สมุดไทยเล่มที่ ๗๘

๏ เมื่อนั้น หนุมานชาญฤทธิ์สิทธิศักดิ์
ครั้นเสร็จซึ่งสั่งขุนยักษ์ บ่ายพักตร์มายังโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งยอกรขึ้นถวายบังคม พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ยืนยันสำรวมอินทรีย์ ขุนกระบี่กำบังกายา
บัดเดี๋ยวทั้งตัวแลเงาหาย ไม่ปรากฏกายแก่ยักษา
เหาะขึ้นยังพื้นเมฆา ด้วยกำลังศักดาวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายกระบี่องคตชาญสมร
เห็นลูกพระพายฤทธิรอน อยู่กลางอัมพรก็ยินดี
จึ่งเอาศีลาที่ฝังไว้ อันใส่ดวงใจยักษี
เหาะระเห็จเตร็จฟ้ามาทันที ยังที่คำแหงหนุมาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ครั้นเห็นหลานท้าวมัฆวาน ก็สำราญด้วยสมอารมณ์คิด
จึ่งว่าครั้งนี้ทศกัณฐ์ มันจะถึงพรหมลิขิต
เราจะไปเฝ้าพระทรงฤทธิ์ ถวายดวงจิตอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ว่าแล้วจึ่งสองทหาร เหาะทะยานไปโดยเวหา
ดั้นหมอกออกกลีบเมฆา ตรงมาที่ประทับโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงนบนิ้วบังคมบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
ถวายดวงใจอสุรี แล้วทูลพระตรีภูวไนย
ข้าลวงทศพักตร์กับนักสิทธ์ จึ่งเอาดวงจิตนี้มาได้
แสนยากลำบากเป็นพ้นไป กว่ารับสั่งใช้แต่หลังมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังหนุมานทูลมา ทั้งเห็นดวงวิญญาณ์ทศพักตร์
มีความปรีดิ์เปรมเกษมศานต์ สำราญฤทัยพระทรงจักร
ดั่งได้สีดานงลักษณ์ มาชมกับตักพระจักรี
จึ่งตรัสว่าแก่พระอนุชา ซึ่งแก้วตาให้ไปบอกพี่
ว่าวายุบุตรผู้ฤทธี กระบี่ทำการทรยศ
กลับไปเข้าด้วยทศพักตร์ โหมหักตีพลเราแตกหมด
จนถึงตัวเจ้าก็ไม่ลด หยาบช้าสาหสเป็นพ้นไป
บัดนี้เขาได้ดวงใจมา พระอนุชาจะคิดเป็นไฉน
ทำศึกหรือเจ้าเบาใจ มิได้ตริตรองดูให้ดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี ชุลีกรสนองพระวาจา
อันซึ่งเล่ห์กลหนุมาน คิดอ่านล่อลวงยักษา
ลึกซึ้งพ้นที่จะคณนา ในอุบายมารยาแยบคาย
ถ้าจะนับดวงดาวในอัมพร หยั่งมหาสาครกระแสสาย
ด้วยกำลังปัญญาอัชฌาชาย พอจะหมายนับหยั่งได้ดั่งใจ
อันจะหยั่งปัญญาวายุบุตร เห็นสุดที่น้องรักจะหยั่งได้
ด้วยเล่ห์กลนั้นพ้นประมาณไป ที่ในท่วงทีแลปรีชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
จึ่งตรัสแก่พระอนุชา อันวายุบุตรวุฒิไกร
ซื่อตรงจงรักภักดี จะมีสิ่งใดเปรียบก็หาไม่
ถึงจะเอาเดือนดาวอโณทัย ก็จะได้ดั่งใจไม่ยากนัก
หนุมานเหมือนหนึ่งขุนพลแก้ว หาไม่ได้แล้วทั้งไตรจักร
เป็นคู่สร้างมาล้างเหล่ายักษ์ ปรปักษ์พ่ายแพ้ฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กำแหงหนุมานทหารกล้า
จึ่งทูลสมเด็จพระจักรา บัดนี้ข้าลวงทศกัณฐ์
ให้ยกหมู่พลนิกาย มาตั้งอยู่ชายพนาสัณฑ์
ว่าจะจับองค์พระทรงธรรม์ พาไปให้มันถึงทัพชัย
อันทศเศียรขุนมาร จะแจ้งการว่ากลก็หาไม่
แม้นเห็นตัวข้ากลับไป ก็จะให้ยกพลตามมา
จะขอลาเบื้องบาทพระทรงจักร ไปเยาะเย้ยขุนยักษ์จงหนักหนา
ให้มันได้อายแก่เทวา แม้นว่าจะเข้ามาโรมรัน
พระองค์จงแผลงพรหมาสตร์ ไปพิฆาตอสุราโมหันธ์
ข้าจะขยี้ดวงใจมัน ให้สิ้นชีวันทันที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ว่าแล้วประณตบทบงสุ์ องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
พาเอาดวงใจอสุรี ขุนกระบี่เหาะขึ้นยังอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
