สมุดไทยเล่มที่ ๓๐

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
ได้ฟังพระราชวาที ขุนกระบี่พิศทั่วกายา
เห็นรูปดาบสนั้นกลับกลาย เป็นองค์นารายณ์นาถา
ให้เศียรพองสยองโลมา ด้วยกลัวเดชาพระทรงฤทธิ์
จึ่งนิ่งระลึกตรึกไป ก็คิดได้ว่าตัวทำผิด
อันกายอินทรีย์ชีวิต ถึงพรหมลิขิตเข้าวันนี้
กรหนึ่งนั้นกุมพระแสงศร กรหนึ่งประณตบทศรี
ทูลว่าตัวข้าพาลี โทษมีเหมือนดั่งพระบัญชา
บุญน้อยไม่ได้ฉลองบาท พระตรีภูวนาถนาถา
ขอฝากสุครีพอนุชา องคตลูกข้าพานร
กับศรีหนุมานหลานรัก ดารานงลักษณ์สายสมร
แสนสนมโยธาประชากร ภูธรจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสี่กรทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพญาพาลี จึ่งมีบัญชาตอบไป
ดูกรเจ้ากรุงขีดขิน ลูกอินทร์ผู้มีอัชฌาสัย
ตัวเราก็คิดอาลัย หวังว่าจะให้สถาวร
จะขอโลหิตสักกึ่งหยาด บูชาพรหมาสตร์แสงศร
ล้างคำสาบานของพานร ให้สิ้นโทษกรณ์ที่มีมา
ตัวท่านจะได้เสวยสุข แสนสนุกสำราญไปภายหน้า
แต่แผลจะติดกายา เท่าเส้นผมผ่าได้เจ็ดที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
จึ่งสนองบัญชาพระจักรี ข้านี้ก็นับว่าเป็นชาย
ประกอบยศศักดิ์สุริย์วงศ์ เผ่าพงศ์อมรินทร์เรืองฉาย
จะไว้แผลกับตัวนั้นกลัวอาย เทวาทั้งหลายจะไยไพ
กรรมแล้วก็สู้วายปราณ จะให้อัประมาณกระไรได้
ขอบังคมลาภูวไนย ไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งลาพระสี่กร วานรเศร้าโทมนัสสา
จึ่งสั่งสุครีพอนุชา พี่จะลาสิ้นชีพชนมาน
เจ้าจะอยู่เป็นข้าพระทรงจักร จงพิทักษ์รักษากันอาหลาน
หมั่นเฝ้าเช้าเย็นเป็นนิจกาล อย่าเกียจคร้านแต่ตามอำเภอใจ
สิ่งใดพระองค์จะตรัสถาม อย่าเบาความพิดทูลแต่โดยได้
อย่าแต่งตัวโอ่อวดพระทรงชัย ที่ในพระโรงรัตนา
หมอบเฝ้าอย่าก้มอย่าเงยหงาย อย่าเตร่ตร่ายเหลือบแลซ้ายขวา
พระที่นั่งบัลลังก์อลงการ์ อย่าฝ่าฝืนขึ้นนั่งอิงองค์
อันฝูงพระสนมนางใน อย่าผูกจิตพิสมัยใหลหลง
จงภักดีต่อใต้บาทบงสุ์ อย่าทะนงว่าทรงพระเมตตา
แขกเมืองอย่าบอกความลับ อย่าสนิทคำนับคบหา
อันรางวัลให้ปันเสนา อย่ามีใจฉันทาทัดทาน
แม้นกริ้วโกรธลงโทษผู้ใด อย่าใส่ใจยุยงจงผลาญ
อย่าโลภลักราชทรัพย์ศฤงคาร พระบรรหารสิ่งใดจงจำความ
อาสาเจ้าตนจนตัวตาย จึ่งนับว่าเป็นชายชาญสนาม
เจ้าจงจำคำทำตาม ก็จะจำเริญความสวัสดี
สอนน้องสิ้นเสียงสิ้นสั่ง สิ้นกำลังสิ้นฤทธิ์กระบี่ศรี
วางศรให้ปักอินทรีย์ สิ้นชีวีไปเกิดในวิมาน ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉาน
เห็นพี่สิ้นชีพวายปราณ สงสารกอดบาทรํ่าไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่าพระองค์ผู้ทรงภพ เลื่องชื่อลือลบแผ่นดินไหว
รักน้องมิให้ข้องเคืองใจ ภูวไนยบำรุงเลี้ยงมา
พระคุณนั้นเหมือนบิตุเรศ อันบังเกิดเกศเกศา
ได้ยากลำบากเวทนา เที่ยวอยู่ในป่าพนาดร
จนได้ครองขีดขินธานี ค่อยมีความสุขสโมสร
เป็นเจ้าแก่หมู่วานร พระเดชขจรทั้งไตรดาล
ครั้งนี้มาเสียสัตยา ด้วยดาราเยาวยอดสงสาร
จึ่งต้องศรสมเด็จพระอวตาร เพราะได้สาบานแต่ก่อนไว้
เสียแรงเป็นวงศ์เทวัญ มาเสียธรรม์ด้วยหญิงหาควรไม่
