สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๓

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงวันยุวิกยักษา
ทั้งมัจฉานุผู้ศักดา ซึ่งผ่านนคราบาดาล
คะนึงถึงองค์พระจักรกฤษณ์ อันทรงฤทธิ์เลิศลบจบสถาน
ทั้งพญาคำแหงหนุมาน อันมีคุณอุปการพันทวี
อย่าเลยจะขึ้นไปเฝ้าบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
จะได้พึ่งเดชาบารมี เป็นที่ร่มเกล้าสืบไป
คิดแล้วตรัสสั่งเสนามาร จงเตรียมทหารน้อยใหญ่
กูจะขึ้นไปเฝ้าพระภูวไนย ยังพิชัยกรุงศรีอยุธยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์พลสี่หมู่ดูพิลึก ห้าวฮึกโตดำล่ำสัน
ขุนช้างขี่ช้างดั้งกัน ถือขอหยัดยันกรีดกราย
ขุนม้าขี่ม้าอัสดร มือถือโตมรเฉิดฉาย
ขุนรถขี่รถสุพรรณพราย ถือธนูหน่วงสายประลองฤทธิ์
ขุนพลจัดพวกพลหาญ เพียบพื้นบาดาลอกนิษฐ์
เตรียมทั้งรถแก้วชวลิต ตั้งไว้โดยทิศยาตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์วันยุวิกยักษา
ทั้งหลานพระพายผู้ศักดา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนทิพมาศสุมามาลย์
สอดใส่สนับเพลาเชิงยก ช่อกระหนกลอยดวงมุกดาหาร
ภูษาต่างสีชัชวาล ชายไหวสุรกานต์ชายแครง
สอดใส่ฉลององค์ทรงประพาส พื้นตาดลอยดวงเครือแย่ง
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลแก้วแดงชิงดวง
ทองกรพาหุรัดรูปภุชงค์ ธำมรงค์เพชรพรายรุ้งร่วง
วันยุวิกทรงมงกุฎดอกไม้พวง มัจฉานุห้อยห่วงกุณฑลพราย
ต่างตนต่างจับอาวุธ ฤทธิรุทรงามสง่าเฉิดฉาย
ลงจากอาสน์แก้วแพรวพราย กรายกรไปปราสาทพระมารดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์พระชนนียักษา
ทูลว่าลูกรักจักขอลา ไปยังอยุธยาธานี
หวังจักบังคมบรมนาถ พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
ทั้งพญาหนุมานผู้ฤทธี ซึ่งมีคุณมาแต่ก่อนกาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางพิรากวนยอดสงสาร
ได้ฟังสองราชกุมาร นงคราญยินดีปรีดา
ลูบหลังแล้วกล่าวสุนทร อวยพรด้วยความเสน่หา
เจ้าจะไปเฝ้าองค์พระจักรา แก้วตาจงศรีสวัสดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วันยุวิกมัจฉานุเรืองศรี
รับพรสมเด็จพระชนนี ถวายอัญชุลีมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รถเอยสองรถทรง กำกงล้วนแล้วด้วยมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังราย
ประดับด้วยเทพนมประนมนิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วเฉิดฉาย
สี่มุขสุกวามอร่ามพราย บุษบกงามคล้ายวิมานอินทร์
เทียมด้วยไกรสรราชสีห์ สารถีมือถือธนูศิลป์
สำทับขับเร็วดั่งหงส์บิน เครื่องสูงครบสิ้นเรียงรัน
แตรฝรั่งกลองชนะประสานเสียง สำเนียงสะเทือนเลื่อนลั่น
ฝ่ายมัจฉานุชาญฉกรรจ์ เป็นทัพขันกองหน้าดำเนินพล
ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร โห่สะท้านสะเทือนกุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มบดบน รีบรถเร่งพลดำเนินไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ มาถึงแดนด่านอยุธยา ทางร่วมมรคาอันใหญ่
เห็นรอยพลดาษป่าพนาลัย ไม้ไหล้แหลกล้มไม่สมประดี
สองกษัตริย์ฉงนสนเท่ห์นัก หรือจักเป็นหมู่ยักษี
คุมพวกพหลโยธี ยกมาต่อตีอยุธยา
อย่าเลยจะหยุดฟังการ ถามพวกชาวด่านซึ่งรักษา
ร้ายดีให้แจ้งกิจจา จึ่งจะยกโยธาเข้าไป
