สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๕

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวคนธรรพ์ยักษา
ผ่านดิศศรีสินนครา เป็นมหาจรรโลงเลิศไกร
มีไพชยนต์รัตน์ปราสาท ทั้งสามโอภาสสูงใหญ่
ตรีมุขสุกแสงอำไพ แล้วไปด้วยแก้วแกมสุวรรณ
ประกอบแสนสมบัติพัสถาน โอฬารดั่งหนึ่งเมืองสวรรค์
จตุรงค์โยธาอเนกนันต์ แกล้วหาญชาญฉกรรจ์ราวี
อันองค์อัครราชดวงสมร นามกรนันทาโฉมศรี
เป็นปิ่นอนงค์นารี ประมาณหมื่นสี่พันกัลยา
มีพระโอรสศรีสวัสดิ์ ชื่อวิรุณพัทยักษา
ทรงอานุภาพมหึมา แกล้วกล้าสามารถอาจใจ
อันองค์พญาอสุรี ศักดาไม่มีใครจะเปรียบได้
หยาบช้าทารุณเป็นพ้นไป ทั่วทั้งภพไตรก็เกรงฤทธิ์
เคยพาพระราชโอรส ไปทำลายนักพรตให้เสียกิจ
เลื่องชื่อลือนามทุกทิศ เป็นอิสรภาพในธาตรี
คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาส ชมอรัญวาสคีรีศรี
จึ่งชวนโอรสร่วมชีวี ว่าพ่อนี้ไม่สบายวิญญาณ์
มาเราจะพากันไป ล่าไล่เนื้อเล่นที่ในป่า
ว่าแล้วตรัสสั่งเสนา จงเตรียมโยธาให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทการคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์หมู่จตุรงค์พยุหบาตร โดยกระบวนประพาสป่าใหญ่
ขุนช้างผูกช้างระวางใน หมอควาญสอดใส่เสื้อแดง
ขุนม้ารีบผูกพาชี นายขี่เสื้อตองทองแย่ง
พร้อมทั้งม้านำม้าแซง ขับแข่งอ่าอวดประกวดกัน
ขุนรถเทียมรถเรือนทอง ขับขี่เคล่าคล่องดั่งจักรผัน
ล้วนใส่เสื้อดำดวงสุวรรณ งอนนั้นปักธงสามชาย
ขุนพลจัดพลล้วนแกล้วกล้า ใส่เสื้อสีฟ้าเฉิดฉาย
พื้นถืออาวุธทั้งไพร่นาย ตั้งรายเรียบราชวีถีจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ชาญสมร
จึ่งชวนโอรสฤทธิรอน บทจรไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างองค์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเป็นรูปนาคินทร์ ภูษาทรงข้าวบิณฑ์ต่างกัน
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์ม่วงตองทองคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ ทองกรกุดั่นพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนครุฑประดับเพชร มงกุฎแก้วเก็จกาบสะบัด
ห้อยพวงกุณฑลดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจำรัสจำเริญตา
ต่างขัดมหาคทาธร จับศรกวัดแกว่งเงื้อง่า
เสด็จจากปราสาทรัตนา ทรงมาขึ้นรถอลงการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยสองรถทรง ดุมวงประดับมุกดาหาร
กงกำล้วนแล้วแก้วประพาฬ แอกงอนตระหง่านประไพงาม
บุษบกบัลลังก์ตั้งภาพ เครือกระหนกช่องกระหนาบทองอร่าม
เรือนเก็จเสาแก้วแวววาม สามยอดสูงเยี่ยมโพยมพราย
เทียมด้วยราชสีห์สองพันคู่ โลทันถือธนูประลองสาย
สำทับขับเร็วดั่งพระพาย เครื่องสูงเรียงรายสลับกัน
ปี่กลองฆ้องขานประสานแตร โยธาเกณฑ์แห่โห่สนั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบขับพลขันธ์ยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เดินทางหว่างเขาลำเนาไม้ ผ่านไปตามแถวแนวป่า
เหลือบแลสองข้างมรคา ชมหมู่ปักษาทิชากร
นกกระสาถาจับต้นกระสัง โนรีจับรังแล้วบินร่อน
สาลิกาจับแก้วแล้วเรียงนอน ยูงจับยางฟ้อนชมกัน
นกแก้วจับเกดพลางพลอด กระทาจับยอดกระถินขัน
กระลุมพูจู่จับแสลงพัน เบญจวรรณจับหว้าเรียงราย
เขาไฟจับไม้รกฟ้า นกคล้าพาคู่มาจับขลาย
ซังแซวจับต้นยางทราย นกหว้าจับหวายรายเรียง
กระตั้วเต้นตามกิ่งพุดตาน การเวกจับกระวานส่งเสียง
เค้าโมงจับโมกมองเมียง ฝูงหงส์จับเหียงแล้วบินไป
เขาจับข่อยขันสนั่นก้อง ยางร้องบนยอดพะยูงใหญ่
ยิ่งชมยิ่งเพลินจำเริญใจ ที่ในแถวทางอรัญวา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ จึ่งให้หยุดโยธีจตุรงค์ ตั้งลงชายทุ่งวุ้งป่า
ตรัสชวนโอรสผู้ศักดา ขึ้นม้าพระที่นั่งทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กวัดแกว่งหอกแก้วสุรกานต์ แล้วเรียกม้าทหารยักษี
เลือกล้วนสันทัดตัวดี ควบไล่มฤคีวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างแทงสิงห์สัตว์ทั้งหลาย ล้มตายกลิ้งกลาดไม่นับได้
