประโคมดนตรี ให้แปลงอินทรีย์เป็นนางฟ้า
สำหรับระบำรำเต้น เล่นไปหน้าคชสารกล้า
ฝ่ายหมู่อสุรโยธา แปลงเป็นเทวาสุราฤทธิ์
บ้างเป็นคนธรรพคนธรรพ์ ซ้อนซับแน่นนันต์อกนิษฐ์
กองหน้านั้นให้นิรมิต แต่พื้นพวกพิทยาธร
ล้วนถือซึ่งสรรพสาตรา ปืนยากำซาบธนูศร
คอยท่าลูกท้าวยี่สิบกร จะไปราญรอนไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นได้พิชัยนาที อสุรีนิมิตกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เหมือนองค์สมเด็จสหัสนัยน์ ลงมาจากตรัยตรึงศา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา เข้ามาที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง เป็นละอองหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน ช่อกระหนกนาคินทร์เชิงงอน
ทรงโกไสยพัสตร์ช่องกระจก แย่งยกรูปราชไกรสร
ชายแครงเครือหงส์อลงกรณ์ ฉลององค์อรชรดวงลอย
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ รัดองค์กุดั่นเฟื่องห้อย
สะอิ้งแก้วแวววับประดับพลอย สอดสร้อยลายแทงชมพูนุท
พาหุรัดเป็นรูปนาคา ทองกรเหรารายบุษย์
สอดพระธำมรงค์เรือนครุฑ ทรงมหามงกุฎกรรเจียกจร
กุณฑลมาลัยดอกไม้ทัด พระหัตถ์จับพรหมาสตร์แสงศร
เหมือนทรงองค์อมรินทร กรายกรมาขึ้นหัสดิน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ ช้างเอยช้างทรง ดั่งองค์อัครคเชนทร์โกสินทร์
สูงงํ้าส่ายเงื้อมสีขริน ขาวสิ้นแข่งสีเงินงาม
โก่งหางกางหูพู่ห้อย งวงชดงาช้อยชาญสนาม
สอดเครื่องใส่ครบในสงคราม ดาววามดูวับจับตา
เหาะลิ่วเหินลอยในอำพน พวกพหลพลแห่ซ้ายขวา
ทิวฉัตรธงชัยไสวมา แสงระยับสายระย้าจามร
ฝูงเทพฝ่ายเทวนิกาย ตามรายตาริ้วอยู่สลอน
ข้ามทิวเขาแถวสีทันดร ขับกุญชรไปในเมฆา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กลองโยน

ร่าย

๏ ครั้นมาถึงที่รณรงค์ เห็นองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ยืนรออยู่กลางโยธา อสุราชื่นชมด้วยสมคิด
จึ่งให้หยุดพหลพลไกร เกลื่อนกลาดดาษไปอกนิษฐ์
อยู่ในอากาศด้วยฤทธิ์ แล้วประกาศิตสั่งโยธี
บรรดาซึ่งจำแลงแปลงเพศ เป็นเทเวศนางอัปสรศรี
ให้ประโคมดุริยางค์ดนตรี มโหรีขับรำระบำบัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธาพลขันธ์
ซึ่งแปลงเป็นอัปสรแลเทวัญ ก็พร้อมกันทำตามพจมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ บ้างตีรำมะนาท้าทับ รองรับรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
ดีดสีตีเป่าบรรเลงลาน จำเรียงเสียงหวานโอดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

พระทอง

๏ บ้างจับระบำรำร่อน ฟ้อนกรายย้ายเป็นเพลงสวรรค์
นวยนาดวาดกรเวียนวัน บิดผันล่อเลี้ยวไปมา
แทรกเปลี่ยนเวียนวงดั่งกงจักร เยื้องยักร่ายรำทำท่า
กระหวัดกรเป็นหงส์ลีลา ฉวยยุดฉุดคร่ากันวุ่นไป
งามดั่งเทเวศกับอัปสร คมค้อนป้องปัดกวัดไขว่
ใส่จริตให้หลงงงไป ที่ในเล่ห์กลอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เสด็จเหนือรถแก้วมณี ภูมีเหลือบแลแปรไป
เห็นองค์สมเด็จมัฆวาน ทรงพญาคชสารตัวใหญ่
กับฝูงเทวาสุราลัย ลอยอยู่ในกลางเมฆา
มีหมู่นางเทพอัปสร กรายกรเต้นรำทำท่า
จึ่งมีพระราชบัญชา ดูราคำแหงหนุมาน
เหตุใดสมเด็จอมรินทร์ ทรงเทพหัสดินตัวหาญ
