สมุดไทยเล่มที่ ๒๒

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นได้ยินคำพระมุนี ตกใจพ้นที่จะเปรียบปาน
ล้มลงตรงหน้าพระเมรุทอง ดั่งต้องแสงศรสังหาร
นัยน์เนตรมืดมนอนธการ ตะลึงลานครวญคร่ำรำพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าเสียชาติที่เกิดมา ในวงศ์อิศรารังสรรค์
หลงเข้าสู่ท้องคนอาธรรม์ สารพันได้ชํ้าระกำใจ
อัปยศทั่วไปทั้งไตรจักร จะแลดูพักตร์ผู้ใดได้
แม่ชั่วก็พลอยเสียตัวไป เหตุด้วยลูกไกลพระบาทา
ถ้าอยู่สนองประคองบาท องค์พระบิตุราชนาถา
ที่ไหนจะสิ้นชนมา ไปยังฟากฟ้าสุราลัย
พระองค์ปลงชีพชีวัน ลูกจะทันเห็นใจก็หาไม่
แต่จะปลงศพภูวไนย ก็มิได้ถวายอัคคี
ทั้งนี้เป็นต้นเพราะหินชาติ ให้เคืองบาทจึ่งสั่งพระฤๅษี
ความผิดสิ่งใดลูกไม่มี มาเป็นดั่งนี้อนาถนัก
รำพลางฟูมฟายชลเนตร แสนเทวษพ่างเพียงอกหัก
ถอนใจสะอื้นฮักฮัก ซบพักตร์ลงทรงโศกา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์นาถา
กับสองสมเด็จพระมารดา พระวงศาสนมกำนัล
บ้างถือสุคนธมาลาศ ธูปเทียนโอภาสฉายฉัน
กฤษณาเนื้อไม้จวงจันทน์ พร้อมกันถวายอัญชุลี
ต่างต่างขมาลาโทษ รายรอบพระโกศจำรัสศรี
คำรพจบจุดอัคคี ถวายเพลิงภูมีแล้วร่ำไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด ปี่กลอง

๏ เมื่อนั้น สองพระมหาอาจารย์ใหญ่
ครั้นสิ้นซากศพภูวไนย ดับไฟให้ก่อเป็นเจดีย์
ไว้ธาตุบรมกษัตริย์ ตามอย่างจักรพรรดิเรืองศรี
เสร็จแล้วทั้งสองพระมุนี ก็กลับไปยังที่ศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

โอ้

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
คิดแค้นสมเด็จพระมารดา ยิ่งแสนโศกาจาบัลย์
โอ้อนิจจาแก่ตัวกู ดูดั่งทรลักษณ์โมหันธ์
เสียทีเป็นวงศ์เทวัญ มาเข้าครรภ์คนกาลกิณี
ความชั่วจะติดอยู่ไม่รู้หาย อับอายเทวาทุกราศี
พระบิตุเรศสิ้นชีพชีวี พี่น้องก็พลัดกันไป
มาตรแม้นตัวตายเสียดีกว่า จะอยู่ก็หาประโยชน์ไม่
พระแสนโศกาอาลัย จนอุทัยเยี่ยมยอดยุคนธร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ มิได้ชำระสระสรง ทรงแต่พระแสงธนูศร
ชวนพระสัตรุดฤทธิรอน บทจรออกพระโรงชัชวาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์แก้ว อันเพริศแพร้วพรรณรายฉายฉาน
จึ่งสั่งสุมันตันผู้ปรีชาญ ให้เตรียมทหารโยธี
จัดทั้งพิชัยรถทรง องค์พระมารดาสองศรี
เราจะไปรับเสด็จพระจักรี คืนมาบูรีภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
รับสั่งแล้วบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จึ่งเกณฑ์พวกพลจัตุรงค์ สิบหมู่อาจองแข็งขัน
เลือกล้วนแกล้วหาญชาญฉกรรจ์ อยู่ยงคงกระพันห้าวฮึก
ต่างถือหอกใหญ่หอกซัด โสมนัสโห่ร้องก้องกึก
ถือปืนธนูดูพิลึก คึกคึกเพียบพื้นธรณี
จัดทั้งรถทรงอลงกรณ์ เทียมด้วยอัสดรต่างสี
รถรองรถประเทียบนารี ก็เสด็จโดยมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

ชมตลาด

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดนาถา
ต่างองค์ทรงเครื่องจรรยา เจิมจุณมุ่นชฎาเป็นชีไพร
สอดสวมประคำมรกต งามดั่งนักพรตอาจารย์ใหญ่
จึ่งเสด็จย่างเยื้องคลาไคล ไปเฝ้าพระราชมารดร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งทูลสองกษัตริย์ ด้วยใจโสมนัสสโมสร