ครั้นเห็นหนุมานฤทธิรอน เขจรอยู่กลางเมฆา
ไม่รู้ในกลขุนกระบี่ อสุรีแสนโสมนัสสา
ดั่งได้สวรรค์ชั้นฟ้า สำรวลสรวลร่าสำราญใจ
สิ้นทั้งสิบปากกระดากลิ้น เมืองแมนแดนดินก็หวาดไหว
ตบหัตถ์สนั่นครั่นไป เร่งให้ขับหมู่โยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วร้องว่าเหวยหนุมาน เหตุใดจึ่งนานหนักหนา
เร่งส่งพระลักษมณ์พระรามมา ให้แก่บิดาบัดนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
เห็นทศพักตร์อสุรี ขับหมู่โยธีพลากร
จะใกล้ถึงที่สนามยุทธ์ ใกล้พระจักรภุชทรงศร
ก็ลงมาจากอัมพร ด้วยกำลังฤทธิรอนชาญฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วออกยืนขวางมรคา สำแดงฤทธาเข้ากางกั้น
ทำยักคิ้วหลิ่วตาขบฟัน ชูใจกุมภัณฑ์แล้วร้องไป
เหวยเหวยอะไรอยู่ในนี้ ยักษียังรู้หรือหาไม่
จงพินิจพิศดูให้แจ้งใจ นี่คืออันใดเร่งบอกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
แลเห็นซึ่งแท่งศีลา พญามารสลดระทดใจ
ตระหนกอกสั่นขวัญหนี จะมีสมประดีก็หาไม่
หน้าซีดผาดเผือดไปทันใด ดั่งจะม้วยบรรลัยไปทั้งเป็น
จึ่งร้องว่าดูก่อนหนุมาน ท่านนี้ก่อกรรมทำเข็ญ
พ่อได้เลี้ยงดูให้อยู่เย็น เป็นบุตรบุญธรรม์ยอดรัก
อันตัวของเจ้าผู้ศักดา ทั้งสติปัญญาก็แหลมหลัก
บาปบุญคุณโทษทรลักษณ์ ย่อมประจักษ์อยู่แล้วทุกสิ่งไป
ควรหรือมาอกตัญญู จะรู้คุณบ้างก็หาไม่
ตัวพ่อคนซื่อจึ่งไว้ใจ ให้แสนสมบัติอันโอฬาร
ทั้งฝูงอนงค์ทรงโฉม เป็นที่ประโลมสงสาร
เอ็นดูพ่อเถิดนะหนุมาน ขอทานดวงจิตของบิดา
จงส่งให้พ่อเถิดเอาบุญ คุณนั้นจะมีไปภายหน้า
อย่าให้ได้ทุกข์เวทนา สิ้นชีพชีวาในครั้งนี้ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เหวยเหวยอสุรีทศกัณฐ์
ตัวท่านเป็นคนอาสัตย์ สารพัดมืดมัวโมหันธ์
มิได้ตั้งอยู่ในทศธรรม์ จึ่งบันดาลให้เกิดภัยพาล
สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ก็บรรลัย เพราะใครก่อกรรมนำผลาญ
เมื่อทำผิดอยู่แต่บุราณ จึ่งเกิดการวิบัติไปทั้งนี้
อันองค์สมเด็จพระสี่กร ฤทธิรอนล้ำฟ้าราศี
ใช่ว่าสมบัติจะไม่มี จึ่งยกโยธีตามมา
ชิงเอาสมบัติพัสถาน ศฤงคารบริวารของยักษา
เพราะท่านทุจริตพาลา ไปลักองค์สีดานงลักษณ์
มาไว้ที่ในพระนคร พระสี่กรจึ่งยกมาหาญหัก
ตามความทารุณของขุนยักษ์ จักว่าเราลวงนั้นผิดไป
แม้นท่านส่งองค์สีดามา ดวงใจยักษาจะส่งให้
ถ้าว่ามิส่งอรไท ก็ไม่ส่งดวงใจอสุรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ได้ฟังดั่งต้องอสุนี ไม่รู้ที่บิดเบือนเจรจา
จึ่งว่าดูก่อนหนุมาน ท่านว่านี้ชอบหนักหนา
ซึ่งเราไม่อยู่ในสัจจา ไปลักสีดามาไว้
เหตุด้วยถึงพรหมลิขิต จึ่งไม่ยั้งจิตคิดได้
รู้แล้วว่าจะม้วยบรรลัย จะไว้เกียรติไปในธาตรี
ว่าเราสู้ตายด้วยความรัก ให้ไตรจักรรู้ทั่วทุกราศี
อันโฉมนางสีดาเทวี ที่เราจะส่งอย่าสงกา
แม้นว่าชาตินี้มิได้ชม จะขอสมนางในชาติหน้า
ให้ได้โฉมยงองค์สีดา มาไว้พิศวาสอย่าคลาดคลาย
แต่อย่าให้เหมือนตัวท่าน เป็นพาลทรยศไม่รู้หาย
ลวงล่อจนพ่อนี้จำตาย จะเสียพยศร้ายไปเมื่อไร
เราเลี้ยงเป็นถึงลูกรัก จะรู้จักคุณบ้างก็หาไม่
อันมงกุฎสังวาลอำไพ จงส่งมาให้กูบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ว่าไยฉะนี้นะขุนยักษ์
ช่างด้านหน้าเจรจาด้วยโมหันธ์ ไม่อายเทวัญทั้งไตรจักร
ดูดั่งชาติชายทรลักษณ์ สารพัดอัปลักษณ์ทุกสิ่งไป
