สมุดไทยเล่มที่ ๕๓

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ชาญสมร
แลเห็นอินทรชิตฤทธิรอน ยอกรกวักเรียกแล้วถามไป
เจ้าทำพิธียังไม่ครบ ลูกรักออกรบเป็นไฉน
สงครามติดพันประการใด ดวงใจจึ่งมาต่อราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
น้อมเศียรสนองพระวาที วันนี้ลูกยกโยธา
รณรงค์ด้วยองค์พระลักษมณ์ หาญหักตอบโต้กันหนักหนา
จนถึงอัสดงเวลา ลูกยาแผลงนาคบาศไป
รัดองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน กับหมู่วานรไว้ได้
ทูลความตามเรื่องที่มีชัย โดยในเหตุผลทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ได้ฟังดั่งทิพย์สุธาธาร มาโสรจสรงขุนมารทั้งอินทรีย์
จึ่งสวมสอดกอดองค์พระลูกรัก พญายักษ์ปรีดิ์เปรมเกษมศรี
เจ้าผู้ดวงเนตรดวงชีวี มิเสียทีเป็นวงศ์พรหมา
ควรที่จะครองนคเรศ เลื่องชื่อลือเดชไปภายหน้า
อันกรุงพิชัยลงกา บิดาจะให้เป็นรางวัล
ว่าพลางพลางจูบลูบพักตร์ พญายักษ์สำรวลสรวลสันต์
สิ้นทั้งสิบปากพร้อมกัน เสียงสนั่นกึกก้องเป็นโกลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
ครั้นเสร็จทูลความพระบิดา อสุรานบนิ้วประนมกร
กราบลงแทบเบื้องบทมาลย์ ด้วยใจชื่นบานสโมสร
ลาพระบิตุเรศฤทธิรอน บทจรมาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้าห้องแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
เสด็จเหนือแท่นรัตนมณี พร้อมหมู่นารีอนงค์ใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ล้วนโฉมอำไพวิไลวรรณ
อรชรอ้อนแอ้นจำเริญรัก ผิวพักตร์ผ่องเพียงนางสวรรค์
เข้าโบกปัดพัดวีนวดฟั้น ชวนกันทำตามพนักงาน
นางบำเรอก็ขับถวายเสียง สำเนียงรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
โหยหวนโอดพันบรรเลงลาน เป็นคำหวานพร้อมเพราะไปในที
รำมะนาท้าทับกรับฉิ่ง พร้อมพริ้งจังหวะดีดสี
บำรุงบำเรออสุรี ในที่สิริไสยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ มโหรี

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษา
ฟังนางอนงค์กัลยา อสุราเพลิดเพลินจำเริญใจ
เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ สโมสรด้วยความพิสมัย
เย้าหยอกสัพยอกนางใน ก็หลับไปในราษราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นลูกรักมีชัยแก่ไพรี ยินดีด้วยสมอารมณ์คิด
ดั่งได้สมบัติพัสถาน ในชั้นวิมานดุสิต
ที่ร้อนใจดั่งต้องไฟพิษ ก็เปลื้องปลิดออกจากอุรา
พักตร์ผ่องดั่งดวงศศิธร อันเขจรอยู่ในเวหา
ก็เสด็จยุรยาตรคลาดคลา เข้าปราสาทรัตนารูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ พระหัตถ์ลูบหลังมเหสี
แล้วกล่าวมธุรสวาที วันนี้อินทรชิตลูกรัก
ไปสังหารผลาญหมู่อริราช ด้วยศรนาคบาศสิทธิศักดิ์
องคตหนุมานที่หาญนัก ทั้งพระลักษมณ์แลพลก็บรรลัย
ยังแต่พระรามผู้เชษฐา ออกมาเห็นน้องจะร้องไห้
ก็จะซบสลบทับกันไป จึ่งจะฆ่าเสียให้วายปราณ
อันลงกาครานี้จะสิ้นทุกข์ มีแต่ความสุขเกษมศานต์
เป็นมหันตมโหฬาร เทียมสถานไกรลาสพระศุลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมารศรี
ได้ฟังพระราชสามี เทวีสนองพระบัญชา
พระองค์มงกุฎเมืองมาร ขอประทานโปรดเกล้าเกศา
อย่าเพ่อยินดีปรีดา ผ่านฟ้าตริตรองให้จงนัก
อันองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน ครั้งก่อนก็ต้องโมกขศักดิ์
พญากุมภกรรณน้องรัก เห็นจักสุดสิ้นชนมาน
เลิกทัพกลับพวกโยธา คืนเข้าพาราราชฐาน
ก็เป็นขึ้นได้ไม่วายปราณ เพราะพิเภกแจ้งการแก่ไพรี
ครั้งนี้ก็ต้องนาคบาศ ศรสาตร์อินทรชิตยักษี
ก็ละเสียไม่ฆ่าราวี เห็นทีฝ่ายเขาจะแก้กัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังอัครชายาวิลาวัณย์ กุมภัณฑ์ขัดแค้นแน่นใจ
ดั่งศรแสลงแทงอุรา จะออกปากเจรจาก็หาไม่
เสด็จลงจากอาสน์อำไพ เข้าในห้องแก้วมณี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพญาพิเภกยักษี
วิ่งหนีอินทรชิตอสุรี มายังที่พลับพลาอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ พระผู้พงศ์จักรพรรดิมหาศาล
ทูลว่าพระอนุชาชัยชาญ เสียทีขุนมารอินทรชิต
ทั้งหมู่กบินทร์วารินราช ก็ต้องนาคบาศศรสิทธิ์
ล้มสลบซบอยู่ด้วยพิษ พระทรงฤทธิ์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ฟังข่าวเร่าร้อนในอุรา ผ่านฟ้าตระหนกตกใจ
เอะอะไรกระนี้พิเภกเอ๋ย ไฉนเลยช่างให้มันลวงได้
เสียแรงตัวเป็นผู้ใหญ่ไป ละให้พระน้องกูเสียที
ว่าพลางจับศรพรหมาสตร์ เสด็จจากอาสน์แก้วเรืองศรี
สุครีพพิเภกอสุรี หมู่พลกระบี่ก็ตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เดินโดยมรรคาพนาดร ศศิธรแจ่มแจ้งพระเวหา
อากาศดาษด้วยดารา ผ่านฟ้าทอดทัศนาไป
เห็นวานรต้องศรนาคบาศ มัดกลิ้งเกลื่อนกลาดไม่นับได้
ยิ่งสลดระทดพระทัย ภูวไนยเที่ยวหาอนุชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ฉาน

๏ ครั้นมาใกล้ราชรถทรง ก็เห็นองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
นาคกระหวัดรัดรอบกายา แต่บาทาจนถึงพระนาภี
สองกรพระฉวยฉุดกระชาก เปลื้องนาคบาศยักษี
ไม่เคลื่อนคลายออกจากอินทรีย์ พระจักรีระทดพระทัยนัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงแอบแนบน้อง ค่อยประคองช้อนเกศาขึ้นใส่ตัก
ชลนัยน์ไหลลงโซมพักตร์ พระทรงจักรครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้อนิจจาเจ้าลักษมณ์เอ๋ย ไฉนเลยมาม้วยอาสัญ
ทรงศรสามเล่มดั่งเพลิงกัลป์ ปรากฏทั่วสวรรค์ชั้นฟ้า
สงครามพ่อไม่ระวังองค์ ให้ต้องศรทรงของยักษา
เจ้าก็เป็นบัลลังก์นาคา มาแพ้นาคอสุราสาธารณ์
ครั้งก่อนก็ต้องโมกขศักดิ์ เพราะน้องรักอาจองทะนงหาญ
ครั้งนี้ก็ออกมารอนราญ กับด้วยขุนมารอินทรชิต
ตัวพี่ก็ได้กำชับสั่ง ควรหรือยังมาประมาทจิต
ให้เสียทีพาลาปัจจามิตร ดูดั่งแพ้ฤทธิ์อสุรี
เมื่อเจ้ามาสิ้นชีวัน พี่จะรบโรมรันด้วยยักษี
มาตรแม้นมีชัยก็ไม่ดี จะรู้ที่ไว้หน้าแห่งใด
ถึงจะได้เมียก็เสียน้อง จะต้องการสิ่งใดก็หาไม่
รํ่าพลางแสนโศกาลัย นิ่งไปไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น สุครีพพิเภกยักษี
เห็นพระหริรักษ์จักรี โศกีแน่นิ่งไม่ติงกาย
ต่างตนเร่าร้อนไม่มีสุข แสนทุกข์แสนเทวษใจหาย
บรรดาวานรไพร่นาย วุ่นวายเซ็งแซ่เป็นโกลา
ต่างตนต่างเข้านวดฟั้น คั้นเบื้องพระบาทซ้ายขวา
บ้างวิ่งไปตักนํ้ามา ประพรมกายาพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ครั้นฟื้นคืนได้สมประดี ภูมีตรัสถามพิเภกไป
อันองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน กับหมู่วานรน้อยใหญ่
ซึ่งต้องนาคบาศศรชัย ทำไฉนจะฟื้นคืนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
น้อมเศียรกราบลงกับบาทา ทูลสนองบัญชาพระจักรี
อันองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน ซึ่งต้องศรอินทรชิตยักษี
กับพวกวานรโยธี บัดนี้ไม่ม้วยชีวัน
พระองค์จงแผลงพลายวาต ให้สุธาอากาศไหวหวั่น
ไปหาพญาสุบรรณ ลงมาคาบคั้นนาคินทร์
อันนาคบาศอสุรี ก็จะหนีพญาปักษิน
พระอนุชากับหมู่พานรินทร์ ทั้งสิ้นก็จะฟื้นกายา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
ได้ฟังพิเภกโหรา ปรีดาดั่งได้โสฬส
ที่ความโศกาอาวรณ์ ทุกข์ร้อนทั้งนั้นก็หายหมด
วางพระอนุชาไว้หน้ารถ พระทรงยศขึ้นศรแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ สำเนียงเพียงหนึ่งลมกาล ฟากฟ้าบาดาลก็หวาดไหว
โชติช่วงดั่งดวงอโณทัย ตรงไปวิมานสิมพลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพญาสุบรรณปักษี
เห็นศรสำแดงฤทธี สกุณีก็แจ้งกิจจา
ว่าองค์สมเด็จพระอวตาร มีพระโองการให้หา
ออกจากวิมานรัตนา บินมาด้วยกำลังฤทธิรุทร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ แผละ