บ้างลำบากดิ้นไม่สิ้นใจ บิตุเรศไล่จับเอามา
หักคอพิฆาตให้ม้วยมิด สูบเอาโลหิตเป็นภักษา
โอรสฉวยได้มฤคา เจาะตากินมันทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษี
พลเท้าพลขี่พาชี ล้อมไล่มฤคีพัลวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างยิงต่างแทงสับสน ต่างตนวิ่งลัดสกัดกั้น
บ้างได้แรดวัวตัวมัน ไม่ฟาดฟันหักคอเคี้ยวไป
บ้างจับได้ช้างง้างงา หักขาฉีกอกสาวไส้
ที่ได้เสือสิงห์มหิงส์ไพร ดีใจกินเล่นสำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ใจหาญ
เห็นหมู่พหลพลมาร วิ่งทะยานไล่จับมฤคา
เป็นเหล่าเหล่าเข้าชิงกันกิน อสุรินทร์แสนโสมนัสสา
ตบหัตถ์สำรวลไปมา เสียงสนั่นลั่นป่าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงหมู่คณะพระฤๅษี
สร้างพรตโดยกิจพิธี ในที่อรัญกันดาร
อาศัยทำเพียรภาวนา ตามวุ้งเวิ้งเพิงผารโหฐาน
กองกูณฑ์อัคคีนิจการ จำเริญฌานพระเวทตบะกรรม์
ลางองค์ก็ถืออัพโภกาศ ขัดสมาธิทนแสงพระสุริย์ฉัน
บางเที่ยวบางยืนเป็นนิรันดร์ ด้วยจิตมั่นทรมานอินทรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวคนธรรพ์ยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งไล่มฤคี อสุรีลงจากมโนมัย
เสด็จขึ้นยังราชรถทรง ให้เลิกพวกจตุรงค์น้อยใหญ่
เที่ยวไปในป่าพนาลัย ด้วยใจโมหันธ์อันธพาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ล่วงมาได้ห้าโยชน์กึ่ง เห็นเขาหนึ่งสูงใหญ่ไพศาล
มีทั้งท่านํ้าลำธาร เป็นที่สะอ้านสะอาดดี
ให้ขับรถลดเลี้ยวเที่ยวเล่น แลเห็นอาศรมพระฤๅษี
ตั้งอยู่ตามเนินคีรี มีกุฎีน้อยน้อยรายไป
จึ่งคิดถวิลจินดา ด้วยใจอหังการ์หยาบใหญ่
อันหมู่ฤๅษีชีไพร สร้างพรตอดใจเชี่ยวชาญ
แม้นจะละไว้บัดนี้ พิธีจะแก่กล้าหาญ
จะบอกเวทมนตราวิชาการ เป็นอาจารย์มนุษย์เทวา
ตัวกูผู้ทรงอานุภาพ ปราบได้ทั่วทศทิศา
นานไปจะมีผู้ศักดา องอาจอหังการ์มาต่อฤทธิ์
อย่าเลยจะไล่ทำลาย แย่งส่ายพิธีฤๅษีสิทธ์
ให้เสียพรตกรรม์บรรพชิต คิดแล้วขับพลเข้าราวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลทหารยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี เข้าไล่ตีโยคีวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายคณะฤๅษีน้อยใหญ่
ต่างต่างกระหนกตกใจ ด้วยหมู่มารเข้าไล่โรมรัน
บ้างฉวยเปลือกไม้คากรอง ลากหนังเสือร้องตัวสั่น
บ้างถือไม้เท้างกงัน วิ่งปะทะปะกันวุ่นวาย
ลางองค์เข้าแอบเงื้อมเขา ลางองค์ด้นเข้าเชิงหวาย
บ้างคลานเข้าโพรงไม้ซ่อนกาย กลัวตายไม่เป็นสมประดี
บ้างร่ายเวทบังเนตรกุมภัณฑ์ ที่ฌานกล้านั้นก็เหาะหนี
บ้างล้มบ้างวิ่งเป็นสิงคลี อึงมี่ไปทั้งอรัญวา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษา
โห่ร้องก้องอึงคะนึงมา เข้าเย่อแย่งศาลาวุ่นไป
ลางพวกก็พบฤๅษี ไล่ทุบไล่ตีไม่ปราศรัย
พบกระโถนหม้อน้ำก็ไม่ไว้ ทุบต่อยเสียให้แหลกลาญ
บ้างได้ย่ามละว้าคากรอง บรรดาเครื่องครองบริขาร
ฉีกแย่งแกล้งทำด้วยใจพาล ทิ้งพ่านไม่เป็นสมประดี
อันบรรณศาลาอาศรม ที่จงกรมบริเวณพระฤๅษี
สิ่งใดจะเหลือก็ไม่มี ด้วยมืออสุรีพาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษา
แต่เที่ยวเบียดเบียนพระสิทธา ด้วยความริษาสาธารณ์
ทะนงฤทธิ์ยิ่งคิดโมหันธ์ สำคัญว่าตัวแกล้วหาญ
ทั้งในฟากฟ้าบาดาล ไม่มีใครทานฤทธิไกร
จะใคร่เที่ยวไปราญรอน ทั่วทุกพระนครน้อยใหญ่
สิ้นทั้งสามภพจบแดนไตร ให้อยู่ในเงื้อมมือขุนมาร
คิดแล้วให้เลื่อนรถทรง เลิกพลจตุรงค์ทวยหาญ
โห่สนั่นครั่นครื้นสุธาธาร ผ่านไปตามทางพนาวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ล่วงด่านผ่านพนมพนาเวศ เข้าแดนไกยเกษเขตขัณฑ์
เห็นรอยมนุษย์ทั้งนั้น สัญจรเข้าออกไปมา
หนทางมีช่องจำเพาะเดิน เนินเขาเป็นด่านขวางหน้า
สูงสุดเทียบเทียมเมฆา พญามารนิ่งนึกตรึกไป
อันแว่นแคว้นแดนด่านดั่งนี้ น่าที่จะเป็นกรุงใหญ่
คิดแล้วก็หยุดพลไกร ตั้งไว้ตามแถวแนวธาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีพระราชวาที ตรัสสั่งเสนีปรีชาหาญ