ประเวณีผู้ทำการยุทธ์ สุดแต่เอาชัยให้จงได้
จะว่าเราลวงด้วยอันใด เป็นวิสัยกลศึกบุราณมา
อันสิ่งของให้แล้วกลับทวงเล่า ท่านลวงเราอีกสิไม่ว่า
ถ้อยคำดั่งเด็กพาลา ไม่มีสัจจาในวาที
อันมงกุฎแก้วสุรกานต์ กุณฑลสังวาลของยักษี
ตัวเรามิได้ไยดี อสุรีจงคืนเอาไป
ว่าพลางก็เปลื้องเครื่องประดับ ทับทรวงมงกุฎออกโยนให้
แล้วจึ่งเยาะเย้ยไยไพ ชูชี้ดวงใจกุมภัณฑ์
กลอกไว้กับบนหัตถา แยกเขี้ยวหลิ่วตาแล้วสรวลสันต์
ดั่งหนึ่งจะโยนดวงใจนั้น ให้ทศกัณฐ์กับกร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ กราวรำ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศเศียรชาญสมร
ครั้นเห็นอาการวานร ให้เร่าร้อนฤๅทัยดั่งไฟพิษ
จึ่งร้องว่าเหวยหนุมาน ตัวเองทำการทุจริต
มิได้ซื่อตรงต่อมิตร คิดแต่โกหกมารยา
มาตรแม้นมิได้ดวงใจกู รู้แล้วว่าจะม้วยสังขาร์
อันธรรมดาสัตว์เกิดมา ใช่ว่าจะพ้นความตาย
ถึงเขาพระสุเมรุอันสูงสุด เป็นมงกุฎโลกทั้งหลาย
ครั้นต้องไฟกัลป์อันตราย ย่อมรู้ฉิบหายไปเหมือนกัน
ตัวเราผู้มีอานุภาพ ปราบไปได้ทั่วสรวงสวรรค์
เป็นใหญ่ในไตรภพนั้น จะครั่นคร้ามความตายเมื่อไรมี
แต่จะกลับเข้าไปลงกาก่อน สั่งอนงค์นิกรสาวศรี
กับนางมณโฑเทวี พรุ่งนี้จะยกออกมา
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งโลทันมารยักษา
ให้กลับรถแก้วแววฟ้า เลิกพลโยธาเข้าเวียงชัย ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
เห็นทศกัณฐ์คืนเข้ากรุงไกร ก็กลับไปเฝ้าองค์พระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
ทูลตามโต้ตอบอสุรี บัดนี้องค์ท้าวทศกัณฐ์
เลิกทัพกลับเข้าเวียงชัย จะไปลามณโฑเมียขวัญ
กับนางนักสนมกำนัล พรุ่งนี้กุมภัณฑ์จะยกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศา
ฟังลูกพระพายผู้ศักดา ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งให้กลับมหาเวไชยันต์ พลขันธ์โห่ร้องอึงมี่
เสียงสนั่นลั่นเลื่อนธาตรี ภูมีคืนเข้ายังพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้ร่าย

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศพักตร์ยักษา
เดินทางในหว่างมรคา อสุราสลดระทดใจ
โอ้อนิจจาแก่ตัวกู แต่จะรู้เท่าลิงก็หาไม่
เสียยศเสียเกียรติทุกสิ่งไป ด้วยหลงกลแก่ไอ้หนุมาน
แต่มันทำเล่ห์เพทุบาย มาดหมายจำนงจงผลาญ
เป็นหลายครั้งมาช้านาน หรือบันดาลเชื่อฟังปัจจามิตร
ทั้งนี้ก็เพื่อผลกรรม นำให้ถึงพรหมลิขิต
พระเร่าร้อนฤๅทัยดั่งไฟพิษ ตะลึงคิดจนเข้าลงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยแก้ว แล้วลงจากราชรัถา
พระองค์กระด้างทั้งกายา มิใคร่จะลีลาไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดพิสมัย
ทั้งฝูงอนงค์กำนัลใน แลไม่เห็นเศียรทศกัณฐ์
สิ้นทั้งพระกรซ้ายขวา กัลยาตกใจตัวสั่น
เพียงจักสิ้นชีพชีวัน พากันวิ่งวุ่นออกไปรับ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้จึ่งเห็นพระองค์ พร้อมสิ้นทรวดทรงเครื่องประดับ
ก้มเกล้ากราบลงด้วยคำนับ แล้วรับพระองค์ดำรงมา
ลางนางเข้าจูงพระกร บทจรห้อมล้อมซ้ายขวา
บ้างประคองพญาอสุรา ขึ้นยังมหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งฝูงนางอนงค์ ช่วยเปลื้องเครื่องทรงออกให้
บ้างเอาสุคนธ์มาลูบไล้ ลางนางได้พัดมาปัดวี
บ้างเข้าอยู่งานนวดฟั้น คั้นหัตถ์บาทายักษี