มาลอยอยู่กลางคัคนานต์ พร้อมหมู่บริวารเทวัญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายฤทธิแรงแข็งขัน
ฟังน้องพระองค์ทรงสุบรรณ บังคมคัลแล้วทูลสนองไป
อันโกสีย์กับหมู่เทพบุตร ถือสาตราวุธหาเว้นไม่
มีทั้งนางรำระบำใน มิได้เคยเห็นแต่ก่อนมา
หรือจะเป็นเล่ห์กลอุบาย มารยาแยบคายยักษา
น่าฉงนสนเท่ห์ในวิญญาณ์ ผ่านฟ้าระวังให้จงดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ฟังลูกพระพายพาที ภูมีพิศเพ่งไปมา
เห็นฝูงเทวัญกับอัปสร จับระบำรำฟ้อนในเวหา
พิศวงหลงเพลินจำเริญตา พระอนุชาก็เคลิ้มสติไป
สิ้นทั้งท้าวพญาพานรินทร์ พวกพลกบินทร์น้อยใหญ่
ยิ่งดูก็ยิ่งประมาทใจ มิได้ระวังอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นพระลักษมณ์กับหมู่โยธี สิ้นสมประดีไปทั้งนั้น
จึ่งจับพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย หมายองค์พระลักษมณ์รังสรรค์
หน่วงน้าวเหนือคอเอราวัณ กุมภัณฑ์ก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ บันดาลเป็นศรเกลื่อนกลาด ทำอำนาจพ่างพื้นแผ่นดินไหว
ต้องน้องพระตรีภูวไนย กับหมู่พลไกรโยธี
ทั้งสิบแปดมงกุฎวานร สุครีพฤทธิรอนเรืองศรี
องคตลูกพญาพาลี ล้มลงกับที่พสุธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทวยหาญยักษา
บ้างยิงบ้างพุ่งสาตรา เกลื่อนกลาดลงมาแต่อัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลลิงนั้นต้องหอกดาบ ปืนยากำซาบธนูศร
ตายกลาดดาษดิ้นทั้งดินดอน เหลือแต่วานรหนุมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรใจหาญ
เห็นมนุษย์วานรวายปราณ ตบหัตถ์ฉัดฉานด้วยยินดี
ทั้งหมู่ไพร่พลสกลไกร ดีใจโห่ร้องอึงมี่
บ้างประโคมดุริยางค์ดนตรี อสุรีสำรวลไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

๏ บัดนั้น วายบุตรวุฒิไกรใจกล้า
แลเห็นพระอินทร์แผลงศรมา ต้องพระอนุชาฤทธิรณ
ทั้งพวกนิกรเทวบุตร ก็พุ่งซัดอาวุธดั่งห่าฝน
ต้องหมู่กระบี่รี้พล วายชนม์เกลื่อนกลาดดาดไป
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ทำอำนาจเพียงพื้นแผ่นดินไหว
ว่าเหวยดูกรหัสนัยน์ เหตุใดไปเข้าด้วยกุมภัณฑ์
พร้อมทั้งฝูงเทพนิกาย ฆ่าน้องพระนารายณ์ให้อาสัญ
มิได้ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม์ กูจะล้างชีวันให้มรณา
ว่าแล้วชักตรีออกกวัดแกว่ง สำแดงฤทธิไกรเงื้อง่า
ถีบทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา เท้าปีนเหยียบงากุญชร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ กรซ้ายหักคอเอราวัณ กรขวาฉวยคันธนูศร
กระชากฉุดด้วยกำลังฤทธิรอน วานรรบรุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
รับรองป้องกันประจัญตี อสุรีหวดด้วยศรชัย
ต้องกายคำแหงหนุมาน เจ็บปวดไม่ทานกำลังได้
กระเด็นไปกับคอคชไกร สลบอยู่ในพื้นพสุธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ขุนมารชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลร่า
รูปนั้นกลับเป็นอสุรา ลงมาจากพื้นอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พอพระสุริยาอัสดง เลี้ยวลงลับเหลี่ยมสิงขร
จึ่งสั่งทหารฤทธิรอน ดูกรอสูรสารัณ
แม้นเห็นพระรามผู้เชษฐา มาโศกาวิโยคโศกศัลย์
กอดน้องสลบไปด้วยกัน กุมภัณฑ์จงรีบไปแจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ว่าแล้วให้เลิกโยธี แสนสุรเสนีทวยหาญ