จงขับพหลพลมาร เข้าหักด่านจับเอามนุษย์มา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกาลฤทธิไกรใจกล้า
รับสั่งถวายบังคมลา ก็ให้กองหน้าเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี เข้าไล่ตีหักโหมโรมราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่มนุษย์ชาวด่าน
เห็นพวกพหลพลมาร หักหาญทำลายเข้ามา
ต่างตกใจกลัวตัวสั่น พากันซุกซนด้นป่า
ชายหญิงวิ่งร้องเป็นโกลา หน้าซีดไม่เป็นสมประดี
บ้างฉวยได้ลูกเมียแม่ยาย อุ้มตะพายขึ้นบ่าแล้วพาหนี
บ้างฉวยได้กระโถนคนที หม้อข้าวฝาชีก็พาไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลอสุราน้อยใหญ่
ครั้นเห็นชาวด่านเวียงชัย ตกใจแตกหนีซอกซน
อสุราเลี้ยวลัดสกัดกั้น แยกกันไล่สะพัดทุกแห่งหน
วิ่งแซงแข่งไปอลวน เที่ยวค้นเที่ยวจับเป็นโกลา
ฉวยได้หญิงชายชาวด่าน อลหม่านมัดผูกลากคร่า
พาไปกองทัพพลับพลา ถวายแก่พญาอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชยักษี
ครั้นได้ชาวด่านก็ยินดี อสุรีจึ่งตรัสถามไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แจ้งสิ้นแล้วมีบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงแต่งสารบอกการชิงชัย ให้มันถือเข้าไปยังพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทการเสนียักษา
รับสั่งพระองค์ทรงศักดา ก็เขียนสาราทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วก็ส่งให้ชาวด่าน จงนำโองการท้าวยักษี
เข้าไปยังราชธานี บอกเจ้าเอ็งนี้ให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนพลนายด่านผู้ใหญ่
รับสารคลานออกด้วยว่องไว พากันเข้าไปยังพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงส่งสารให้เสนี ว่าบัดนี้มีทัพยักษา
หักหาญรานรุกเข้ามา ก็เล่ากิจจาถ้วนทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้ปรีชาหาญ
แจ้งว่าอสูรหมู่มาร ตีด่านแตกมาก็ตกใจ
ต่างคว้าสมปักเข้านุ่ง จะทันเกี้ยวพุงก็หาไม่
พากันเร่งรีบเข้าไป ยังในที่ท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพรังสรรค์
ตามที่มีศึกมาโรมรัน อภิวันท์แล้วอ่านสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สารท้าวคนธรรพ์ยักษี ผู้ทรงฤทธีแกล้วกล้า
ผ่านดิศศรีสินนครา ปรากฏพระยศทั้งแดนไตร
เสด็จด้วยจตุรงค์พยุหบาตร มาเที่ยวประพาสป่าใหญ่
ลุถึงปลายแดนเวียงชัย ไกยเกษมหาธานี
จึ่งหยุดพหลพลยักษ์ ให้ชาวด่านถือลักษณ์สารศรี
หาท้าวไกยเกษธิบดี ออกมาอัญชุลีบทมาลย์
ถวายเศวตฉัตรชัยไอศวรรย์ ชีวันจะไม่ม้วยสังขาร
แม้นมิทำตามราชโองการ จึ่งจะยกทวยหาญเข้าชิงชัย
ตามอย่างกษัตริย์ทรงฤทธิ์ ซึ่งปราบทศทิศน้อยใหญ่
ให้ราบรื่นทั้งพื้นภพไตร จะไว้เกียรติไปในโลกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวไกยเกษนาถา
ฟังสารตะลึงทั้งกายา อุราเร่าร้อนดั่งอัคคี
แล้วคิดว่าสมเด็จพระสี่กร บทจรเดินป่าพนาศรี
แต่ล้างพวกพาลอสุรี พ้นที่จะคณนาไป
เหตุใดคนธรรพ์ยักษี จึ่งรอดชีวีอยู่ได้
อหังการ์หยาบช้ามาชิงชัย มิได้เกรงฤทธิ์พระอวตาร
แม้นสองนัดดาผู้ทรงเดช อยู่ในนคเรศราชฐาน
ตัวมันก็จะสิ้นชนมาน ด้วยศรหลานรักอันศักดา
ครั้นจะให้ไปหามาโรมรัน หนทางนั้นไกลหนักหนา
ตัวเราก็แก่ชรา จะโหมหักยักษาประการใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ คิดแล้วมีราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
เร่งเกณฑ์พหลพลไกร ขึ้นหน้าที่ไว้ให้พร้อมกัน
เอาปืนใหญ่ขึ้นรายประจำช่อง ป้องกันพระนครไว้ให้มั่น
แล้วแต่งสารแจ้งการโรมรัน ให้ม้าใช้นั้นไปอยุธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็แต่งสาราทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เสร็จแล้วจารึกลงแผ่นทอง ใส่กล่องเนาวรัตน์จำรัสศรี
ส่งให้แก่ขุนพาชี ตามมีบัญชาภูวไนย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมื่นสินธพชาตินายใหญ่
รับสารแล้วขึ้นมโนมัย ก็ขับควบไปโดยมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่เสนีซ้ายขวา
ต่างตนลนลานออกมา ยังศาลาลูกขุนพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จัดพลรักษาทุกหน้าด่าน รอบปราการนคเรศเขตขัณฑ์
