สมุดไทยเล่มที่ ๙๗

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงฝูงเทเวศทุกทิศา
ทั้งนางอัปสรกัลยา เห็นน้องพระจักราสี่กร
สังหารบรรลัยจักรอสุรี สุดสิ้นชีวีด้วยแสงศร
ต่างองค์ปรีดาสถาวร เปิดบัญชรแก้วทุกวิมาน
เยี่ยมยิ้มพริ้มพักตร์สรวลสันต์ ตบหัตถ์สนั่นฉาดฉาน
โปรยข้าวตอกดอกดวงผกากาญจน์ สุคนธ์ธารทิพรสลงมา
บ้างบรรเลงเพลงขับถวายเสียง สำเนียงมี่สนั่นทั้งเวหา
อวยชัยให้พรพระอนุชา ทั่วทุกนางฟ้าแลเทวัญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายณ์รังสรรค์
ครั้นเสร็จสังหารกุมภัณฑ์ ชาวสวรรค์โปรยดวงสุมามาลย์
เกลื่อนกลาดดาษพื้นแผ่นดิน ส่งกลิ่นเสาวรสหอมหวาน
พระเลือกชมดมดวงสุมนมาลย์ แสนสุขสำราญภิรมยา
พลลิงพลยักษ์ทั้งนั้น ชิงกันเก็บทิพย์บุปผา
บ้างหัดบ้างแซมเกล้ามา บันเทิงเริงร่าทุกโยธี
จนเพลาสายัณห์รอนรอน ทินกรเลี้ยวเหลี่ยมคีรีศรี
เสด็จขึ้นรถรัตน์มณี ให้เลิกโยธีพลไกร
ทวยหาญขานโห่ครื้นครั่น เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นแผ่นดินไหว
รีบโดยมรคาพนาลัย คืนไปสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองคอยเหตุยักษา
เห็นบรรลัยจักรอสุรา มรณาด้วยมือไพริน
ทั้งหมู่ม้ารถคชสาร จตุรงค์ทวยหาญก็สุดสิ้น
ความกลัวดั่งจะแทรกแผ่นดิน อสุรินทร์ก็เข้าธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงก้มเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรจักรวรรดิยักษี
ว่าพระโอรสไปราวี บัดนี้สวรรคาลัย
สิ้นทั้งม้ารถคชพล จะเหลือสักตนก็หาไม่
ทูลความแต่ต้นจนปลายไป ตามเหตุที่ได้เห็นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสี่พักตร์ยักษา
แจ้งว่าโอรสมรณา ด้วยศรศักดาไพรี
ตกใจดั่งสายสุนีบาต มาฟอนฟาดเศียรเกล้าเกศี
พิษสุมรุมร้อนพันทวี ชาบซ่านถึงที่ดวงใจ
ชลนาไหลหลั่งทั้งแปดเนตร แสนทุกข์แสนเทวษละห้อยไห้
แสนรักแสนเสียดายเป็นพ้นไป รํ่าไรครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ ปากหนึ่งว่าโอ้ลูกเอ๋ย ไม่เห็นเลยว่าจะสิ้นชีวาสัญ
เจ้าก็เรืองฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ ไปโรมรันจับได้มนุษย์มา
ปากสองว่าโอ้ด้วยไว้ใจ แก่ไอ้ราหูยักษา
ไพรีจึ่งรอดชีวา กลับผลาญแก้วตาวายปราณ
ปากสามว่าโอ้เจ้าแสนฉลาด มาประมาทว่ามีกำลังหาญ
จึ่งเสียทีแก่พวกภัยพาล ดั่งใช่ชายชาญชาตรี
ปากสี่ว่าโอ้จะแลลับ ดั่งเดือนดับเลี้ยวเหลี่ยมคีรีศรี
อยู่หลังจะได้แต่โศกี ทวีทุกข์ถึงไม่เว้นวัน
ทีนี้บิดาจะได้ใคร ไปชิงชัยด้วยมนุษย์โมหันธ์
สี่ปากครวญครํ่ารำพัน ดั่งหนึ่งชีวันจะมรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นค่อยคืนได้สมประดี อสุรีคิดถึงโอรสา
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสสั่งมหาเสนายักษ์
จงเกณฑ์พหลพลรบ กูจะไปรับศพบรรลัยจักร
ผู้เป็นพระโอรสรัก เข้ามาตำหนักอันโอฬาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุพินสันผู้ปรีชาหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดเป็นกระบวนพยุหบาตร โดยขนาดหมวดกองซ้ายขวา
ตั้งไว้ตามแถวมรคา เสร็จดั่งบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษี
จึ่งพาอัครราชเทวี มาขึ้นรถมณีอำไพ
ให้เคลื่อนพหลโยธา แสนสุรเสนากระบวนใหญ่
ออกจากทวารเวียงชัย ด้วยแสงแขไขในอัมพร
ส่องสว่างพ่างพื้นอากาศ รัศมีโอภาสประภัสสร
เร่งรีบโยธาพลากร บทจรตามเชิงคีรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงที่สนามรบ เห็นศพอสุรยักษี
เกลื่อนกลาดดาษพื้นปถพี อสุรีลงรถรัตนา
กับองค์นงลักษณ์อัคเรศ ให้กองคอยเหตุนั้นนำหน้า
เลี้ยวทางหว่างศพโยธา พลางทอดทัศนาแลไป