โห่สนั่นลั่นฟ้าสุธาธาร ขุนมารคืนเข้ายังลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งราชนิเวศน์ ของพระบิตุเรศยักษา
ก็เสด็จยุรยาตรคลาดคลา ขึ้นพระโรงรัตนารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท องค์พระบิตุราชเรืองศรี
ท่ามกลางอสูรเสนี หมู่กระวีโหราพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นลูกรักร่วมชีวัน จึ่งมีบัญชาถามไป
ซึ่งเจ้าออกไปต่อยุทธ์ กับด้วยมนุษย์เป็นไฉน
รณรงค์เสียทีหรือมีชัย เหตุใดจึ่งมาต่อราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
น้อมเศียรสนองพระวาที ครั้งนี้ลูกคิดอุบายกล
แปลงกายเป็นองค์หัสนัยน์ ทรงไอยรามาในเวหน
อันหมู่โยธีรี้พล นิมิตตนเป็นเทพเทวา
ลางเหล่าก็เป็นนางรำ ร้องเรื่อยเฉื่อยฉ่ำในเวหา
พระลักษมณ์งวยงงด้วยมารยา สิ้นทั้งโยธาวานร
เห็นไพรีเสียทีประมาท จึ่งแผลงพรหมาสตร์ธนูศร
ต้ององค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน ทั้งกระบี่นิกรวายปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ฟังพระโอรสแจ้งการ พญามารชื่นชมด้วยสมคิด
ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์ เสียงสนั่นลั่นฟ้าถึงดุสิต
แล้วสวมสอดกอดองค์อินทรชิต เจ้าดวงชีวิตของบิดา
มิเสียทีเป็นวงศ์พรหเมศ ปรีชาฤทธิ์เดชแกล้วกล้า
ควรที่เป็นปิ่นอสุรา สืบสุริย์วงศาในเมืองมาร
เจ้าทำสงครามเหนื่อยพักตร์ ลูกรักจงไปสรงสนาน
เสวยโภชนาให้สำราญ ชมหมู่นงคราญวิไลวรรณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์รังสรรค์
น้อมเศียรถวายบังคมคัล มาปราสาทสุวรรณอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือแท่นรัตน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
แล้วมีบัญชาอันสุนทร แก่บังอรสุวรรณกันยุมา
วันนี้พี่แผลงพรหมาสตร์ อันมีอำนาจแกล้วกล้า
ต้ององค์พระลักษมณ์กับโยธา สุดสิ้นชีวาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาโฉมศรี
ได้ฟังพระราชสามี ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
จึ่งทูลว่าอันองค์พระทรงเดช ตรีเนตรยังไม่ต่อได้
สาอะไรมนุษย์กับลิงไพร หรือจะไม่บรรลัยด้วยฤทธา
ทูลแล้วเรียกนางพนักงาน อันสะคราญประโลมเสน่หา
จงบำเรอลูกเจ้าผู้ศักดา ให้ผ่านฟ้าเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางอนงค์สาวศรี
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยยินดี ทุกนารีพร้อมเรียบระเบียบกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ ลางเหล่าดีดสีตีทับ ฉิ่งกรับบรรเลงเพลงสวรรค์
ขับครวญหวนโหยโอดพัน ประสานเสียงสนั่นทั้งวังใน
แล้วย้ายลำนำคำหวาน เฉื่อยฉานเป็นที่พิสมัย
พร้อมเพราะเสนาะจับใจ มี่ไปดั่งปราสาทจักรพรรดิ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำฟ้อน ทอดกรนาดชายกรายหัตถ์
เป็นเมขลาโยนดวงมณีรัตน์ งามทัดเทียมเทพนิกร
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนไป เป็นเพลงพิสมัยเรียงหมอน
ย่างเยื้องยกบาทนาดกร งามงอนในทีกิริยา
ชม้ายชายเนตรโดยกระบวน ให้ยั่วยวนด้วยความเสน่หา
ดั่งนางอัปสรในชั้นฟ้า ลงมาบำเรอกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ทอดพระเนตรหมู่นางระบำบัน วิไลวรรณดั่งเทพนารี