พื้นถืออาวุธครบครัน เกณฑ์กันตามสารบาญชี
อันเชิงเทินหอรบป้อมค่าย เอาปืนใหญ่ขึ้นรายประจำที่
กองหนุนแต่ล้วนตัวดี มีระยะห้าเส้นรายมา
ประตูใหญ่ลงเขื่อนสามชั้น ไว้ทหารกองขันอยู่รักษา
ตะพายดาบถือคาบศีลา คาดเขนงเกี้ยวผ้าตะแบงมาน
ฝ่ายนอกกำแพงเวียงชัย ลงขวากหนามไว้ทุกหน้าด้าน
สารจัดตรวจตราให้ทำการ อลหม่านไปทั้งธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวคนธรรพ์ยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี เสด็จออกยังที่พลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งมีมธุรสพจนารถ แก่อำมาตย์มนตรีน้อยใหญ่
ซึ่งชาวด่านถือสารเข้าไป หลายวันแล้วไม่กลับมา
จะนิ่งไว้ช้าก็ป่วยการ เราจะยกทวยหาญเข้าเข่นฆ่า
หักโหมโจมตีเอาพารา ให้ได้ดั่งจินดาบัดนี้
ตรัสแล้วชำระสระสรง ทรงเครื่องพิชัยยุทธ์จำรัสศรี
เสด็จขึ้นรถแก้วรูจี ให้เลิกโยธีพลไกร
อันพวกอสูรหมู่มาร โห่สะท้านสะเทือนแผ่นดินไหว
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเปลวไฟ ขับแข่งกันไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ล่วงบ้านผ่านแดนชนบท หมู่มนุษย์หนีหมดไม่รอหน้า
อันบ้านเมืองตามมรคา อสุราแย่งเผาไม่สมประดี
โคกระบือหมูไก่ทุกบ้าน กินเป็นอาหารยักษี
ล่วงทางมาหลายราตรี ก็ถึงที่ไกยเกษพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แลไปเห็นยอดปราสาท ทั้งสามโอภาสประภัสสร
สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าอัมพร อลงกรณ์ด้วยแก้วจำเริญตา
ซุ้มทวารปราการป้อมค่าย หอรบเรียงรายแน่นหนา
เขื่อนคูสามชั้นเป็นหลั่นมา ดูสง่าดั่งเมืองหัสนัยน์
จึ่งให้หยุดม้ารถคชสาร พวกพลทวยหาญน้อยใหญ่
แล้วสั่งโอรสผู้ร่วมใจ เร่งให้เข้าล้อมธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งวิรุณพัทยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที อัญชุลีแล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งสั่งทั่วทุกนายทหาร โดยโองการท้าวยักษา
จงยกพหลโยธา เข้าล้อมพาราให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารนายทหารตัวขยัน
ก็ยกพวกอสูรกุมภัณฑ์ แยกกันเข้าล้อมเวียงชัย
พลช้างพลม้าสับสน อลวนเพียบพื้นแผ่นดินไหว
พลเท้าห้าวฮึกเข้าไป อาจใจถอนขวากเป็นโกลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เหล่าทหารรักษาหน้าที่
ครั้นเห็นพวกพลอสุรี โจมตีฮึกฮักเข้ามา
ฝ่ายทนายปืนใหญ่ก็แกว่งชุด เล็งจุดหมายหมู่ยักษา
บ้างยัดบ้างยิงเป็นโกลา เสียงสนั่นลั่นฟ้าบาดาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุราโยธาทวยหาญ
ที่ต้องปืนเจ็บป่วยบรรลัยลาญ ที่ดีนั้นก็ทะยานเข้าไป
แผดเสียงสำเนียงโห่ร้อง กึกก้องฟากฟ้าดินไหว
กวัดแกว่งอาวุธดั่งแสงไฟ ปีนกำแพงขึ้นไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มนุษย์ทวยหาญซ้ายขวา
หลบหลีกตามช่องเสมา ต่อรบอสุราอลวน
บ้างยิงบ้างแทงแย้งยุทธ์ พุ่งซัดอาวุธสับสน
บ้างทิ้งหม้อดินลูกกล พลยักษ์ตายยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งวิรุณพัทยักษี
เห็นพลย่นท้อไม่ต่อตี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทผาดเสียงกึกก้อง แกว่งกระบองไล่พวกพลขันธ์
มึงกลัวมนุษย์ไม่โรมรัน กูจะล้างชีวันให้บรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารทหารน้อยใหญ่
กลัวราชอาชญาเป็นพ้นไป ก็กรูกันเข้าไปทันที
ด้านใครใครเข้าหักหาญ ปีนป่ายปราการอึงมี่
ป้องปัดอาวุธเป็นโกลี อสุรีไม่คิดชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายทหารมนุษย์คนขยัน
ไม่ถอยจากหน้าที่ตีประจัญ กองขันหนุนเนื่องกันขึ้นมา
ปืนป้อมกวาดเชิงกำแพง ต่างฟันต่างแทงยักษา
บ้างลั่นนกสับคาบศีลา แอบช่องเสมาราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ชาญสมร
เห็นหมู่อสุราพลากร ไม่หักพระนครได้ดั่งใจ
กริ้วโกรธพิโรธกระทืบบาท พระสุธากาศหวาดไหว
แล้วมีสีหนาทประกาศไป ถ้าหักเอามิได้บัดเดี๋ยวนี้