ตริแล้วให้หยุดทัพขัน ตั้งมั่นอยู่เชิงเขาใหญ่
พวกพลรื่นเริงบันเทิงใจ เที่ยวไล่จับสัตว์เป็นโกลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูเรืองศรี
อันผ่านชมพูพระบูรี มีจิตคิดถึงพระจักรา
ทั้งนิลพัทผู้หลาน ซึ่งไปทำการอาสา
กับสองพระราชอนุชา ยังลงกามลิวันกรุงไกร
นานแล้วมิได้รู้ข่าว เรื่องราวร้ายดีเป็นไฉน
อย่าเลยตัวกูจะยกไป เฝ้าพระภูวไนยจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดแล้วจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ทั้งสี่
จงจัดพหลโยธี กูจะไปกรุงศรีอยุธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาจากห้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์พลวานรสิบสมุทร เลือกล้วนฤทธิรุทรแข็งขัน
คำแหงเหี้ยมหาญชาญฉกรรจ์ ลํ่าสันเรี่ยวแรงทุกตน
สามารถอาจพลิกแผ่นดิน ง้างยอดสีขรินหักโค่น
เหาะเหินเดินได้ในอัมพน วิดสมุทรวังวนก็แห้งไป
จัดถ้วนซ้ายขวาหน้าหลัง พร้อมพรั่งโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
เตรียมทั้งรถแก้วแววไว ประดับไว้กับเกยรัตนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูแกล้วกล้า
เสด็จจากห้องแก้วแววฟ้า มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชำระสระสนานอินทรีย์ วารีธารกลิ่นเกสร
สนับเพลาแก้วก้านเชิงงอน อุทุมพรภูษาพื้นแดง
ชายไหวชายแครงกระหนกหงส์ ฉลององค์ลอยดวงเครือแย่ง
ตาบทิศประดับเพชรลูกแตง ทับทรวงลายแทงสังวาลวรรณ
เฟื่องห้อยรายพลอยมุกดาหาร สะอิ้งแก้วสุรกานต์ทับทิมคั่น
พาหุรัดทองกรมังกรพัน ธำมรงค์เรือนสุบรรณเพชรราย
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกทัด กุณฑลทองจำรัสฉานฉาย
ขัดพระขรรค์แก้วพรรณราย กรายกรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยรถประพาฬ กงแก้วสุรกานต์งามระหง
แอกอ่อนงอนช้อยปักธง ดุมวงบัลลังก์กระจังลอย
ลดชั้นคั่นภาพกาบกระหนก ทวยรับบุษบกช่อห้อย
สี่มุขแวววับประดับพลอย แสงยอดสุกย้อยอร่ามเรือง
เทียมด้วยพลาหกอาชาชาติ สองคู่ดูสะอาดสีเหลือง
ขุนรถขับรีบออกจากเมือง เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงทอง
แตรฝรั่งกังสดาลประสานเสียง ฆ้องกลองสำเนียงกึกก้อง
วานรโลดโผนโจนคะนอง โห่ร้องรีบเร่งกันมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนกระบี่เป็นนายทัพหน้า
นำพลพยุหยาตรา ถึงแดนอยุธยาธานี
เป็นที่มรคาร่วมกัน เห็นบทวลัญช์[1]ยักษี
เกลื่อนกลาดดาษป่าพนาลี ขุนกระบี่ก็อัศจรรย์ใจ
หรือสองสมเด็จพระอนุชา เสร็จศึกกลับมาเป็นไฉน
คิดพลางให้หยุดทัพไว้ แต่ผู้เดียวลัดไพรเข้าไปดู ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเห็นพวกพลกุมภัณฑ์ ตั้งมั่นซับซ้อนกันอยู่
สำคัญว่าเป็นศัตรู แต่แอบดูแล้วกลับมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายบังคมบาท ท้าวชมพูธิราชเรืองศรี
ทูลว่ากองทัพอสุรี ตั้งอยู่ที่ริมมรคา
นายหนึ่งพักตราเป็นวานร กายกรพ่วงพีมีสง่า
แต่หางนั้นเป็นหางปลา นายหนึ่งเป็นพญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูรังสรรค์
ฟังคำทหารชาญฉกรรจ์ ทรงธรรม์สงสัยพันทวี
พระพรตเสด็จไปยังไม่กลับ ไฉนจึ่งมีทัพยักษี
เห็นจะเป็นอรินราชไพรี ยกเกี่ยวมาตีอยุธยา
จำกูจะออกสังหาร สนองคุณพระอวตารนาถา