อันนางกำนัลทุกนารี มีเนตรคลอด้วยชลนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นเห็นมณโฑกัลยา กับนางอสุราทั้งปวง
ให้สลดระทดพระทัยนัก พินิจพิศพักตร์แล้วเป็นห่วง
แสนเสียดายแสนรักสลักทรวง ดั่งดวงชีวิตจะบรรลัย
คิดความวิโยคโศกศัลย์ มิอาจจะกลั้นกันแสงได้
นํ้าพระเนตรอาบองค์ลงไป ไหลดั่งสหัสธารา
จึ่งว่ามณโฑเจ้าพี่ มารศรีผู้ยอดเสน่หา
ซึ่งมิเชื่อฟังกัลยา ชะรอยว่าเวรามาตามทัน
จะคิดสิ่งไรก็วิปริต สารพัดมืดมิดด้วยโมหันธ์
สำหรับวิบากจะจากกัน ที่ผิดนั้นเห็นเป็นว่าดี
บัดนี้หนุมานมันทรยศ คิดคดกลับกลายไปจากพี่
ลวงพระโคบุตรมุนี เอาดวงชีวีของพี่ไป
ครั้งนี้น่าที่จะจากเจ้า ยุพเยาว์ผู้ยอดพิสมัย
ถึงกรรมแล้วจำจะบรรลัย จำเป็นจำไกลกัลยา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดเสน่หา
ได้ฟังสมเด็จพระภัสดา ดั่งดวงวิญญาณ์จะทำลาย
สองกรข้อนทรวงอัคเรศ แสนทุกข์แสนเทวษใจหาย
เพียงหนึ่งเศียรขาดออกจากกาย โฉมฉายก็ร่ำโศกี
โอ้ว่าพระองค์ทรงภพ เลื่องชื่อลือลบทุกราศี
ควรหรือไม่รู้เท่าไพรี จะมาม้วยชีวีอนาถใจ
เมียได้ทูลห้ามไว้แต่หลัง จะเชื่อฟังคำบ้างก็หาไม่
เห็นผิดนั้นกลับเป็นชอบไป เอาศัตรูมาไว้เป็นมิตร
พระซื่อต่อคนจนตนตาย ให้ลิงร้ายมาลวงเอาดวงจิต
ร่ำพลางกอดบาทซบโมลิศ แสนโศกเพียงชีวิตจะมรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
เห็นเมียรักทรงโศกา อสุราสลดระทดใจ
ส้วมสอดกอดไว้แล้วพาที เจ้าพี่ผู้ยอดพิสมัย
คิดคิดจะใคร่พาอรไท หนีไปอยู่ขอบจักรวาล
กับองค์สีดานงลักษณ์ ซึ่งพี่รักยอดสงสาร
ให้พ้นภัยเภทเหตุการณ์ แล้วคิดบันดาลละอายใจ
แก่หมู่เทวาสุราฤทธิ์ ทศทิศจะนินทาได้
อันการจะถึงที่บรรลัย ใครจะหนีได้ก็ผิดที
แม้นว่าหาบุญพี่ไม่แล้ว น้องแก้วผู้มิ่งมารศรี
เจ้าค่อยฝากองค์เทวี แก่พิเภกซึ่งเป็นอนุชา
อดความห้ามใจให้จงหนัก น้องรักจำคำพี่ว่า
ตัวพี่จะม้วยมรณา กลับมาจะสั่งเจ้าวันนี้
รุ่งเช้าตัวเจ้าจะพลัดพราก จำเป็นจำจากอกพี่
จะได้เห็นหน้าแต่ราตรี พรุ่งนี้จะลาเจ้าไป ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดพิสมัย
ได้ฟังบัญชาภูวไนย อรไทครวญคร่ำรำพัน
โอ้ว่าพระจอมโลกา พรุ่งนี้จงพาเมียขวัญ
ไปด้วยพระองค์ทรงธรรม์ โรมรันอริราชไพรี
เมียไม่ขออยู่จะสู้ม้วย ตายด้วยเป็นเพื่อนบทศรี
ดีกว่าซึ่งมีชีวี พ้นที่ทนทุกข์ลำบากใจ
อันซึ่งพิเภกอนุชา เมียจะฝากกายากระไรได้
จะรู้ที่ดูหน้าประการใด จะชอกชํ้าฤๅทัยเป็นนิรันดร์
พระองค์จงงดอยู่ก่อน เอาปัญญาผันผ่อนอย่าหุนหัน
อยู่ด้วยเมียรักสักสามวัน เลือกอันตรายจะบรรเทา
เหตุนี้เป็นต้นด้วยหนุมาน ดั่งองค์พระกาลมาผลาญเผา
ติดตัวตามเตือนอยู่เหมือนเงา หวังจะเอาชีวิตจิตใจ
ตั้งแต่วันนี้จะแสนเทวษ ใครจะปกเกศก็หาไม่
ร่ำพลางสะอื้นอาลัย นิ่งไปกับบาทพญามาร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดสงสาร
เห็นมณโฑกัลยายุพาพาล นงคราญกันแสงร่ำไร
ต่างตนแสนโศกด้วยความรัก ซบพักตร์ลงแล้วก็ร้องไห้
เสียงแซ่อื้ออึงคะนึงไป สิ้นทั้งวังในอสุรา
สำเนียงดั่งลมบรรลัยกาล มาพัดพานล้างโลกทุกทิศา
ต่างตนต่างฟายน้ำตา โศกาครวญคร่ำรำพัน
โอ้ว่าพระจอมมงกุฎภพ ทรงเดชลือลบสรวงสวรรค์
เลี้ยงข้านี้เป็นสัจธรรม์ พระคุณนั้นยิ่งฟ้าดิน
ตั้งแต่นี้ไปเมืองมาร จะเดือดร้อนรำคาญด้วยกันสิ้น
จะเสื่อมสุขทุกหมู่อสุรินทร์ มีแต่จะกินน้ำตา
ทีนี้จะผินพักตร์ไปพึ่งใคร เหมือนพระภูวไนยนาถา
ร่ำพลางฝูงนางกัลยา โศกาเพียงสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