บรรดาไพร่นายทั้งนั้น กูจะบั่นเศียรเกล้าเกศี
ให้สิ้นโคตรวงศ์พงศ์พี จงสาที่ปลูกเลี้ยงมึงมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาทหารยักษา
ความกลัวพระราชอาชญา ฟันหน้าหักโหมโรมรัน
บ้างแกว่งสากเหล็กแกว่งขวาน ทำลายปราการเขื่อนขัณฑ์
ขุนช้างขับช้างดากัน บุกบันเข้าแย่งแทงประตู ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ใบดาลหักล้มถล่มลง ไม่มีใครอาจองต่อสู้
พลเท้าโห่ฮึกเกรียวกรู เข้าไล่หมู่มนุษย์ในธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวไกยเกษเรืองศรี
แจ้งว่าพวกพาลอสุรี ตีเข้ามาได้ในพารา
ตกใจหน้าซีดตัวสั่น งกงันเหลียวซ้ายแลขวา
ให้พะว้าพะวังวิญญาณ์ เรียกหากำนัลวุ่นไป
ฉวยฉุดอี่เตี้ยว่าเมียรัก จะรู้จักสมประดีก็หาไม่
แต่วิ่งวนชนหมู่นางใน ตกใจว่าหมู่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นได้สติคืนมา ก็พาอัครชายากับสาวสรรค์
ไปขึ้นรถแก้วแพรวพรรณ ทรงธรรม์ตั้งสัจวาที
เดชะกุศลผลบุญ พระนารายณ์ไวกูณฐ์เรืองศรี
จงมาช่วยข้าในครั้งนี้ อย่าให้อสุรีพบพาน
ครั้นเสร็จก็ขับรัถา ออกจากทวาราราชฐาน
ไปยังโควินท์พระอาจารย์ ทวยหาญคนสนิทก็ตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายสนมกำนัลน้อยใหญ่
เห็นพระองค์หนีจากเวียงชัย ตกใจอื้ออึงทั้งวัง
ร้องหวีดหน้าซีดตัวสั่น พัลวันวิ่งไปไม่เหลียวหลัง
บ้างอุ้มบ้างจูงกันรุงรัง นางวิเสทชาวคลังก็ออกมา
ที่เถ้าแก่ก็ถือไม้เท้ากราน ล้มลุกคลุกคลานตะกายฝา
ทุกคนหน้าครํ่าด้วยน้ำตา เงินทองเสื้อผ้าไม่ไยดี
อันเครื่องแป้งแต่งตัวหวีกระจก แตกหกตกกลาดอยู่กับที่
ลางนางผ้าห่มไม่มี ยัดเยียดเสียดสีกันออกไป
ทั้งโขลนทั้งจ่าเจ้าขรัวนาย วุ่นวายไม่มีสติได้
บ้างตามไปทันภูวไนย ที่ไม่ทันก็นั่งโศกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษา
ซึ่งเข้ามาได้ในพารา ทำสง่าแผลงฤทธิ์ทุกตน
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ร้องตวาดกึกก้องกุลาหล
กวัดแกว่งอาวุธคำรามรน ไล่พลมนุษย์วุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างขึ้นตึกกว้านร้านเรือน เห็นสิ่งของกลาดเกลื่อนไม่นับได้
เก็บเอาเงินทองที่ต้องใจ ทั้งผ้าไหมผ้ายกแพรพรรณ
อันกระโถนคนทีโตกพาน ถ้วยโถโอจานเชี่ยนขัน
หม้อไหโอ่งอ่างทั้งนั้น กุมภัณฑ์ต่อยกลาดดาษดา
ลางพวกก็พบตุ่มเหล้า นั่งเฝ้าล้อมกินหัวร่อร่า
เมาแล้วก็อวดฤทธา กูเข้าหน้าจึ่งได้ธานี
ลางพวกเลือกจับแต่สาวสาว โห่ฉาวชิงกันอึงมี่
ทั้งครอบครัวเข็ญใจไพร่ผู้ดี อสุรีทำตามคะนองกร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ชาญสมร
เห็นหมู่ทหารเข้าราญรอน ได้พระนครดั่งจินดา
มีความชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลร่า
จึ่งขับรถแก้วแววฟ้า เข้าในทวาราปราการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เหลือบเล็งเพ่งพิศกำแพง ล้วนแลงปรุงปรับประดับด้าน
หอรบนางเรียงซุ้มทวาร โอฬารด้วยเหล็กศีลาลาย
หว่างเสมาปักธงมังกรทอง เป็นทิวท่องงามตระหง่านฉานฉาย
ช่องป้อมวางปืนจินดาราย ปืนใหญ่ลูกปรายลูกกล
วิถีทางพ่างพื้นรื่นเรียบ ตึกกว้านร้านระเบียบแถวถนน
โรงช้างโรงม้ากระท่อมพล โรงรถแซงต้นจังหวะกัน
ทิมชาววังตำรวจซ้ายขวา มีศาลาลูกขุนสลับคั่น
หน้าพระลานฉนวนน้ำสนามจันทน์ ปราการแก้วกั้นเป็นหลั่นลด
อันมหาปราสาทสามองค์ งามระหงล้วนแล้วด้วยแก้วหมด
ใบระกาช่อฟ้าช้อยชด มุขลดหน้าบันอลงกรณ์
ชาลาล้วนแก้วผลึกลาด โอภาสเพียงดาวดึงสา
ยิ่งพิศยิ่งเพลินจำเริญตา สำราญวิญญาณ์เป็นพ้นคิด ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เห็นครอบครัวมนุษย์ชาวเมือง ยักษ์จับมาเนื่องอกนิษฐ์
จึ่งให้หยุดรถแก้วชวลิต แล้วมีประกาศิตถามไป
อันเจ้าไกยเกษธานี บัดนี้ตัวนั้นอยู่ไหน
จงเอามาหน้ารถชัย กูจักใคร่เห็นพักตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายทัพนายกองยักษา
ก้มเกล้าสนองพระบัญชา ว่าท้าวไกยเกษธิบดี
จะอยู่แห่งหนตำบลใด ข้าไม่แจ้งเกล้าเกศี
จับได้มาแต่เสนี ถวายใต้ธุลีบทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชใจหาญ
ได้ฟังเสนาปรีชาชาญ จึ่งมีโองการถามไป
เหวยเหวยไอ้ชาวนคเรศ อันท้าวไกยเกษนั้นอยู่ไหน
จงบอกกูมาอย่าพรางไว้ หาไม่จะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาไกยเกษบุรีศรี
ความกลัวเพียงสิ้นสมประดี ชุลีกรสนองพระบัญชา
อันพระผู้ปิ่นนคเรศ กลัวเดชบรมนาถา
หนีออกนอกราชพารา ไม่รู้ว่าจะไปแห่งใด
ซึ่งตัวข้าบาททั้งนี้ จะมีที่พึ่งก็หาไม่
พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร จงได้ไว้ชีพชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชรังสรรค์
ได้ฟังสรวลมี่ทั้งวังจันทน์ กุมภัณฑ์มีราชบัญชา
เดิมกูก็ได้ให้มีสาร เจ้ามึงอหังการอวดกล้า
ดีแล้วหนีไยจากพารา ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชากร
ว่าแล้วลงจากรถทรง อาจองดั่งพญาไกรสร
พร้อมหมู่ทหารฤทธิรอน บทจรขึ้นยังพระโรงคัล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
จึ่งบรรหารแก่หมู่กุมภัณฑ์ โดยโรมรันได้ราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์วิรุณพัทยักษี
รบได้พาราก็ยินดี อสุรีตริตรึกไปมา
แต่กูเที่ยวภิรมย์ชมชิด สมสนิทร่วมรสเสน่หา
ด้วยอนงค์นาคินทร์กินรา อัปสรกัลยาสุราลัย
อันนางชาติเชื้อมนุษย์นั้น ยังมิได้ผูกพันพิสมัย
จะงามงอนอ่อนหวานประการใด จะไปชมเล่นวันนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดแล้วพอองค์พระบิตุราช ไสยาสน์หลับอยู่บนแท่นที่
จึ่งสระสรงทรงเครื่องรูจี อสุรีลดเลี้ยวเที่ยวมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เข้าในมนเทียรพรายพรรณ เห็นสนมกำนัลซ้ายขวา
ต่างตนแสนโศกโศกา อสุรามีใจสำราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นั่งลงกลางฝูงอนงค์นาง ยิ้มพลางปราศรัยด้วยคำหวาน
ดูก่อนโฉมเฉลาเยาวมาลย์ ทุกข์ร้อนรำคาญด้วยอันใด
จึ่งมาประชุมกันอยู่ ยังรู้จักพี่หรือหาไม่
ว่าพลางสัพยอกนางใน จะเช็ดนํ้าตาให้อย่าโศกา
แล้วฉวยกรนางหนึ่งอันมีลักษณ์ ผินพักตร์ยุดนางข้างขวา
ลูบหลังนางหนึ่งทางสอดตา ไขว่คว้าแก้มคางพัลวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางอนงค์สาวสวรรค์
ความกลัวอสุรกุมภัณฑ์ ตัวสั่นดั่งจะม้วยชีวี
ต่างตนสลัดปัดกร บังอรผินพักตร์ผันหนี
เรียกหาท้าวนางขันที ร้องมี่วิ่งวุ่นเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งวิรุณพัทยักษา
ติดตามฝูงนางกัลยา ฉวยสไบไขว่คว้าวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
ร้องตรีดหวีดหวาดทุกนางใน วิ่งไปเข้าห้องเรือนจันทน์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งปิดทวาร ลั่นกลอนใส่ดาลสลักมั่น
ซ่อนเร้นอสุรกุมภัณฑ์ ทั่วทุกกำนัลนารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุณพัทสุริย์วงศ์ยักษี
จึ่งกล่าวสุนทรวาที ควรหรือแก้วพี่ไม่เมตตา
อันความรักนั้นแสนสุดรัก จึ่งอุตส่าห์ฝ่าพักตร์เข้ามาหา
ซึ่งเจ้าจะปิดทวารา ใช่ว่าจะพ้นไปเมื่อไร
ใบดาลทวารแต่เพียงนี้ หรือจะทนฤทธีของพี่ได้
ว่าแล้วก็ผลักด้วยว่องไว หักล้มถล่มไปกับกร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แลเห็นฝูงนางทั้งนั้น กุมภัณฑ์ชื่นชมสโมสร
ลดองค์ลงใกล้บังอร แล้วกล่าวสุนทรวาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ซึ่งเจ้าวิ่งหนีเข้าห้อง เป็นไฉนนวลน้องไม่พ้นพี่
อนิจจาเหตุว่าไม่ปรานี จึ่งร้องมี่ให้ช่วยวุ่นวาย
ฝ่ายพี่ผู้เดียวก็ตัวสั่น ให้คิดคร้ามครั่นขวัญหาย
ด้วยกลัวนางท้าวเจ้ายาย มูลนายที่มีอาญา
เออไปไหนสิ้นประหลาดนัก ไม่มาช่วยน้องรักเสน่หา
ว่าพลางแย้มยิ้มไปมา กรลอดสอดคว้าวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงอนงค์กำนัลน้อยใหญ่
สุดคิดจนจิตจนใจ ผลักไสสลัดปัดกร
มิได้แลดูอสุรี ขัดสนพ้นที่จะเร้นซ่อน
ผินผันพักตร์ไปไม่อาวรณ์ บังอรจึ่งตอบวาจา
อันตัวของข้าเป็นมนุษย์ กลัวฤทธิรุทรนั้นหนักหนา
จึ่งพากันหนีเข้ามา หวังว่าจะให้รอดชีวี
พระองค์อย่าทำเลียมลวน ไม่ควรด้วยข้าเป็นทาสี
นางกษัตริย์มีอยู่ทุกบุรี ทรงกัลยาณีเลิศลักษณ์