รํ่าพลางสะท้อนถอนใจ สะอื้นไห้เพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธากระบี่ศรี
รู้ว่าพญาพาลี ต่อตีกับองค์อนุชา
มีมนุษย์มาช่วยสังหาร ผลาญให้สิ้นชีพสังขาร์
ตกใจอื้ออึงทั้งพารา แตกหนีเข้าป่าพนาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น เสนาวานรผู้ใหญ่
แจ้งเหตุก็ตระหนกตกใจ รีบไปเฝ้าองค์นางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์อัคเรศมเหสี
บัดนี้พระราชสามี ไปต่อตีกับน้องบนอัมพร
มีมนุษย์มาช่วยอุปราช พระองค์สิ้นชีวาตม์ด้วยแสงศร
กลิ้งอยู่กับพื้นดินดอน อนาถนอนดั่งชาติสาธารณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางดาราเยาวยอดสงสาร
ฟังข่าวเร่าร้อนคือเพลิงกาล นงคราญเพียงสิ้นสมประดี
ดั่งองค์พญามัจจุราช มาพิฆาตตัดเกล้าเกศี
แสนทุกข์สุดทุกข์พันทวี ตีอกเข้ารํ่าโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ แล้วเรียกองคตขุนกบินทร์ หลานอินทร์ผู้มียศถา
อันเป็นบุตรเลี้ยงได้เลี้ยงมา กับพานรินทร์ชมพูพาน
ทั้งสามองค์ลงจากปราสาทแก้ว อันเพริศแพร้วพรรณรายฉายฉาน
พร้อมด้วยสนมบริวาร เยาวมาลย์เสด็จจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

โอ้

๏ ครั้นถึงจึ่งวิ่งเข้ากอดบาท พระสามีธิราชเรืองศรี
ชลเนตรอาบพักตร์นางเทวี แสนโศกโศกีรํ่าไร
โอ้พระองค์ผู้วงศ์เทเวศร์ เรืองเดชฟากฟ้าดินไหว
เมื่อแรกจะออกชิงชัย น้องนี้ก็ได้ทัดทาน
ไม่ฟังวาจาข้าบาท ประมาทว่าทรงกำลังหาญ
ขืนออกไปต่อกรรอนราญ ผ่านฟ้าจึ่งสิ้นชีวี
กลิ้งอยู่ดูดั่งทรลักษณ์ ใช่ศักดิ์สุริย์วงศ์โกสีย์
มาทิ้งเมียไว้ผู้เดียวนี้ น่าที่จะกินแต่น้ำตา
ชมพูพานองคตก็แสนเทวษ โอ้พระบิตุเรศนาถา
บำรุงเลี้ยงลูกทั้งสองมา มิให้เคืองวิญญาณ์เท่ายองใย
ซึ่งทรงพระเมตตาการุญ จะได้ทดแทนคุณก็หาไม่
พระมาสวรรคาลัย อนาถใจเป็นพ้นพันทวี
ฝ่ายฝูงสนมกำนัล ก็โศกาจาบัลย์อึงมี่
กลิ้งเกลือกเสือกไปไม่สมประดี ที่ศพพญาพานร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพชาญสมร
ครั้นคลายโศกาอาวรณ์ จึ่งมีสุนทรวาจา
ดูกรองคตชมพูพาน สองหลานผู้ยอดเสน่หา
อันพระบิตุรงค์ปลงชีวา นัดดาอย่าได้น้อยใจ
อาจะเล่าความหลังเมื่อครั้งก่อน ภูธรหาอยู่ในสัตย์ไม่
องค์พระเป็นเจ้าภพไตร ภูวไนยประทานนางเทวี
เป็นบำเหน็จอาผู้เหนื่อยพักตร์ ซึ่งฉุดชักพระเมรุคีรีศรี
เมื่อพระจะรับนางมานี้ ภูมีได้ถวายสาบาน
แม้นว่ามิให้แก่น้องชาย ให้ศรพระนารายณ์สังหาร
โทษนี้ใหญ่หลวงพ้นประมาณ ช้านานครั้งดึกดำบรรพ์
ถ้ามิเชื่อคำเราเจรจา จงถามนางดาราสาวสวรรค์
บัดนี้พระองค์ทรงสุบรรณ ท่านนั้นอวตารลงมา
ทรงนามพระรามสุริย์วงศ์ จะไปล้างเผ่าพงศ์ยักษา
จึ่งต้องศรสังหารชีวา ตามคำสัญญาพาลี
ฟังอาว่าเถิดนะหลานเอ๋ย อย่าโศกนักเลยกระบี่ศรี
จะพาเจ้าไปเฝ้าพระจักรี จะได้เป็นที่พึ่งสืบไป ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกระบี่ผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจ บังคมไหว้สนองบัญชา
พระองค์ก็เหมือนบิตุเรศ อันก่อเกศเกิดเกล้าเกศา