เห็นองค์พระโอรสราช เศียรขาดกลิ้งอยู่ริมทางใหญ่
สองกษัตริย์รีบเสด็จคลาไคล เข้ากอดศพรํ่าไรโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้

๏ พระบิดาว่าโอ้เจ้าดวงเนตร ทรงเดชปราบได้ทุกราศี
ควรหรือมาสิ้นชีวี กลิ้งอยู่กับที่สุธาธาร
ชนนีว่าโอ้พ่อจอมสวาท มานอนตายอนาถน่าสงสาร
เศียรขาดกลาดกลิ้งกับดินดาน ดูดั่งสาธารณ์ทรลักษณ์
บิตุเรศว่าโอ้พ่อตั้งใจ จะให้ครองไพร่ฟ้าอาณาจักร
สืบประยูรสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ เป็นหลักจรรโลงธานี
มารดาว่าพี่ของเจ้าตาย แม่ตั้งใจหมายจะฝากผี
ควรหรือมาม้วยชีวี หนีชนนีไปเมืองฟ้า
กำนัลว่าโอ้พระลูกเจ้า พระคุณเคยปกเกล้าเกศา
บำรุงเลี้ยงข้าทั้งนี้มา ผ่านฟ้ามิให้อนาทร
ประทานทั้งสมบัติพัสถาน ระแวงกิจราชการก็สั่งสอน
ตั้งแต่นี้ไปจะอาวรณ์ เดือดร้อนทนทุกข์ทุกกำนัล
เสนาว่าโอ้พระเยาวราช เคยรองบาทพระบรมรังสรรค์
พระองค์มาม้วยชีวัน จะผันพักตร์ไปพึ่งผู้ใด
นิจจาเอ๋ยเสียดายประทีปแก้ว ดับแล้วหาส่องสว่างไม่
สองกษัตริย์เสนากำนัลใน ต่างโศกาลัยไม่สมประดี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ จนจวนรังสีรวีวรรณ จันทราเลี้ยวเหลี่ยมคีรีศรี
ก็ฟื้นกายคลายโศกโศกี จึ่งมีพระบัญชาการ
ให้เชิญศพพระโอรสา ขึ้นรถรัตนามุกดาหาร
เลิกหมู่พหลพลมาร คืนเข้าราชฐานมลิวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึงให้เอาหีบแก้ว อันแล้วด้วยนพมาศฉายฉัน
ใส่ศพลูกรักกุมภัณฑ์ ประดับเครื่องสุวรรณรูจี
ตั้งไว้ในหน้าพระลาน เหนือแท่นสุรกานต์จำรัสศรี
ให้ประโคมดุริยางค์ดนตรี แล้วชวนองค์เทวีเข้าจุดไฟ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายว่าสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
ทั้งฝูงอนงค์กำนัลใน อาลัยครวญครํ่าโศกา
บ้างถือธูปเทียนหิรัญมาศ สุมาลาชจุณจันทน์กฤษณา
สมาลาโทษอสุรา บูชาจุดเพลิงเข้าพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
เสร็จผลาญลูกรักร่วมชีวัน สุริยันลับเหลี่ยมยุคนธร
จึ่งพาสนมนารี กับองค์มเหสีดวงสมร
เสด็จยุรยาตรนาดกร บทจรขึ้นปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เอนองค์เหนือแท่นนพมาศ ไสยาสน์เศร้าโทมนัสสา
ทอดถอนฤทัยไปมา ตรึกตราด้วยราชไพรี
อกเอ๋ยลูกกูออกโรมรัน ก็สุดสิ้นชีวันทั้งสองศรี
เสียทั้งมารกระบิลเสนี ครั้งนี้ไม่เห็นหน้าใคร
อันมีศักดาวรารุทร จะสังหารมนุษย์วานรได้
จำเป็นตัวกูจะยกไป ชิงชัยด้วยพวกปัจจามิตร
แต่พลิกกลับสับสนไปมา นิทรามิได้หลับสนิท
จนแสงทองเรื่อรองชวลิต พระอาทิตย์เยี่ยมยอดยุคนธร
จึ่งชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงเครื่องเนาวรัตน์ประภัสสร
เสด็จจากห้องแก้วอลงกรณ์ บทจรออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
ปโรหิตเสนาพร้อมกัน กุมภัณฑ์มีราชโองการ
จงเตรียมจตุรงคโยธี แสนสุรเสนีทวยหาญ
ตัวกูจะออกไปรอนราญ ผลาญมนุษย์ทั้งสองให้บรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุพินสันเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงภพไตร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นจตุรงค์พยุหบาตร เลือกล้วนองอาจตัวกล้า
พลเท้าถือปืนคาบศิลา ขัดคทาคาดลูกปัศตัน
พลม้าขี่ม้าลำพอง กรแกว่งทวนทองดั่งจักรผัน
พลรถขี่รถยืนยัน พื้นถือเกาทัณฑ์ประลองกร
พลช้างขี่ช้างฉัททันต์ชาติ บ่มมันร้ายกาจชาญสมร
ล้วนถือของ้าวโตมร กระหยับกรกวัดแกว่งสำแดงฤทธิ์
เป็นเหล่าเหล่าเข้ากองกระบวนทัพ เกลื่อนกล่นแน่นนับอกนิษฐ์