ขอเชิญเสด็จบทจร ไปทรงรถบวรรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งพระมารดาทั้งสองศรี
ต่างองค์ทรงโศกโศกี เทวีเหลือบเห็นพระโอรส
ทั้งสองครองหนังพยัคฆา ผูกชฎาทรงเพศเป็นดาบส
เหมือนพระรามพระลักษมณ์เมื่อทรงพรต นางยิ่งสลดระทดใจ
จึ่งสวมกอดสองพระลูกรัก ซบพักตร์โศกาละห้อยไห้
สี่กษัตริย์ค่อยสร่างอาลัย ก็พากันไปยังพระเจดีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

โอ้

๏ ครั้นถึงสถูปที่ไว้ธาตุ อันโอภาสจำรัสรัศมี
ต่างประนมน้อมเศียรอัญชุลี โศกีสะอื้นรำพัน
โอ้ว่าพระจอมมงกุฎเมือง มาขัดเคืองจนชีพอาสัญ
พระเดชปกเกศเป็นนิรันดร์ ดั่งฉัตรแก้วกั้นโลกา
ทั้งหมู่ไพร่ฟ้าประชากร ก็ถาวรเป็นบรมสุขา
ตั้งแต่นี้ไปจะลับตา จะรู้ที่ผันหน้าไปพึ่งใคร
เหมือนเมื่อพระองค์ปกเกล้า ตายแล้วเกิดเล่าไม่หาได้
อนิจจาควรหรือมาหนีไป ยังในฟากฟ้าดุษฎี
ข้าน้อยทั้งสี่จะขอลา ไปตามพระจักราเรืองศรี
ร่ำพลางทางทรงโศกี ดั่งจะสิ้นชีวีสลบลง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ สร่างโศกจึ่งเสด็จยุรยาตร ลีลาศดั่งนางราชหงส์
พาฝูงบริวารเหล่าอนงค์ ตรงไปยังเกยรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นทรงรถ ดั่งพระจันทร์ทรงกลดในเวหา
อันรถสองพระกุมารา ดั่งรถสุริยาไม่ราคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายโฉมนางไกยเกษี
แจ้งว่าพระพรตยกโยธี พาสองชนนีบทจร
ออกไปพนมพนาเวศ รับพระราเมศทรงศร
ให้เสด็จคืนครองพระนคร นางยิ่งเร่าร้อนวิญญาณ์
อกเอ๋ยจะนิ่งก็ไม่ได้ จำจะตามไปขอโทษา
มาตรแม้นพระรามจะโกรธา ก็จะเห็นแก่หน้าพระพรต
ลูกกูภักดีถึงชีวิต แม่ผิดก็จะคุ้มโทษหมด
จึ่งเรียกกุจจีสันหลังคด วิ่งไปตามรถเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ถึงรถนางสมุทรก็ยุดไว้ พิไรว่าวอนโดยสาร
จะไปขอโทษองค์พระอวตาร นงคราญจงได้ปรานี
ว่าแล้วปีนป่ายอุตลุด มือฉุดอีค่อมทาสี
เจ้าข้าหน้าไม่สมประดี ขึ้นขี่ท้ายรถด้วยกันมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
กับพระสัตรุดอนุชา ทรงมหาราชรถเดียวกัน
อันพระมารดาทั้งสององค์ ต่างทรงรถแก้วฉายฉัน
สาวสนมกรมในกำนัล ตามเสด็จเป็นหลั่นกันไป
ทั้งไพร่ฟ้าข้าหลวงสามกรม ชื่นชมโห่ร้องแผ่นดินไหว
คลายคลี่พหลพลไกร ออกจากเวียงชัยอยุธยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
เร่งรถเร่งพลโยธา นำห้ากษัตริย์จรจรัล
พอบ่ายชายแสงสุริย์ฉาน ก็ถึงที่อุทยานสวนขวัญ
จึ่งยอกรประนมบังคมคัล กราบทูลทรงธรรม์ด้วยภักดี
เมื่อพระบรมเชษฐา เสด็จมาประทับอยู่ที่นิ่
เที่ยงคืนสงัดราตรี สามกษัตริย์ลอบหนีข้าไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพี่น้องผู้มีอัชฌาสัย
แสนวิโยคโศกสร้อยละห้อยใจ อาลัยจาบัลย์รันทด
แล้วตรัสว่าองค์พระอวตาร ผ่านฟ้าทรงเพศเป็นดาบส
ละเครื่องกษัตริย์อิสริยยศ เสด็จบทจรด้วยบาทา
ซึ่งเราจะทรงรถไป เหมือนไม่คำนับพระเชษฐา
ว่าแล้วทั้งสองกษัตรา ให้หยุดโยธาพลากร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งเสด็จย่างเยื้องยุรยาตร จากรถโอภาสประภัสสร
ลีลาศด้วยบาทบทจร กรายกรมาสวนมาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ พอเวลาล่วงอโณทัย ประทับแรมอยู่ในสวนศรี