ทั้งฟังเสียงขับกล่อมพร้อมเพราะ ยิ่งเสนาะจับใจยักษี
ให้เกิดประดิพัทธ์ยินดี มีความเพลิดเพลินจำเริญใจ
ดั่งเสวยสมบัติในสวรรค์ ทั่วทั้งหกชั้นไม่เปรียบได้
ไสยาสน์เหนืออาสน์อำไพ ก็หลับไปในประถมเวลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์นาถา
เสด็จยังสุวรรณพลับพลา คอยองค์อนุชาฤทธิรอน
จนพระสุริยาอัสดง เลี้ยวลงลับเหลี่ยมสิงขร
ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟฟอน ภูธรก็คิดอัศจรรย์
วันนี้ได้ยินเสียงศิลป์ ฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น
สำเนียงโห่ร้องนี่นัน หรือเสียทีกุมภัณฑ์ประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จำกูจะออกไปดู ให้รู้ร้ายดีเป็นไฉน
คิดแล้วก็จับศรชัย เสด็จไปกับหมู่โยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ชมพูพานนำเสด็จพระทรงยศ เลี้ยวลดตามแถวแนวป่า
มืดมัวไม่เห็นมรรคา ด้วยเป็นเวลาราตรีกาล
จึ่งจับศรจันทวาทิตย์ อันมีเดชชวลิตฉายฉาน
พาดสายหมายบนคัคนานต์ ผ่านฟ้าแผลงไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เป็นดาวเดือนเลื่อนลอยในอากาศ โอภาสจำรัสรัศมี
ส่องสว่างพ่างพื้นพนาลี ภูมีก็รีบเสด็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ พญาเดิน

๏ จึ่งเห็นโยธาวานร พวกพลนิกรน้อยใหญ่
ต้องสาตราวุธปืนไฟ บรรลัยซ้อนซับทับกัน
แล้วเหลือบเห็นศรีหนุมาน ยอดทหารสิ้นชีพอาสัญ
นอนทับเศียรเอราวัณ ทรงธรรม์นั่งลงแล้วโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ อนิจจาโอ้ว่าวายุบุตร ปรีชาฤทธิรุทรแกล้วกล้า
สามโลกย่อมเกรงศักดา หรือมาแพ้พาลาปัจจามิตร
จะหาไหนได้เหมือนดั่งนี้ ภักดีซื่อตรงสุจริต
ควรหรือมาสิ้นชีวิต ดั่งไม่มีฤทธิ์กำลังกาย
นอนกลิ้งอยู่กลางสุธาธาร อัประมาณแก่โลกทั้งหลาย
รํ่าพลางชลเนตรฟูมฟาย พระนารายณ์เพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ แล้วคิดถึงองค์พระลักษมณ์ น้องรักร่วมชีพเฉลิมศรี
ก็เสด็จย่างเยื้องจรลี มาจากขุนกระบี่ผู้ศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เหลือบแลเห็นลูกพระทินกร กับวานรองคตแกล้วกล้า
ทั้งสิบแปดมงกุฎโยธา มรณากลิ้งกลาดดาษไป
ความรักความเสียดายนั้นสุดคิด ร้อนจิตเพียงหนึ่งเพลิงไหม้
ทรุดองค์ลงโศกาลัย ภูวไนยครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ โอ้ว่าลูกพระทินกร ฤทธิรอนเลิศลํ้าสรวงสวรรค์
ควรหรือมาม้วยชีวัน เป็นน่าอัศจรรย์ใจนัก
แต่ทศเศียรอสุรา ศักดาปราบได้ทั้งไตรจักร
ยังว่ามีชัยแก่ขุนยักษ์ เมื่อครั้งหักฉัตรอลงกรณ์
อนิจจาเสียดายองคต ทรหดห้าวหาญชาญสมร
เป็นวงศ์อมรินทร์ฤทธิรอน มาต้องศรนอนกลิ้งกับดินดาน
โอ้ว่าสิบแปดมงกุฎ ล้วนเหล่าเทพบุตรกล้าหาญ
จุติมาช่วยปราบมาร หรือมาแพ้พวกพาลพาลา
ได้ความอัปยศอดสู แก่หมู่ทรลักษณ์ยักษา
ไตรโลกก็ล่วงนินทา ผ่านฟ้ารำพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ แล้วเหลือบเห็นองค์พระลักษมณ์ ต้องศรสิทธิศักดิ์ยักษี
ปักอกกลิ้งกลางปัถพี พระจักรีก็รีบเสด็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สองกรจับศรกระชากฉุด จะเขยื้อนเคลื่อนหลุดก็หาไม่
ปักแน่นดั่งหนึ่งตรึงไว้ ให้เร่าร้อนฤทัยพ้นนัก