สิ่งใดมิให้เคืองบาทา ตามแต่พระอาจะปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระทินกรเรืองศรี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ก็พาสองกระบี่บทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งกราบลงกับบาท พระตรีภูวนาถทรงศร
ทูลว่าสองราชพานร นามกรองคตชมพูพาน
ลูกตัวลูกเลี้ยงพาลี ทั้งสองกระบี่นี้เป็นหลาน
ขอถวายใต้เบื้องบทมาลย์ ผ่านฟ้าจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังจึ่งทอดทัศนา ดูพักตราทั้งสองวานร
ท่วงทีกิริยาองอาจ ดั่งลูกราชไกรสร
องคตนั้นคล้ายกับบิดร ภูธรชื่นชมยินดี
แล้วมีบัญชาประกาศิต แก่ลูกพระอาทิตย์เรืองศรี
พี่ท่านซึ่งม้วยชีวี ที่จะไว้ช้าไม่ต้องการ
เราคิดจะช่วยปลงศพ ตามขนบกษัตรามหาศาล
โดยประเวณีบุราณ ตัวท่านจะเห็นประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบบาทแล้วทูลไป ตามแต่ภูวไนยจะเมตตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
จับจันทวาทิตย์อันศักดา ผ่านฟ้าก็แผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ กัมปนาทสนั่นถึงดุสิต
เกิดเป็นเมรุแก้วชวลิต พิศเพียงวิมานดุษฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ชมพูพานองคตผู้ฤทธี ก้มเกล้าอัญชุลีพระสี่กร
จึ่งยกศพใส่โกศแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสประภัสสร
เชิญเข้าพระเมรุบวร เสร็จแล้ววานรก็ออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวไนยนาถา
ทรงอัคนิวาตอันศักดา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ โชติช่วงดั่งดวงสุริยัน พสุธาเลื่อนลั่นหวั่นไหว
บันดาลเกิดเป็นเปลวไฟ ติดเข้ายังในเชิงตะกอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระอาทิตย์ชาญสมร
ทั้งนางดาราบังอร กับวานรองคตชมพูพาน
ต่างถือธูปเทียนบุปผา จวงจันทน์กฤษณาหอมหวาน
พร้อมทั้งแสนสนมบริวาร เข้าพระเมรุสุรกานต์รูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าลงเคารพ สมาศพพญากระบี่ศรี
เสร็จแล้วก็จุดอัคคี ต่างทรงโศกีรำพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปี่กลอง

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
เห็นเพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์ไม่มีควัน สังหารศพนั้นเป็นจุณไป
พระองค์จึ่งทรงพลายวาต อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
แผลงสนั่นฟากฟ้าสุราลัย ด้วยฤทธิไกรพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บันดาลเป็นฝนตกลง ดับเพลิงซึ่งปลงกระบี่ศรี
แล้วพัดพาถ่านเถ้าธุลี ไปยังนทีไม่พริบตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ เมื่อนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
ครั้นเสร็จปลงศพพระพี่ยา ปรีดาน้อมเศียรบังคมคัล
ทูลว่าตัวข้าได้พึ่งบาท พระตรีภูวนาถรังสรรค์
หาไม่จะม้วยชีวัน พระคุณนั้นลํ้าฟ้าสุธาธาร
ขอถวายซึ่งราชธานี ทั้งหมู่กระบี่ทวยหาญ
แสนสนมสมบัติอันโอฬาร ไว้ใต้บทมาลย์พระสี่กร
เชิญเสด็จเข้าเหยียบเวียงชัย ไพร่พลจะได้สโมสร
เป็นที่ศรีสวัสดิ์สถาวร ภูธรจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าเกษมเปรมปรีดิ์