พิทักษ์รักษาพระชนนี มิให้อันตรายบีฑา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ ลดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ เร่าร้อนเศร้าโทมนัสสา
โอ้ว่าสมเด็จพระพี่ยา จะพากันไปอยู่แห่งใด
จะแสนยากลำบากทั้งสามองค์ ดั้นดัดลัดดงเนินไศล
จะวิโยคโศกสร้อยละห้อยใจ เอาแต่ใบไม้มารองนอน
ยามเสวยจะเสวยแต่เผือกมัน สารพันเสื่อมสุขสโมสร
ยามสรงเคยสรงสาคร ขจายจรด้วยรสสุคนธา
จะต้องฝนทนแสงพระสุริย์ฉาน ทรมานพระองค์อยู่ในป่า
ร่ำพลางสองกษัตริย์โศกา มิได้นิทราในราตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ จนอรุโณทัยไขแสง กระจ่างแจ้งเยี่ยมยอดคีรีศรี
เสียงภมรร่อนเคล้ามาลี พระเสด็จจากที่ไสยา
จึ่งให้เคลื่อนพลนิกร บทจรตามซ้ายฝ่ายขวา
สุมันตันกับสองกษัตรา เดินหน้านำพวกพลากร
ผ่านทางหว่างทุ่งวุ้งเขา ตามลำเนาห้วยธารสิงขร
เร่งรถคชพลอัสดร บทจรไปโดยพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงอาศรมพระวสิษฐ์ ทั้งพระสวามิตรฤๅษี
ให้หยุดพหลมนตรี อยู่ที่บริเวณศาลา
จึ่งเชิญทั้งสองพระมารดร บทจรจากราชรัถา
กรายกรนวยนาดยาตรา ไปยังศาลาพระนักพรต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ สององค์พระมหาดาบส
ไม่เห็นพระหริวงศ์ทรงยศ สี่กษัตริย์กำสรดโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น จึ่งนวลนางไกยเกษี
นั่งมาท้ายรถมณี เห็นสี่กษัตริย์บทจร
เข้าไปมัสการพระสิทธา ให้เร่าร้อนอุราดั่งต้องศร
ยิ่งสะเทินเขินใจบังอร ทอดถอนฤทัยคะนึงคิด
ครั้นว่าจะตามเข้าไป ก็จนใจด้วยมีความผิด
ต่อพระสิทธาสวามิตร พระวสิษฐ์มหามุนี
จะนิ่งอยู่ก็ดูไม่ชอบ จำจะไปนบนอบพระฤๅษี
คิดแล้วก็ฉุดอี่กุจจี โจนลงจากที่ท้ายรถ
อี่ค่อมล้มครางแทบตาย ลุกแล่นตามนายด้วยสาหส
เจ้าข้าพากันเลี้ยวลด บทจรไปยังศาลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงกราบไหว้พระอาจารย์ เยาวมาลย์ก้มอยู่ไม่เงยหน้า
สะเทินใจมิได้จำนรรจา แต่เหลียวมาหาอี่กุจจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรฤๅษี
เห็นสี่กษัตริย์มาโศกี จึ่งมีวาจาถามไป
ดูกรพระพรตสุริย์วงศ์ มารดาเจ้าจงให้เป็นใหญ่
จนพระบิตุเรศบรรลัย เหตุใดไม่ครองสวรรยา
จึ่งพาทั้งสองพระมารดร ยกพลนิกรมาในป่า
ทั้งตัวก็ทรงบรรพชา มาหาตานี้ด้วยอันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตผู้มีอัชฌาสัย
สะท้อนถอนทอดฤทัย ชลนัยน์คลอพักตร์แล้วพาที
อันมารดาข้านี้ทรลักษณ์ เป็นคนอัปลักษณ์บัดสี
ชั่วช้ากว่าหญิงทั้งธาตรี หลานนี้มิได้ร่วมคิด
จึงผนวชบวชเป็นชีไพร ด้วยใจภักดีสุจริต
จะตามเชิญองค์พระทรงฤทธิ์ พระชนนีมีจิตเมตตา
ทั้งสองเสด็จออกมาด้วย หวังจะช่วยว่าวอนพระเชษฐา
ให้คืนไปครองพารา เป็นมหาจรรโลงธาตรี
เสด็จอยู่ที่ใดพระอาจารย์ ขอประทานได้โปรดเกศี
จงชี้ที่อยู่พระจักรี หลานนี้จะพากันตามไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระมหาอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังจึ่งตอบด้วยอาลัย ตานี้ขอบใจหลานรัก
ซื่อตรงคงสัตย์กตัญญู รู้ที่ผิดชอบเบาหนัก
สุจริตภักดีอารีนัก เป็นเอกอัครโมลีรพีพงศ์
อันพระรามพระลักษมณ์อนุชา กับนางสีดานวลหง
ละเพศกษัตริย์สุริย์วงศ์ สามองค์ออกจากเวียงชัย
เสด็จมาก่อนกูนะหลานเอ๋ย ไม่รู้เลยว่าจะไปหนไหน