แสนเทวษจนรุ่งสุริยัน กุมภัณฑ์ก็คิดมานะใจ
อันจะย่อท้ออยู่มิออกรบ สามภพจะหมิ่นนินทาได้
ว่ากูเป็นใหญ่ในแดนไตร มีใจครั่นคร้ามแก่ไพรี
จำเป็นจะออกไปต่อฤทธิ์ ถึงจะสิ้นชีวิตให้รู้ที่
คิดแล้วย่างเยื้องจรลี ออกที่พระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ พร้อมเสนามาตย์ซ้ายขวา
แล้วมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งเสนามโหทร
เร่งเกณฑ์จตุรงค์ทวยหาญ เลือกล้วนชำนาญชาญสมร
กูจะยกออกไปราญรอน ต่อกรอริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ร่าย

๏ เกณฑ์หมู่จตุรงค์องอาจ เป็นกระบวนพยุหบาตรทัพใหญ่
เอาสัสดีที่ถือบาญชีไว้ เร่งให้ขับไพร่เข้ากองทัพ
เกณฑ์ได้พวกนั้นพวกโน้นหนี นายสมุห์บัญชีเที่ยวไล่จับ
ถึงจะแก้จำหน่ายก็ไม่รับ จับเอาพ่อตาแม่ยายมา
ผูกมัดรัดกันอุตลุด โบยตีลากฉุดไม่คิดหน้า
อื้ออึงคะนึงทั้งพารา ก็ได้มาตามสารบาญชี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรยักษี
หน้าตาไม่เป็นสมประดี อสุรีก็ปรับทุกข์กัน
ครั้งนี้พระองค์ทรงนครา จะยกโยธาพลขันธ์
ออกไปหักโหมโรมรัน ประจัญด้วยพวกกระบี่ไพร
เห็นสิ้นศักดาวราฤทธิ์ ที่จะรอดชีวิตนั้นหาไม่
ด้วยหนุมานลวงเอาดวงใจ ไปได้จากองค์พระนักพรต
อันเราเหล่าพลทั้งหลาย จะพากันพลอยตายเสียสิ้นหมด
ด้วยแสงศรพระรามทรงยศ จะเลี้ยวลดเลี่ยงหลีกไฉนดี
ครั้นจะหลบลี้มิออกไป ก็กลัวภัยพญายักษี
จะลงโทษาฆ่าตี จนถึงพี่น้องญาติกา
จำเป็นจะออกไปด้วยก่อน จึ่งค่อยผันผ่อนเอาข้างหน้า
เมื่อทัพชิดติดพันเข้ามา จึ่งจะล่าหลบลี้หนีไป
อันหมู่โยธาเสนายักษ์ จะฮึกฮักสักตนก็หาไม่
ด้วยความจำเป็นจำไป มาเข้าทัพชัยอสุรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศพักตร์ยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี อสุรีถวิลจินดา
ตัวกูเป็นวงศ์พรหเมศ เลื่องชื่อลือเดชทุกทิศา
วันนี้จะสิ้นชีวา จะให้เกียรตินั้นปรากฏไว้
ตราบเท่ากัลปาฟ้าดิน สิ้นทั้งสามภพสบสมัย
คิดแล้วร่ายเวทเกรียงไกร สำรวมใจนิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ชมตลาด

๏ บัดเดี๋ยวก็กลับกลายเพศ เป็นท้าวตรีเนตรเรืองศรี
ทรงโฉมประโลมโลกีย์ ใครเห็นเป็นที่จำเริญนัก
ผิวผ่องพึงพิศผุดผาด งามวิลาสลํ้าเลิศในไตรจักร
กรายกรอ้อนแอ้นพริ้มพักตร์ พญายักษ์มาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ ปทุมแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธาทิพย์หอมหวาน
สนับเพลารายพลอยสุรกานต์ ภูษาลายก้านกระหนกกลาย
ชายแครงประดับปัทมราช ชายไหวทิพมาศฉานฉาย
ฉลององค์ทรงประภาสสุพรรณพราย สังวาลศึกสามสายดวงลอย
ตาบทิศทับทรวงมรกต รัดองค์เครือขดเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดประดับพลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยพรายตา
ทรงมหามงกุฎเนาวรัตน์ กรรเจียกแก้วจำรัสเวหา
ห้อยพวงสุวรรณมาลา กรขวาจับพระขรรค์อันฤทธี
เหมือนองค์หัสนัยน์เทวราช งามวิลาสจำรัสรัศมี
เสด็จจากอาสน์แก้วรูจี จรลีมาหาเมียรัก ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

โอ้

๏ ครั้นถึงส้วมกอดอัคเรศ แสนทุกข์แสนเทวษเพียงอกหัก
พินิจพิศเพ่งเล็งพักตร์ พญายักษ์สะท้อนถอนใจ
แล้วมีวาจาอันสุนทร ดูก่อนเยาวยอดพิสมัย
อันตัวของพี่จะบรรลัย ทรามวัยค่อยอยู่ให้จงดี
