สมุดไทยเล่มที่ ๑๘

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงทรพีใจหาญ
เทวารักษามาช้านาน ในถํ้าสุรกานต์พรายพรรณ
เหมือนได้กินนมมารดร มีกำลังฤทธิรอนแข็งขัน
จำเริญวัยใหญ่ขึ้นทุกวัน ก็เที่ยวสัญจรออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ลองเชิงเริงร้องคะนองไพร ไล่เลี้ยวเสี่ยวขวิดหินผา
ตามสะกดบทจรทรพา วัดรอยบาทาบิดาดู
เห็นเท่าเติบใหญ่คล้ายคลึง กํ้ากึ่งพอจะตอบต่อสู้
หมายเขม้นจะเป็นศัตรู วันนี้ตัวกูกับบิดา
จะได้ลองฤทธิ์ขวิดกัน ประจัญดูกำลังให้หนักหนา
คิดแล้วแอบพุ่มซุ่มกายา จับกลิ่นกินหญ้าอยู่ริมธาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพญาทรพาใจหาญ
นอนอยู่กับฝูงบริวาร สุริย์ฉานส่องฟ้าพรายพรรณ
จึ่งนำคณากาสร สัญจรไปในพนาสัณฑ์
บันเทิงเริงสัตว์พัลวัน พากันไปตามมรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ทรพีฤทธิแรงแข็งกล้า
ครั้นเห็นพญาทรพา ปรีดาที่จะได้ชิงชัย
โลดโผนโจนคะนองลองเขา โก่งหางวางเข้ามาใกล้
สกัดทางขวางหน้าแล้วร้องไป รู้จักเราหรือไม่ทรพา
ตัวท่านใจบาปหยาบคาย ฆ่าลูกตัวตายเสียหนักหนา
เราก็เป็นบุตรในอุรา หมายจะมาล้างชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทรพาฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟกัลป์ โก่งหางหูชันแล้วร้องไป
ตัวมึงนี้หรือเป็นลูก มาดูถูกเจรจาหยาบใหญ่
ฝ่ายกูผู้มีฤทธิไกร เลื่องลือทั้งในอรัญวา
แสนมหาพญาสารซับมัน ไม่อาจหาญกีดกั้นขวางหน้า
มึงสู่รู้จะสู้บิดา กูจะล้างชีวาให้วายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น คำแหงทรพีใจหาญ
ฟังทรพากล่าวอหังการ โผนทะยานเยาะเย้ยแล้วตอบไป
ตัวท่านฉันทาทุจริต หรือจะรอต่อฤทธิ์เราได้
เทวาก็ไม่อวยชัย ที่ไหนจะรอดชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาทรพาแกล้วกล้า
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา สองตานั้นแดงดั่งแสงไฟ
โก่งหางวางวิ่งส่ายเขา ถาโถมโจมเข้าขวิดไขว่
ช้อนตักกลับกลอกว่องไว หมายใจจะล้างชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงทรพีแข็งขัน
โก่งคอย่อท้ายยืนประจัญ เสี่ยวขวิดติดพันกระชั้นมา
อันเขาต่อเขาเข้าประหาร เสียงสะท้านเปรี้ยงเปรี้ยงดั่งฟ้าผ่า
ได้ทีขวิดถูกทรพา ก็ม้วยชีวาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ ครั้นว่ามีชัยแก่บิดร กาสรชื่นเริงเกษมศรี
ลองเชิงเบิ่งมาด้วยยินดี ยังที่ฝูงนางบริวาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ตลบจบกลิ่นถวิลสัตว์ กำหนัดในความสงสาร
ชื่นเริงบันเทิงเบิกบาน ร่านร่ายร่วมรักกามกล
ขวิดไขว่ไล่เลี้ยวโลมเลีย สัพยอกหยอกเมียสับสน
ยกหูชูหางเริงรน วิ่งเลี้ยวเวียนวนสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นแล้วระเห็จเตร็จเตริ่ง ลองเชิงออกจากฝูงใหญ่
ลำพองคะนองฤทธิไกร เที่ยวไปด้วยใจอหังการ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหิมวาพนาลี ก็เสี่ยวขวิดคีรีพฤกษา
แล้วร้องว่าเหวยเทวา ใครมีศักดามาสู้กัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทพเจ้าหิมพานต์ไพรสัณฑ์
ได้ฟังมหิงสาอาธรรม์ เทวัญรำพึงคะนึงคิด
ตัวมันเป็นชาติเดียรฉาน มาเที่ยวพาลด้วยใจทุจริต
ถ้ากูจะออกต่อฤทธิ์ ฆ่าชีวิตมันได้ก็ไม่ดี
แม้นมาตรว่าพ่ายแพ้มัน จะอับอายเทวัญทุกราศี
คิดแล้วจึ่งตอบวาที เรานี้ไม่มีฤทธิไกร
ตัวท่านสิทรงศักดา อันจะต่อฤทธาด้วยไม่ได้
ถ้าว่าจะใคร่ชิงชัย จงไปยังเบญจบรรพต ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทรพีใจกล้าสาหส