คิดแล้วก็เร่งโยธา ให้ตีทัพหน้ากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายทหารฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งถวายบังคมคัล ต้อนกันเข้าโรมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลบาดาลยักษี
ไม่ทันรู้ตัวก็เสียที วิ่งหนีแตกยับลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มัจฉานุฤทธิไกรใจกล้า
ทั้งวันยุวิกอสุรา ได้ยินเสียงโกลาก็แลไป
เห็นวานรตีพลวุ่นวาย สองนายกริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
เหม่อ้ายวานรินทร์กระบินทร์ไพร เหตุไฉนโอหังมาราวี
ชะรอยไอ้เดียรัจฉานนี้คิดร้าย ต่อบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ว่าแล้วขับรถมณี ต้อนพลโยธีเข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลอสุราทวยหาญ
กลัวอาญาเจ้าพ้นประมาณ แยกกันทะยานเข้าต่อยุทธ์
ถาโถมโรมรันฟันฟอน จับกุมตะลุมบอนอุตลุด
กระหนาบเข้าราวีตีรุด จุดปืนโห่ร้องเป็นโกลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกโยธากระบี่ศรี
ครั้นยักษากลับหน้าเข้าต่อตี เสียทีแตกวุ่นเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูแกล้วกล้า
เห็นวานรแตกยับก็โกรธา ขับรถาไล่พลากร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลพานรินทร์ชาญสมร
รื้อรับกลับหน้าเข้าราญรอน ต่อกรด้วยพวกพลมาร
กระบี่จับยักษ์เป็นกลุ่มกลุ่ม ยักษ์กลุ้มจับลิงสำแดงหาญ
ต่างมีฤทธิรณทนทาน ต่างฟันต่างทะยานไม่ละกัน
เลียงพลสองฝ่ายโห่ร้อง กึกก้องพสุธาครื้นครั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน บดบังสุริยันในเมฆา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์นาถา
เสด็จออกพระโรงรัตนา พร้อมหมู่มาตยาพลากร
งามปานดั่งดวงแขไข ทรงกลดอำไพประภัสสร
ส่องสว่างพ่างพื้นอัมพร ดารากรห้อมล้อมเรียงรัน
พอได้ยินสำเนียงนฤนาท ปถพีไหวหวาดเลื่อนลั่น
โพยมพยับอับแสงสุริยัน ทรงธรรม์สงสัยในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งพญาอนุชิตแกล้วกล้า
เหตุไฉนอื้ออึงเป็นโกลา ไปดูมาให้แจ้งประจักษ์ใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
รับสั่งพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งเหลือบแลเล็งเพ่งพิศ รอบทิศอยุธยาบุรีศรี
ข้างทักษิณอื้ออึงเป็นโกลี ขุนกระบี่เหาะไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปลายด่านกรุงไกร แลไปตามแถวแนวป่า
เห็นวันยุวิกอสุรา กับมัจฉานุกุมาร
คุมพวกอสุรกุมภัณฑ์ รบกันกับกระบี่ทวยหาญ
ของท้าวชมพูชัยชาญ ตกใจก็ทะยานลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ วิ่งเข้ายืนกลางขวางหน้า ถามว่าท่านนี้เป็นไฉน
เหตุผลต้นปลายประการใด จึ่งมาชิงชัยแก่กัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน
ทั้งวันยุวิกกุมภัณฑ์ ครั้นเห็นหนุมานก็ยินดี
ต่างเข้าเคารพอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทกระบี่ศรี
บอกว่าตัวข้าทั้งสองนี้ มาเฝ้าธุลีพระจักรา
เห็นรอยโยธาม้ารถ บทจรมากมายหนักหนา
หยุดอยู่จะใคร่แจ้งกิจจา พวกพญาพานรินทร์เข้าโรมรัน
สำคัญว่าเหล่าปัจจามิตร คิดคดต่อนารายณ์รังสรรค์
ข้าไม่อาลัยแก่ชีวัน จึ่งต้อนพวกกุมภัณฑ์ออกต่อตี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูเรืองศรี
จึ่งบอกหนุมานผู้ฤทธี น้านี้มาเฝ้าพระสี่กร