จึ่งตรัสแก่องค์พระลักษมณ์ เราจักเข้าไปบุรีศรี
ว่าแล้วเสด็จจรลี ออกจากที่ร่มพระไทร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ สุครีพองคตชมพูพาน สาวสนมบริวารน้อยใหญ่
พรั่งพร้อมตามเสด็จภูวไนย อำไพดั่งดวงดารากร
ห้อมล้อมพระจันทร์ในอากาศ โอภาสจำรัสประภัสสร
งามสิริวิลาสบทจร ภูธรเสด็จตามกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
นำสองกษัตริย์จรจรัล ถึงทวารเขตขัณฑ์ธานี
จึ่งยอกรประณตบทบาท ทูลพระภูวนาถเรืองศรี
ขอเชิญเสด็จจรลี เข้าบุรีขีดขินภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชมตลาด

๏ เมื่อนั้น พระนรินทร์ปิ่นภพนาถา
เดินพลางทางทอดทัศนา ชมเมืองพญาพาลี
กำแพงงามเพียงสัตภัณฑ์ คูกั้นเขื่อนแก้วสลับสี
นางเรียงงามรอบพระบุรี เชิงเทินที่ปักธงมังกรทอง
พิศซุ้มงามทรงสูงตระหง่าน พิศทวารในทวีปไม่มีสอง
พิศป้อมงามปืนประจำซอง ระยะช่องงามฉัตรจรงราย
พิศถนนงามแนวศีลาลาด พิศปราสาทงามประเสริฐเฉิดฉาย
พิศพรหมงามพริ้มดั่งยิ้มพราย พิศบันงามคล้ายสุบรรณบิน
พิศมุขสี่มุขก็งามหมด อลงกตด้วยแก้วมุกดาสิ้น
แสนสนุกดั่งวิมานเมืองอินทร์ พระทรงศิลป์เพ่งพิศไม่วางตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
นำพระหริรักษ์จักรา มาถึงพระนิเวศน์วังจันทน์
น้อมเศียรกราบทูลด้วยใจภักดิ์ ขอเชิญพระทรงจักรรังสรรค์
ขึ้นปราสาทแก้วแพร้วพรรณ อันเป็นนิเวศน์พาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
กับองค์อนุชาร่วมชีวี ขึ้นปราสาทมณีโอฬาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ลดองค์ลงเหนือแท่นแก้ว อันเพริศแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
งามทรงดั่งองค์มัฆวาน อยู่ในวิมานเวไชยันต์
พร้อมนางนักสนมพาลี เสนีวานรหลายหลั่น
หมอบกลาดดาษเฝ้าบังคมคัล ดั่งพระจันทร์อยู่กลางดารา
จึ่งมอบสมบัติพัสถาน แสนสนมบริวารซ้ายขวา
ให้แก่สุครีพผู้ศักดา ซึ่งเป็นอนุชาพาลี
อันนางดารานงลักษณ์ เป็นอัคเรศมเหสี
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชี ในบุรีขีดขินอันโอฬาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สุครีพผู้ปรีชาหาญ
เป็นเจ้านคราสุธาธาร มโหฬารจรรโลงเลิศไกร
ชื่นชมด้วยสมความคิด สำราญจิตไม่มีที่เปรียบได้
ขุนกระบี่ดำริตริไป ในคุณสมเด็จพระสี่กร
จึ่งน้อมเศียรเกล้าลงกราบทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
อันพวกพลโยธาวานร ซอกซอนหนีเข้าพนาลี
ขอพระองค์จงทรงพระเมตตา แก่ข้าผู้รองบทศรี
งดอยู่สักเจ็ดราตรี ในบุรีขีดขินภิรมยา
ข้าบาทจะเกณฑ์กองทัพ ให้พร้อมสรรพทวยหาญซ้ายขวา
จึ่งยกไปปราบอสุรา ในทวีปลงกากรุงมาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศศาล
ฟังพญาสุครีพกำหนดการ จึ่งมีบรรหารตอบไป
ซึ่งจะให้ตัวเรางดท่า อยู่ในพาราหาควรไม่
ที่ไหนชัยภูมิสำราญใจ ไม่ใกล้ไม่ไกลกับธานี
ตัวเราจะไปหยุดพัก สำนักคอยท่ากระบี่ศรี
ท่านจงเร่งเกณฑ์โยธี ในเจ็ดราตรีให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระทินกรรังสรรค์
ได้ฟังโองการพระทรงธรรม์ บังคมคัลสนองพระบัญชา
เขาหนึ่งมีนามคันธมาทน์ รุกขชาติหอมสิ้นทั้งภูผา