ตั้งรายบ่ายหน้าตามทิศ พร้อมโดยประกาศิตอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี เสด็จมาเข้าที่สนานองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปทุมทองโปรยปรายใสสะอาด ดั่งน้ำทิพย์เทวราชโสรจสรง
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธ์ทรง สำอางองค์กลิ่นฟุ้งจรุงใจ
สนับเพลาหักทองช่องกระจก ก้านกระหนกพลอยประดับดวงใหญ่
ภูษาเขียนทองอำไพ ชายแครงชายไหวรายพลอย
ฉลององค์พื้นตาดเครือแย่ง เกราะเพชรรุ้งแสงดั่งหิ่งห้อย
ตาบทิศทับทรวงดวงลอย สอดสร้อยสังวาลอร่ามเรือง
ทองกรพาหุรัดรูปภุชงค์ ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรเหลือง
มงกุฎแก้วแววฟ้าค่าเมือง กรรเจียกจรล้วนเครื่องอลงการ
ทรงเทพอาวุธทั้งแปดหัตถ์ แกว่งกวัดแสงพรายฉายฉาน
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาล ขุนมารมาขึ้นรถชัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถศึก พันลึกสามโลกไม่หาได้
กำกงล้วนแก้วเจียระไน แอกประไพดวงประพาฬตระหง่านงอน
บัลลังก์แก้วลายรายภาพ เรือนเก็จเสากาบพรหมศร
บุษบกซุ้มบันอลงกรณ์ ลอยผาดอัมพรอำไพตา
เทียมสัตว์ไกรสรสองพัน โลทันถือทวนเงื้อง่า
ขับรีบแล่นเร็วดั่งลมพา ธงชัยนำหน้าดำเนินพล
เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงรัตน์ เป็นขนัดแน่นแนวแถวถนน
ปี่ฆ้องกลองขานอึงอล พวกพหลพลแห่แจจัน
ทวยหาญขานโห่โกลา กงกระทบสุธาสะเทือนลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบขับพลขันธ์ดำเนินไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
ในที่สมรภูมิชัย มั่นไว้คอยทีจะราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงกรณ์ สถาวรแสนสุขสำราญ
ดาวเดือนเลื่อนลับอากาศ ภาณุมาศจวนแจ้งแสงฉาน
พระพายชายพัดรำเพยพาน พากลิ่นกุสุมาลย์ตลบมา
แมลงผึ้งภุมรินบินว่อน เชยซาบเกสรบุปผา
เสนาะเสียงสำเนียงสกุณา ไก่ป่าขานขันสนั่นไพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ฟื้นองค์สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพักตร์ผ่องดั่งแขไข
กับพระอนุชาผู้ร่วมใจ เสด็จไปออกหมู่โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พอได้ยินสำเนียงเสียงก้อง สะเทือนท้องมยุราคีรีศรี
จึ่งถามพิเภกอสุรี วันนี้ทัพใครยกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราก็จับยามไป
โดยชำนาญในไตรเพท สังเกตหาเคลื่อนคลาดไม่
รู้แจ้งด้วยปรีชาไว บังคมไหว้สนองพระวาที
อันทัพที่ยกออกมา ใช่สุริย์วงศายักษี
คือท้าวจักรวรรดิอสุรี ผู้ปิ่นธานีมลิวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังน้องท้าวทศกัณฐ์ ทรงธรรม์จึ่งมีบัญชาการ
ดูก่อนสุครีพผู้ศักดา จงจัดโยธาทวยหาญ
เราจะยกออกไปรอนราญ ผลาญเจ้ามลิวันกรุงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นพยุหครุฑตัวหาญ ลูกพระกาลเป็นเศียรปักษา
เกยูรมายูรเป็นสองตา ปิงคลาเป็นปากสกุณี
อันขุนกระบินทร์นิลขัน เป็นคอสุบรรณปักษี
ปีกขวาวิสันตราวี ปีกซ้ายกระบี่ทวิพัท
วานรสุรเสนสุรการ เป็นสองเท้าทะยานยืนหยัด
ทัพหลวงเป็นตัวครุฑรัตน์ หางคืออสุรผัดชาญฉกรรจ์
ยักษากระบี่รี้พล รายเป็นเล็บขนสลับคั่น
สุครีพหนุมานพิเภกนั้น อยู่ในทัพขันพระภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
กับพระอนุชาร่วมชีวี มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน ทรงสุคนธาธารเกสร
สนับเพลาเครือสุวรรณเชิงงอน อุทุมพรภูษาเชษฐาทรง
พระอนุชาผ้าพื้นโหมดตอง เกี้ยวกรองแย่งยกกระหนกหงส์
ชายแครงชายไหวฉลององค์ สังเวียนวงทรงประพาสพื้นดำ
สังวาลตาบทิศทับทรวง ทองกรดวงมรกตเขียวขำ