ครั้นตามาถึงศาลาลัย ก็ไม่เห็นสามกษัตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังเร่าร้อนในวิญญาณ์ แสนโศกโศกาจาบัลย์
โอ้ว่าสมเด็จพระสี่กร เคยถาวรเป็นสุขเกษมสันต์
มาต้องเดินป่าพนาวัน สารพันลำบากกายา
คิดว่าจะอยู่แต่เพียงนี้ จึ่งเชิญพระชนนีมาตามหา
มิรู้ไม่อยู่ด้วยอัยกา อนิจจาจะไปแห่งใด
หรือเห็นว่าน้องไม่ครองสัตย์ รักราชสมบัติหรือไฉน
โลภหลงตามมารดาไป จึ่งเสด็จให้ไกลธานี
พระบิดาดับสูญแล้วมิหนำ มาซ้ำพลัดพรากจากพี่
ร่ำพลางทุ่มทอดอินทรีย์ โศกีกับองค์อนุชา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น สองพระชนนีนาถา
สวมสอดกอดสองพระลูกยา แก้วตาจงฟังมารดร
ตัวเจ้าตั้งใจออกมาตาม พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
แต่จะแสนโศกาอาวรณ์ ทุกข์ร้อนดั่งนี้ผิดไป
จงเชิญทั้งสองพระอัยกา ให้พาเที่ยวไปในป่าใหญ่
ด้วยท่านรู้แห่งตำแหน่งไพร เห็นจะได้พบองค์พระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังสมเด็จพระชนนี พี่น้องค่อยคลายโศกา
ต่างกราบกับบาทพระอาจารย์ ขอประทานได้โปรดเกศา
แก่ข้าผู้ทนเวทนา อย่าให้สิ้นชีพชีวัน
สองหลานขอเชิญบาทบงสุ์ ไปตามองค์พระรามรังสรรค์
เห็นว่าจะได้พบกัน เพราะพระคุณนั้นพาไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรอาจารย์ใหญ่
จึ่งว่าหลานอย่าร้อนใจ จะพาไปให้พบพระจักรี
ว่าแล้วทั้งสองพระนักสิทธ์ ครองเครื่องตามกิจพระฤๅษี
ออกจากอรัญกุฎี สี่กษัตริย์เสด็จตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดนาถา
ครั้นถึงที่ประทับโยธา จึ่งนิมนต์พระมหานักธรรม์
ให้ขึ้นรถทองทั้งสององค์ โบกธงแล้วเคลื่อนพลขันธ์
สองกษัตริย์นำหน้าจรจรัล สุมันตันก็ตามเสด็จไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ รีบเร่งจัตุรงค์โยธา ผ่านห้วยเหวผาเนินไศล
ตกทุ่งถึงแถวแนวไพร เห็นทิวไม้สะโตงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนายกุขันใจหาญ
แต่มาจากองค์พระอวตาร ก็ตั้งด่านต้นทางพนาวัน
แล้วเกณฑ์ให้หมู่พรานไพร เที่ยวตระเวนไปมากวดขัน
ครั้นรุ่งแสงสีสุริยัน ก็มาต้นอรัญมรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พอได้ยินสำเนียงเสียงพล ก็ปีนขึ้นดูบนพฤกษา
แลไปเห็นสองกษัตรา นำหน้าพหลมนตรี
แน่งน้อยเสาวภาคย์จำเริญรัก คล้ายพระรามพระลักษมณ์ทั้งสองศรี
ชะรอยพระพรตยกโยธี ออกมาทั้งนี้ด้วยใจคด
จะเป็นปรปักษ์พระจักรกฤษณ์ จึ่งคิดอุบายเป็นดาบส
ตัวกูก็ข้าพระทรงยศ สู้ตายไม่ลดละกัน
จะขออาสาออกต่อกร ราญรอนฆ่าเสียให้อาสัญ
คิดแล้วเป่าหลอดสำคัญ เสียงมี่สนั่นโกลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เป่าหลอด

๏ บัดนั้น จึ่งพวกบริวารพรานป่า
ได้ยินเสียงหลอดสัญญา เรียกหากู่กันทันที
บ้างเคี้ยวว่านยาทาตัว ยิ้มหัวเฮฮาอึงมี่
คาดเครื่องคงทนอินทรีย์ หมายประจญไพรีไม่เกรงใคร
จับธนูหน้าไม้แหลนซัด กล้องสลัดลูกยาหอกใหญ่
เสร็จแล้วก็พากันลัดไพร ตรงไปต้นไม้สัญญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นพวกพล เกลื่อนกล่นอื้ออึงมาในป่า
มีความยินดีปรีดา ว่าจะเปลื้องเอาผ้าให้สิ้นตัว
ว่าพลางต่างคนก็เหน็บรั้ง ขัดเขมรเก้กังแล้วโพกหัว
อันมาเท่านี้เราไม่กลัว ร้องบอกกันทั่วบรรดาพราน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันนายใหญ่ใจหาญ