จะได้เห็นหน้ากันแต่ครู่เดียว ทีนี้จะเหลียวไม่เห็นพี่
จงค่อยครอบครองอสุรี ฝูงนางสาวศรีพระกำนัล
สิ่งใดซึ่งได้ผิดพลั้ง แต่หลังด้วยความหุนหัน
อย่าให้เป็นเวรากัน ขวัญเมืองจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดเสน่หา
ได้ฟังสมเด็จพระภัสดา ดั่งหนึ่งชีวาจะบรรลัย
กราบลงกับเบื้องบาทบงสุ์ ข้อนทรวงแล้วทรงกันแสงไห้
กอดข้อพระบาทเข้าไว้ ร่ำไรรำพันวิงวอน
พระองค์ผู้ทรงศักดา เมตตาจงงดอยู่ก่อน
อย่าเพ่อออกไปราญรอน ภูธรยั้งคิดดูให้ดี
จงส่งนางสีดาโฉมฉาย ไปถวายพระรามเรืองศรี
พระองค์ก็จะคงชีวี ภูมีจะได้อยู่ด้วยเมียรัก
ครองฝูงสนมบริวาร ศฤงคารไพร่ฟ้าอาณาจักร
ปกเกศสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ เป็นหลักจรรโลงโลกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ได้ฟังเมียรักจำนรรจา อสุรานิ่งขึงตะลึงคิด
ชลนัยน์ไหลนองคลองเนตร แสนเทวษอัดอั้นตันจิต
จึ่งว่าเจ้าผู้ร่วมชีวิต สุดคิดที่จะง้อไพรี
อันสัตว์เกิดมาในสงสาร จะหนีพระกาลได้ก็ใช่ที่
ถึงกรรมจำสิ้นชีวี มารศรีจะให้ส่งนางสีดา
จะรู้ที่ส่งไปกระไรได้ ดวงใจพี่ยอดเสน่หา
อดสูดูร้ายแก่เทวา นักสิทธ์วิทยานาคินทร์
จะว่าพี่กลัวรามลักษมณ์ ไตรจักรจะล่วงนินทาสิ้น
เราเป็นสุริย์วงศ์พรหมินทร์ จะให้โลกดูหมิ่นนั้นจนใจ
สู้ตายไม่เสียดายชีวัน จะย่อท้อต่อมันกระไรได้
ตัวพี่ก็ชายอาชาไนย ไม่คิดอาลัยแก่ชีวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ ว่าแล้วเสด็จยุรยาตร จากอาสน์สุวรรณเรืองศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี มาเกยมณีอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โศก

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดสงสาร
ทั้งฝูงสนมนงคราญ เยาวมาลย์พ่างเพียงจะขาดใจ
ต่างตนต่างฟายชลเนตร แสนทุกข์แสนเทวษละห้อยไห้
ก็พากันลงจากปราสาทชัย ตามไปยังเกยรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ซบ

โอ้

๏ ครั้นถึงจึ่งฝูงอนงค์นาฏ เข้ากอดเบื้องบาททั้งซ้ายขวา
ต่างตนต่างร่ำโศกา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เห็นนางมณโฑเทวี กับฝูงนารีกำนัลใน
ตามมาโศการ่ำรัก พญายักษ์ไม่กลั้นโศกได้
พิศพักตร์พลางสะท้อนถอนใจ กอดนางเข้าไว้แนบกาย
รับขวัญแล้วกล่าววาที นางกัลยาณีทั้งหลาย
เราเคยเป็นสุขสนุกสบาย ทีนี้พี่จะตายจากรัก
เป็นกรรมมาจำพลัดพราก แสนวิบากพ่างเพียงอกหัก
ที่ไหนจะได้คืนมาเห็นพักตร์ นงลักษณ์ค่อยอยู่จงดี
จงปกป้องครองกันให้สำราญ เยาวมาลย์อย่าลืมคำพี่
โอ้นางมณโฑเทวี พี่ขอฝากสาวศรีพระกำนัล
ไว้แก่เจ้าผู้ดวงใจ ผิดพลั้งสิ่งใดจงผ่อนผัน
ช่วยพิทักษ์รักษาโดยธรรม์ ขวัญเมืองจงเห็นแก่พี่ยา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นาลนางมณโฑเสน่หา
กับฝูงอนงค์ทรงลักขณา ได้ฟังวาจาภูวไนย
ตีอกเข้าแล้วก็กลิ้งเกลือก เสือกองค์ลงทรงกันแสงไห้
ต่างตนครวญคร่ำร่ำไร ด้วยความรักใคร่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ นางมณโฑว่าโอ้พระทรงเดช พระคุณดั่งบิตุเรศรังสรรค์
ได้พึ่งบาทร่มเย็นเป็นนิรันดร์ ดั่งฉัตรแก้วกั้นโมลี
ทีนี้จะทิ้งเมียไว้ ไม่อาลัยแก่ข้าบทศรี
อยู่หลังจะตั้งแต่โศกี ถึงองค์ภูมีไม่เว้นวาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ นางสนมว่าโอ้พระทูลกระหม่อม จะจากจอมเกศไปน่าใจหาย
เคยรองบาทเป็นสุขสนุกสบาย ทีนี้จะพลัดพรายไปจากกัน