๏ เสียงปีกครั่นครึกกึกก้อง สะเทือนถึงท้องพระสมุทร
พระสุเมรุเอนอ่อนดั่งจะทรุด เลื่อนลั่นอุตลุดเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้สมรภูมิชัย แลไปเห็นนาคยักษา
รวบรัดมัดองค์พระอนุชา กับหมู่โยธาวานร
จึ่งสำแดงเดชากล้าหาญ ด้วยกำลังชำนาญชาญสมร
ถาบถาร่าลงยังดินดอน กางกรเข้าจิกนาคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น ฝ่ายนาคบาศยักษี
ครั้นเห็นพญาสกุณี วาสุกรีตระหนกตกใจ
จึ่งคลายจากกายพระวรนุช ทั้งพลยุทธ์วานรน้อยใหญ่
ชำแรกแทรกปัถพีไป ด้วยกลัวฤทธิไกรสกุณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
กับหมู่วานรโยธา ครั้นนาคาเคลื่อนหลุดจากกาย
ทั้งต้องละอองน้ำค้าง พิษนั้นสะสร่างเสื่อมหาย
ต่างตนแลเห็นพระนารายณ์ ก็ลุกขึ้นถวายบังคมคัล
พระลักษมณ์เข้ากอดเอาเบื้องบาท พระเชษฐาธิราชรังสรรค์
ทูลว่าข้าม้วยชีวัน พระทรงธรรม์มาช่วยชีวิต
จึ่งได้กลับคืนเป็นมา พระคุณลํ้าฟ้าดุสิต
จะขออาสาพระทรงฤทธิ์ ไม่คิดเกรงพวกภัยพาล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ฟังพระอนุชาชัยชาญ ผ่านเกล้าลูบหลังแล้วบัญชา
อันไอ้อินทรชิตกุมภัณฑ์ ศิลป์ศรของมันแกล้วกล้า
แต่เจ้าผู้ทรงศักดา ยังว่าเป็นได้ถึงเพียงนี้
แม้นมาตรผู้อื่นออกราญรอน เห็นไม่ครั่นกรยักษี
อันสงครามมีชัยแลเสียที ใช่จะมีแต่องค์น้องรัก
จงทรงเดชาอานุภาพ ปราบไปได้ทั่วทั้งไตรจักร
อันซึ่งศัตรูหมู่ยักษ์ ให้เแพ้ศรศักดิ์พระอนุชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพญาสุบรรณปักษา
ครั้นนาคีหนีแทรกพสุธา ก็เข้ามาถวายบังคมคัล
ทูลว่าข้าได้ยินเสียงศร พระสี่กรธิราชรังสรรค์
จึ่งลงมาช่วยพระทรงธรรม์ โรมรันนาคาปัจจามิตร
เสร็จแล้วจะขอบังคมลา ใต้เบื้องบาทาพระจักรกฤษณ์
ทูลพลางถวายอัญชุลิต แผลงฤทธิ์บินไปยังวิมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระผู้พงศ์จักรพรรดิมหาศาล
จึ่งชวนองค์อนุชาชัยชาญ ขึ้นรถสุรกานต์อลงกรณ์
ให้เลิกพหลโยธี กระบี่ทวยหาญชาญสมร
โห่สนั่นครั่นครื้นดินดอน บทจรไปสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
แลเห็นพญาครุฑา มาไล่นาคาหนีไป
อันองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน กับวานรนั้นฟื้นขึ้นมาได้
ยกทัพกลับเข้าพลับพลาชัย ตกใจก็รีบเข้าธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษี
อันพระลักษมณ์ต้องศรนาคี กับหมู่โยธีวานร
พระรามผู้พี่มาพบกัน โศกาแล้วลั่นธนูศร
บัดเดี๋ยวเป็นครุฑากางกร เข้าไล่ราญรอนนาคา
อันหมู่อริราชไพรี ไม่ม้วยชีวีสังขาร์
ข้าศึกกำเริบอหังการ์ เพราะว่ามันไม่วายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ฟังข่าวเร่าร้อนดั่งเพลิงกาล พญามารนิ่งขึงตะลึงไป
ชิชะไอ้หมู่ปัจจามิตร มาคิดแก้ไขกันไปได้
ทั้งนี้เพราะพิเภกจังไร หาไม่ไม่รอดชีวี
คิดแล้วพญากุมภัณฑ์ สั่งนางกำนัลสาวศรี
ไปหาอินทรชิตผู้ฤทธี บอกว่ากูนี้ให้ขึ้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลเสน่หา
รับสั่งพระองค์ทรงนครา ถวายบังคมลาแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงปราสาทพระโอรส นั่งลงประณตประนมไหว้
ทูลว่าพระทรงภพไตร ให้ข้ามาทูลบทมาลย์
บัดนี้มนุษย์กับลิงป่า ไม่ม้วยชีวาสังขาร
สารัณเข้ามาแจ้งการ ผ่านฟ้าให้เชิญเสด็จจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิรงค์ทรงศร
ได้แจ้งโองการพระบิดร ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟพิษ
นั่งขึงตะลึงทั้งอินทรีย์ อสุรีอัดอั้นตันจิต
เสด็จจากแท่นแก้วชวลิต นางสนมสนิทก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงถวายอภิวาทน์ พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
ท่ามกลางอสูรเสนา ในมหาปราสาทพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรพงศ์พรหมรังสรรค์