เห็นบ่าวห้าวฮึกจะรอนราญ ตบหัตถ์ฉัดฉานสำราญใจ
จึ่งว่าชะรอยพระพรต นำทศโยธาเป็นนายใหญ่
เอ็งจงพากันแยกไป ซุ่มอยู่ที่ในอรัญวา
ถ้ากูร้องว่าไอ้เสือเอา เร่งเข้าโจมตีให้พร้อมหน้า
สั่งแล้วก็เดินออกมา ยืนขวางมรรคาพนาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นใกล้จึ่งร้องตวาด เหวยใครองอาจมาแต่ไหน
เชื้อชาตินามกรชื่อไร จึ่งหักด่านเราไปไม่เกรงกัน
ว่าแล้วก็ขึ้นธนู คึกขู่คำรามหุนหัน
ทำสง่าเงื้อง่าขบฟัน ยืนยันเขม้นไม่พริบตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังนายพรานเจรจา โอหังหยาบช้าสาธารณ์
จึ่งร้องว่าเหวยพรานไพร นามกรชื่อไรจึ่งอวดหาญ
ฮึกฮักจะมารอนราญ ท่านแค้นสิ่งไรให้ว่ามา
เราชื่อพระพรตพระสัตรุด มาตามพระจักรภุชเชษฐา
เดินโดยอรัญมรรคา จะว่าหักด่านด้วยอันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันผู้เป็นนายใหญ่
ได้ฟังจึ่งร้องตอบไป ท่านอย่าใส่ไคล้พาที
เรานี้ชื่อว่ากุขัน เป็นพงศ์พันธุ์ชาวป่าพนาศรี
ครอบครองบุรีรัมย์ธานี เป็นที่ผาสุกโอฬาร์
ฝ่ายท่านได้ผ่านนคเรศ แกล้งอุบายทำเพศเป็นชีป่า
หวังว่าจะลวงพระรามา จึ่งยกโยธาพลากร
ตัวเราก็เป็นทหาร องค์พระอวตารทรงศร
ได้รักษาต้นทางพนาดร ขอบเขตสิงขรบรรพต
อันพลที่ยกมาทั้งนี้ เราจะล้างชีวีเสียให้หมด
จงสาแก่ใจที่ทรยศ คิดคดแก่องค์พระจักรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้แจ้งแห่งข่าวพระพี่ยา ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
จึ่งกล่าวมธุรสพจมาน ดูกรนายพรานผู้ใหญ่
ท่านอย่าคิดแคลงแหนงใจ จงได้เมตตาปรานี
ตัวเราจะเข้าไปไถ่ถาม สนทนาแจ้งความให้ถ้วนถี่
ว่าแล้วสองกษัตริย์จรลี สุมันตันมนตรีก็ตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีวาจาว่าวอน ดูกรกุขันพรานป่า
อย่าแหนงจงแจ้งกิจจา โดยความสัตยาเที่ยงธรรม์
อันมารดาเรานี้ใจพาล สาธารณ์โลภล้นโมหันธ์
จนพระบิตุเรศสิ้นชีวัน พี่น้องพลัดกันจากไป
คิดจะใคร่ฆ่าฟันบั่นรอน หากเป็นมารดรไม่ทำได้
โศกาปิ้มว่าจะบรรลัย จึ่งยกพลไกรตามมา
ซึ่งเราทรงเพศบรรพชิต ด้วยจิตคำรพพระเชษฐา
มิได้เป็นกลมารยา หวังว่าจะเชิญเข้าบุรี
ให้พระองค์ทรงซึ่งเศวตฉัตร สืบวงศ์จักรพรรดิเฉลิมศรี
ท่านแจ้งความออกนามพระจักรี มีใจยินดีเป็นพ้นนัก
จงได้การุญทำคุณเรา ช่วยพาไปเฝ้าพระทรงศักดิ์
ท่านก็เป็นข้าพระหริรักษ์ จักได้เห็นหน้ากันสืบไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังฉงนสนเท่ห์ใจ จึงตอบด้วยไวปัญญา
อันพระองค์เจรจานี้ไพเราะ เพราะเห็นตัวข้าเป็นชาวป่า
ขึ้นชื่อเชื้อกษัตรา ย่อมแต่งมารยาพาที
แม้นจริงเหมือนยังถ้อยคำ ก็จะนำไปเฝ้าบทศรี
นี่มาเป็นกระบวนราวี ข้านี้ไม่เชื่อวาจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา ท่านอย่ากินแหนงแคลงใจ
อันพระภุชพงศ์ทรงเดช คุณดั่งบิตุเรศก็ว่าได้
ซึ่งเรายกพลสกลไกร ไม่เป็นพวกพาลไพรี
มารดรพระลักษมณ์พระจักรกฤษณ์ พระวสิษฐ์สวามิตรฤๅษี
แม่เราตัวกาลกิณี บัดนี้ก็พลอยตามมา
บรรดาเสนาประชากร จะช่วยกันว่าวอนพระเชษฐา
ให้เสด็จคืนครองพารา เป็นความสัจจาทุกประการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันพรานไพรใจหาญ
ได้ฟังมธุรสพจมาน สิ้นการกินแหนงแคลงใจ
วางธนูลงไว้ด้วยยินดี น้อมเกล้าชุลีบังคมไหว้
แล้วจึ่งกราบทูลสนองไป พระอย่าได้เร่าร้อนวิญญาณ์
ตัวข้าจะนำเสด็จจรลี ให้พบพระสี่กรเชษฐา
แต่จะขอไปเฝ้าบาทา มารดาสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายณ์เรืองศรี
ได้ฟังโสมนัสยินดี จึ่งกล่าววาทีอันสุนทร
ท่านนี้มีคุณแก่เรานัก ด้วยภักดีต่อองค์พระทรงศร
เราจะพาไปเฝ้าพระมารดร ก็กุมกรกุขันเดินมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงรถสองพระชนนี กราบเกล้าชุลีเหนือเกศา
ทูลว่าลูกรักทั้งสองรา พบกุขันพรานป่าพนาลัย
บอกว่าเป็นข้าพระอวตาร ตั้งด่านรักษาทางใหญ่
เพื่อนนั้นรับคำจะนำไป ให้พบสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสองศรี
ได้ฟังดั่งทิพวารี มาโสรจสรงอินทรีย์กัลยา
จึงมีมธุรสพจมาน ดูกรนายพรานชำนาญป่า
แต่เราแม่ลูกโศกา ปิ้มว่าจะสิ้นชีวิต
ซึ่งท่านเมตตาจะพาไป ให้พบพระบรมจักรกฤษณ์
คุณนั้นใหญ่หลวงเป็นพ้นคิด เหมือนช่วยชีวิตชีวัน
ตรัสแล้วประทานเสื้อผ้า ธำมรงค์รัตนาฉายฉัน
พานทองเต้านํ้าครบครัน จัดสรรเลือกให้ทุกประการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กุขันพรานไพรใจหาญ
ก้มเกล้ารับของประทาน ยินดีปานได้ดอกฟ้า
ยอกรบังคมก้มเกศ ทูลสองอัคเรศนาถา
อันองค์สมเด็จพระลูกยา ข้ามสะโตงคงคาวารี
ตัวข้านี้ได้ไปส่ง ถึงองค์พระมหาฤๅษี
ชื่อภารทวาชมุนี อยู่ที่ในแดนหิมพานต์
แล้วข้าจึ่งลาเบื้องบาท มาลาดกระเวนรักษาด่าน
ซึ่งพระองค์จะข้ามชลธาร กันดารลึกพ้นคณนา
กว้างใหญ่ไหลเชี่ยวเป็นวนวัง มีทั้งพวกพาลมัจฉา
ข้าจะขอข้ามไปจัดนาวา จะได้ข้ามมหาวารี
ทูลแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์กษัตริย์ทั้งสี่
ดั้นดัดลัดป่าพนาลี มาที่ประชุมพรานไพร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งมีวาจา บอกแก่โยธาน้อยใหญ่
ว่าพระพรตยกพวกพลไกร มานี้ไม่เป็นภัยพาล
พาสองสมเด็จพระชนนี โศกีเพียงสิ้นสังขาร
หวังเชิญเสด็จพระอวตาร คืนครองราชฐานอยุธยา
สูเจ้าทั้งปวงจงเร่งไป จัดเรือน้อยใหญ่ประทับท่า
ทั้งผลาผลไม้นานา มาถวายประสากันดาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลพรานไพรใจหาญ
ได้ฟังกุขันบัญชาการ ลนลานวิ่งไปเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงบุรีรัมย์พารา ลงถอยนาวาอึงมี่
ได้ครบห้าพันตามบัญชี มีคนประจำทุกลำไป
แล้วจัดสิ่งของต่างต่าง เนื้อย่างปลากรายตัวใหญ่
พักแฟงแตงโมแตงไทย ลูกไม้นํ้าผึ้งเผือกมัน
ขนบรรทุกเรือวุ่นวาย ไพร่นายโห่ร้องก้องสนั่น
ถอยออกจากท่าทั้งห้าพัน แข่งกันรีบล่องลงมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ใช้เรือ

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดประทับ ซ้อนซับกันอยู่ทุกท่า
แล้วขนของขึ้นจากนาวา กองไว้ริมมหาสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กุขันใจหาญชาญสมร
จึ่งให้พรานป่าพนาดร แบกคอนหาบหามตามไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงรถทรงสี่กษัตริย์ ยอหัตถ์น้อมเศียรบังคมไหว้
ถวายของเนื้อปลาลูกไม้ แล้วทูลด้วยใจปรีดา
ซึ่งพระองค์จะข้ามชลธาร ไปตามพระอวตารนาถา
นาวาใหญ่น้อยก็ได้มา ประทับไว้แทบท่าวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสองศรี
ได้ฟังชื่นชมยินดี จึงสั่งเสนีสุมันตัน
ให้เอาของถวายของนายพราน ประทานหมู่โยธาพลขันธ์
เสร็จแล้วเชิญองค์พระนักธรรม์ จรจรัลไปท่าสาคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ถึงฝั่งให้ข้ามพลากร รถรัตน์อัสดรล่วงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาทหารน้อยใหญ่
ได้ขวานได้พร้าก็เข้าไพร ตัดไม้ผูกแพลนลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างข้ามรถรัตน์อัสดร บ้างข้ามกุญชรตัวหาญ
แข่งกันข้ามฟากชลธาร อลหม่านทั้งท้องวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
ครั้นเสร็จซึ่งข้ามโยธี เชิญสองชนนีลงนาวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วบัญชาสั่งพลพาย ให้บ่ายหน้าออกจากท่า
เรือแพแออัดตามมา ข้ามฟากมหาชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โล้

๏ ครั้นถึงเชิญสองพระมารดร ทรงรถอลงกรณ์มุกดาหาร
พระวสิษฐ์สวามิตรอาจารย์ ขึ้นรถสุรกานต์อำไพ
พร้อมหมู่จัตุรงค์โยธา เกลื่อนกลาดดาษดาป่าใหญ่
สองพระองค์ก็ตามกุขันไป เข้าในอรัญบรรพต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น กุขันใจกล้าสาหส
นำสี่สุริย์วงศ์ทรงยศ บทจรไปตามพนาลี
ใกล้ถึงบริเวณศาลา พระภารทวาชฤๅษี
ประนมก้มเกล้าดุษฎี ชี้บอกอาศรมพระนักธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพรานป่าพนาวัน จึ่งบัญชาให้หยุดพลากร
ไว้นอกขอบเขตอาศรม ที่ร่มไม้เชิงสิงขร
แล้วเชิญทั้งสองพระมารดร บทจรลงจากรถชัย
กับพระมหาสวามิตร พระวสิษฐ์ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่
พากันย่างเยื้องเข้าไป ยังในอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ สี่กษัตริย์ยอกรมัสการ พระภารทวาชฤๅษี
พระวสิษฐ์สวามิตรมุนี นั่งอันดับที่เป็นหลั่นลด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระภารทวาชดาบส
เห็นสองสุริย์วงศ์ทรงยศ จึ่งพจนารถวาจา
เหตุไฉนพระพรตกุมาร หลานจึ่งมาบวชเป็นชีป่า
ไม่อยู่ครอบครองพารา พากันมานี้ด้วยอันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตผู้มีอัชฌาสัย
ชุลีกรแล้วตรัสตอบไป ตัวข้ามิได้ยินดี
ที่ในสมบัติพัสถาน หลานจึ่งบวชมาเป็นฤๅษี
หวังจะเชิญเสด็จพระจักรี ให้ภูมีกลับคืนพระนคร
แจ้งว่าสมเด็จพระหริวงศ์ พาองค์นางสีดาดวงสมร
กับทั้งพระลักษมณ์ฤทธิรอน บทจรมาพึ่งพระนักพรต
บัดนี้สถิตอยู่แห่งใด จะไปเฝ้าเบื้องบาทบงกช
จงโปรดให้สมมโนรถ ขอพระดาบสได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาอาจารย์ฌานกล้า
ได้ฟังพระพรตพจนา เห็นว่าความจริงทุกสิ่งไป
จึ่งว่าดูกรหลานรัก สัจธรรม์มั่นนักไม่หาได้
จะเป็นที่สรรเสริญจำเริญชัย ทั้งในโลกาธาตรี
อันองค์พระลักษมณ์นางสีดา กับพระจักราเรืองศรี
มาถึงอรัญกุฎี ตานี้มีความอาลัย
สนทนาโน้มน้าววิงวอน พระสี่กรหาอยู่ด้วยไม่
ว่าใกล้นิเวศน์เวียงชัย จะมิได้ตั้งใจจำเริญพรต
บัดนี้พระองค์ไปพึ่งพัก สำนักพระสระภังค์ดาบส
แทบเชิงหิมวันต์บรรพต กำหนดเก้าโยชน์มรรคา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพระมหาสิทธา เร่าร้อนอุราดั่งไฟกัลป์
โอ้อนิจจาพระสี่กร จะบทจรเที่ยวไปในไพรสัณฑ์
คิดว่าอยู่ด้วยพระนักธรรม์ จึ่งให้กุขันนำมา
