สมุดไทยเล่มที่ ๓๔

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางผีเสื้อยักษี
กายาใหญ่หลวงพ่วงพี อสุรีหยาบช้าสาธารณ์
เขี้ยวขาวยาวโง้งเพียงตา กำลังฤทธากล้าหาญ
ท้าวทศพักตร์พญามาร ตั้งไว้เป็นด่านสมุทรไท
มิให้อริราชไพรี ข้ามมหาชลธีมาได้
ก็ขึ้นจากท้องชลาลัย เที่ยวไปกระเวนคงคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ เหลือบซ้ายแลขวาเห็นวานร เขจรโดยทางเวหา
ก็พิโรธโกรธกริ้วโกรธา ตาแดงดั่งแสงเพลิงกาล
มือหนึ่งกวัดแกว่งคทาวุธ สำแดงฤทธิรุทรกำลังหาญ
โลดโผนโจนจากชลธาร เข้าไล่รอนราญวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เห็นนางผีเสื้อฤทธิรอน ขึ้นจากสาครมาราวี
จึ่งชักตรีเพชรออกจากกาย ลูกพระพายต่อฤทธิ์ยักษี
โรมรุกบุกบันประจัญตี ต่างหนีต่างไล่กันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ผีเสื้อสมุทรใจกล้า
กวัดแกว่งตระบองเป็นโกลา หวดซ้ายป่ายขวาอลวน
ต่างตนสัประยุทธ์ยุดแย้ง ตีรันฟันแทงสับสน
สองแข็งต่อแข็งแรงรณ ถ้อยทีโจมประจญไม่ละกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ป้องปัดรบชิดติดพัน เข้าไล่โรมรันราวี
กลอกกลับจับกันอุตลุด สะเทือนท้องพระสมุทรทั้งสี่
เป็นระลอกกระฉอกชลธี เสียงสนั่นทั่วตรีโลกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งนางผีเสื้อใจกล้า
อ้าปากกว้างใหญ่มหิมา สองตาดั่งแสงไฟกาล
หมายใจจะคาบพานรินทร์ กลืนกินเป็นภักษาหาร
ก็เผ่นโผนโจนจากชลธาร ขึ้นไล่รุกรานชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ผาดแผลงสำแดงฤทธิไกร เข้าไปในปากอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รวดเร็วว่องไวดั่งจักรผัน ออกมาจากกรรณเบื้องขวา
คืนเข้ากรรณซ้ายด้วยฤทธา ลงมายังท้องอสุรี
จึ่งเอาตรีเพชรนั้นฟันฟอน เชือดแหวะอุทรยักษี
เป็นช่องน้อยใหญ่ทั้งนาภี กระบี่ลากไส้ออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วซํ้าหํ้าหั่นฟันฟาด ตัดกรรอนบาทซ้ายขวา
ขว้างไปเป็นเหยื่อฝูงปลา อสุราสุดสิ้นชนมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นเสร็จฆ่าผีเสื้อสมุทร สำแดงฤทธิรุทรกำลังหาญ
กวัดแกว่งตรีเพชรดั่งเพลิงกาล เหาะข้ามชลธารด้วยว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยลิ่วปลิวมาตามลมกรด ตกถึงโสฬสเขาใหญ่
เกินเมืองลงกาลงไป หมายใจว่านิลคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งเห็นหลังคาอาศรม พระนารทบรมฤๅษี
มีความชื่นชมยินดี ขุนกระบี่ก็ตรงลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเนินทรายชายสมุทร ก็หยุดที่พุ่มไม้ใบหนา
ยอกรร่ายเวทอันสักดา นิมิตกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นลิงน้อย กระจ้อยร่อยขาวผ่องประภัสสร
เหมือนกระบี่ป่าพนาดร เสร็จแล้วบทจรเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มาใกล้ศาลาอาศรม ลูกลมผู้มีอัชฌาสัย
ค่อยยอบหมอบกรานแต่ไกล กราบไหว้พระมหามุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารทฤๅษี
เห็นวานรมาอัญชุลี จึ่งมีวาจาถามไป
ว่าเหวยดูกรพานรินทร์ ถิ่นฐานเอ็งอยู่ตำบลไหน
มีนามกรชื่อใด มาหากูไยไอ้วานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ได้ฟังนบนิ้วประนมกร แล้วกล่าวสุนทรวาจา