แลเห็นลูกรักร่วมชีวัน กุมภัณฑ์มีราชโองการ
อันพระลักษมณ์ที่ต้องนาคบาศ กลิ้งกลาดกับพวกทวยหาญ
บัดนี้มีครุฑตัวพาล ลงมารอนราญราวี
ฉีกฉาบคาบคั้นนาคินทร์ จิกกินเป็นเหยื่อปักษี
พระลักษมณ์กับหมู่โยธี ฟื้นสมประดีคืนมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุรานบนิ้วแล้วทูลไป
นาคบาศเล่มนี้มีฤทธิ์ พรหเมศประสิทธิ์ประสาทให้
ทรงอานุภาพเกรียงไกร ไตรโลกไม่ทานฤทธี
เหตุเพราะพิเภกทรชน บอกกลให้แก้ศรศรี
หาไม่ที่ไหนไพรี จะรอดชีวีคืนมา
อันความแค้นนี้แสนสุดคิด น้อยจิตปิ้มสิ้นสังขาร์
จะฆ่าเสียให้ได้ดั่งจินดา ทั้งพวกสวาวานร
แต่ลูกจะขอบังคมบาท ไปชุบพรหมาสตร์แสงศร
ของพระอิศวรฤทธิรอน ในหว่างยุคุนธรบรรพต
ใต้ต้นตร่างริมนที ที่หาดมณีมรกต
โดยเวทพระศุลีมียศ กำหนดสามวันจะกลับมา
พระองค์จงให้ไปขัดทัพ ตั้งรับข้าศึกไว้ท่า
แต่อย่าเอาความมรณา ไปว่าจะเสียพิธี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
ได้ฟังอินทรชิตอสุรี ยินดีดั่งได้โสฬส
ที่ร้อนรุมกลุ้มใจดั่งไฟพราย ก็บันดาลเคลื่อนคลายหายหมด
จึ่งสวมสอดกอดองค์พระโอรส แล้วมีพจนารถตรัสไป
เจ้าผู้ดวงเนตรดวงชีวิต ความคิดไม่มีที่เปรียบได้
ซึ่งพ่อจะไปชุบศรชัย ให้เสร็จดั่งใจจินดา
ภายหลังจะให้กำปั่น ยกพวกพลขันธ์ยักษา
ไปขัดทัพรับหมู่พาลา คอยท่ากว่าจะเสร็จพิธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
น้อมเศียรรับพรด้วยยินดี ชุลีลาสมเด็จพระบิดร
เสร็จแล้วก็ลงจากปราสาท องอาจดั่งพญาไกรสร
เสด็จย่างเยื้องบทจร ฝูงอนงค์นิกรก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงนั่งเหนือบัลลังก์กาญจน์ พร้อมพวกพลหาญซ้ายขวา
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งเสนาผู้ร่วมใจ
กูจะไปตั้งพิธีกรรม์ ในระหว่างสัตภัณฑ์เขาใหญ่
จงจัดรี้พลสกลไกร ให้พร้อมโดยในกระบวนทัพ
ทั้งแพะดำโคดำถั่วงา ธูปเทียนมาลาให้เสร็จสรรพ
ตามที่พระเวทบังคับ สำหรับชุบศรพระศุลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษี
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยยินดี อสุรีก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จัดหมู่ทหารชำนาญศึก หกเหล่าห้าวฮึกแกล้วกล้า
หมู่หนึ่งเสื้อเขียวไข่กา ถือหอกเงื้อง่าคอยแทง
หมู่หนึ่งล้วนใส่เสื้อดำ ถือทวนกรายรำกวัดแกว่ง
หมู่หนึ่งพื้นใส่เสื้อแดง ถือดาบคมแวงยืนยัน
หมู่หนึ่งใส่เสื้อชมพู มือถือธนูกระหยับลั่น
หมู่หนึ่งกรกุมเกาทัณฑ์ ใส่เสื้อสีจันทร์ขลิบทอง
หมู่หนึ่งสอดเสื้อสีฟ้า ถือปืนคาบศิลาเป็นทิวท่อง
ต่างตนโลดโผนโจนคะนอง ทุกกองคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นได้ศุภฤกษ์นาที มาเข้าที่สระสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ปทุมแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธ์เฟื่องฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเครือขดนาคินทร์ ภูษาธงข้าวบิณฑ์พื้นดำ
ชายแครงชายไหวลายกุดั่น สังวาลวัลย์มรกตเขียวขำ
ทับทรวงดวงบุษราคัม ประจำยามตาบทิศทับทิมราย
เฟื่องห้อยพลอยดวงมุกดาหาร ทองกรแก้วประพาฬฉานฉาย
พาหุรัดรูปวาสุกรีกราย ธำมรงค์เพชรพรายอลงกรณ์
ทรงมหามงกุฎนวรัตน์ กรรเจียกแก้วจำรัสประภัสสร
พระหัตถ์จับพรหมาสตร์ฤทธิรอน บทจรไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงล้วนแก้วมรกต
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดช่อตั้งกระจังบัน
เทียมด้วยสีหราชผาดผยอง สารถีแกว่งกระบองดั่งจักรผัน
ขับทะยานผ่านยอดอัสกรรณ ดั้นหมอกออกชั้นลมบน
มยุรฉัตรพัดโบกชุมสาย พรายพรายพยับโพยมหน
ธงทิวริ้วเรียบขนัดพล มืดมนบดบังทินกร
เสียงฆ้องกลองชนะโครมครื้น สะเทือนพื้นสัตภัณฑ์สิงขร