ก็มิได้ประสบพบบาท พระตรีภูวนาถนาถา
หรือเห็นน้องไม่ครองสัตยา ผ่านฟ้าไม่ไว้วางใจ
จึ่งเสด็จหนีไปให้ไกลเมือง จะขัดเคืองข้อนี้หรือไฉน
ร่ำพลางทางโศกาลัย ไม่เป็นอารมณ์สมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระภารทวาชฤๅษี
เห็นพระพรตโศกาก็ปรานี จึ่งมีมธุรสวาจา
ดูกรเจ้าผู้หลานรัก อย่าโศกนักจงฟังตาว่า
รูปนี้จะนำมรรคา พาไปให้พบพระจักรี
ว่าแล้วก็ชวนพระวสิษฐ์ ทั้งพระสวามิตรฤๅษี
ออกจากอรัญกุฎี พี่น้องสององค์ก็ตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ล่วงทางหว่างเขาลำเนาป่า ข้ามชลาโตรกเตริ่นเนินไศล
เร่งรีบรี้พลสกลไกร มาใกล้หิมวันต์บรรพต
จึ่งเห็นศาลาอาศรม พระสระภังค์บรมดาบส
พระมุนีชี้บอกพระพรต กำหนดที่อยู่พระนักธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ให้หยุดรถแก้วแพรวพรรณ นอกเขตอรัญกุฎี
จึ่งเชิญทั้งสองพระมารดร บทจรจากรถมณีศรี
กับสามพระมหาโยคี เข้าไปยังที่ศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงสี่กษัตริย์มัสการ พระสระภังค์อาจารย์ฌานกล้า
พระนักธรรม์ทั้งสี่ผู้ปรีชา คำรพกันวันทาด้วยยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสระภังค์มหาฤๅษี
เห็นสี่สุริย์วงศ์พระจักรี จึ่งมีวาจาถามไป
ดูกรพระพรตกุมาร เจ้ายกพลหาญจะไปไหน
พี่น้องจึ่งบวชเป็นชีไพร เหตุใดไม่ครองพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพระมหาสิทธา จึ่งมีบัญชาตอบไป
อันแสนสวรรยาอาณาจักร หลานจะรักกว่าพี่นั้นหาไม่
แม่ข้าเป็นคนจังไร ทำให้เดือดร้อนทั้งบุรี
ซึ่งข้าทรงเพศเป็นนักสิทธ์ ด้วยใจสุจริตรักพี่
จึ่งเชิญทั้งสองพระชนนี มาตามพระจักรีผู้ศักดา
แจ้งว่าอยู่ด้วยพระอาจารย์ หลานนี้ยินดีเป็นหนักหนา
จะเชิญเสด็จเข้าพารา ผ่านฟ้าเสด็จอยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสระภังค์ดาบสอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังบัญชาก็ตอบไป ตานี้ขอบใจหลานรัก
ความดีที่เจ้ากตัญญู จะเชิดชูรู้ไปทั้งไตรจักร
อันองค์พระรามพระลักษมณ์ กับอัคเรศสีดา
จะใคร่ให้อยู่แต่เพียงนี้ จึ่งทำกุฎีไว้ท่า
พระองค์ว่าใกล้พารา จะสร้างพรตจรรยาไม่ถาวร
สามกษัตริย์ก็พากันไปอยู่ คูหาสัตกูฏสิงขร
แม้นจะใคร่พบพระสี่กร อย่าทุกข์ร้อนไว้ตาจะพาไป
ว่าแล้วครองเครื่องบริขาร ชวนสามอาจารย์ผู้ใหญ่
ออกจากอาศรมศาลาลัย ไปโดยอรัญมรรคา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เดินตามพระมหาสิทธา ชลนาคลอเนตรรำพัน
อกเอ๋ยเป็นน่าสังเวช พระบิตุเรศก็ม้วยอาสัญ
พี่น้องก็พลัดพรากกัน เพราะด้วยอาธรรม์กาลี
คิดคิดจะใคร่หั่นบั่นรอน ตัดกรตัดเกล้าเกศี
นี่หากว่าเป็นชนนี น้องนี้ขัดสนจนใจ
โอ้ว่าสมเด็จพระหริวงศ์ ตามหาพระองค์หาพบไม่
จะแหนงแคลงน้องหรือฉันใด จึ่งไปให้ไกลพารา
แม้นว่าไม่พบพระทรงฤทธิ์ จะสู้เสียชีวิตอยู่กลางป่า
มิได้คืนไปอยุธยา เดินพลางโศกาพันทวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายหมู่คณะพระฤๅษี
ซึ่งตั้งอยู่สัตกูฏคีรี ได้ยินเสียงโยธีอึงมา
เหลือบแลไปเห็นพวกพล เกลื่อนกล่นเดียรดาษกลาดป่า
คิดว่าอสูรพาลา จะมาบีฑาก็ตกใจ
บ้างฉวยไม้เท้าตาลิปัตร กระโถนเก็บยัดลงย่ามใหญ่
วิ่งชนด้นป่าพนาลัย ล้มลุกไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