ตัวข้าชื่อเสียงก็ไม่มี สัญจรอยู่ที่ในป่า
ได้ยินเขาเล่าลือมา ว่าเมืองลงกาโอฬาร
แสนสนุกเป็นที่จำเริญใจ จะใคร่ไปชมตลาดราชฐาน
ข้าไม่รู้แห่งกรุงมาร พระอาจารย์จงได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารทมหาฤๅษี
ได้ฟังวานรพาที จึ่งมีพจนารถวาจา
อันตัวเอ็งนี้เป็นไฉน ไม่รู้แห่งเวียงชัยยักษา
จึ่งเที่ยวเซอะเซิงกระเจิงมา ถามหาลงกาเมืองมาร
โน่นนิลกาลาสิงขร อยู่กลางพระนครไพศาล
สูงเยี่ยมเทียมขอบจักรวาล เห็นตระหง่านข้างทิศหรดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพระมหามุนี มีความยินดีปรีดา
จึ่งว่าข้าแต่พระอาจารย์ ขอประทานโปรดเกล้าเกศา
ตัวข้านี้หลงเที่ยวมา จนพระสุริยารอนรอน
หิวโหยโรยแรงเหนื่อยพักตร์ จะขอสำนักอยู่ก่อน
ต่อรุ่งรังสีรวีวร วานรจะกราบลาไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระมหานารทอาจารย์ใหญ่
คิดว่าลิงป่าพนาลัย จึ่งตอบคำไปด้วยปรานี
ซึ่งเอ็งจะอาศัยอยู่ กับกูก็ตามกระบี่ศรี
ว่าแล้วยกหัตถ์ขึ้นทันที ชี้บอกศาลาให้วานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ก้มเกล้าดุษฎีชุลีกร รีบจรไปยังศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้คิดสงสัยพันทวี เหตุไรฤๅษีชีป่า
มาอยู่ในเกาะลงกา กับพวกยักษาด้วยอันใด
หรือจะมีความรู้วิชาศาสตร์ องอาจเชี่ยวชาญเป็นไฉน
อย่าเลยจะลองฤทธิไกร ให้เห็นศักดาพระอาจารย์
คิดแล้วไหว้คุณพระเป็นเจ้า ปิ่นเกล้าสามภพจบสถาน
หลับเนตรสำรวมวิญญาณ อ่านมนต์นิมิตกายา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะศักดาอาคม พระสยมภูวนาถนาถา
กายนั้นใหญ่เต็มศาลา ก็เรียกพระสิทธาวุ่นไป
ที่น้อยเท่านี้ให้มานอน จะเหยียดเท้าเหยียดกรกระไรได้
ข้าไม่ผาสุกสำราญใจ เป็นไฉนฉะนี้พระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระนารทฤๅษี
ได้ยินวานรพาที มีจิตถวิลจินดา
ไอ้นี่ตัวมันก็น้อยน้อย กระจ้อยร่อยเป็นชาติลิงป่า
เหตุไฉนจึ่งว่าศาลา เล็กกว่ากายาด้วยอันใด
อย่าเลยจะไปแลดู ไอ้สู่รู้มันทำเป็นไฉน
คิดแล้วก็เดินออกไป จากในอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นกายโตใหญ่ไพศาล ก็แจ้งการว่ากลกระบี่ศรี
จึ่งอ่านพระเวทอันฤทธี นิมิตซึ่งที่ศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็ใหญ่เป็นหลายห้อง แล้วร้องว่าเหวยไอ้ลิงป่า
มึงนี้เจ้ากลมารยา แกล้งมารบกูให้รำคาญ
นี่แน่ศาลาครานี้ กว้างขวางยาวรีรโหฐาน
มุดหัวนอนเถิดให้สำราญ ไอ้ชาติเดียรฉานอย่ากวนใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาสัย
เห็นศาลาใหญ่ออกไป ด้วยฤทธิไกรพระมุนี
ยิ้มแล้วรำพึงคะนึงคิด จะทำให้สิ้นฤทธิ์พระฤๅษี
จึ่งยอกรนบนิ้วดุษฎี ขุนกระบี่ก็ร่ายวิทยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ กายนั้นใหญ่เท่าพรหเมศ ด้วยศักดาเดชแกล้วกล้า
แล้วร้องประกาศเข้ามา นี่หรือศาลาพระนักพรต
บอกว่าใหญ่โตกว้างขวาง แต่แขนข้างหนึ่งวางไม่ได้หมด
ทั้งเข่าขาก็ต้องคู้คด พระดาบสไม่เห็นเวทนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
แต่เวียนนิมิตศาลา กว้างยาวกว่าเก่าขึ้นทุกที
โตออกเท่าใดด้วยฤทธิ์นั้น กายมันยิ่งใหญ่ออกกว่าที่
จึ่งว่าดูดู๋ไอ้ลิงนี้ กาลีเจ้าเล่ห์เป็นพ้นไป
อันตัวของมันนี้สู่รู้ มาลองกูผู้เฒ่าก็เป็นได้