พาหุรัดรายบุษราคัม ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรพราย
ต่างทรงมงกุฎสุรกานต์ กรรเจียกจรแก้วประพาฬฉานฉาย
ห้อยมาลัยสุวรรณพรรณราย พระเชษฐางามคล้ายพระสี่กร
พระอนุชางามสง่าดั่งพระลักษมณ์ ต่างทรงสะพักพระแสงศร
จับพระขรรค์ชวลิตฤทธิรอน บทจรขึ้นรถอลงการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว ล้วนแล้วด้วยดวงมุกดาหาร
กงกำจำหลักแก้วประพาฬ เครือก้านกระหนกนกกลาย
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนช้อย ช่อตั้งบัลลังก์ลอยบัวหงาย
สายยอดสอดกระจกกระจังราย งามคล้ายวิมานในโสฬส
เทียมสินธพชาติผาดผยอง สารถีขับคล่องดั่งลมกรด
พระอนุชานั่งหน้าราชรถ น้อมเกล้าประณตบทมาลย์
ประดับเครื่องบังสูรย์มยุรฉัตร พัดโบกธงชัยธงฉาน
เภรินพิณพาทย์กังสดาล ปี่กลองฆ้องขานอึงอล
ยักษาวานรโห่ร้อง กึกก้องโลกากุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มโพยมบน เร่งพลขับแข่งกันมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ยืนรถอยู่กลางโยธา เห็นทัพยกมาแต่ไกล
อันหมู่กระบี่รี้พล เกลื่อนกล่นพ้นที่จะนับได้
สองมนุษย์ขี่ราชรถชัย ทรงลักษณ์วิไลวิลาวัณย์
ยิ่งพิศยิ่งคิดถึงลูกรัก พญายักษ์กริ้วโกรธหุนหัน
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สั่งพวกพลขันธ์ให้โจมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุพินสันสิทธิศักดิ์ยักษี
รับสั่งแล้วขับโยธี เข้าไล่ราวีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารทหารน้อยใหญ่
โห่ฮึกสะอึกเข้าชิงชัย ถาโถมโจมไล่ไม่คิดตัว
ยิงแย้งแทงฟันประจัญหน้า หนุนกระหนาบเข้ามาเป็นหัวหัว
ควันปืนมืดคลุ้มชอุ่มมัว เสียงเอิกเกริกทั่วสุธาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกวานรทวยหาญ
แยกรับตอบตีหมู่มาร รอนราญอุตลุดวุ่นไป
บ้างตบขบกัดฟัดฟาด หัวขาดตัวขาดไม่นับได้
อสุราแตกยับทั้งทัพชัย วานรซ้ำไล่โรมรัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
เห็นกระบี่ไล่รุกบุกบัน กุมภัณฑ์แตกพ่ายกระจายมา
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท เร่งให้ขับราชรถา
แปดหัตถ์กวัดแกว่งสาตรา เข้าไล่เข่นฆ่าวานร
พุ่งซัดแทงฟันอลหม่าน สามารถอาจหาญชาญสมร
พลลิงตายยับลงกับกร ด้วยฤทธิรอนเกรียงไกร
แล้วมีสิงหนาทประกาศร้อง กึกก้องฟากฟ้าดินไหว
เหวยสองมนุษย์เท่าแมงใย เหตุไดจึ่งทำอหังการ
คบไอ้พิเภกทรชน มาปล้นมลิวันราชฐาน
ไม่รู้ว่าจะพากันวายปราณ สิ้นทั้งทหารโยธา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา เหวยเหวยอสุราใจฉกรรจ์
เหตุใดจึ่งว่าพิเภกผิด ตัวหากทุจริตโมหันธ์
คบไอ้เด็กน้อยเท่าแมงวัน ทำให้เสียธรรม์ประเวณี
ฝ่ายเราก็ได้ให้มีสาร ไปว่าขานแก่ท้าวยักษี
ด้วยเมตตาจะไว้ชีวี ยังกลับพาทีอหังการ์
เอ็งแต่สี่หน้าแปดกร อย่าอวดฤทธิรอนว่าแกล้วกล้า
โอรสทั้งสองที่มรณา เป็นมาแล้วหรือขุนมาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิใจหาญ
ได้ฟังคั่งแค้นในวิญญาณ จึ่งมีพจมานตอบไป
อันพี่ของท่านที่ชื่อราม จะมีความอายก็หาไม่
เที่ยวปล้นสมบัติทุกเวียงชัย ดั่งโจรไพรมิใช่กษัตรา
จะยกกันก็แต่พวกพาล เหล่าไอ้เดียรัจฉานลิงป่า
อันในสามภพโลกา ใครจะนับหน้าว่าดี
ตัวเราก็ทรงอานุภาพ ปราบไปทั่วฟ้าราศี
อย่ามาดหมายว่าจะได้ธานี ของกูผู้มีฤทธิไกร
จะสังหารผลาญเสียทั้งกองทัพ มิให้กลับคืนไปสักตนได้
เลือดเนื้อจะเป็นเหยื่อพลไกร สุนัขไนกาแร้งจะแย่งกิน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศิลป์
ได้ฟังจึ่งตอบอสุรินทร์ เหวยอ้ายทมิฬกาลี
อันพระเชษฐาฤทธิรงค์ คือองค์พระนารายณ์เรืองศรี
ตั้งอยู่ในธรรม์ประเวณี ไม่ยินดีสมบัติของผู้ใด