ด้วยพระร่มโพธิ์แก้วจะล่วงลับ ดั่งเดือนดับสิ้นแสงฉายฉัน
จะเย็นเชียบเงียบเหงาทั้งวังจันทร์ สารพันจะทุกข์ทุกนาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ นางมณโฑว่าโอ้ประทีปแก้ว จะดับแล้วสิ้นแสงรัศมี
เคยเห็นมิได้เห็นภูมี จะแสนทวีด้วยเทวษนิรันดร
พระองค์จงทรงพระแสงขรรค์ มาพิฆาตฟาดฟันเมียเสียก่อน
จึ่งยกโยธาพลากร ออกไปราญรอนด้วยพวกภัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ นางสนมว่าโอ้พระปิ่นปัก เสียดายนักจักหาที่ไหนได้
ควรหรือจะมาจากไป ทิ้งไว้ให้กินน้ำตา
อยู่หลังจะตั้งแต่เดือดร้อน แม้นตายเสียก่อนก็ดีกว่า
ร่ำพลางต่างข้อนอุรา โศกาเพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นเมียรักร่วมชีวี กับสนมนารีร่ำไร
ให้เป็นห่วงบ่วงใยพระทัยนัก พญายักษ์มิใคร่จะจากได้
ความรักรุมรึงตรึงใจ ดั่งศรเสียบอยู่ในกายา
พิศพักตร์มณโฑเยาวมาลย์ กับสนมนงคราญซ้ายขวา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา แล้วมีวาจาอันสุนทร
จงระงับดับเสียซึ่งวิโยค อย่าแสนโศกนักเลยดวงสมร
ปกป้องครองกันให้ถาวร บังอรค่อยอยู่สวัสดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร งามวิลาสดั่งท้าวโกสีย์
ขึ้นทรงรถแก้วรูจี แสนสุรเสนีก็ล้อมมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นออกมานอกพระนิเวศน์ ทอดพระเนตรเหลือบแลซ้ายขวา
พินิจพิศเพ่งดูพารา สนุกดั่งชั้นฟ้าสุราลัย
เสียดายมหาปราสาท โอภาสดั่งวิมานแขไข
ทั้งสามแก้วแวววาวอร่ามไป เคยได้เป็นสุขมาช้านาน
ทีนี้จะแลลับแล้ว ปราสาทแก้วที่เคยเกษมศานต์
เสียดายห้องทองอันโอฬาร งามจำรัสชัชวาลตระการตา
เคยฟังเสียงขับนางจำเรียง สำเนียงยั่วยวนเสน่หา
เคยภิรมย์สมสุขทุกเวลา อนิจจาแต่นี้จะลับไป
เห็นปราสาทมณโฑเมียรัก พญายักษ์ทอดถอนใจใหญ่
ยิ่งคิดยิ่งแสนอาลัย จะจำไกลจริงแล้วในครั้งนี้
อกเอ๋ยสารพัดจะพลัดพราก จะจากทั้งเมียมิ่งมารศรี
ดั่งทินกรลับเหลี่ยมคีรี ที่ไหนจะได้เห็นพักตรา
เสียดายฝูงนางอนงค์ ล้วนทรงเยาวลักษณ์เสน่หา
ตั้งแต่วันนี้จะลับตา คิดคิดก็น่าอนาถใจ
ครั้นมาถึงสวนอุทยาน เห็นมิ่งไม้ตระการงามไสว
ทรงดอกออกผลระบัดใบ กูได้มาเล่นเป็นนิรันดร์
กับฝูงสาวสนมบรมสุข แสนสนุกดั่งหนึ่งสวนสวรรค์
จะแลลับไปทุกคืนวัน สารพันจะวิบัติพลัดพราย
เสียดายสีดานงลักษณ์ ผิวพักตร์ผ่องเพียงเดือนฉาย
ทรงโฉมประโลมใจชาย ได้อยู่สบายในที่นี้
จะจำจากทั้งสวนมาลา จะไกลทั้งสีดามารศรี
จะใคร่ไปชมนางเทวี แต่ในวันนี้ให้อิ่มใจ
แล้วคิดอายหมู่เทวัญ นักสิทธ์คนธรรพ์จะติได้
จะว่ากูหากแกล้งบิดไป มิใคร่จะต่อกับไพริน
โอ้ว่าแต่นี้นะลงกา จะลับตาเสื่อมสูญไปสิ้น
แสนสนุกยิ่งกว่าเมืองอินทร์ เป็นถิ่นที่สามโลกประชุมกัน
จะอยู่ในอำนาจมนุษย์ จะสิ้นสุดซึ่งความเกษมสันต์
สำหรับจะอัปภาคย์ทุกคืนวัน สารพันจะได้เดือดร้อน
ยิ่งคิดยิ่งแสนเสียดายนัก แสนสลักอกเพียงต้องศร
แสนเทวษแสนโศกอาวรณ์ แสนทุกข์แสนร้อนรำคาญ
ให้เปล่าเปลี่ยวพระทัยพันทวี ดั่งหนึ่งไม่มีทวยหาญ
เหมือนมาแต่องค์พญามาร บันดาลให้เยือกเย็นใจ
อันหมู่อสุรโยธา จะบันเทิงเริงร่าก็หาไม่
บรรดาธงฉานธงชัย จะโบกสะบัดหวาดไหวก็ไม่มี
นกแสกบินเฉี่ยวเอางอนรถ เสียงโห่ปรากฏดั่งเสียงผี
กลาบาตตกลงกลางโยธี แผ่นพื้นปถพีเป็นเปลวไฟ
อันต้นไม้ซึ่งอยู่ริมทาง กิ่งใบกระด้างมิได้ไหว
ที่ผลิดอกออกผลก็หายไป ทั้งปักษีก็ไม่ร่ำร้อง