จำจะทารกรรมให้หนำใจ ไอ้จังไรจะได้เห็นฤทธิ์
คิดแล้วจึ่งองค์พระอาจารย์ ก็เข้าสู่ฌานสำรวมจิต
อาโปกสิณเป็นนิมิต ด้วยตบะกิจพระสิทธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ บันดาลมืดคลุ้มโพยมหน อึงอลไปทั่วทิศา
ฝนนั้นก็ตกลงมา ถูกต้องกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ต้องฝนทนหนาวซบซอน กายกรเป็นเหน็บทั้งอินทรีย์
อันรูปนิมิตก็กลับกลาย คืนคงเป็นกายกระบี่ศรี
สุดคิดเห็นฤทธิ์พระมุนี สุดที่จะทนเวทนา
ร้องว่าดูกรพระนักธรรม์ หนาวพ้นอดกลั้นหนักหนา
เยือกเย็นทุกเส้นโลมา เมตตาอย่าให้ทรมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารทผู้ปรีชาหาญ
เห็นวานรพ่ายแพ้ฤทธิ์ฌาน หนาวสะท้านร้องอึงคะนึงไป
จึ่งว่าดูกรไอ้ลิงป่า ชั่วช้าสามานย์หยาบใหญ่
มึงแกล้งมาลองฤทธิไกร เป็นไฉนจึ่งร้องวุ่นวาย
เหวยไอ้ทรลักษณ์อัปรีย์ มาผิงอัคคีเสียให้หาย
พาชาติเดียรัจฉานแสนร้าย ยังอายหรือไม่ไอ้พาลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังพระมหาสิทธา ก็ลงจากศาลาด้วยยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งผิงไฟ อังไปทั่วกายกระบี่ศรี
ที่สะท้านเยือกเย็นทั้งอินทรีย์ ต้องไออัคคีก็สำราญ
จึ่งคิดว่าองค์พระนักสิทธ์ ตบะกิจวิทยากล้าหาญ
ว่องไวในที่จำเริญฌาน คิดแล้วมาสถานศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เอนกายเหยียดเท้าเหยียดกร นอนเป็นบรมสุขา
พระพายพัดต้องกายา เหนื่อยมาก็หลับสนิทไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น พระมหานารทอาจารย์ใหญ่
เห็นวานรผู้ปรีชาไว หลับไหลไม่เป็นสมประดี
จึ่งคิดว่าไอ้นี้มันสู่รู้ มาลองฤทธิ์กูผู้ฤๅษี
จะดูศักดามันวันนี้ ให้สาที่นํ้าใจวานร
แม้นว่ามันดีก็แก้ได้ หาไม่จะอายกว่าก่อน
คิดแล้วฉวยชักเอาธารกร บทจรออกจากศาลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ มาถึงสระโบกขรณี ยืนอยู่เหนือที่แผ่นผา
ก็ร่ายพระเวทวิทยา ภาวนาเสกไม้เท้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นแล้วจึ่งทิ้งลงในสระ กลายเป็นชันลุกะตัวใหญ่
สั่งว่าแม้นลิงจังไร มากินน้ำในสระนี้
ปลิงจงเกาะเอาลูกคาง อย่าได้ละวางกระบี่ศรี
ว่าแล้วย่างเยื้องจรลี กลับมายังที่ศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นแสงทองรองเรืองเมฆา สกุณาเพรียกพร้องสนั่นไพร
แมลงผึ้งภู่โบยบิน โกกิลรํ่าร้องเสียงใส
ก็ตื่นตาออกจากศาลาลัย เดินไปยังสระวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงบ้วนปากล้างหน้า ชำระกายากระบี่ศรี
ลูบไล้ไปทั่วอินทรีย์ อยู่ในที่สระชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายปลิงไม้เท้าตัวหาญ
ขององค์มหาอาจารย์ ว่ายทะยานเกาะคางวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ตกใจโจนด้วยฤทธิรอน สองกรกระชากสะบัดไป
ความเกลียดหลับตาปลิดฉุด ปลิงนั้นจะหลุดก็หาไม่
ยิ่งคร่ายิ่งทึ้งสักเท่าไร ยิ่งยาวออกไปทุกที
สุดรู้สุดฤทธิ์สุดกำลัง สุดทั้งปรีชากระบี่ศรี
วิ่งพลางร้องเรียกพระมุนี จนถึงที่บรรณศาลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งกราบลงกับบทมาลย์ พระอาจารย์ได้โปรดเกศา
จงช่วยให้พ้นเวทนา ปลิดปลิงให้ข้าบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหานารทฤๅษี
ยิ้มแล้วจึ่งกล่าววาที ชี้หน้าว่าเหวยไอ้สาธารณ์
เป็นไฉนไม่แผลงฤทธิรอน มาวอนกูไยไอ้เดียรัจฉาน
ปลิงนิดติดอยู่เท่าสายพาน ร้องอึงอลหม่านไม่อายใจ
คืนนี้มึงเฝ้าแต่กวนกู จะสวดมนต์สักครู่ก็ไม่ได้
ว่าแล้วจึ่งยื่นมือไป หยิบเอาไม้เท้าที่วานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เห็นปลิงร้ายกลายเป็นธารกร ด้วยฤทธิรอนพระสิทธา
บันดาลขนพองสยองเกล้า กราบลงแทบเท้าซ้ายขวา
สรรเสริญการกิจวิทยา วอนขอสมาพระมุนี
พระองค์ผู้ทรงตบะญาณ ขอประทานโทษากระบี่ศรี
ค่อยอยู่จำเริญสวัสดี ตัวของข้านี้จะลาไป
ว่าแล้วสำแดงอำนาจ พสุธาอากาศหวาดไหว
เหาะทะยานผ่านขึ้นด้วยว่องไว ตรงไปยังนิลกาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายอสุรเสื้อเมืองยักษา
แปดกรสี่พักตร์มหิมา อยู่กลางลงกาธานี
มือหนึ่งถือจักรแกว่งกวัด หัตถ์สองถือพระขรรค์ชัยศรี
มือสามอสุราถือตรี มือสี่นั้นถือคทาธร
มือห้าถือง้าวกวัดแกว่ง มือหกนั้นถือพระแสงศร
มือเจ็ดนั้นถือโตมร มือแปดถือค้อนเหล็กพราย
เห็นวานรเหาะมาเมืองมาร โกรธปานดั่งฟ้าคะนองสาย
หมายเขม้นเข่นฆ่าให้ตาย สำแดงกายเหาะขึ้นยังเมฆา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ลอยอยู่ในกลางอากาศ ทำอำนาจกั้นกางขวางหน้า
แล้วร้องสำทับด้วยวาจา เหวยไอ้ลิงป่าพนาลัย
ตัวมึงเป็นชาติเดียรัจฉาน ฮึกหาญมานี้จะไปไหน
เชื้อชาตินามกรชื่อใด อาจใจเหาะข้ามพารา
มึงไม่รู้หรือว่าเมืองยักษ์ เอ็งจักมาเป็นภักษา
กูคือเสื้อเมืองลงกา จะฆ่าให้ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังวาจากุมภัณฑ์ ขบฟันกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้ทรลักษณ์ ตัวมึงอย่าพักอวดหาญ
กูนี้ชื่อว่าหนุมาน เป็นหลานพญาพาลี
มึงเป็นเสื้อเมืองหรือองอาจ จะสู้มัจจุราชเรืองศรี
ถึงทศเศียรอสุรี กูนี้ไม่เกรงฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์เสื้อเมืองยักษา
ได้ฟังวานรอหังการ์ โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้ชาติลิง มาเย่อหยิ่งอวดฤทธิ์ด้วยโมหันธ์
ตัวมึงกระจ้อยเท่าแมงวัน หรือจะครั่นมืออสุรี
ว่าพลางกวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรยักษี
โลดโผนโจนทะยานเข้าราวี ต่อตีด้วยขุนวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับรองป้องกันประจัญกร แกว่งตรีฤทธิรอนโรมรัน
กลอกกลับจับกันในเมฆา ต่างหาญต่างกล้าแข็งขัน
ต่างแทงต่างฟาดต่างฟัน ต่างรุกบุกบันประจัญตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายเสื้อเมืองมารยักษี
ถาโถมโรมรุกคลุกคลี อสุรีไม่ละลดกร
พุ่งซัดอาวุธสับสน สองตนเหี้ยมหาญชาญสมร
ต่างถอยต่างไล่ในอัมพร ราญรอนรบชิดติดพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
โจนขึ้นเหยียบเข่ายืนยัน มือนั้นจิกเศียรอสุรา
ได้ทีแกว่งตรีฟันฟาด คอขาดจากกายยักษา
ขว้างไปยังสมุทรคงคา ก็ม้วยชีวาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดโอด

๏ ครั้นเสร็จสังหารกุมภัณฑ์ พอตะวันรอนแรงแสงศรี
ยํ่าคํ่าสนธยาราตรี ยินดีก็เหาะเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเหลือบแลเห็นปราสาท ชัชวาลโอภาสสูงใหญ่
ห้ายอดพึงพิศอำไพ ก็ลงในพ่างพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นหมู่อสุรีรี้พล สับสนตรวจตราประจำด้าน