ลดองค์ลงแอบแนบน้อง ค่อยประคองช้อนเกศขึ้นใส่ตัก
ชลนัยน์ไหลลงอาบพักตร์ พระทรงจักรรำพันโศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โอ้อนิจจาเจ้าเพื่อนยาก แสนทุกข์แสนลำบากด้วยพี่
ตั้งใจจะช่วยปราบอสุรี หรือมาม้วยชีวีวายชนม์
ไฉนหนอพ่อจึ่งประมาทนัก ให้ต้องอาวุธยักษ์ถึงสามหน
เมื่อครั้งโมกขศักดิ์ฤทธิรณ ก็เจียนจักเสียชนม์ชีวัน
พี่ให้หนุมานผู้เรืองเดช ไปแจ้งเหตุพระพรตรังสรรค์
ได้โอสถมาบดประสมกัน ทาทันจึ่งฟื้นคืนมา
ครั้งเมื่อเจ้าต้องนาคบาศ ศรสาตร์อินทรชิตยักษา
หากได้สุบรรณอันศักดา มาโฉบฉาบนาคาหนีไป
ตัวเจ้าจึ่งรอดชีวี ครั้งนี้ฝ่ายพี่จะทำไฉน
เมื่อศรสิทธิ์ของมันเกรียงไกร ใครจะช่วยเจ้าได้นะน้องรัก
จะนับในสุริย์วงศ์อยุธยา เนื่องมาโดยพงศ์พญาจักร
แต่สามอนุชาทรงลักษณ์ กับพี่ผู้ปราบยักษ์เป็นสี่ชาย
ให้พระน้องทั้งสองอยู่ครองกรุง บำรุงรี้พลทั้งหลาย
เราสองทนทุกข์ระกำกาย กับโฉมฉายสีดามาเดินดง
กว่าจะครบสัจจาพระบิตุเรศ แสนเทวษมาในไพรระหง
ทำศึกยังไม่เสร็จการณรงค์ พ่อมาปลงชีวีหนีไป
อกเอ๋ยจากเมียแล้วมิหนำ มาชํ้าเสียน้องก็เป็นได้
รํ่าพลางแสนโศกาลัย ภูวไนยสุดสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ชมพูพานกับพลกระบี่ศรี
เห็นพระหริรักษ์จักรี โศกีรํ่ารักพระอนุชา
สิ้นเสียงสิ้นพระกำลังกาย สิ้นลมระบายนาสา
สำคัญว่าสิ้นชีวา โยธาตระหนกตกใจ
ดั่งหนึ่งพระกาลพาลราช มาฟันฟาดเศียรเกล้าไปได้
ต่างตนต่างวิ่งเข้าไป ร้องไห้รํ่ารักพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ โอ้ว่าพระจอมมงกุฎเกศ เรืองเดชปราบได้ทุกราศี
เป็นหลักโลกาธาตรี พระศุลีให้ไวกูณฐ์มา
สังหารยักษาอาสัตย์ กำจัดทุจริตริษยา
ยังมิทันเสร็จศึกในลงกา สององค์มาสิ้นชนมาน
วายุบุตรสุครีพองคต ขุนอัษฎาทศทวยหาญ
ก็มาม้วยมุดสุดปราณ ทีนี้จะแตกฉานกันไป
ต่างตนต่างรํ่าโศกี อึงมี่ดั่งเสียงพายุใหญ่
บรรดาโยธีกระบี่ไพร สลบไปกับพื้นพสุธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
ครั้นเห็นพระรามออกมา โศการักน้องสลบไป
สิ้นทั้งพวกพลโยธี จะมีใครเหลือก็หาไม่
ทั้งสองอสุรีก็ดีใจ รีบไปลงกาพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรชาญสมร
ว่าองค์พระรามฤทธิรอน มาโศกาอาวรณ์รักกัน
แต่ประถมยามเวลา จนสิ้นชีวาอาสัญ
ทั้งโยธาก็ม้วยชีวัน ใครจะเหลืออยู่นั้นก็ไม่มี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังดั่งทิพย์วารี มาโสรจสรงอินทรีย์ขุนมาร
สิบปากสำรวลสรวลสันต์ ยี่สิบมือตบสนั่นฉาดฉาน
ทีนี้สีดายุพาพาล จะสิ้นการที่เกียจกลกู
ครั้นจะไปแจ้งแก่นงลักษณ์ จะสงสัยด้วยรักผัวอยู่
จำจะเชิญองค์นางโฉมตรู ไปดูให้เห็นประจักษ์ตา
แล้วจะรับมาร่วมเศวตฉัตร จำเริญสวัสดิ์ในความเสน่หา
คิดพลางทางมีบัญชา ตรัสสั่งเสนามโหทร
เอ็งจงเอาบุษบกแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสประภัสสร
ให้นางสีดาบังอร ทรงจรไปเยียนสามี
ตายกลิ้งกลาดอยู่กับที่รบ พร้อมทั้งศพน้องศพพี่
อันอี่ตรีชาดาอสุรี ให้นำเทวีออกไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพญามารชาญชัย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งให้อสุรหมู่มาร ซึ่งเป็นพนักงานรักษา
เชิญบุษบกแก้วแววฟ้า บ่ายหน้าไปสวนมาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