อันมหาพิชัยรถทรง กำกงไม่ลั่นกึกก้อง
ราชสีห์เงื่องงุนไม่ลำพอง ฟ้าร้องเมฆมืดพระสุริยา
สารพัดเป็นลางประหลาดสิ้น อสุรินทร์ยิ่งโทมนัสสา
ขืนใจให้รีบโยธา ไปตามมรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๔๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงโดยกระบวนทัพขัน
เป็นกองเป็นหมวดตรวจกัน คอยจะโรมรันไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกเรืองศรี
ไสยาสน์เหนืออาสน์รูจี ยังที่สุวรรณพลับพลา
ตรึกไปในการรณยุทธ์ พระทรงครุฑแสนโสมนัสสา
ด้วยได้ดวงใจอสุรา ทศพักตร์นั้นมาไว้กับกร
พอล่วงปัจฉิมราตรี ภาณุมาศส่องศรีประภัสสร
ดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร สกุณาบินร่อนหากัน
เสนาะเสียงจักจั่นเจื้อยแจ้ว การเวกไก่แก้วประกาศขัน
เหมือนจะแกล้งถวายชัยพระทรงธรรม์ สำเนียงสนั่นจับใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ก็เสด็จโสรจสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
จับพระแสงพรหมาสตร์ฤทธิไกร ภูวไนยออกสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมอัษฎาทศมงกุฎ ทหารฤทธิรุทรซ้ายขวา
ทั้งชมพูขีดขินนครา เฝ้าบาทดาษดาประนมกร
จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งลูกพระอาทิตย์ชาญสมร
จงเตรียมโยธาวานร เราจะไปราญรอนทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพตัวขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ จัดเป็นสุบรรณพยุห์บาตร นิลราชเป็นเศียรปักษา
เกยูรมายูรเป็นสองตา ปิงคลาเป็นปากสกุณี
อันขุนกระบินทร์นิลขัน เป็นคอสุบรรณปักษี
ปีกขวานิลนนท์มนตรี ปีกซ้ายกระบี่ทวิพัท
วานรสุรเสนสุรการ เป็นสองเท้าทะยานยืนหยัด
พระทรงครุฑเป็นตัวครุฑรัตน์ หางคือมหัทวิกัน
เตียวเพชรจังเกียงกระบี่พล รายเป็นเล็บขนสลับคั่น
สุครีพหนุมานพิเภกนั้น เคียงรถสุวรรณพระสี่กร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์พระจักรกฤษณ์อดิศร
กับพระอนุชาฤทธิรอน บทจรไปสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ไขท่อนํ้าทิพย์อโนดาต สุคนธ์ธารกุสุมาศหอมหวาน
ต่างทรงสนับเพลาอลงการ เชิงงอนแก้วก้านกระหนกกลาย
พระเชษฐาผ้าทิพย์เครือหงส์ พระลักษมณ์ทรงภูษิตเทเวศถวาย
ชายแครงชายไหวพรรณราย ฉลององค์ลอยลายฉลุดวง
ตาบทิศสะอิ้งแก้วกุดั่น สังวาลวัลย์มรกตรุ้งร่วง
ทับทิมทิพย์ประดับทับทรวง พาหุรัดโชติช่วงทองกร
ธำมรงค์อมรินทร์พลอยเพชร มงกุฎเก็จเนาวรัตน์ประภัสสร
ห้อยสุวรรณกุณฑลกรรเจียกจร สง่างามอรชรทั้งสององค์
ต่างทรงศรสิทธิ์พระแสงขรรค์ ตามกันลีลาศดำเนินหงส์
พร้อมหมู่พานรินทร์สุริย์วงศ์ เสด็จมาทรงรถอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน กงประไพแก้วประพาฬประภัสสร
ดุมทองดวงทูบอรชร แอกงอนอ่อนงามสลวยลอย
บัลลังก์บทลวดประกวดภาพ เครือกระหนกครุฑกระหนาบจับนาคห้อย
บุษบกบันสะบัดจำรัสพลอย ทวยช้อยทองช่อปราลี
เทียมสินธพสิบเทเวศ ลำพองลํ้าเพศราชสีห์
เผ่นโจนโผนจรด้วยฤทธี ขุนรถขับรี่ดั่งลมกาล
พระลักษมณ์นั่งประณตประนมหัตถ์ เครื่องสูงแถวฉัตรธงฉาน
เสียงกลองซ้องกลบกังสดาล พวกหาญพลโห่เป็นโกลา
กงเลื่อนก้องลั่นพันลึก เสียงคึกแซ่ลั่นสนั่นป่า
โบกธงบ่ายทัพยาตรา กองหน้าเกณฑ์นำเสด็จจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวนอก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