นั่งยามตามไฟทุกทวาร ก็อ่านเวทนิมิตกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะด้วยมนต์อันเพริศพราย รูปนั้นกลับกลายเป็นยักษา
เสร็จแล้วก็ปลอมเข้ามา กับหมู่โยธาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงซึ่งหน้าพระลาน ลับพวกทหารยักษี
ก็อ่านพระเวทอันฤทธี ขุนกระบี่สะกดนิทรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายทศพักตร์ยักษา
บรรทมเหนือแท่นอลงการ์ กับมณโฑโสภาวิลาวัณย์
ทั้งหมู่อสูรประยูรวงศ์ ฝูงอนงค์โยธาพลขันธ์
ต้องมนต์หนุมานชาญฉกรรจ์ บันดาลโงกงุนซุนไป
ล้มอิงพิงพาดกันวุ่นวาย จะรู้สึกกายก็หาไม่
เงียบสงัดไปทั้งวังใน ไม่ได้สติสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ครั้นเสร็จสะกดอสุรี ก็กลายอินทรีย์เป็นวานร
ยืนอยู่ยังพื้นชาลา องอาจดั่งพญาไกรสร
กรกุมตรีเพชรฤทธิรอน บทจรขึ้นปราสาทพรายพรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นอสูรตนหนึ่งนอนหลับ มือจับดินสอไว้มั่น
สมุดกระดานชนวนนั้น วางข้างกุมภัณฑ์นิทรา
จึ่งยืนพินิจพิศดู ก็รู้ว่าเป็นโหรยักษา
เห็นปราสาทที่สองโสภา ก็เปิดทวาราขึ้นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นอสูรตนหนึ่งบนที่ กายาพ่วงพีเติบใหญ่
มีคทาเพชรแพร้วแววไว วางไว้ข้างแท่นพรายพรรณ
อันนางบำเรอรักษา โสภาเพียงอัปสรสวรรค์
นอนมะเมอเพ้อบ่นเคี้ยวฟัน กายนั้นไม่เป็นสมประดี
จึ่งเห็นปราสาทที่สาม เรืองอร่ามด้วยแก้วสลับสี
ก็ขึ้นยังนิเวศน์อสุรี เข้าไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นอสูรหนุ่มน้อยทรงลักษณ์ ดวงพักตร์เขียวขำดั่งเลขา
นางหนึ่งนอนแนบอุรา พักตราดั่งดวงจันทร
หลับอยู่บนแท่นโกมิน ข้างที่วางศิลป์พระแสงศร
ท่วงทีจะมีฤทธิรอน ดูพลางบทจรลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งเห็นปราสาทที่สี่ จำรัสศรีโชติช่วงดั่งแขไข
ก็ขึ้นยังไพชยนต์พิมานชัย เข้าในห้องแก้วแพร้วพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นอสูรตนหนึ่งนิทรา ยี่สิบกรสิบหน้าขึงขัน
ก็รู้ว่าท้าวทศกัณฐ์ มีนางหนึ่งนั้นแนบนอน
ทรงโฉมอำไพวิไลลักษณ์ ผ่องพักตร์เพียงเทพอัปสร
สาวสนมดั่งดารากร ห้อมล้อมจันทรเรียงราย
ดูไปไม่ทันพินิจ คิดว่าสีดาโฉมฉาย
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพราย ใจหมายจะฆ่าราวี
ขบฟันกระทืบบาทา ดูดู๋สีดามารศรี
พระหริวงศ์ทรงโศกโศกี ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย
ควรหรือมาร่วมรสรัก กับไอ้ทศพักตร์ก็เป็นได้
ไม่ซื่อตรงต่อองค์ภูวไนย ไว้ไยให้หนักดินดอน
กูจะตัดเศียรเกล้าไปถวาย องค์พระนารายณ์ทรงศร
คิดพลางแกว่งตรีฤทธิรอน วานรโลดโผนโจนมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ เงือดเงื้อจะพิฆาตฟาดลง ครั้นเข้าใกล้องค์ก็เห็นหน้า
ว่านางมณโฑกัลยา มิใช่สีดาเทวี
ก็เคลื่อนคลายหายที่ความโกรธ ซึ่งพิโรธองค์พระมเหสี
ลงจากปราสาทอสุรี ขุนกระบี่เที่ยวค้นทั้งวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ทุกห้องตำหนักยักษา จะเห็นประหลาดตาก็หาไม่
สุดคิดจนจิตจนใจ ก็เหาะไปอรัญบรรพต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงอาศรมสถาน มัสการแจ้งความพระดาบส