แม้นใครมีสัตย์สุจริต พระจะผลาญชีวิตนั้นหาไม่
ทั้งตรีภพจบสกลแดนไดร ไม่มีใครทานฤทธา
ทำไมแก่เมืองมลิวัน เหมือนกันกับอยู่ในหัตถา
อย่าพักกล่าวคำอหังการ์ ไม่ช้าจะเห็นฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีจึ่งร้องตอบไป
เหวยเหวยมนุษย์อย่าหยิ่งนัก กูจักเกรงฤทธิ์นั้นหาไม่
ว่าแล้วก็ชักศรชัย พาดสายแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงพายุฝน มืดมนทั่วทศทิศา
ต้องหมู่วานรโยธา มรณาดาดาษปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นศรยักษ์มาต้องโยธี ภูมีก็แผลงพลายวาตไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เลื่อนลั่นสนั่นทั่วทิศ เป็นศรพิษเกลื่อนกลาดไม่นับได้
สังหารพลมารบรรลัย กระบี่ไพรที่ตายก็เป็นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เห็นมนุษย์แผลงศรอันศักดา ต้องพลอสุราบรรลัยลาญ
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพราย มาดหมายเขม้นจะสังหาร
จึ่งจับจักรแก้วสุรกานต์ ขุนมารก็ขว้างไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดังลมกาลวาต เป็นเปลวเพลิงโอภาสจำรัสศรี
เวียนรอบรถน้องพระะจักรี ร้อนดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นจักรจักรวรรดิกุมภัณฑ์ เป็นเพลิงกัลป์ล้อมราชรถชัย
จึ่งจับศรอัคนิวาต อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
พาดสายน้าวหน่วงด้วยว่องไว แผลงไปล้างจักรอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต้องท้าวจักรวรรดิฤทธิรงค์ ตกลงจากราชรัถา
แล้วเป็นสหัสธารา ดับเพลิงแสงกล้าเสียทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสี่พักตร์ยักษี
ต้องศรตกลงยังปถพี ไม่ระคายอินทรีย์ขุนมาร
โกรธาผุดลุกขึ้นยืนยัน ขบฟันผาดแผลงสำแดงหาญ
กวัดแกว่งอาวุธโถมทะยาน เข้าหักรถสุรกานต์ด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
กับพระสัตรุดอนุชา ลงจากรัถาทันที
ต่างองค์ต่างทรงพระแสงศร เข้าไล่ราญรอนยักษี
หักโหมโรมรุกคลุกคลี ต่างหนีต่างไล่พัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ผู้เดียวรบชิดติดพัน โรมรันไม่คิดชีวา
สี่พักตร์ป้องปัดคันศร สี่กรหวดซ้ายป่ายขวา
กลอกกลับจับกันเป็นโกลา ต่างหาญต่างกล้าเข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์ฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
รับรองป้องกันประจัญบาน โถมทะยานโจมจับอสุรี
พระพรตนั้นเหยียบเข่าขวา พระอนุชาเหยียบเอวยักษี
หันเวียนเปลี่ยนท่าราวี ตีต้องอสุรีซวนไป
พระเชษฐาฉวยชักศรทรง ซึ่งองค์พระนารายณ์ประทานให้
พาดสายน้าวหน่วงด้วยว่องไว แผลงซํ้าไปต้องอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
เจ็บปวดชอกชํ้าทั้งกายา ปิ้มว่าจะสิ้นชีวี
หิวโหยโรยแรงเหนื่อยพักตร์ หนักอกหนักใจยักษี
อุตส่าห์ดำรงอินทรีย์ ชุลีกรร่ายเวทอันเพริศพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนสามคาบก็ลูบลง ที่เจ็บปวดทั้งองค์นั้นสูญหาย
ศรเคลื่อนเลื่อนหลุดออกจากกาย ปากแผลไม่ระคายเท่ายองใย
พอสุริยาอัสดงคด เลี้ยวลดลงลับเหลี่ยมไศล
จึ่งให้เลิกพหลพลไกร คืนเข้าพิชัยธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นท้าวจักรวรรดิอสุรี กรีพลกลับเข้าพระนคร
จึ่งเสด็จขึ้นยังรถทรง กับองค์พระสัตรุดชาญสมร
ให้เลิกโยธาพลากร บทจรคืนกลับเข้าพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนนยุพักตร์ยักษา
อันเป็นพระราชอนุชา บรรลัยจักรอสุราฤทธี
ลาพระบิตุเรศกุมภัณฑ์ ไปอยู่มารันต์คีรีศรี
แต่อายุษม์ได้สิบปี ตั้งกิจพิธีสำรวมใจ