พอพบกองทัพอสุรา ยกพลโยธามาอยู่ก่อน
ได้ให้เสนีฤทธิรอน กับวานรลอบเข้าไปดู
มิได้รู้จักแต่สักตน ให้คิดฉงนสงสัยอยู่
สำคัญว่าพวกศัตรู จู่โจมว่าเป็นกลศึกมา
จึ่งเข้าหักหาญราญรอน ต่อกรกับหมู่ยักษา
บัดนี้ทั้งสองพระอนุชา กลับมาแล้วหรือประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
ได้ฟังสำรวลสำราญใจ บังคมไหว้แล้วกล่าวสุนทร
อันกุมารน้อยนี้บุตรข้า ชื่อมัจฉานุชาญสมร
นั่นวันยุวิกฤทธิรอน ผู้ผ่านนครบาดาล
แต่ล้วนเป็นข้าพระนารายณ์ จะหลงฆ่ากันตายด้วยอวดหาญ
ให้รี้พลเจ็บปวดป่วยการ หากหลานออกมาทันที
อันพระอนุชาทั้งสององค์ ซึ่งไปรณรงค์ด้วยยักษี
มีชัยแก่ราชไพรี บัดนี้เสด็จกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูนาถา
จึ่งว่าแก่วันยุวิกอสุรา ทั้งมัจฉานุกุมาร
เราเป็นผู้ใหญ่ไม่ไต่ถาม วู่วามยกพลเข้าหักหาญ
ให้ได้เดือดร้อนรำคาญ หลานอย่าถือโทษโกรธกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มัจฉานุฤทธิแรงแข็งขัน
ทั้งวันยุวิกกุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วตอบไป
อันตัวหลานนี้ก็ผิดนัก หาญหักตอบต่อผู้ใหญ่
พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร จงให้อภัยแก่นัดดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตแกล้วกล้า
ให้เคลื่อนพลทั้งสองพารา เข้ามายังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดทวยหาญ อยู่นอกปราการบุรีศรี
ผู้เดียวรีบเร่งจรลี เข้าไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระตรีภูวนาถรังสรรค์
ทูลแถลงแจ้งความทั้งนั้น บรรยายแต่ต้นจนปลาย
พอข้าไปทันได้ห้ามปราม จึ่งสงบสงครามทั้งสองฝ่าย
สรวมชีพข้าบาทพระนารายณ์ ขอเบิกสามนายเข้ามา
น้อมเกล้าถวายบังคม พระปิ่นภพบรมนาถา
ในที่ท่ามกลางเสนา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ฟังพญาอนุชิตผู้ฤทธี มีความยินดีเป็นพ้นนัก
ให้หาท้าวชมพูสุริย์วงศ์ พงศ์พระยาพานรินทร์สิทธิศักดิ์
กับวันยุวิกขุนยักษ์ มัจฉานุลูกรักท่านเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
รับสั่งพระองค์ทรงศักดา ถวายบังคมลาแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งแจ้งกิจจาแก่สามนาย ว่าองค์พระนารายณ์ทรงศร
ให้ท่านทั้งสองพระนคร ขึ้นเฝ้าภูธรพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สามนายฤทธิแรงแข็งขัน
แจ้งว่าพระองค์ทรงธรรม์ บัญชาให้หาก็ยินดี
ดั่งได้สรงนํ้าสุรามฤต ของท้าวโกสิตเรืองศรี
ก็พากันรีบจรลี ตามกระบี่หนุมานเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างตนน้อมเศียรบังคมบาท พระนารายณ์ธิราชนาถา
ท่ามกลางมนตรีเสนา คอยฟังบัญชาพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
เห็นท้าวชมพูชาญฉกรรจ์ กับวันยุวิกอสุรี
มีความชื่นชมโสมนัส จึ่งตรัสทักพญากระบี่ศรี
ช้านานพึ่งเห็นกันวันนี้ ความเรายินดีเป็นพ้นนัก
ฝ่ายวันยุวิกขุนมาร ผู้ผ่านบาดาลอาณาจักร
ยังพร้อมมูลพูนสุขในเมืองยักษ์ หรือเกิดปรปักษ์ประการใด
อันหมู่ไพร่ฟ้าประชากร มีความถาวรหรือไฉน
มรคาท่าทางกันดารไกล ประสงค์สิ่งใดจึ่งขึ้นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วันยุวิกสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา องค์พระจักราทรงฤทธิ์
ไพเราะปราศรัยไต่ถาม โดยความเมตตาสุจริต