ข้ามแถวแนวสีทันดร เขจรขับแข่งกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงสีทันดรสมุทร จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ลงที่หาดแก้วแววไว ใต้ต้นตร่างริมบรรพตา
เสร็จแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งพัทกาลยักษา
จงตั้งโรงพิธีอันโอฬาร์ ในท่ามมหาสาคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพัทกาลชาญสมร
รับสั่งลูกท้าวยี่สิบกร ก็รีบบทจรออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จึ่งกะเกณฑ์กันปันด้าน ทุกหมู่พลมารน้อยใหญ่
ให้ตั้งโรงพิธีอำไพ ที่ในแนวฝั่งคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานถ้วนหน้า
ก็เร่งให้ไพร่พลโยธา ตัดไม้เกี่ยวคาเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ บ้างแบกบ้างขนบ้างลาก ปักฉลากจับการอึงมี่
ขุดหลุมยกเสาขึ้นทันที ตามที่ตำแหน่งพนักงาน
สามสิบสามห้องมีเฉลียง ราชวัติฉัตรเรียงทั้งสี่ด้าน
เบื้องบนนั้นดาดเพดาน ห้อยพวงกุสุมาลย์โอฬาร์
ท่ามกลางนั้นตั้งบัลลังก์รัตน์ บัตรพลีบายศรีซ้ายขวา
ทั้งเทียนเงินเทียนทองรจนา เสร็จตามบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นเสร็จโรงราชพิธี ยินดีดั่งได้โสฬส
จึ่งเปลื้องเครื่องประดับพรรณราย ออกจากพระกายทุกสิ่งหมด
แล้วเสด็จลงจากราชรถ บทจรไปสรงคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ ขัดสีธุลีละอองผง ชำระมลทินองค์ยักษา
ทรงสุคนธ์ลูบไล้ชโลมทา ผ้าทิพย์พื้นเขียวรูจี
เกี่ยวกระหวัดรัดโกปินำ สอดสายธุหรํ่าดั่งฤๅษี
เจิมจุณมุ่นเกล้าเมาลี สอดประคำมณีอลงกรณ์
ทรงสะพักสีเขียวเขียวระยับ พระหัตถ์จับพรหมาสตร์แสงศร
ครั้นได้ศุภฤกษ์สถาวร บทจรเข้าโรงพิธีการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ ครั้นถึงจึงนั่งเหนืออาสน์ อันโอภาสด้วยดวงมุกดาหาร
จุดธูปเทียนทองโอฬาร มัสการองค์เจ้าภพไตร
แล้วให้ระดมกองกาลา ทำตามตำราคัมภีร์ไสย
เอาพรหมาสตร์พาดตักลงไว้ สำรวมใจอ่านเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
ครั้นรุ่งสางสว่างธาตรี ก็ฟื้นองค์จากที่ไสยา
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา ออกมายังหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมทหารทั้งสองนคเรศ น้อมเกศบังคมประนมไหว้
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ดั่งดาวล้อมแขไขในอัมพร
จึ่งปรึกษาราชกิจการยุทธ์ ด้วยสิบแปดมงกุฎชาญสมร
ซึ่งจะเข้าหักหาญราญรอน ต่อกรอริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
น้อมเศียรกราบทูลพระจักรี บัดนี้วานรในพลับพลา
อดอยากขัดสนผลไม้ ไม่รู้ที่จะไปเที่ยวหา
แต่คอยนิลพัทไม่เห็นมา พ้นกำหนดกว่าสิบห้าวัน
อันพฤกษากินได้ในเกาะนี้ บรรดามีตามป่าพนาสัณฑ์
ทั้งใบรากดอกผลทุกสิ่งอัน แบ่งปันไม่พอกันกิน
อันกระบี่ที่กำลังเข้มแข็ง ก็หิวโหยโรยแรงลงสิ้น
เห็นขัดสนจะผจญด้วยไพริน พระทรงศิลป์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าตระหนกตกใจ
นั่งนิ่งตะลึงรำพึงคิด ร้อนจิตเพียงหนึ่งเพลิงไหม้
จึ่งมีโองการตรัสไป ทำไฉนพิเภกขุนมาร
บัดนี้โยธีรี้พล ขัดสนพฤกษาผลาหาร
แม้นศึกติดพันจะเสียการ เรานี้รำคาญพันทวี
ป่าใดที่มีผลไม้ ใกล้แดนลงกาบุรีศรี
พอเป็นกำลังโยธี กว่ากระบี่นิลพัทจะกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พระยาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุรากราบทูลสนองไป
อันฟากฝั่งมหาสาคร ทิศอุดรมีป่ากว้างใหญ่
ชื่อสาลวันพนาลัย มิ่งไม้ทรงผลหลายพรรณ
ดกดาษดิบห่ามทรามสุก แสนสนุกดั่งสวนในสวรรค์
ซึ่งจะเลี้ยงโยธาไปนั้น เห็นพอกันไม่เป็นไรนัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงจักร
ได้ฟังน้องท้าวทศพักตร์ พระหริรักษ์ยินดีปรีดา
จึ่งมีบรรหารอันสุนทร ดูกรพิเภกยักษา
ตัวท่านรู้แห่งมรคา จงพาพลสองสมุทรไป