อุตส่าห์ทรมานอดอยาก จะหย่อนจากความเพียรก็หาไม่
หวังจะให้เจ้าภพไตร ทั้งสามองค์มีใจเมตตา
ประทานซึ่งเทพอาวุธ อันเรืองฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ก็ยังไม่สมดั่งจินดา จนอายุษม์ได้ร้อยปีปลาย
บังเกิดอัศจรรย์วิปริต ร้อนรุมกลุ้มจิตไม่รู้หาย
ฟุ้งซ่านดาลเดือดวุ่นวาย ระงับกายไม่ตั้งสติตรง
ทั้งโลหิตก็ตกจำเพาะหน้า อสุราครั้นเห็นก็พิศวง
ชะรอยสมเด็จพระบิตุรงค์ หรือองค์พระราชมารดร
จะมีเหตุเภทพาลประการใด จำจะไปดูให้แจ้งก่อน
คิดแล้วเหาะขึ้นอัมพร คืนเข้านครอสุรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงจากอากาศ ขึ้นยังปราสาทมณีศรี
กราบบาทสมเด็จพระชนนี ในที่ห้องแก้วอันโอฬาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรยอดสงสาร
เห็นโอรสราชกุมาร นงคราญโศการำพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้นนยุพักตร์เจ้าแม่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดเฉลิมขวัญ
บัดนี้มีมนุษย์ชาญฉกรรจ์ ยกมาโรมรันบีฑา
พี่เจ้าทั้งสองออกต่อยุทธ์ ก็สิ้นสุดชีวังสังขาร์
วานนี้สมเด็จพระบิดา กรีพลโยธาออกไป
รณรงค์หักโหมโจมตี จะมีชัยไพรีก็หาไม่
เล่าพลางส้วมกอดโอรสไว้ รํ่าไห้เพียงสิ้นชนมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นนยุพักตร์ผู้ปรีชาหาญ
แจ้งว่าเชษฐาบรรลัยลาญ ด้วยมือพวกพาลไพรี
ตกใจดั่งพญามัจจุราช มาฟันฟาดเศียรเกล้าเกศี
ซบพักตร์กับบาทพระชนนี อสุรีรำพันโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้พระชนนีของลูกเอ๋ย ไม่รู้เลยว่าศึกมาเคี่ยวฆ่า
กริ่งใจด้วยลางประหลาดตา ลูกยาจึ่งละพิธีกรรม์
เข้ามาเฝ้าเบื้องบาทบงสุ์ พระชนนีบิตุรงค์รังสรรค์
บัดนี้ไพรีมาโรมรัน พระพี่ทั้งสองนั้นก็บรรลัย
ลูกจะขอออกไปต่อยุทธ์ ผลาญมนุษย์ข้าศึกเสียให้ได้
แก้แค้นแทนมันจงถึงใจ แต่ตนหนึ่งมิให้รอดชีวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรเสน่หา
ฟังพระโอรสพจนา กัลยาตรัสห้ามไปทันที
นนยุพักตร์ลูกรักเจ้าแม่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดเฉลิมศรี
อย่าทะนงองอาจว่าตัวดี จะออกไปราวีชิงชัย
พระเชษฐาของเจ้าทั้งสององค์ ฤทธิรงค์ฟากฟ้าดินไหว
ทรงเทพอาวุธเกรียงไกร ยังบรรลัยด้วยมือปัจจามิตร
เช้าคํ่าแม่พรํ่าแต่โศกา ชลนาไหลนองเป็นโลหิต
แสนทุกข์แสนเทวษเนืองนิตย์ คะนึงคิดคิดถึงเป็นนิรันดร์
ชนนีได้เห็นหน้าเจ้า ค่อยบรรเทาวิโยคโศกศัลย์
แม่ตั้งใจจะฝากชีวัน ขวัญข้าวพ่อคิดให้จงดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นนยุพักตร์สุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังสมเด็จพระชนนี ชุลีกรกราบทูลสนองไป
อันเกิดมาเป็นกษัตริย์สุริย์วงศ์ จะกลัวการรณรงค์กระไรได้
ตัวลูกชาติชายอาชาไนย ไม่คิดอาลัยแก่ชีวา
แม้นมาตรตัวตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏเกียรติไปภายหน้า
ทูลแล้วถวายบังคมลา ขึ้นมายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงเข้ากอดบาทบงสุ์ องค์พระบิตุรงค์รังสรรค์
ซบพักตร์โศกาจาบัลย์ กุมภัณฑ์สะอื้นไม่พาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
เห็นนนยุพักตร์อสุรี มาโศกีสะอื้นอาลัย
ส้วมสอดกอดไว้แล้วบัญชา แก้วตาของพ่อเป็นไฉน
เจ้าไปตั้งพิธีสำรวมใจ อยู่ในมารันตบรรพต
แสนยากลำบากทรมาน ช้านานร้อยปีเป็นกำหนด
ยังได้สำเร็จมโนรถ หรือจึ่งละพรตพิธีมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นนยุพักตร์สุริย์วงศ์ยักษา
สะอื้นพลางทางสนองพระบัญชา ลูกจากบาทาพระองค์ไป
ทำการพิธีไม่สมคิด จะตั้งสำรวมจิตมิใคร่ได้