อสุรียินดีเป็นพ้นคิด ก็ถวายอัญชุลิศแล้วทูลไป
อันกรุงพระนครบาดาล จะเดือดร้อนรำคาญก็หาไม่
ด้วยเดชพระองค์ทรงฤทธิไกร ปกไปเป็นสุขทุกราตรี
ข้ากับมัจฉานุทั้งสอง คิดถึงละอองบทศรี
มาเฝ้าด้วยใจภักดี ให้มีสวัสดิ์สถาวร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เสร็จปราศรัยสองพระนคร ภูธรจึ่งทอดทัศนา
เห็นหลานพระพายเทเวศ พักตร์เหมือนบิตุเรศหนักหนา
พระแย้มยิ้มพริ้มพรายแล้วบัญชา ดูก่อนพญาหนุมาน
อันมัจฉานุผู้นี้ ท่วงทีองอาจแกล้วหาญ
ครั้นดูไปก็ให้รำคาญ ด้วยหางบุตรท่านเหมือนมารดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
ได้ฟังพจนารถพระภูธร วานรนบนิ้วอภิวันท์
อันมัจฉานุกุมาร กล้าหาญฤทธิแรงแข็งขัน
จะเปรียบกับอสุรผัดนั้น คล้ายกันทั้งฤทธิ์แลปรีชา
ขอพระองค์จงได้โปรดเกศ แปลงให้พ้นเพศมัจฉา
จะได้รองเบื้องบาทา ไปกว่าจะสิ้นสุดปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
ได้ฟังคำแหงหนุมาน ผ่านฟ้ามีราชวาที
จะช่วยให้พ้นเพศมัจฉา อย่าปรารมภ์เลยกระบี่ศรี
ว่าแล้วทรงพระขรรค์โมลี ภูมีกวัดแกว่งดั่งแสงไฟ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ด้วยศักดาเดชพระนารายณ์ จะต้องกายมัจฉานุก็หาไม่
หางนั้นก็ขาดหายไป มิได้เจ็บปวดเวทนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิไกรใจกล้า
ทั้งมัจฉานุกุมารา ปรีดาดั่งได้โสฬส
พ่อลูกน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบงกช
พักตร์ผ่องด้วยสมมโนรถ ดั่งพระจันทร์ทรงกลดไม่ราศี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวพญายักษากระบี่ศรี
อำมาตย์มาตยามนตรี ปุโรหิตพราหมณ์ชีพร้อมกัน
เห็นหางมัจฉานุขาดหาย ด้วยพระเดชพระนารายณ์รังสรรค์
เป็นมหามหัศอัศจรรย์ สั่นเศียรสยองวิญญาณ์
นบนิ้วประนมเหนือเกศ สรรเสริญพระเดชด้วยหรรษา
มิเสียทีที่เราเกิดมา เป็นข้าใต้ละอองบทมาลย์
ได้เห็นเป็นบุญตาบุญตัว จะเล่าชั่วลูกเหลนหลาน
ทรงพระคุณแผ่ไปในจักรวาล ทั้งไตรดาลไม่มีใครเทียมทัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถรังสรรค์
เสร็จแปลงหลานพระพายเทวัญ ทรงธรรม์มีราชวาที
อันซึ่งเสนีปรีกษา ให้พญาอนุชิตเรืองศรี
ไปผ่านมลิวันธานี ขุนกระบี่จะไกลเรานัก
ฝ่ายมัจฉานุผู้บุตร ฤทธิรุทรปรีชาแหลมหลัก
ควรเป็นเจ้าแก่อสุรยักษ์ ผ่านนัคเรศแทนบิดร
ครองกันกับรัตนมาลี บุตรีจักรวรรดิชาญสมร
ชื่อพญาหนุราชฤทธิรอน ให้ถาวรสืบวงศ์กษัตริย์ไป
ตรัสแล้วก็เรียกเอาเครื่องต้น มงกุฎกุณฑลประทานให้
วันยุวิกผู้ปรีชาไว จงกลับไปครองเมืองบาดาล
แล้วประทานมงกุฎกรรเจียกแก้ว อันเพริศแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
ฝ่ายท้าวชมพูชัยชาญ ตัวท่านก็มีความชอบมา
ได้เกณฑ์พวกพลโยธี ให้ไปต่อตีด้วยยักษา
จนเสร็จศึกล้างเหล่าพาลา ทั้งกรุงลงกามลิวัน
จงคืนไปผ่านพระนคร ให้ถาวรเป็นสุขเกษมสันต์
ดำรงคงทางทศธรรม์ โดยมหันตยศสืบไป
ตรัสแล้วประทานเครื่องทรง มงกุฎธำมรงค์สังวาลให้
ตาบทิศทับทรวงอำไพ แล้วไปด้วยแก้วสุรกานต์ ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวชมพูผู้ปรีชาหาญ
ทั้งวันยุวิกขุนมาร มัจฉานุผู้ชาญฤทธี
พร้อมกันถวายอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
รับของประทานด้วยยินดี ท่ามกลางเสนีพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