เก็บผลพฤกษาผลาหาร เปรี้ยวหวานบรรดาที่กินได้
ให้พอพหลพลไกร อย่านอนใจกลับมาให้ทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี ชุลีกรสนองพระบัญชา
อันตัวข้าบาทจะลาไป เที่ยวเก็บผลไม้ที่ในป่า
ให้ได้เลี้ยงวานรโยธา จะกลับมาวันนี้เห็นไม่ทัน
ภายหลังเกลือกว่าอินทรชิต ทะนงฤทธิ์จะยกพลขันธ์
ออกมาหักโหมโรมรัน จงผ่อนผันอย่าให้เสียที
ทูลแล้วถวายอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ออกจากที่เฝ้าพระจักรี มาจัดกระบี่โยธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ได้ครบสองสมุทรวานร กระเช้าหาบคอนพร้อมหน้า
อสุรีผู้มีปรีชา ก็พาข้ามมหาสมุทรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

๏ เดินทางหว่างทุ่งวุ้งเขา ลำเนาเนินแนวป่าใหญ่
อันหมู่โยธีกระบี่ไพร โลดไล่สัพยอกหยอกกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นคํ่ายํ่าแสงสุริยัน กุมภัณฑ์ก็เข้าที่ไสยา
ตรึกการที่จะผลาญไพริน ให้สุดสิ้นชีวังสังขาร์
มิได้สนิทนิทรา สุริยาจวนแจ้งแสงทอง
ชาวประโคมก็ประโคมสังข์แตร เซ็งแซ่โห่ระทึกกึกก้อง
เสียงม้าเสียงช้างต่างคะนอง ดุเหว่าเร่าร้องสนั่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเข้าที่ชำระสระสรง นํ้าทิพย์อาบองค์เย็นใส
ทรงเครื่องเรืองรัตน์อำไพ เสด็จไปพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์แก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
พร้อมหมู่มาตยาโยธี กระวีโหราพฤฒาจารย์
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษดา อสุรามีราชบรรหาร
ดูกรกำปั่นขุนมาร ตัวท่านผู้มีฤทธิรุทร
จงยกพหลโยธี อสุรีให้ได้สิบสมุทร
สรรพไปด้วยสาตราวุธ ตั้งรับมนุษย์วานร
กว่าอินทรชิตชัยชาญ จะเสร็จการพิธีชุบศร
จึ่งค่อยหักหาญรานรอน ต่อกรด้วยราชไพรี
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา สั่งเปาวนาสูรยักษี
จงจัดพหลโยธี ที่ตัวดีไปด้วยขุนมาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ชุลีลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จึ่งจัดทหารชำนาญยุทธ์ สิบสมุทรเลือกล้วนแกล้วกล้า
หมู่หนึ่งเขี้ยวโง้งเพียงตา ถือหอกเงื้อง่าขบฟัน
หมู่หนึ่งหน้ากากตัวแดง ถือพะเนินกวัดแกว่งแข็งขัน
หมู่หนึ่งหน้าไพร่ใจฉกรรจ์ ถือปืนยืนยันเมียงมอง
หมู่หนึ่งเขี้ยวขาวฟันดำ ถือง้าวกรายรำเคล่าคล่อง
ผูกทั้งคชสารตัวคะนอง ทุกกองคอยท่าอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กำปั่นสิทธิศักดิ์ยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ ชำระกายให้หมดมลทิน อสุรินทร์แต่งตัวโอ่อ่า
สนับเพลาเป็นรูปนาคา นุ่งผ้าทองช้ำเครือวัลย์
เจียระบาดคาดเอวพื้นม่วง สายหน่วงผูกรัดขัดมั่น
ใส่เสื้อผุดทองพรายพรรณ สอดเกราะกุดั่นอลงกรณ์
ทั้งเครื่องคงทนอาวุธ สังวาลชมพูนุทประภัสสร
มือขวานั้นถือคทาธร บทจรมาขึ้นคชาธาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ช้างเอยช้างศึก ซับมันห้าวฮึกกล้าหาญ
สองตาดั่งแสงไฟกาล สูงตระหง่านเชื้อชาติฉัททันต์
ฝีเท้าฝีงากล้ารบ ผูกครบแต่ล้วนเครื่องมั่น
หูตรับกระหยับคอยโรมรัน บุกบันโจมจ้วงทะลวงแทง
โยธาแต่ล้วนสามารถ ฤทธิรงค์องอาจเข้มแข็ง
โห่ฮึกหักศึกกลางแปลง วิ่งแข่งรีบขับกันไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นมาถึงที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาน้อยใหญ่
ตั้งเป็นทัพขันธ์มั่นไว้ คอยจะชิงชัยด้วยวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงกรณ์ ภูธรไม่สนิทนิทรา
ตริตรองในการรณรงค์ ที่จะล้างโคตรวงศ์ยักษา
จนแสงทองรองเรื่อเมฆา จันทราลับเหลี่ยมสีขริน
ฝ่ายฝูงวิหคทั้งหลาย ก็ฟื้นกายตื่นตาขึ้นมาสิ้น
บ้างขับบ้างร้องบ้างบิน หากินเพรียกพร้องสนั่นไพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพักตร์ผ่องดั่งแขไข