ว่าข้าไปชมเกียรติยศ ท้าวทศพักตร์เจ้าลงกา
แสนสนุกดั่งได้เห็นสวรรค์ ในชั้นแดนดาวดึงสา
แต่ความหนึ่งเขาเล่าลือมา ว่าองค์พญาอสุรี
ไปเที่ยวประพาสพนาลัย ได้นางสีดามารศรี
ทรงโฉมประโลมโลกีย์ ไม่มีหญิงใดเปรียบปาน
ข้านี้จะใคร่เห็นองค์ ชมรูปชมทรงส่งสถาน
อันนางสีดายุพาพาล รักใคร่ขุนมารประการใด
องค์พระมหาสิทธา เคยไปเคยมาหรือหาไม่
ทศกัณฐ์ให้นางอรไท อยู่ที่แห่งใดพระมุนี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารทมหาฤๅษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ดูกรกระบี่ชาญฉกรรจ์
ถึงกูอยู่ทวีปเมืองมาร ไม่คบพวกพาลโมหันธ์
แต่แจ้งว่าสีดาวิลาวัณย์ นางนั้นเป็นเมียพระรามา
ทศพักตร์ไปลักมาไว้ ยังในอุทยานยักษา
นางไม่ยินดีปรีดา ตัดพ้อด่าว่าทุกประการ
ตัวเอ็งเป็นแต่วานร สัญจรอยู่ในไพรสาณฑ์
กูคิดสงสัยพ้นประมาณ ถามหานงคราญด้วยอันใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังสิ้นแหนงแคลงใจ กราบไหว้แล้วแจ้งกิจจา
ตัวข้านี้ชื่อหนุมาน เป็นทหารพระนารายณ์นาถา
บัดนี้พระองค์ทรงศักดา ประชุมโยธาวานร
ทั้งกรุงขีดขินชมพู ตั้งอยู่คันธมาทน์สิงขร
พร้อมแล้วจะยกนิกร ตามมาราญรอนอสุรี
ตรัสใช้ข้าบาทมาฟังข่าว เรื่องราวองค์พระมเหสี
ให้รู้ว่าอยู่ร้ายดี ข้านี้จะมัสการลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาดาบสพรตกล้า
แจ้งว่าทหารพระจักรา มาสืบข่าวสีดาวิลาวัณย์
มีความแสนโสมนัสนัก ทีนี้ทศพักตร์โมหันธ์
ทั้งพวกอสุราอาธรรม์ จะบรรลัยด้วยศรพระจักรี
คิดแล้วจึ่งกล่าวสุนทร ดูกรหนุมานกระบี่ศรี
ท่านจงไปเป็นสวัสดี ราคีสิ่งใดอย่าบีฑา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ก้มเกล้ารับพรพระสิทธา ชุลีลาแล้วรีบเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยอยู่ตรงสวนอสุรี เห็นพลโยธีน้อยใหญ่
กรกุมหอกดาบปืนไฟ ล้อมวงนอกในแจจัน
ผู้คนไปมาก็ตรวจนับ เข้าออกกำชับกวดขัน
ชั้นในนั้นนางกำนัล นับพันอยู่เฝ้ากัลยา
แม้นกูจะลงไปบัดนี้ น่าที่อสูรยักษา
ซึ่งอยู่กระเวนตรวจตรา เห็นว่าจะออกชิงชัย
ไหนจะพบองค์อัคเรศ จะเกิดเหตุก่อการศึกใหญ่
คิดแล้วก็เหาะทะยานไป ลงให้พ้นสวนมาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ยืนแอบต้นไทรไพศาล สอดดูหมู่มารยักษี
ก็ประนมอ่านเวทอันฤทธี ขุนกระบี่นิมิตกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ รูปนั้นก็กลายเป็นลิงน้อย กระจ้อยร่อยเท่าวานรป่า
วิ่งหมุนผลุนข้ามมรรคา โจนขึ้นพฤกษาไต่ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ แลเห็นพลับพลาอันโอภาส ใต้ร่มรุกขชาติโศกใหญ่
ใบชิดมิดแสงอโณทัย มิ่งไม้สะอ้านสะอาดตา
ผลิดอกออกผลสุกห่าม งอกงามเรียบเรียงซ้ายขวา
แลไปในสุวรรณพลับพลา เห็นนางหนึ่งโสภาวิลาวัณย์
อรชรอ่อนองค์ทรงลักษณ์ ผิวพักตร์เศร้าสร้อยโศกศัลย์
ก็รู้ว่าสีดาดวงจันทร์ แม่นมั่นเหมือนคำพระอาจารย์
มีความชื่นชมด้วยสมคิด ครั้นพิศดูนางก็สงสาร
อย่าเลยจะซ่อนหมู่มาร ต่อเวลากาลราตรี
จึ่งจะคอยลอบลงไป เฝ้าองค์อรไทมเหสี
คิดแล้วยอกรอัญชุลี กระบี่ร่ายเวทกำบังตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายทศพักตร์ยักษา
ตั้งแต่ได้องค์นางสีดา มาไว้ในสวนอุทยาน
ความรักรุมรึงตรึงจิต คิดใคร่ร่วมรสสงสาร
ราคร้อนดั่งหนึ่งเพลิงกาล พญามารรัญจวนป่วนใจ