จึ่งกล่าวมธุรสอันสุนทร ดูก่อนพระพรตทรงลักษณ์
แต่เจ้ายกพวกทวยหาญ ไปปราบพวกพาลปรปักษ์
ก็สิ้นเสี้ยนศัตรูหมู่ยักษ์ ด้วยศักดาเดชน้องยา
องค์พระอัยกาอัยกี ไม่แจ้งว่าร้ายดีจะคอยหา
จงกลับไปไกยเกษพารา ให้สองกษัตราสำราญใจ
ฝ่ายท้าวยักษาวานร ผู้ผ่านพระนครน้อยใหญ่
จงยกพหลพลไกร กลับไปยังราชธานี
บำรุงไพร่ฟ้าประชากร ให้ถาวรเป็นสุขเกษมศรี
ตั้งอยู่ในสัจวาที อย่ามีอันตรายโรคัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดรังสรรค์
บรรดาท้าวพญาทั้งนั้น ถวายบังคมคัลแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างขึ้นม้ารถคชสาร ต่างยกทวยหาญน้อยใหญ่
ต่างแยกมรคาพนาลัย ต่างไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
เสวยสุขอยู่ทุกราตรี กับพระลักษมีบังอร
ประดับด้วยแสนสาวกำนัล แปดหมื่นสี่พันดั่งอัปสร
เป็นฉัตรแก้วกั้นเกศประชากร พระนครแสนสนุกดั่งเมืองอินทร์
กรุงกษัตริย์ย่อมถวายดอกไม้มาศ มาขึ้นในเบื้องบาทพระองค์สิ้น
สนั่นไปด้วยเสียงพาทย์พิณ เป็นอาจิณทั่วทั้งธานี
อันหมู่มาตยาสามนต์ ประชาชนพาณิชเศรษฐี
แขกฝรั่งจีนจามพราหมณ์ชี มีแต่สิ่งสุขภิรมยา
จนนางสีดาวิลาวัณย์ ทรงครรภ์พระโอรสา
กำหนดได้สามเดือนตรา พระจักราจะใคร่ไปชมไพร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ คิดแล้วทรงเครื่องเรืองอร่าม สง่างามสามโลกไม่เปรียบได้
เสด็จจากทิพอาสน์อำไพ ไปยังพระโรงพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
เสนาเข้าเฝ้าบังคมคัล ทรงธรรม์มีราชบัญชา
ดูก่อนสุมันตันเสนี ตัวท่านผู้มียศถา
เราจะไปประพาสอรัญวา จงเตรียมโยธาพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันเสนาชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูธร เร่งรีบบทจรออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดพลตามที่โพนประพาส ตั้งเป็นพยุหบาตรกระบวนใหญ่
กองหน้าเกณฑ์นำพลไกร สอดใส่เสื้อสีชมพู
ถือคาบศีลาลำพัน เดินตามพวกกันเป็นคู่คู่
กองหนึ่งใส่เสื้อบัศตู มือถือธนูกรีดกราย
กองหนึ่งนั้นใส่เสื้อตอง ถือหอกครํ่าทองเฉิดฉาย
พวกช้างดั้งกันเรียงราย โดดคํ้าพังพลายสลับกัน
พลม้าล้วนม้าแทรกแซง เดินตามตำแหน่งเป็นหลั่นหลั่น
กองหลังใส่เสื้อสีจันทน์ มือถือเกาทัณฑ์ลูกพิษ
พวกแขกภาษามลายู ล้วนถือหอกคู่เหน็บกริช
จับฉลากหน้าสนามตามทิศ อกนิษฐ์แน่นนันต์ในราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ไสยาสน์เหนืออาสน์รูจี กับองค์เทวีสีดา
ประดับด้วยแสนสนมอนงค์นาฏ บำเรอบาทเป็นบรมสุขา
ในที่ห้องแก้วอลงการ์ อันมหาสิริโอฬาร
ครั้นสุริโยภาสอากาศแผ้ว ดุเหว่าแว่วร้องเรื่อยเฉื่อยหวาน
เสนาะเสียงแตรสังข์เป็นกังวาน ประโคมขานฆาตฆ้องกลองชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระตื่นจากที่สิริไสยาสน์ ทรงวิลาสพักตร์ผ่องดั่งแขไข
ชวนพระอนุชาผู้ร่วมใจ เสด็จไปเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สองกษัตริย์สระสนานสำราญกาย วารีโปรยปรายดั่งสายฝน
เย็นซาบอาบองค์ทรงสุคนธ์ ปนปรุงนพมาศชมพูนุท
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ปักเป็นมังกรชมสมุทร
ภูษาต่างสีเครือครุฑ ม่วงโหมดพื้นผุดทองพราย
ชายแครงชายไหวสุวรรณวาบ กระหนกกาบแก้วก้านฉานฉาย
ฉลององค์พื้นตาดฉลุลาย เป็นรูปนกกลายละกลกัน