พระกรจับพรหมาสตร์ศรชัย เสด็จไปออกหมู่โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมด้วยสุครีพหนุมาน ชมพูพานองคตกระบี่ศรี
ทหารทั้งสองพระบูรี ชุลีกรเกลื่อนกลาดดาษดา
พอได้ยินสำเนียงโห่ร้อง กึกก้องเลื่อนลั่นสนั่นป่า
จึ่งสั่งพระศรีอนุชา แก้วตาผู้ร่วมชีวัน
จงยกโยธาพลากร ไปราญรอนอสุราโมหันธ์
อย่าให้เสียทีเสียกลมัน ผ่อนผันรณรงค์ให้จงดี
แล้วมีบัญชาประกาศิต แก่ลูกพระอาทิตย์เรืองศรี
ให้จัดพหลโยธี เลือกล้วนกระบี่ชำนาญยุทธ์
ไปด้วยพระศรีอนุชา ให้ได้ครบห้าสิบสมุทร
สรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ วายุบุตรเป็นทัพหน้าไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์ให้คำแหงหนุมาน คุมพลทหารเป็นทัพหน้า
กองขันเกสรทมาลา เกียกกายลูกพญาพาลี
ทัพหลวงโยธาล้วนสามารถ องอาจดั่งพญาราชสีห์
ยุกกระบัตรนั้นสัตพลี กองหนุนกระบี่สุรกานต์
นิลนนท์กองหลังรั้งทัาย ไพร่นายล้วนมีกำลังหาญ
โยธาทัพน้องพระอวตาร เลือกล้วนชำนาญในการยุทธ์
แต่ละตนลำพองคะนองศึก ห้าวฮึกทั้งห้าสิบสมุทร
พร้อมด้วยเครื่องสรรพอาวุธ อุตลุดคอยเสด็จยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ครั้นได้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย สุหร่ายมาศโปรยปรายดั่งสายฝน
ลูบไล้เครื่องทิพย์เสาวคนธ์ ปรุงปนเกสรสุมามาลย์
สนับเพลาเชิงงอนช่องกระจก ภูษายกเกี้ยวกรองทองผสาน
ชายไหวชายแครงอลงการ ฉลององค์เครือก้านกระหนกพัน
สะอิ้งสร้อยพลอยเพชรรุ้งร่วง ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น
เฟื่องแก้วสุรกานต์สังวาลวัลย์ พาหุรัดนาคพันทองกร
ธำมรงค์ทรงถ้วนนิ้วพระหัตถ์ มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
ห้อยมาลัยทิพย์กรรเจียกจร ดอกไม้ทัดอรชรอลงการ์
พระหัตถ์นั้นจับศรทรง ดั่งเทเวศลอยลงจากเวหา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา เสด็จมาขึ้นรถพรรณราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงมรกตฉานฉาย
แอกอ่อนงอนระหงธงชาย บัลลังก์ลายเลื่อมแก้วโกเมน
เทียมด้วยเทพบุตรอัสดร สารถีกรายกรกุมเขน
เครื่องสูงบังแสงสุริเยน เกณฑ์แห่แตรสังข์อึงอล
เสียงฆ้องกลองประโคมโครมคึก เสียงทหารโห่ฮึกโกลาหล
ไชยามพวานนำพล ถือธงโบกบนเฉลิมชัย
เสียงรถเสียงทศทวยหาญ ดินฟ้าจักรวาลสะท้านไหว
ผงคลีมืดคลุ้มอโณทัย รีบพวกพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงแลไปเห็นทัพ ตั้งรับอยู่ริมชายป่า
จึ่งให้หยุดพหลโยธา แยกเป็นปีกกาจะราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กำปั่นสิทธิศักดิ์ยักษี
ยืนช้างอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
พิโรธโกรธกริ้วดั่งเพลิงกัลป์ ตัวสั่นเขม้นจะเข่นฆ่า
จึ่งสั่งอสุรโยธา ให้ดากันเข้าตีวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลมารชาญสมร
ต่างตนสำแดงฤทธิรอน เข้าต่อกรกับหมู่กระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยิงแย้งแทงฟันกันสับสน ลางตนก็พุ่งหอกใหญ่
โห่ฮึกสะอึกเข้าไป เสียงสนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรทัพหน้า
ปะทะกรรอนราญอสุรา โถมเข้าเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตีนถีบปากกัดมือตบ หลีกหลบกลางพลยักษี
กอดรัดฟัดกันเป็นโกลี ถ้อยทีหนีไล่กันวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่พลมารน้อยใหญ่
ไม่คิดชีวิตจิตใจ ไล่กันหนุนเนื่องเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตีด้วยฆ้อนเหล็กคทาธร โตมรพุ่งซัดสกัดหน้า
ยักษ์แทงลิงปัดศัสตรา ต่างหาญต่างกล้าประจัญบาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่วานรใจหาญ