ประกอบด้วยสมบัติพัสถาน ศฤงคารบริวารสูงศักดิ์
ควรด้วยพระองค์มงกุฎยักษ์ จะร่วมรสรักภิรมยา
จงคิดหยุดยั้งชั่งใจ สงวนเกียรติยศไว้ดีกว่า
ให้แผ้วผ่องในละอองบาทา ฟังข้าน้อยเถิดพระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ดวงเอยดวงสมร สุนทรคารมดั่งคมกริช
เหน็บแนมแกมกลเป็นพ้นคิด ช่างงอนประดิษฐ์พาที
รูปทรงดั่งหนึ่งนางฟ้า กระนี้หรือจะว่าเป็นทาสี
ถึงนางกษัตริย์ในธาตรี ใช่คู่จึ่งไม่มีอารมณ์รัก
เจ้าดั่งโกสุมปทุเมศ ในประเทศสระแก้วบรมจักร
อันชูก้านเบิกบานตระการนัก เป็นที่รักต้องตาต้องใจ
งามกลีบงามกลิ่นเกสร งามงอนยั่วยวนพิสมัย
งามพร้อมละม่อมทุกนางใน จะถนอมมิให้ราคี
ว่าพลางก็ทางเย้าหยอก สัพยอกฝูงอนงค์สาวศรี
ชมเนตรเกศแก้มสุมาลี อสุรีคว้าไขว่พัลวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางอนงค์สาวสรรค์
จำเป็นนบนิ้วบังคมคัล กัลยาจึ่งตอบคำไป
ความจริงตัวข้าเป็นทาสี จะพาทีล่อลวงนั้นหาไม่
ด้วยองค์พระพรตภูวไนย เป็นใหญ่แก่ข้าบริจา
ซึ่งจะมาภิรมย์สมสนิท บาปกรรมจะติดไปภายหน้า
ถึงพระองค์เป็นวงศ์กษัตรา จะห้ามเวราได้เมื่อไรมี
ว่าพลางปัดกรผินพักตร์ นงลักษณ์ถอยถดขยดหนี
ลางนางกันแสงโศกี ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ แสนเอยแสนคม ถ้อยคำคารมไม่หาได้
ช่างคิดพร้อมกันรำพันไป ว่าไยฉะนี้วนิดา
ประเวณีกษัตริย์สุริย์วงศ์ ยกพยุห์จตุรงค์ไปเข่นฆ่า
รบรุกชิงชัยได้พารา สารพัดสิทธิ์สิ้นทั้งธานี
อันศฤงคารบริวารโภไคย ยังจะเป็นของใครนะเจ้าพี่
บาปกรรมอะไรที่ไหนมี ข้อนี้อย่าได้ว่าวอน
อันซึ่งสามีของเจ้า เขาไม่รักใคร่ดวงสมร
จึ่งทิ้งไว้ที่ในพระนคร จะทุกข์ร้อนโศกาด้วยอันใด
พี่จะถนอมนวลสงวนรัก จะต้องถือมือหนักก็หาไม่
ว่าพลางกรเกี่ยวกระหวัดไว้ พิสมัยในรสฤดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เชยนมชมเนตรเกศแก้ม ยิ้มแย้มคลึงเคล้าโฉมศรี
สัพยอกหยอกเย้าไปในที ด้วยความยินดีเป็นพ้นนัก
อิ่มเอิบในรสกามา ดั่งได้ฟากฟ้าอาณาจักร
ครั้นเสร็จสู่สมภิรมย์รัก ขุนยักษ์เที่ยวทั่วทั้งวังใน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เชยชมพระสนมสาวสรรค์ ทุกห้องกำนัลหาเว้นไม่
ทั้งไพชยนต์พระสัตรุดวุฒิไกร ปราสาทท้าวไกยเกษก็เที่ยวมา
ฉวยฉุดยุดนางข้างซ้าย แล้วย้ายหยอกนางข้างขวา
รื่นเริงบันเทิงใจอสุรา ดั่งช้างสารกล้าบ้ามัน
ฝ่าโขลงแล่นเล่นจวดจบ ตลบเลี้ยวไล่หวนหัน
ที่ในกลางฝูงพระกำนัล กุมภัณฑ์แสนสุขสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จภิรมย์สมสวาท ทุกห้องไสยาสน์ราชฐาน
ก็ลงจากปราสาทสุรกานต์ ขุนมารไปยังพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาไกยเกษน้อยใหญ่
จึ่งปรึกษาท้าวนางข้างใน ว่าคนธรรพ์มันได้พระบุรี
เห็นจะกวาดครอบครัวอพยพ ไปยังพิภพยักษี
อันทัพอยุธยาธานี น่าที่จะมาไม่ทัน
จะอุบายชวนให้ประพาส รุกขชาติที่ในสวนขวัญ
ฝ่ายเราจะแต่งกำนัล ไปบำเรอผูกพันขุนมาร
เห็นจะระเริงจิตพิศวง งวยงงด้วยความเกษมศานต์
กว่าสองน้องนารายณ์อวตาร จะยกมาสังหารอสุรา
ครั้นเห็นอุบายพร้อมกัน พอท้าวคนธรรพ์ยักษา
เสด็จออกพระโรงรัตนา เสนีก็พากันเข้าไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ต่างตนต่างคลานขึ้นเฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลพระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร มาดำรงพิชัยธานี
ยังไม่ได้ไปประพาส รุกขชาติที่ในสวนศรี
อันทรงดอกออกผลงามดี เป็นที่แสนสุขภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษา
ได้ฟังยินดีปรีดา จึ่งมีบัญชาตรัสไป
เหวยเหวยดูก่อนนนทการ จงจัดทวยหาญน้อยใหญ่
เทียมทั้งรถแก้วแววไว กูจะไปเล่นสวนมาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทการเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งกะเกณฑ์กันโดยกระบวน ถ้วนตามตำแหน่งซ้ายขวา
สารวัตรตรวจจัดเป็นโลกา เร่งรัดกันมาทุกหมวดกอง
จับฉลากต้นเชือกปลายเชือก ทนายเลือกถือปืนเป็นทิวท่อง
ถัดมานั้นเหล่าทวนทอง แล้วพวกกระบองเป็นคู่กัน