เสร็จแล้วมหาเสนี ก็ไปยังนางตรีชาดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มาใกล้นั่งลงตรงพักตร์ เมียรักพิเภกยักษา
ก็แจ้งความตามราชบัญชา องค์เจ้าลงกาภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น นางมารผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังมหาเสนาใน ตกใจก็รีบจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรกราบลง แทบบาทบงสุ์พระลักษมี
ทูลว่าทศกัณฐ์อสุรี ใช้ให้เสนีออกมา
แจ้งว่าพระลักษมณ์ฤทธิรอน ต้องศรอินทรชิตยักษา
ตายอยู่กับพื้นพสุธา สิ้นทั้งเสนาพลไกร
ฝ่ายว่าสมเด็จพระสามี มาโศกีกอดน้องรํ่าไห้
จนถึงสวรรคาลัย อยู่ในที่รบด้วยกัน
ให้เอาบุษบกพิมานมาศ อันเดินโดยอากาศสรวงสวรรค์
มาถวายให้เสด็จจรจรัล ไปเยียนศพทรงธรรม์ภัสดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอัคเรศเสน่หา
ฟังข่าวเร่าร้อนในอุรา กัลยากระหนกตกใจ
แสนทุกข์แสนเทวษยิ่งนัก ดั่งจักทรงกายไว้ไม่ได้
ชลเนตรนองเนตรอรไท ตีอกรํ่าไห้โศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น นางตรีชาดายักษี
กราบลงแทบบาทนางเทวี อสุรีจึ่งทูลด้วยปรีชา
พระองค์จงระงับกันแสงศัลย์ กลั้นความเศร้าโทมนัสสา
เหตุนี้ยังไม่ประจักษ์ตา ขอเชิญกัลยาเสด็จไป
ทั้งสองกษัตริย์สุริย์วงศ์ ว่าพระองค์ตายจริงหรือไฉน
ฟังข้าน้อยเถิดนางอรไท จะตีตัวก่อนไข้นั้นไม่ดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามเหสี
ฟังตรีชาดาอสุรี เทวีค่อยได้สติมา
จึ่งเสด็จจากที่ไสยาสน์ งามวิลาสดั่งเทพเลขา
กับทั้งนางตรีชาดา มาขึ้นบุษบกอลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

ปลิ่ม

๏ บุษเอยบุษบกแก้ว สีแววแสงวับฉายฉาน
ห้ายอดเห็นเยี่ยมเทียมวิมาน แก้วประพาฬกาบเพชรสลับกัน
ชั้นเหมช่อห้อยล้วนพลอยบุษย์ บัลลังก์ครุฑลายเครือกระหนกคั่น
ภาพรายพื้นรูปเทวัญ คนธรรพ์คั่นเทพกินนร
เลื่อนเมฆลอยมาในอากาศ อำไพโอภาสประภัสสร
ไขแสงแข่งสีศศิธร อัมพรเอี่ยมพื้นโพยมพราย
ดั่งพระจันทร์เดินจรส่องดวง แลเฉิดลอยช่วงจำรัสฉาย
ดาวกลาดดาษเกลื่อนเรียงราย เร็วคล้ายรีบเคลื่อนเลื่อนลอยมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงสนามรณรงค์ ก็ร่อนลงมาจากเวหา
หยุดอยู่ยังพื้นพสุธา ดั่งว่ามีจิตวิญญาณ
เห็นโยธาวานรกลิ้งกลาด บาดเจ็บสิ้นชีพสังขาร
ให้เย็นเชียบเงียบทรวงเยาวมาลย์ ปานดั่งป่าช้าอนาถใจ
จึ่งลงจากมหาบุษบก แสนวิตกเร่าร้อนดั่งเพลิงไหม้
กับตรีชาดาอรไท เสด็จไปเที่ยวหาพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ จึ่งแลเห็นลูกพระพาย นอนตายทับเศียรหัตถี
ตกใจไม่เป็นสมประดี เทวีลดองค์ลงโศกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอ้ว่าคำแหงหนุมาน ยอดทหารฤทธิแรงแข็งกล้า
องอาจอาสาพระจักรา เอาธำมรงค์มากับสไบ
ให้เราจึ่งไม่ม้วยชีวัน คุณท่านนั้นหาที่สุดไม่
ซื่อตรงต่อองค์พระภูวไนย จะหาไหนได้เหมือนเช่นนี้
ผู้เดียวเคี่ยวขับรอนราญ กับสหัสกุมารยักษี
ฆ่าเสียสิ้นทั้งโยธี แล้วลวงเผาบุรีกุมภัณฑ์
ครั้งนี้มีพวกวานร มาแพ้กรอินทรชิตโมหันธ์
จนถึงสิ้นชีพชีวัน เป็นน่าอัศจรรย์ใจนัก
เสียแรงเป็นพงศ์พานรินทร์ เลื่องชื่อลือสิ้นทั้งไตรจักร