ให้ร้อนรนกระวนกระวายใจ ทั้งลางใหญ่ก็บังเกิดมี
เข้ามาหวังว่าจะเฝ้าบาท พระบิตุรงค์ธิราชเรืองศรี
ฝ่ายองค์สมเด็จพระชนนี แจ้งว่าไพรีมารอนราญ
พระเชษฐาทั้งสองออกต่อยุทธ์ ก็สุดสิ้นชีวังสังขาร
ความอายความแค้นพ้นประมาณ จะขอยกทวยหาญไปราญรอน
ฆ่าสองมนุษย์กับเหล่าลิง ซึ่งเย่อหยิ่งอวดฤทธิ์ว่าชาญสมร
ให้มันตายยับลงกับกร พระบิดรอย่าเคืองพระบาทา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษา
ได้ฟังลูกรักจำนรรจา ดั่งอำมฤตฟ้ายาใจ
สี่ปากสำรวลสรวลสันต์ แปดหัตถ์ตบสนั่นหวั่นไหว
ส้วมสอดกอดองค์โอรสไว้ เจ้าคือดวงใจของบิดร
มิเสียแรงเกิดในสุริย์วงศ์ อาจองแกล้วหาญชาญสมร
ควรที่เป็นปิ่นประชากร ในนครมลิวันธานี
ซึ่งเจ้าจะออกไปต่อยุทธ์ กับด้วยมนุษย์ทั้งสองศรี
จงมีชัยแก่ราชไพรี ตามพรพ่อนี้ประสาทไป
ว่าแล้วมีราชบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงจัดพหลพลไกร ให้แก่ลูกกูอันศักดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวรไกรสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ชุลีลาออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดหมู่ทหารชาญณรงค์ เลือกล้วนอาจองแข็งขัน
หมู่หนึ่งหน้ากากใจฉกรรจ์ ถือปืนยืนยันทั้งไพร่นาย
หมู่หนึ่งหน้าขบเขี้ยวงอน ถือธนูศรประลองสาย
หมู่หนึ่งหน้าแสยะตัวลาย มือถือทองปรายทุกตน
ครบกระบวนถ้วนโดยพยุหบาตร เอิกเกริกเกลื่อนกลาดกุลาหล
สารวัดตรวจจัดอลวน ตั้งตามแถวถนนหน้าพระลาน
อันหมู่โยธาเสนายักษ์ ฮึกฮักอ้างอวดกำลังหาญ
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกาล เริงร่านจะออกต่อตี

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นนยุพักตร์สุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี มาเข้าที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สุหร่ายมาศโปรยปรายเป็นสายฝน ทรงสุคนธ์ธารทิพย์บุปผา
สนับเพลาทองพรายรายมุกดา ภูษาพื้นม่วงดวงสุวรรณ
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์พื้นตาดสังเวียนคั่น
เกราะแก้วเก้าสีสลับกัน รัดอกกุดั่นดวงลอย
ตาบทิศทับทรวงแก้วประพาฬ สังวาลวัลย์ค่าเมืองเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดประดับพลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยพรายตา
ทรงมหามงกุฎเนาวรัตน์ ทัดพวงสุวรรณบุปผา
พระหัตถ์จับศรสิทธิ์ฤทธา เสด็จมาขึ้นทรงพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถศึก กำกงพันลึกด้วยมรกต
แปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังรัตน์
รายรูปครุฑสิงห์พริ้งพราย เทียมสีหราชร้ายทะยานหยัด
โลทันการทวนสันทัด กรายหัตถ์ขับโผนโจนไป
เครื่องสูงชุมสายรายเรียบ ชั้นระเบียบธงทิวปลิวไสว
ฆ้องกลองเลื่อนลั่นสนั่นไพร พลไกรขานโห่โกลา
เสียงรถคชาพาชีชาติ กัมปนาทสะเทือนทุกภูผา
เร่งพลพหลโยธา ทัพหน้ารีบล่วงดำเนินจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงตามเนินสิงขร
เป็นกระบวนสุบรรณกางกร คอยจะราญรอนด้วยไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
เสด็จเหนือแท่นรัตน์มณี ยังที่สุวรรณพลับพลา
พร้อมด้วยเสนาวานร พวกพลนิกรยักษา
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษดา โดยซ้ายฝ่ายขวาแน่นนันต์
งามสง่าดั่งท้าวตรีเนตร ออกหมู่เทเวศในสวรรค์
ปรึกษาที่จะล้างอาธรรม์ ซึ่งมันเบียดเบียนธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ พอได้ยินสำเนียงกึกก้อง สะเทือนท้องมยุราคีรีศรี
จึ่งถามพิเภกอสุรี วันนี้ทัพใครยกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา ก็ดูโดยตำราพยากรณ์