ถิ่นฐานสะอ้านสะอาดตา เป็นมหาชัยภูมิสถาวร
ขอเชิญเสด็จไปอาศัย สำราญพระทัยที่นั้นก่อน
ข้าจึ่งจะยกพลากร ไปตามบทจรพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังโสมนัสยินดี จึ่งชวนพระศรีอนุชา
เสด็จจากปราสาทอลงการ ดั่งสุริย์ฉานลอยเลื่อนเวหา
สององค์นวยนาดยาตรา ออกจากพาราวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เดินทางมาหว่างบรรพต เลี้ยวลดตามเชิงสิงขร
ข้ามห้วยเหวผาพนาดร ภูธรเหลือบแลแปรไป
จึ่งเห็นพญายูงทอง เยื้องย่องตามเนินเขาใหญ่
ปีกหางรจนาอำไพ แววไวเลื่อมลายพรายตา
ส่งเสียงร้องเรื่อยเฉื่อยฉ่ำ ฟ้อนรำเล่นตามภาษา
ชี้บอกพระศรีอนุชา จงดูมยุราวิลาวัณย์
รูปร่างงามอย่างพญาหงส์ ทรวดทรงสีกายฉายฉัน
ชมพลางทางรีบจรจรัล ตามกันไปในพนาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น พญามยุเรศปักษี
เห็นองค์พระลักษมณ์พระจักรี พี่น้องมาในพนาดร
จึ่งร้องทูลแจ้งยุบลเหตุ ว่าอัคเรศสีดาดวงสมร
ทศพักตร์มันลักบังอร ไปยังนครลงกา
สั่งไว้ให้พระองค์ไปตาม ทำการสงครามด้วยยักษา
นางจะครองกายครองชีวา ไว้ท่าสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ได้ฟังพญาสกุณี พาทีบอกข่าวเยาวมาลย์
แสนทุกข์แสนคะนึงถึงนงลักษณ์ พระทรงจักรแสนโศกสงสาร
ทั้งพระอนุชาชัยชาญ ปานดั่งจะสิ้นชีวัน
ชลนัยน์ไหลนองคลอเนตร ต่างแสนเทวษกันแสงศัลย์
ปรับทุกข์กันพลางทางจรจรัล ไปในอรัญหิมวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น จึ่งฝูงคณาวานรป่า
เห็นสองกษัตริย์เสด็จมา พักตราเศร้าสร้อยละห้อยใจ
ต่างตนมีจิตพิศวง ครั้นสองพระองค์เข้ามาใกล้
จึ่งชูภูษาผ้าสไบ ขึ้นไว้แล้วกล่าวสุนทร
ผ้านี้นางฝากไว้ถวาย พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ให้พระองค์รีบตามไปราญรอน ตัดเศียรตัดกรทศกัณฐ์
นางจะครองชีวิตไว้ท่า แม้นช้าจะม้วยอาสัญ
บัดนี้อสุรกุมภัณฑ์ มันไปข้างทิศหรดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
รับผ้าสไบของเทวี ภูมีประทับกับอุรา
หอมหวนกลิ่นองค์เยาวมาลย์ เสาวคนธ์ซาบซ่านนาสา
ยิ่งคะนึงถึงโฉมวนิดา ชลนาคลอเนตรแล้วถอนใจ
โอ้ว่าเจ้าดวงชีวิต ซื่อสัตย์สุจริตไม่หาได้
เมื่อแรกจะจากเวียงชัย ใครจะห้ามเท่าไรไม่ไยดี
กตัญญูสู้มาเป็นเพื่อนยาก แสนลำบากในป่าด้วยพี่
สามองค์กับพระลักษมณ์ร่วมชีวี ควรหรือมารศรีมาพลัดกัน
ป่านนี้จะฟายชลเนตร พูนเทวษวิโยคโศกศัลย์
สุดฤทธิ์สุดคิดจะตามทัน สารพันแสนยากลำบากใจ
ซึ่งพี่ติดตามเยาวมาลย์ ใครจะนำข่าวสารไปแจ้งได้
อกเอ๋ยจะทำประการใด ภูวไนยทรุดองค์ลงโศกี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวตรีเนตรเรืองศรี
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ในที่มหาเวไชยันต์
พร้อมด้วยฝูงเทพบริวาร อัปสรนงคราญสาวสวรรค์
ให้เดือดร้อนพระทัยดั่งไฟกัลป์ บันดาลเสื่อมสุขสถาวร
จึงเล็งดูด้วยทิพเนตร ก็เห็นพระนเรศทรงศร
กับองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน บทจรมาตามนางสีดา
บัดนี้จะเสด็จไปอาศัย อยู่ในคันธมาทน์ภูผา