รํ่าพลางชลเนตรคลอพักตร์ นงลักษณ์เพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ แล้วคิดถึงองค์พระทรงสังข์ กับทั้งพระลักษมณ์เรืองศรี
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรลี ไปจากขุนกระบี่ผู้ศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ แลเห็นสมเด็จพระหริวงศ์ กอดองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ซบอยู่กับพื้นพสุธา กัลยาก็วิ่งเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงข้างบทเรศ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
กอดข้อพระบาทเข้าไว้ อรไทครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอ้ว่าพระหริวงศ์ทรงครุฑ ฤๅษีเทพบุตรทั้งสรวงสวรรค์
ประชุมเชิญมาล้างอาธรรม์ ที่มันเบียดเบียนธาตรี
ควรหรือไม่ปราบยักษ์ได้ มาบรรลัยทั้งน้องทั้งพี่
กลิ้งอยู่กับพื้นปัถพี พระกายติดธุลีอนาถนัก
ดั่งใช่นารายณ์ไวกูณฐ์ เสื่อมชาติประยูรพญาจักร
เสื่อมเดชดูดั่งทรลักษณ์ เสื่อมศักดิ์สุริย์วงศ์อยุธยา
ทั้งนี้เพราะกรรมนำสนอง ให้น้องเผอิญเสน่หา
ในรูปสุวรรณมฤคา วอนว่าพระองค์ให้ตามไป
มิหนำซํ้าขับพระลักษมณ์ จนเสียกลยักษ์ก็เป็นได้
พระจึ่งต้องตามมาชิงชัย ภูวไนยลำบากแสนทวี
โอ้ว่าอนิจจาเจ้าลักษมณ์เอย ทรามเชยผู้เพื่อนยากพี่
อานุภาพเลิศลบธาตรี ไฉนจึ่งเสียทีแก่พาลา
เมื่อพระพี่ยาก็มาม้วย คือใครจะช่วยกนิษฐา
หรือพ่อแกล้งพากันสองรา หนีไปเมืองฟ้าสถาวร
โอ้ว่าสมเด็จพระจักรแก้ว ข้าบาทมาแล้วพระทรงศร
จงลืมนัยน์เนตรภูธร ดูพักตร์เมียก่อนให้คลายใจ
เมื่อพระมาปลงชีวัน น้องจะอยู่ไปนั้นกระไรได้
รํ่าพลางแสนโศกาลัย สลบไปกับบาทพระจักรี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น นางตรีชาดายักษี
เห็นองค์อัครราชเทวี โศกีรักสองกษัตรา
ซบพักตร์นิ่งไปกับเบื้องบาท พระภัสดาธิราชนาถา
ก็เข้าสวมกอดกัลยา โศกาครวญครํ่ารํ่าไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าพระยอดเยาวมาลย์ ทุกสถานใต้ฟ้าไม่หาได้
ทรงสิริเลิศล้ำอนงค์ใน คู่องค์ท่านไทจักรพรรดิ
ข้าบาทไร้ญาติแล้วจากผัว แต่ตัวได้มาเกษมสวัสดิ์
มาได้พึ่งเบื้องบทรัตน์ เย็นชื่นดั่งฉัตรอลงกรณ์
ฝ่ายพญาพิเภกซัดมา ก็ได้พึ่งบาทาพระทรงศร
ค่อยมีความสุขสถาวร คลายร้อนร่มเกล้าเมาลี
ซึ่งสองกษัตราการุญ พระคุณลํ้าฟ้าราศี
ควรหรือมาม้วยชีวี หนีข้าน้อยไปยังเมืองฟ้า
ทีนี้จะผินพักตร์ไปพึ่งใคร ได้เหมือนอัคเรศเสน่หา
รํ่าพลางแสนโศกโศกา กัลยาเพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ค่อยคลายโศกาอาลัย ก็ลูบไล้ทั่วองค์มารศรี
อ่อนละมุนอุ่นอยู่ทั้งอินทรีย์ ก็แจ้งว่าเทวีไม่วายปราณ
จึ่งค่อยนวดฟั้นคั้นบาท พระอัครราชผู้ยอดสงสาร
ปลอบปลุกด้วยรสพจมาน อ่อนหวานรำพันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระลักษมีเสน่หา
แว่วเสียงนางตรีชาดา ทั้งต้องนํ้าฟ้าเย็นใจ
ค่อยได้สติวิญญาณ เยาวมาลย์ฟื้นองค์ขึ้นมาได้
พิศพักตร์พระตรีภูวไนย ยิ่งอาลัยเพิ่มพ้นพันทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางตรีชาดายักษี
เห็นนางค่อยได้สมประดี อสุรีจึ่งทูลกิจจา
แม่จงระงับดับโศก ซึ่งวิโยคเศร้าโทมนัสสา
อันองค์สมเด็จพระภัสดา ผ่านฟ้าไม่ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารครี
ฟังตรีชาดาพาที จึ่งมีเสาวนีย์ถามไป