อันนางมณโฑเยาวลักษณ์ เคยภิรมย์ชมพักตร์พิสมัย
ทั้งฝูงสุรางค์นางใน มิได้อาลัยนำพา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นคํ่ายํ่าสีรวีวรรณ แสงจันทร์แจ่มแจ้งพระเวหา
ยุรยาตรนาดกรลีลา ออกหน้าสิงหาสน์บัญชร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ แลเห็นดวงจันทร์อันทรงกลด หมดเมฆผ่องแผ้วประภัสสร
คิดโฉมสีดาบังอร ยิ่งอาวรณ์รุมรึงฤๅทัย
แสนถวิลดิ้นโดยโหยหวน รัญจวนครวญคิดพิสมัย
เพียงจะพินาศขาดใจ ที่ในรสราคฤๅดี
อย่าเลยจะไปรับนงลักษณ์ มาเป็นอัคเรศมเหสี
เฉลิมฝูงอนงค์นารี ร่วมที่เศวตฉัตรรัตนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วจึ่งเรียกเถ้าแก่ ชาวแม่ท้าวนางซ้ายขวา
จงออกไปสั่งเสนา ว่ากูจะไปอุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งสมเด็จพญามาร ก้มเกล้ากราบกรานแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งกล่าววาจา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
บัดนี้พระองค์ทรงภพไตร ให้เตรียมพหลโยธี
จะเสด็จโดยการพยุหบาตร ออกไปประพาสสวนศรี
แต่ในเวลาราตรี ให้ทันตามมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ได้แจ้งแห่งนางอสุรา ก็ออกมาจัดพลกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ ต้นเชือกโยธาห้าโกฏิ โคมแก้วเรืองโรจน์ฉายฉัน
ถือหอกกลอกกลับยืนยัน ใส่เกราะกุดั่นอลงกรณ์
ถัดมาสี่โกฏิอสุรี คบทองรูจีประภัสสร
สอดใส่เกราะแก้วบวร มือกุมโตมรกรีดกราย
ถัดมาสามโกฏิพลมาร คบเงินชัชวาลเฉิดฉาย
สอดใส่เกราะนิลพรรณราย ล้วนถือทองปรายทุกตน
กระบวนหลังโยธีสี่โกฏิ ถือคบช่วงโชติสับสน
ขุนรถเทียมรถอลวน เกลื่อนกล่นคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เสด็จย่างเยื้องจรลี ไปเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วโกมิน หอมหวานด้วยกลิ่นเกสร
ทรงสุคนธารสขจายจร สนับเพลาเชิงงอนอลงการ
แล้วทรงภูษาพื้นม่วง ฉลุดวงเกี้ยวกรองทองประสาน
ชายไหวประดับพลอยประพาฬ ชายแครงชัชวาลด้วยแก้วลาย
ฉลององค์ทรงประพาสพระกรน้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
ตาบทิศทับทรวงทับทิมพราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรเหลือง อร่ามเรืองทุกนิ้วพระหัตถ์
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้ทัด กุณฑลจำรัสกรรเจียกจร
ห้อยพวงสุวรรณบุปผา พระหัตถ์ขวานั้นจับพระแสงศร
งามดังพรหเมศฤทธิรอน บทจรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว เลื่อมพรายลายแพรวทรงระหง
แอกงอนอ่อนงามยรรยง ดุมวงดูวามอร่ามตา
ขุนรถขับรีบราชสีห์ คลี่พวกเคลื่อนพลซ้ายขวา
ชุมสายฉายแสงดาษดา หน้าหลังแน่นล้อมอลวน
แสงเทียนส่องทางกระจ่างจับ กงแววแก้ววับโพยมหน
เสียงฆ้องซ้องขานอึงอล กาหลเกณฑ์แห่แตรงอน
ธงริ้วทิวรายจนปลายเชือก โคมเถือกคบทองส่องสลอน
คู่ทหารเคียงแห่ประนมกร เร่งจรรีบจัตุรงค์มา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว แล้วลงจากราชรัถา
ทอดกรกรีดกรายเสด็จมา ยังที่พลับพลานางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ฉุยฉาย

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์มาศ ต่างอาสน์ใกล้องค์มารศรี
ยิ้มพลางทางกล่าววาที เจ้าพี่ผู้ดวงชีวัน