ประชุมวานรโยธา ไปปราบอสุราสาธารณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ก็ชื่นชมด้วยสมอารมณ์คิด จึงมีประกาศิตบรรหาร
แก่วิษณุกรรม์ปรีชาชาญ ตัวท่านผู้เรืองฤทธี
จงเอามงกุฎภูษาทรง สังวาลทิพธำมรงค์จำรัสศรี
ไปถวายพระลักษมณ์พระจักรี ในที่คันธมาทน์บรรพต
แล้วจงนิมิตพลับพลาชัย ให้อำไพด้วยแก้วอลงกต
สองพระองค์จะได้ลาพรต อาศัยชุมทศโยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระวิษณุกรรมแกล้วกล้า
ฟังเทวราชบัญชา มีใจปรีดาสถาวร
จึงรับเอาเครื่องทิพแลภูษิต มงกุฎแก้วชวลิตประภัสสร
นบนิ้วดุษฎีชุลีกร สำแดงฤทธิรอนเหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสิงขรคันธมาทน์ เทวราชเพ่งพิศทุกทิศา
จึงนิมิตสุวรรณพลับพลา ที่มหาชัยภูมิสวัสดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เสร็จแล้วจารึกอักษร วางเครื่องอาภรณ์จำรัสศรี
ไว้ในห้องแก้วรูจี แล้วกลับไปยังที่วิมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
กับพระอนุชาชัยชาญ ผ่านฟ้าค่อยคลายอาวรณ์
สองกษัตริย์พากันยุรยาตร งามวิลาสอาจองดั่งไกรสร
เสด็จโดยมรคาพนาดร ข้ามสิงขรห้วยธารผ่านมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พอชายบ่ายแสงสุริยัน ก็ถึงคันธมาทน์ภูผา
เขานั้นใหญ่หลวงสะอาดตา โอฬาร์ล้วนแก้วเก้าประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ พระเที่ยวชมพู่พวงดวงแก้ว วาวแววเหลือบเลื่อมมุกดาหาร
ไพฑูรย์จำรัสสายสังวาล แก้วประพาฬมรกตแกมกัน
เพชรแดงแสงระยับจับนิล โกมินแก้วลายฉายฉัน
ทับทิมศีลาทองพรายพรรณ เป็นช่องชั้นวุ้งเวิ้งจำเริญตา
รุกขชาติล้วนพรรณไม้หอม กลิ่นตลบทั้งจอมภูผา
หมู่ภมรร่อนเคล้าดวงผกา พระพายพาคันธรสรวยริน
มีทั้งนํ้าพุดุดั้น ไหลลั่นลงธารกระแสสินธุ์
ดั่งนันทวันในชั้นอินทร์ พระถวิลถึงองค์บังอร
เจ้ามาด้วยจะได้เชยชม สำราญรื่นภิรมย์สโมสร
ด้วยบุปผชาติบานดาษอรชร จะวอนให้เด็ดดวงผกากาญจน์
นิจจาเอ๋ยใครจะเป็นเพื่อนเจ้า ยุพเยาว์พี่ยอดสงสาร
ครวญพลางพลางชมสุมามาลย์ ผ่านฟ้าเสด็จดำเนินไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลง

๏ เหลือบเห็นสุวรรณพลับพลา ที่เงื้อมผาใต้ร่มรังใหญ่
รจนาด้วยแก้วแววไว ก็เสด็จเข้าไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงแลเห็นบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสพรรณรายจำรัสศรี
ทั้งเครื่องต้นเครื่องทรงรูจี ในที่ห้องแก้วอลงกรณ์
แล้วพระเหลือบเล็งเพ่งพิศ เห็นลายลิขิตอักษร
ไว้ในใบบานบัญชร ภูธรทรงอ่านสารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ ในลักษณ์นั้นว่าอมรินทร์ เป็นปิ่นแดนดาวดึงสา
แจ้งว่านารายณ์เสด็จมา จะไปล้างพาลาอาธรรม์
ปางนี้เป็นไตรดายุค โลกาจะได้สุขเกษมสันต์
จึงให้พระวิษณุกรรม์ มานิมิตสุวรรณพลับพลา
ทั้งทิพอาภรณ์แลภูษิต ถวายพระจักรกฤษณ์นาถา
ให้พระองค์ลาพรตจรรยา ประชุมโยธาพานร
ที่ในชัยภูมิสวัสดี อันมีคันธมาทน์สิงขร
เสร็จแล้วจึ่งยกพลากร ไปราญรอนพาลาปัจจามิตร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นในลายลักษณ์ รู้ประจักษ์ว่าท้าวโกสิต
ชื่นชมด้วยสมพระทัยคิด ทรงฤทธิ์ตรัสบอกอนุชา