ซึ่งพระองค์ไม่สิ้นพระชนม์ พี่รู้เหตุผลเป็นไฉน
หรือว่าแต่พอให้คลายใจ ข้ายังไม่เชื่อวาจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางตรีชาดายักษา
น้อมเศียรกราบลงกับบาทา กัลยาสนองพระวาที
แม่อย่าคิดแหนงแคลงใจ ข้าไม่กล่าวเท็จนะโฉมศรี
อันบุษบกทรงองค์นี้ มีมาแต่ดึกดำบรรพ์
ดั่งหนึ่งจักรแก้วฤทธิรงค์ ขององค์จักรพรรดิรังสรรค์
เป็นที่เสี่ยงทายสำคัญ หญิงอันเป็นหม้ายภัสดา
แม้นขี่ก็ไม่พาจร ลอยร่อนขึ้นยังเวหา
ครั้งหนึ่งทศกัณฐ์อสุรา แปลงเป็นเทวาขึ้นไป
ปลอมชมนางอัปสรสวรรค์ ช้านานหลายวันหามาไม่
มณโฑโศกาอาลัย ตกใจว่าผัววายชนม์
นางเสี่ยงบุษบกแล้วทรงนั่ง ก็เลื่อนลอยขึ้นยังโพยมหน
เวียนรอบลงกามณฑล ข้าเห็นเหตุผลประจักษ์ตา
ประการหนึ่งอันองค์พระสามี คือพระสี่กรนาถา
ไวกูณฐ์มาปราบอสุรา อันจะสิ้นชีวานั้นผิดไป
พระองค์จงดำริดูก่อน อย่าทุกข์ร้อนนักเลยหาควรไม่
ขอเชิญเสด็จอรไท กลับไปที่อยู่ให้สำราญ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ฟังตรีชาดาแจ้งการ เยาวมาลย์ค่อยสร่างสว่างใจ
ยินดีดั่งท้าวโกสิต เอาสุรามฤตมารดให้
จึ่งระงับดับโศกาลัย อรไทนบนิ้วอัญชุลี
ประคองขึ้นเพียงศิโรเพฐน์ ไหว้ฝูงเทเวศทุกราศี
ประกาศด้วยราชเสาวนีย์ ครั้งนี้ขอเทพเทวา
คือองค์บรมพรหมาน ทั้งท้าวมัฆวานนาถา
วิรูฬหกวิรูปักษ์ผู้ศักดา เวสสุวันมหาทศรถ
บรรดาฝูงเทพนิกร อันเรืองฤทธิรอนดั่งเพลิงกรด
ทั้งพฤกษเทวัญบรรพต ทั่วทศทิศจงเมตตา
ขอฝากสมเด็จพระหริรักษ์ กับองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ช่วยรักษาสององค์กษัตรา อย่าให้อันตรายราคี
ครั้นเสร็จฝากสองสุริย์วงศ์ จึ่งองค์สมเด็จพระลักษมี
กราบบาทสมเด็จพระจักรี แล้วมีเสาวนีย์อันสุนทร
ค่อยอยู่เถิดทูลกระหม่อมแก้ว เมียจะลาแล้วพระทรงศร
เป็นกรรมจำจะจากจร ว่าพลางบังอรก็โศกา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยระงับดับเทวษ องค์อัคเรศเสน่หา
พิศพักตร์สมเด็จพระภัสดา กัลยาสะท้อนถอนใจ
แล้วเหลือบแลดูพระลักษมณ์ ความรักมิใคร่จากได้
อุตส่าห์ดำรงฤทัย เสด็จไปจากองค์พระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงซึ่งบุษบกแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสประภัสสร
นั่งลงเหนือพื้นดินดอน บังอรนบนิ้วอัญชุลี
แล้วจึ่งตั้งความสัตยา เดชะข้าสีดามารศรี
ซื่อตรงต่อองค์พระจักรี มิได้ยินดีด้วยชายใด
ขอฝูงท่านไทเทเวศ ทุกประเทศธารท่าป่าใหญ่
พระธรณีอันทรงสัตย์ไว้ จงช่วยให้เห็นประจักษ์ตา
แม้ว่าสมเด็จพระหริวงศ์ พระองค์สิ้นชีพสังขาร
จงบุษบกแก้วแววฟ้า อย่าพาข้าขึ้นยังอัมพร
ถ้าว่าพระตรีภูวไนย ยังไม่สุดสิ้นพระชนม์ก่อน
พระที่นั่งพรหเมศอลงกรณ์ จงพาร่อนเร็วไปด้วยฤทธี
เสี่ยงแล้วองค์อัครชายา ชวนตรีชาดายักษี
เสด็จย่างเยื้องจรลี ขึ้นมณีบุษบกอลงการ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ

ปลิม

๏ บุษเอยบุษบกทิพย์ ของท้าวสิบพักตร์ใจหาญ
ก็เลื่อนลอยขึ้นในคัคนานต์ ปานดั่งมีจิตมีใจ
รัศมีโชติช่วงร่วงรุ้ง พวยพุ่งเคียงแข่งแขไข
กระจ่างจับผิวพักตร์อรไท อำไพกลางดวงดารากร
หันเหียนเวียนวงดั่งหงส์บิน ทักษิณพระองค์ทรงศร
สามรอบลอยลิบในอัมพร เร็วร่อนไปสวนมาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