ความแสนพิศวาสนางนงลักษณ์ เพียงจักสิ้นชีพอาสัญ
อันพระรามผู้ผัวของเจ้านั้น ยากจนด้นดั้นอยู่ในไพร
สองคนพี่น้องดั่งจัณฑาล สมบัติพัสถานก็หาไม่
ไม่ควรคู่องค์อรไท จะสนิทพิสมัยภิรมยา
วันนั้นไปตามกวางทอง เสียงร้องอื้ออึงคะนึงป่า
ที่ไหนจะรอดชีวา กวางร้ายมันจะฆ่าให้บรรลัย
จงระงับดับความอาวรณ์ จะโศกาเร่าร้อนหาควรไม่
ขอเชิญเจ้าเยาวยอดดวงใจ เข้าในนิเวศน์วังจันทน์
ประกอบด้วยไอศูรย์สมบัติ ดั่งมหาสุทัศน์เมืองสวรรค์
พร้อมหมู่สนมกำนัล แปดหมื่นสี่พันนงคราญ
จะเลี้ยงเจ้าเป็นมเหสี ร่วมที่เศวตฉัตรฉายฉาน
ใหญ่กว่าอนงค์บริวาร เยาวมาลย์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาเสน่หา
ฟังทศเศียรอสุรา กัลยากลุ้มกลัดขัดใจ
ดั่งศรแสลงมาแทงกรรณ จะกลั้นความแค้นก็ไม่ได้
ปักไม้ลงแล้วก็ด่าไป ไอ้ไม้จังไรอัปรีย์
ไฉนมึงจึ่งมาดูหมิ่น พระทรงศิลป์ปิ่นภพเรืองศรี
คือพระองค์ทรงอาสน์วาสุกรี ภูมีอวตารมาผลาญยักษ์
ให้สิ้นโคตรวงศ์ไอ้พาลา ซึ่งเบียดเบียนโลกาอาณาจักร
อันตัวของมึงนี้ทรลักษณ์ สิบเศียรสิบพักตร์จะปลิวไป
วันเมื่อไปลักกูมานี้ หากว่ารีบหนีมาได้
แม้นช้าจะม้วยบรรลัย ด้วยแสงศรชัยพระจักรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังถ้อยคำนางสีดา เปรียบปรายด่าว่าไม่อาลัย
ยิ่งแสนพิศวาสในนํ้าเสียง เพราะเพรียงไม่มีที่เปรียบได้
ยิ่งฟังยิ่งเพลินจำเริญใจ ที่ในรูปรสวาที
กราบลงแล้วกล่าวสุนทร เจ้างามงอนจำเริญสวาทพี่
ทั่วทั้งสามภพธาตรี ไม่มีใครเปรียบนงลักษณ์
ถึงมาตรเจ้าจะด่าว่า พี่ยาไม่ถือคำนัก
แต่ปรานีในทางรสรัก อย่าหักเสน่หาอาลัย
เจ้าดั่งดวงมณฑาทิพย์ สิบหกช่องฟ้าไม่หาได้
รักนางพ่างเพียงดวงใจ จะถนอมมิให้ราคี
แม่อย่าสลัดตัดสวาท นุชนาฏช่วยชูชีวิตพี่
เมตตาบ้างเถิดนางเทวี ให้เป็นศรีสวัสดิ์สถาวร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
เจ็บชํ้าคำท้าวยี่สิบกร บังอรผินพักตร์ไม่แลมา
แล้วถ่มเขฬะลงไป ว่าเหวยไอ้ไม้มารษา
ตัวมึงอย่าพักเจรจา ไหว้วอนแต่งว่าพาที
กูคือมารดาสุรารักษ์ ไตรจักรประณตบทศรี
มิใช่หญิงร้ายอัปรีย์ จะยินดีด้วยไอ้สาธารณ์
มาตรแม้นถึงตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏไปทั่วทิศาล
มึงอย่าดูหมิ่นพระอวตาร ไม่นานจะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
แฝงไม้ลอบดูอสุรี มีความกริ้วโกรธโกรธา
ตาแดงดั่งแสงไฟกัลป์ มือคันจะใคร่เข่นฆ่า
หากเกรงจะเกินบัญชา องค์พระจักราสี่กร
แต่ฟังถ้อยคำอสุรี กับพระลักษมีดวงสมร
ก็แจ้งว่าองค์บังอร ไม่อาวรณ์รักใคร่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นนางสีดาวิลาวัณย์ ผินผันด่าว่าไม่ไยดี
สุดรู้สุดคิดปัญญา สุดวอนสุดว่ามารศรี
จนใจแล้วกล่าววาที เจ้าพี่ค่อยอยู่สถาวร
ขอลาโฉมเฉลาเยาวเรศ คืนเข้านิเวศน์วังก่อน
ว่าพลางพิศพักตร์บังอร ทอดถอนฤทัยแล้วเดินมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เห็นนางอสุรีที่อยู่เฝ้า กระทืบเท้าแผดเสียงดั่งฟ้าผ่า
เหวยเหวยพวกอีอสุรา กูให้รักษานางเทวี
เป็นไฉนมึงไม่ว่าวอน ให้โอนอ่อนในความเกษมศรี
ทีหลังถ้าเป็นดั่งนี้ กูจะผลาญชีวีให้วายปราณ
ว่าพลางเสด็จขึ้นรถทรง พร้อมด้วยจัตุรงค์ทวยหาญ
ออกจากสวนแก้วอุทยาน คืนเข้าราชฐานกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