ตาบทิศทับทรวงสังวาลแก้ว ล้วนแล้วเครื่องทิพย์รังสรรค์
พาหุรัดทองกรมังกรพัน ธำมรงค์ไข่สุบรรณค่าเมือง
ทรงมหามงกุฎกุณฑลรัตน์ กรรเจียกจอนจำรัสด้วยเพชรเหลือง
ต่างจับศรสิทธิ์ฤทธิเรือง ย่างเยื้องไปเกยอลงการ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ให้เคลื่อนพหลโยธี กุญชรพาชีกองหน้า
สองพระองค์ทรงรถรัตนา ออกจากทวาราพระนคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน ดุมประไพดวงประพาฬประภัสสร
กงครํ่ากำเครื่องอลงกรณ์ แอกงอนอ่อนงามกระหนกพัน
บัลลังก์บดหลั่นชั้นลด เครือขดครุฑเคียงเรียงคั่น
แถวพนักเทพนมบังคมคัล กาบช้อยเก็จชั้นสุวรรณวาม
สี่มุขสุกเหมือนเดือนฉาย กาญจน์แพร้วแก้วพรายรายอร่าม
เทียมสินธพสีเงินงาม เคียงสามคู่สรรล้วนตัวดี
พระลักษมณ์นั่งประณตประนมหัตถ์ ขุนรถขับรัดเรื่อยรี่
เครื่องสูงครบสิ่งพัชนี ปี่ฆ้องเป่าขานประสานกลอง
พวกทหารพลโห่เป็นโกลา พระสุธาสท้านสะเทือนก้อง
งามรถงอนรับธงทอง รีบเข้ายังท้องพนาดร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

ชมดง

๏ เดินทางหว่างแถวแนวไม้ เลียบไปตามเนินสิงขร
ชมหมู่ปักษาทิชากร บินว่อนจับไม้น่าดู
ช่างทองจับทองไซ้หาง คับแคจับคางเคล้าคู่
กระลุมพูบินโผจับลำพู จากพรากพรัดหมู่มาจับจันทน์
สาลิกาจับกิ่งกาหลง ฝูงหงส์จับไม้กระทังหัน
นกแก้วจับแก้วพูดกัน เบญจวรรณจับหว้ารายเรียง
เขาจับเขาขันสนั่นก้อง กระเหว่าจับกระวานร้องส่งเสียง
เค้าโมงจับโมงมองเมียง นกหกจับเหียงเคียงจร
เขาไฟพาฝูงจับมะไฟ นกไผ่จับผากบินว่อน
นางนวลจับนางนวลนอน โนรีบินร่อนลงจับรัก
ไก่ฟ้าจับต้นรกฟ้า กระสาพาคู่ลงจับสัก
วายุภักษ์จับจิกกระลำพัก ปักหลักจับเลียบแล้วบินไป
พญายูงจับยูงฟ้อนหาง นกยางจับยอดพะยูงใหญ่
ยิ่งชมยิ่งเพลินจำเริญใจ ที่ในพนมพนาลี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางสีดามารศรี
อยู่ยังห้องแก้วรูจี ในที่ปราสาทอลงกรณ์
พร้อมฝูงอนงค์ทรงลักษณ์ บำเรอบริรักษ์สายสมร
ดั่งดาวล้อมดวงศศิธร อันเขจรเลื่อนลอยในเมฆา
ให้บันดาลร่านร้อนฤทัย ดั่งนอนในเพลิงแรงแสงกล้า
แต่ผุดลุกผุดนั่งไปมา กัลยาไม่สบายอินทรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งชวนฝูงนางอนงค์นาฏ ยุรยาตรจากห้องปราสาทศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี เสด็จไปยังที่ชลาลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

พระทอง

๏ ครั้นถึงจงลงสรงสนาน แทบท่าชลธารเย็นใส
กับฝูงสาวสรรค์กำนัลใน สำราญใจสัพยอกกันไปมา
สรวลระริกซิกแซ่อึงมี่ บ้างกระทุ่มชลธีฉานฉ่า
บ้างเล่นช่วงสาดนํ้าเข้าตา บ้างเล่นไล่ไขว่คว้าหากัน
บ้างดำผุดฉุดฉวยตัวได้ ตกใจร้องตรีดตัวสั่น
บ้างหนีไล่พัลวัน เสียงสนั่นทั้งท้องชลธาร
ลางนางร้องรับขับครวญ โหยหวนรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
โอดพันย้ายเพลงบรรเลงลาน เกษมศานต์ทุกหน้านารี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

ร่าย

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางอดูลยักษี
เป็นปีศาจอยู่ใต้ธรณี อสุรีนั้นวงศ์ทศพักตร์
มีแต่โมหันธ์ฉันทา ใจบาปหยาบช้าอัปลักษณ์
รู้ว่าสีดานงลักษณ์ อัคเรศมาสรงสาคร
คิดแค้นพยาบาทมาดใจ กูจะให้สีดาดวงสมร
พลัดกับพระรามฤทธิรอน คิดแล้วบทจรขึ้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ พิราพรอน