อันซึ่งสุวรรณพลับพลานี้ ขององค์ตรีเนตรนาถา
นิมิตไว้ให้เราทั้งสองรา อาศัยประชุมพลากร
บัดนี้ลำบากกายนัก เหนื่อยพักตร์ด้วยเดินไม่หยุดหย่อน
มาจะไปสระสรงสาคร ว่าแล้วกรายกรจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

พระทอง

๏ สองกษัตริย์ลงสรงในลำธาร ท่าสนานแทบเนินคีรีศรี
นํ้าสะอ้านใสสะอาดไม่ราคี ดั่งไพฑูรย์ที่สมุทรไท
มีหมู่ปทุมมาห้าประการ ฝักแกมแนมก้านบานไสว
บ้างพึ่งตูมชูตั้งบังใบ บ้างแย้มท่าอุทัยทินกร
พระลักษมณ์จึ่งเด็ดดวงสุบงกช อันบานสดคลี่สร้อยเกสร
ถวายพระนารายณ์ฤทธิรอน ขจรรื่นเสาวรสเรณู
ฝูงปลาเล็มไคลว่ายคลํ่า บ้างพ่นนํ้าเคียงแนบแอบคู่
บ้างลอยล่องท่องเล่นสินธู เป็นหมู่หมู่กันมาในท้องธาร
อันเกสรโกสุมปทุมมาศ หล่นกลาดรวยกลิ่นหอมหวาน
แสนสนุกดั่งสระนันท์โนทยาน สองสำเริงสรงสำราญอินทรีย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จชำระสระสรง สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
เสด็จขึ้นจากธารวารี มาที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างองค์เปลื้องเครื่องดาบส ลาพรตจากเพศชีป่า
ทรงเครื่องสำหรับกษัตรา รจนาด้วยทิพอาภรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ มโหรี

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยาอัสดง ลดลงลับเหลี่ยมสิงขร
สิ้นแสงรังสีรวีวร จันทรลอยเลื่อนเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้าปี่

๏ เอนองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ พระสี่หัตถ์เศร้าโทมนัสสา
พระพายรำเพยพัดมา หอมกลิ่นภูษาบังอร
ยิ่งคิดอาดูรพูนเทวษ ถึงองค์อัคเรศดวงสมร
ชลเนตรคลอเนตรภูธร อาวรณ์โศกศัลย์พันทวี
โอ้อนิจจาสีดาเอ๋ย ทรามเชยผู้มิ่งมารศรี
ป่านนี้จะแสนโศกี ด้วยพี่เป็นนิจนิรันดร์
เสียแรงซึ่งได้อวตาร จะมาล้างหมู่มารโมหันธ์
ควรหรือเสียกลแก่กุมภัณฑ์ เสียดวงชีวันของพี่ไป
คิดคิดจะใคร่ฆ่าตัวตาย เสียดายยังไม่แก้แค้นได้
รํ่าพลางสะอื้นอาลัย ภูวไนยมิได้นิทรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
เห็นองค์สมเด็จพระพี่ยา โศกาไม่เป็นสมประดี
จึงน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรธิราชเรืองศรี
พระองค์จงได้ปรานี อย่าโศกเศร้าโศกีจาบัลย์
อันพระพี่สีดายุพาพักตร์ คือพระลักษมีสาวสวรรค์
เป็นมารดาอัปสรเทวัญ ดั่งดวงมณีอันอำไพ
มาตรแม้นตกพื้นแผ่นดิน จะมีมลทินนั้นหาไม่
ถึงว่าอสุรามันพาไป ก็นัยจะกลับคืนมา
เป็นเหตุทั้งนี้เพราะพวกพาล จะวายปราณสิ้นโคตรยักษา
พระองค์จงดับโศกา ตรึกตราที่จะไปราญรอน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังน้องรักว่าวอน ภูธรคืนได้สมประดี
จึงมีมธุรสวาจา แก่พระอนุชาเรืองศรี
เจ้าผู้ร่วมยากร่วมชีวี ว่านี้ก็ชอบทุกประการ
มิใช่ตัวพี่ไม่คิดได้ แต่สุดใจด้วยความสงสาร
นางเดียวตกไปในมือมาร จะชอกชํ้ารำคาญทุกนาที
จะเหลียวหน้าหาใครก็ไม่เห็น จะเป็นเพื่อนร้อนมารศรี
อาลัยเพิ่มพ้นพันทวี พี่จึ่งโศกาจาบัลย์
บัดนี้จะประชุมวานร คอยลูกพระทินกรรังสรรค์
กำหนดไว้ในเจ็ดวัน เพื่อนนั้นก็ยังไม่มา