ตั้งแน่นตามแนวแถวถนน ฉัตรธงเกลื่อนกล่นสลับคั่น
เตรียมทั้งรถแก้วแพรวพรรณ คอยเสด็จกุมภัณฑ์ยาตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางเถ้าแก่พร้อมหน้า
จึ่งจัดฝูงอนงค์กัลยา ล้วนทรงลักขณาอำไพ
ทั้งนางขับรำระบำบัน อันมีปัญญาอัชฌาสัย
อรชรอ้อนแอ้นจำเริญวัย แต่งโฉมวิไลดั่งกินรี
อันนางทนายโขลนจ่า ตรวจตราเรียกหากันอึงมี่
ทั้งเตี้ยค่อมนักเทศขันที มาคอยอสุรีพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวคนธรรพ์นุราชรังสรรค์
กับโอรสผู้ร่วมชีวัน จรจรัลมาที่สนานองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กระแสสินธุ์โปรยปรายสุหร่ายรัตน์ สองกษัตริย์ชำระสระสรง
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธ์ทรง สนับเพลาเครือหงส์เชิงงอน
พระบิตุเรศภูษิตพื้นตอง ท้องแย่งยกรูปไกรสร
พระโอรสพื้นม่วงอรชร ตรวยเชิงมังกรกิเลนกลาย
ชายไหวชายแครงเครือครุฑ ฉลององค์ทองผุดฉานฉาย
ตาบทิศทับทรวงจำหลักลาย สังวาลแก้วแพรวพรายพาหุรัด
ทองกรกุดั่นประดับพลอย ธำมรงค์เพชรพลอยทุกนิ้วหัตถ์
มงกุฎกุณฑลดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจำรัสด้วยโกมิน
ห้อยพวงสุวรรณมาลา ต่างทรงมหาธนูศิลป์
พร้อมฝูงกัลยายุพาพิน ลินลามาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ รถเอยสองรถประพาส แอกงอนหุ้มมาศงามระหง
แปรกเรือนเครือครํ่ากำกง ดุมวงบัลลังก์กระจังราย
ลดชั้นคั่นภาพกระหนาบพลอย ช่อห้อยบุษบกบัวหงาย
เสาซุ้มทรงมันแม่ลาย ห้ายอดงามคล้ายวิมานฟ้า
เทียมด้วยไกรสีห์สี่พัน โลทันถือหอกเงื้อง่า
สำทับขับเร็วดั่งลมพา เครื่องสูงสายระย้าธงชัย
ปี่กลองฆ้องขานประสานแตร พลแห่โห่สนั่นหวั่นไหว
เสนาไกยเกษกรุงไกร นำเสด็จไปยังอุทยาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว แล้วลงจากรถมุกดาหาร
กับราชโอรสผู้ชัยชาญ ฝูงสนมเยาวมาลย์ก็ตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดเลี้ยวชมรุกขชาติ ดอกผลดกดาษสาขา
ม่วงปรางมะซางพะวา น้อยหน่าร้อยลิ้นอินจันทน์
ลำดวนบุนนาคสาวหยุด ชาตบุษย์สุกกรมนมสวรรค์
ยี่สุ่นสารภีมะลิวัลย์ พิกันกุหลาบจำปี
มังคุดมุดสีดาเฟืองไฟ ทุเรียนลำไยลิ้นจี่
ลางสาดตาดตูมกะลุมพี แหว้หว้าสาลี่ประยงค์
อินทนิลนางแย้มโยทะกา สนสร้อยสร้อยฟ้ามหาหงส์
ซ่อนชู้อัญชันคันทรง กาหลงเกดแก้วเป็นแถวไป
สองกษัตริย์เด็ดดวงมาลี กวักเรียกนารีแล้วยื่นให้
หยอกเย้าไขว่คว้าสำราญใจ ที่ในสวนศรีมาลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาอัสดง ลดลงลับเหลี่ยมภูผา
จึ่งเสด็จลีลาศยาตรา ขึ้นยังพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลสาวศรี
ความกลัวเป็นพ้นพันทวี หมอบเฝ้าอสุรีด้วยจำใจ
ลางนางก็เข้าอยู่งานพัด โบกปัดรำเพยลมให้
ลางนางก็เข้ามาคอยใช้ เกลื่อนกลาดทั้งในพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เหล่านางดุริยางคดนตรี ก็ดีดสีตีเป่าขึ้นพร้อมหน้า
ขับขานหวานจับวิญญาณ์ โหยหวนครวญช้าโอดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำฟ้อน กรายกรร่ายเรียงเบี่ยงผัน
นวยนาดย่างเยื้องจรจรัล ตามกันเป็นคู่เคียงไป
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนท่า ย้ายเพลงผาลาเพียงไหล่
ทั้งกินนรเลียบถํ้าอำไพ ใครเห็นเป็นที่ยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวคนธรรพ์ยักษี
เสด็จเหนือบัลลังก์รัตน์รูจี อสุรีพลางทอดทัศนา
เห็นโฉมเยาวมาลย์ลานสวาท มารยาทชื่นชูเสน่หา
ให้ต้องจิตพิศเพลินจำเริญตา กามาเดือดดิ้นแดยัน
จึ่งเสด็จลงจากบัลลังก์รัตน์ กั้นสกัดฝูงอนงค์สาวสรรค์
เชยแก้มแนมดวงบุษบัน กุมภัณฑ์คว้าไขว่ไปในที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ มีความรื่นเริงบันเทิงใจ ด้วยฝูงนางในสาวศรี
ลืมดิศศรีสินธานี อันเป็นที่ผาสุกภิรมยา
ลืมแสนสนมอนงค์นาฏ ลืมองค์อัครราชเสน่หา
แต่เล่นอยู่ในสวนมาลา ได้หลายทิวาราตรีกาล
แล้วเสด็จขึ้นยังบัลลังก์รถ อลงกตด้วยดวงมุกดาหาร
ให้เลิกพหลพลมาร คืนสถานไกยเกษพระนคร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