๏ ครั้นถึงซึ่งฝั่งชลธาร นางมารแฝงพุ่มพฤกษา
จึ่งร่ายพระเวทอันศักดา นิมิตกายาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวเพศยักษ์ก็สูญหาย กลายเป็นนางมนุษย์สาวศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ไปยังที่สรงนางทรามวัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ค่อยหมอบยอบกายเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประนมบังคมไหว้
ทูลว่าตัวข้าประมาทไป มาไม่ทันเสด็จกัลยา
ดั่งใช่คนในใช้ชิด โทษข้านี้ผิดเป็นหนักหนา
พระแม่เจ้าจงได้เมตตา ขอประทานโทษาในครานี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามารศรี
สำคัญว่ากำนัลนารี จึ่งมีเสาวนีย์ตอบไป
ซึ่งมาไม่ทันเวลา เราจะถือโทษานั้นหาไม่
ตรัสแล้วขึ้นจากชลาลัย เสด็จไปปราสาทอลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น นางอดูลปีศาจใจหาญ
หมอบใช้ใกล้องค์นงคราญ ทำการมิให้รู้มารยา
ทูลว่าเมื่อพระแม่ตกไป อยู่ในอุทยานยักษา
อันทศกัณฐ์เจ้าลงกา ใจบาปหยาบช้าราวี
พักตรารูปทรงกุมภัณฑ์ นั้นเป็นอย่างไรนางโฉมศรี
ตัวข้าเกิดมาถึงเพียงนี้ ยังมิเคยเห็นขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ไม่รู้ว่าปีศาจสาธารณ์ มาจงผลาญด้วยกลมารยา
จึ่งว่ารูปทรงทศกัณฐ์ นั้นยี่สิบกรสิบหน้า
ผิดประหลาดกว่าหมู่อสุรา มีอานุภาพเกรียงไกร
แม้นมาตรจะจำแลงแปลงกาย กลับกลายเหมือนใครก็ทำได้
ชั่วช้าอัปลักษณ์เป็นพ้นไป แจ้งใจอยู่ทั่วทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางอดูลปีศาจยักษี
เห็นนางหลงกลก็ยินดี ชุลีกรสนองพระวาจา
พระแม่เจ้าโปรดข้าผู้จงรัก เขียนรูปทศพักตร์ยักษา
จะได้เห็นเพราะบุญกัลยา ยี่สิบกรสิบหน้านั้นฉันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
พาซื่อไม่สงสัยใจ อรไทเขียนรูปอสุรี
ทั้งยี่สิบกรสิบเศียร ไม่ผิดเพี้ยนกับกายยักษี
แล้วส่งให้นางนั้นทันที นี่รูปทศกัณฐ์เจ้าลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลซ้ายขวา
เบียดเสียดเยียดยัดกันเข้ามา ดูรูปเลขาพญายักษ์
ต่างคนต่างว่าน่าเกลียดชัง มือหัวรุงรังอัปลักษณ์
อหังการต้านต่อพระหริรักษ์ โคตรยักษ์จึ่งสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระภุชพงศ์รังสรรค์
เที่ยวประพาสพฤกษาในอารัญ จนสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน
จึ่งเลิกจตุรงค์ทวยหาญ ข้ามธารผ่านเนินสิงขร
รีบเร่งโยธาพลากร คืนเข้านครอยุธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นางอดูลปีศาจยักษา
รู้ว่าพระรามเสด็จมา ยินดีปรีดาด้วยสมคิด
ดั่งได้สมบัติพัสถาน ในวิมานช่อชั้นดุสิต
กลับกลายหายตัวไปด้วยฤทธิ์ เข้าสถิตในรูปที่เขียนไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น พระสนมกำนัลน้อยใหญ่
ครั้นเห็นนางนั้นหายไป ในท่ามกลางฝูงนารี
ตกใจคิดได้ว่าปีศาจ ร้องตรีดหวีดหวาดอึงมี่
ล้มลุกคลุกคลานไม่สมประดี วิ่งหนีปะทะปะกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ครั้นแจ้งว่าองค์พระทรงธรรม์ ถึงเกยสุวรรณพรรณราย
นางจึ่งลบรูปอสุรา ล้างด้วยคงคาก็ไม่หาย
ยิ่งเห็นจะแจ้งลวดลาย โฉมฉายประหวั่นพรั่นใจ
ความกลัวอาญาพระทรงฤทธิ์ สุดคิดที่จะทำกระไรได้
จึ่งเอากระดานเข้าซ่อนไว้ ใต้แท่นบรรทมพระจักรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