พ่ออย่าเห็นแก่เหนื่อยยาก ว่าลำบากองค์ขนิษฐา
จงไปขีดขินพารา หาพญาสุครีพมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
น้อมเศียรรับสั่งด้วยยินดี ชุลีลาองค์พระทรงยศ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ก็เสด็จรีบเร่งบทจร งามดั่งศศิธรทรงกลด
ข้ามธารผ่านเนินบรรพต กำหนดมาตามมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงขีดขินเวียงชัย พออุทัยเรืองแรงแสงกล้า
เสด็จเข้าไปในทวารา มาหน้าพระลานรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
สถิตเหนือแท่นรัตนมณี ยังที่ประชุมวานร
เห็นน้องพระหริวงศ์ทรงยศ ลาพรตจากเครื่องประภัสสร
สง่างามดั่งดวงศศิธร ก็บทจรไปรับด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ กราบลงแทบบาทซ้ายขวา
ทูลเชิญเสด็จพระอนุชา ขึ้นแท่นรัตนาอำไพ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
เสด็จเหนืออาสน์แก้วแววไว ในกลางเสนาพานรินทร์
จึ่งมีบัญชาอันสุนทร ดูกรเจ้ากรุงขีดขิน
ท่านได้ครอบครองแผ่นดิน ขุนกบินทร์ลืมคำสัญญา
ไฉนไม่พาพลไปถวาย องค์พระนารายณ์นาถา
กริ้วโกรธโปรดใช้ให้เรามา หาท่านออกไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ฟังน้องสมเด็จพระจักรี มีความตระหนกตกใจ
ทูลว่าตัวข้าผู้รองบาท จะประมาทพระคุณนั้นหาไม่
แต่หากพหลพลไกร แตกตื่นหนีไปทุกตำบล
อันซึ่งจะเกณฑ์กันเข้ามา ให้ทันบัญชานั้นขัดสน
พระองค์จงทูลพระภุชพล งดข้าจนสิ้นราตรี
พรุ่งนี้จะออกไปเฝ้า ยังเขาคันธมาทน์คีรีศรี
มิให้เคืองเบื้องบาทพระจักรี ภูมีจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
จึ่งตรัสแก่ลูกพระสุริยา ท่านว่านี้จริงทุกสิ่งอัน
ฝ่ายเราจะกลับไปกราบทูล นเรนทร์สูรธิราชรังสรรค์
แต่อย่าให้คลาดกำหนดวัน ตรัสแล้วทรงธรรม์เสด็จจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทด้วยใจสโมสร
กราบทูลสมเด็จพระสี่กร ตามคำพานรทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สุครีพผู้ปรีชาหาญ
จึ่งสั่งองคตชมพูพาน สองหลานผู้ร่วมฤทัย
เจ้าจงเร่งเกณฑ์โยธา เสนาวานรน้อยใหญ่
ตรวจตรากันให้พร้อมไว้ อาจะไปหาศรีหนุมาน
สั่งแล้วแต่งองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองด้วยดวงมุกดาหาร
จับพระขรรค์แก้วสุรกานต์ ถีบทะยานขึ้นบนเมฆา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงป่ากัทลีวัน ระเห็จหันลงจากเวหา
นั่งใกล้วายุบุตรนัดดา จึ่งมีวาจาอันสุนทร
บัดนี้พระนารายณ์สุริย์วงศ์ พระองค์ทรงแผลงธนูศร
สังหารพาลีฤทธิรอน ภูธรสุดสิ้นชีวัน
ตรัสสั่งให้เกณฑ์โยธา แสนสุรเสนาทัพขันธ์
ในเจ็ดราตรีจงพร้อมกัน ทรงธรรม์จะรีบไปราวี
อันหมู่ไพร่พลของเรา หนีเข้าเถื่อนถํ้าคีรีศรี
จะเกณฑ์กันไม่ทันท่วงที ภูมีจะเคืองวิญญาณ์
น้าจะพาเจ้าไปฉลองบาท พระนารายณ์ธิราชนาถา
กว่าจะได้พวกพลโยธา นัดดาจะเห็นประการใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังจึ่งตอบคำไป ด้วยใจจงรักภักดี
ทั้งนี้สุดแต่ควรการ ตัวหลานไม่ขัดบทศรี
ว่าแล้วสำแดงฤทธี สองกระบี่ก็พากันเหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