เห็นแจ้งแล้วถวายบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
อันทัพที่ยกมาราญรอน คือบุตรท้าวแปดกรอสุรี
ชื่อว่านนยุพักตร์ชาญฉกรรจ์ ไปอยู่มารันต์คีรีศรี
ตั้งกรรมทำกิจพิธี ทรมานอินทรีย์ช้านาน
กลับมาแจ้งว่าพี่ชาย ทั้งสองวายชีพสังขาร
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกาล จึ่งยกทวยหาญออกมา
ขอให้สมเด็จพระวรนุช ไปสัประยุทธ์ต่อกรกับยักษา
ตัวมันก็จะสิ้นชีวา แต่ในเวลาวันนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี จึ่งมีพระบัญชาการ
ดูก่อนพระสัตรุดสุริย์วงศ์ ผู้ทรงศักดากล้าหาญ
จงยกนิกรไปรอนราญ ผลาญอ้ายอสุราอาธรรม์
ซึ่งมันองอาจอหังการ์ ให้สุดสิ้นชีวาอาสัญ
จะได้เป็นเกียรติยศของเจ้านั้น อยู่ชั่วสุริยันจันทร
ตรัสแล้วสั่งลูกพระสุริย์ฉาน จงจัดทวยหาญชาญสมร
ให้พระอนุชาฤทธิรอน ออกไปต่อกรด้วยไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยยินดี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้นิลพัทฤทธิรอน คุมพลวานรเป็นทัพหน้า
ห้าสมุทรล้วนมีศักดา แกล้วกล้าฮึกหาญชำนาญยุทธ์
เกียกกายนัดดาอมรินทร์ คุมพวกกระบินทร์เจ็ดสมุทร
ทัพหลวงล้วนมีฤทธิรุทร พลยุทธ์นั้นสิบสมุทรไท
ยุกกระบัตรเจ็ดสมุทรทวยหาญ ศรีชมพูพานเป็นนายใหญ่
กองหลังสุรการชาญชัย คุมไพร่ห้าสมุทรแน่นนันต์
ต่างประกวดอวดหาญทะยานฮึก เสียงพิลึกเพียงพื้นแผ่นดินลั่น
ตั้งไว้ตามหมวดกองกัน โดยบัญชาสั่งพระภูธร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์สถาวร บทจรมาสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธ์ธารฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเครือรูปสุบรรณบิน รายพลอยโกมินอร่ามเรือง
ภูษาพื้นทองเทวครี แย่งรูปกินรีทรงเครื่อง
ชายไหวชายแครงค่าเมือง ฉลององค์พื้นเหลืองลอยดวง
ตาบทิศกุดั่นชมพูนุท สังวาลวัลย์รายบุษย์รุ้งร่วง
เฟื่องห้อยพลอยประดับทับทรวง ทองกรเพชรพวงพาหุรัด
สอดมหาธำมรงค์สำหรับศึก อลงกตพันลึกทุกนิ้วหัตถ์
มงกุฎแก้วกุณฑลดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจำรัสทับทิมพราย
พระกรกุมศรฤทธิรงค์ สง่างามดั่งองค์พระสุริย์ฉาย
เสด็จยุรยาตรนาดกราย มาถวายบังคมพระพี่ยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
จึ่งประทานพรหมาสตร์อันศักดา ผ่านฟ้าอำนวยอวยชัย
เจ้าจงทรงศักดาวราฤทธิ์ ปัจจามิตรอย่ารอต่อได้
โกฏิแสนแม้นมาสักเท่าใด ให้บรรลัยด้วยศรเล่มนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดอนุชาเรืองศรี
รับศรรับพรด้วยยินดี ชุลีลามาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถศึก แอกงอนแก้วผลึกงามระหง
แปรกรองทองครํ่ากำกง ดุมวงแสงวามอร่ามพลอย
สิงห์อัดหยัดอกกระหนกพลิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วเศียรห้อย
บุษบกโตกตั้งบัลลังก์ลอย ทวยช้อยท้องช่อบราลี
เทียมสินธพสี่สีเหลือง ประดับครบล้วนเครื่องมณีศรี
เริงร่านหาญณรงค์ราวี สารถีขับแล่นดั่งลมกาล
เครื่องสูงรายเรียบระเบียบไสว ธงชายธงชัยธงฉาน
สนั่นเสียงแตรสังข์เป็นกังวาน ปี่ฆ้องกลองขานสะท้านดง
พลหาญโห่ฮึกกึกก้อง ควันตลบด้วยละอองธุลีผง
ไชยามพวานฤทธิรงค์ ถือธงนำพลดำเนินจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น โลทันยักษีชาญสมร
แลไปเห็นทัพวานร ชุลีกรกราบทูลทันที
ขอพระองค์ผู้ทรงศักดาฤทธิ์ จงคิดที่จะชิงชัยศรี
อันมนุษย์ขี่รถมาบัดนี้ มีนามพระสัตรุดอนุชา
ครั้งก่อนออกมาต่อยุทธ์ ต้องเทพอาวุธพระเชษฐา
ถึงสองครั้งไม่สิ้นชีวา ผ่านฟ้าอย่าหมิ่นประมาทมัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