รบรอต่อกรรอนราญ โถมทะยานเข้าไล่ราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลางลิงชิงได้อาวุธ ฟันแทงแย้งยุทธ์ยักษี
หัวขาดตายกลาดไม่สมประดี อสุรีแตกยับทับกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น กำปั่นฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นพลมารม้วยชีวัน กุมภัณฑ์กริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทำอำนาจ ร้องตวาดบนคอคชสาร
แล้วขับพญาคชาธาร เข้าไล่รอนราญกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ วานรตายยับนับหมื่น ไม่ยืนประจัญอยู่ได้
หนีร้นย่นแตกกระจายไป ไม่เป็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เห็นกุมภัณฑ์ขับช้างน้ำมันมา ไล่หมู่โยธาพลากร
โกรธาชักตรีกวัดแกว่ง สำแดงเดชดั่งพญาไกรสร
ออกยืนขวางหน้ากุญชร วานรจึ่งร้องถามไป
เหวยเหวยดูก่อนอสุรี อันตัวมึงนี้เป็นไฉน
จึ่งเย่อหยิ่งออกมาชิงชัย นามกรชื่อใดนะขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กำปั่นฤทธิไกรใจหาญ
เห็นกระบี่ทำทีอหังการ กล่าวเป็นคำพาลถามมา
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้ลิงน้อย กระจ้อยร่อยเท่านิ้วหัตถา
อันตัวของกูผู้ศักดา ชื่อว่ากำปั่นอสุรี
เป็นยอดทหารชาญณรงค์ องค์ท้าวทศพักตร์ยักษี
อานุภาพเลิศลบธาตรี ไม่มีใครต่อฤทธิไกร
อันตัวของมึงไอ้วานร นามกรเชื้อชาติเป็นไฉน
มายืนขวางหน้าอยู่ว่าไร ไม่กลัวจะม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังอสูรกุมภัณฑ์ ตบมือเย้ยหยันแล้วตอบมา
ตัวกูนี้ชื่อหนุมาน เป็นทหารพระนารายณ์นาถา
มึงอย่าอ้างอวดอหังการ์ กูจะฆ่าให้ม้วยบรรลัย
ว่าแล้วสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงไป เข้าไล่หักโหมโรมราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ กวัดแกว่งตรีเพชรอันคมกล้า แทงถูกพญาคชสาร
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร ทั้งควาญก็ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น กำปั่นฤทธิแรงแข็งขัน
เสียทีเสียช้างซับมัน กุมภัณฑ์กริ้วโกรธคือไฟ
ลุกขึ้นกวัดแกว่งคทาธร สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
เผ่นโผนโจนทะยานว่องไว เข้าไล่ชิงชัยหนุมาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างตีต่างฟันต่างรับ กลอกกลับไปด้วยกำลังหาญ
ต่างถอยต่างไล่รอนราญ ประจัญบานไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรชัยศรี
รับกรรอนรบตลบตี ขุนกระบี่โจมจับกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร หันเวียนรวดเร็วดั่งจักรผัน
เงือดเงื้อตรีเพชรจะฟาดฟัน พัลวันปัดป้องกันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น กำปั่นฤทธิไกรใจกล้า
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า อสุราเผ่นโผนเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ถีบต้องคำแหงหนุมาน โถมทะยานเข้าจับตัวได้
ฟาดลงด้วยกำลังฤทธิไกร หมายใจจะให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
มิได้เจ็บชํ้าอินทรีย์ ขุนกระบี่ผุดลุกขึ้นยืนยัน
ตาแดงดั่งแสงพระสุริยา กริ้วโกรธโกรธาตัวสั่น
มาดหมายจะล้างชีวัน ขบฟันเข้าไล่รอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถีบถูกกำปั่นนายพล ล้มลงไม่ทนกำลังหาญ
ฟาดด้วยตรีเพชรสุรกานต์ ขุนมารก็สิ้นชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองคอยเหตุยักษี
ครั้นเห็นกำปั่นอสุรี ต่อตีสิ้นชีพชีวัน
ความกลัวดั่งจะแทรกสุธาธาร หน้าตาเหลือกลานตัวสั่น
ทั้งสองอสูรกุมภัณฑ์ ก็พากันรีบเข้ายังลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษา
บัดนี้กำปั่นอสุรา กับโยธาที่ยกออกไป
ไพรีฆ่าเสียวายชนม์ รี้พลตายยับไม่นับได้
ข้าศึกฮึกฮักทะนงใจ ทูลไปเสร็จสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