เห็นเทวัญครั่นคร้ามขามยศ ชื่นเริงแล้วบทจรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเบญจคีรินทร ก็เข้าขวิดก้อนเขาใหญ่
เป็นประกายพรายแสงดั่งเปลวไฟ แล้วร้องไปด้วยคำอหังการ
เหวยเหวยดูกรเทเวศร์ ลือว่ามีเดชกำลังหาญ
กว่าเทพไทในหิมพานต์ มารอนราญด้วยกูผู้ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทพบุตรคีรีทั้งห้า
ฟังคำทรพีพาลา จึ่งมีวาจาตอบไป
อันตัวของเราทั้งหลาย จะต่อกำลังกายท่านไม่ได้
เทพเจ้ารักษาสมุทรไท ฤทธิไกรเลิศลบธาตรี
ตัวท่านจงไปรณรงค์ กับองค์พระสมุทรเรืองศรี
จึ่งจะได้เห็นฤทธี ว่าแล้วก็ชี้มรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทรพีผู้ใจแกล้วกล้า
ได้ฟังยินดีปรีดา ระเห็จมาด้วยกำลังฤทธิรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงโถมลงในสมุทร ขวิดนํ้าอุตลุดกุลาหล
ขุ่นข้นไปทั้งสายชล แล้วร้องคำรนประกาศไป
เหวยเหวยดูกรเทวา ซึ่งอยู่รักษาสมุทรใหญ่
เลื่องชื่อลือเดชเกรียงไกร มาชิงชัยให้เห็นฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสมุทรเทวัญเรืองศรี
ได้ฟังพญาทรพี พาทีองอาจอหังการ์
จึ่งว่าตัวเราไม่มีฤทธิ์ ตั้งจิตอยู่ในอุเบกขา
ผู้ใดใครร้อนสัญจรมา ให้สบายกายาสำราญใจ
ตัวท่านหยาบช้าทารุณ จะรู้คุณเราก็หาไม่
แม้นว่าจะใคร่ชิงชัย จงไปไกรลาสบรรพต ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทรพีใจกล้าสาหส
ได้ฟังดั่งอมฤตรส ไม่คิดเกรงยศเจ้าโลกา
จึ่งเผ่นโผนขึ้นจากฝั่งสมุทร ด้วยฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ชันหูชูหางวางมา โดยมรคาพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหิรัญไกรลาส เห็นพระตรีภูวนาถเรืองศรี
ยืนอยู่แล้วกล่าววาที ว่าดูกรพระศุลีมีฤทธิ์
ตัวท่านผู้อัครเทวัญ ปราบได้ถึงชั้นดุสิต
เป็นใหญ่อยู่ในทศทิศ มาลองฤทธิ์ด้วยเราผู้ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมนาถา
ได้ฟังมหิงส์อหังการ์ ผ่านฟ้ามีเทวโองการ
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้ทรพี มาอ้างอวดฤทธีว่ากล้าหาญ
ตัวมึงหยาบใหญ่ใจพาล ไอ้ชาติเดียรฉานทรลักษณ์
ฆ่าพ่อตัวตายแล้วมิหนำ จะซ้ำเอาคอมารอจักร
มึงจะสู้กูไม่คู่พักตร์ แม้นรักจะใคร่ราวี
เอ็งจงรีบไปยุทธยง ด้วยพาลีลูกองค์โกสีย์
ให้มึงสิ้นชีพชีวี ด้วยฤทธีพญาพานร
แล้วจงไปเอากำเนิด บังเกิดเป็นบุตรพญาขร
ชื่อมังกรกัณฐ์ฤทธิรอน ให้ตายด้วยศรพระจักรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทรพีฤทธิแรงแข็งกล้า
ครั้นต้องคำสาปเจ้าโลกา เผอิญให้โมหาบ้าใจ
ขวิดคัดไกรลาสสิงขร สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
ระเห็จมาในป่าพนาลัย ตรงไปขีดขินธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเข้าสวนอุทยาน ของลูกมัฆวานเรืองศรี
ชนไม้หักล้มไม่สมประดี ไล่ขวิดกระบี่วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรน้อยใหญ่
เห็นมหิงส์ไล่มาก็ตกใจ ผู้ใดไม่อาจประจญ
ต่างตนต่างก็กลัวตัวสั่น เรียกร้องหากันกุลาหล
บ้างคลานบ้างล้มอลวน วิ่งพะปะปนกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงทรพีใจกล้า
ไม่มีใครรอต่อฤทธา ก็วางมายังหน้าพระลานชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งร้องว่าเหวยพานรินทร์ เจ้าเมืองขีดขินกรุงใหญ่
เขาลือว่ามีฤทธิไกร ผู้ใดไม่อาจจะต้านทาน
ตัวเราอยู่ในหิมเวศ ก็ทรงเดชฤทธากล้าหาญ
เทวาอารักษ์ทั้งจักรวาล สะท้านท้อไม่ต่อศักดา
ถึงพระอิศวรบรมนาถ ก็ขยาดฤทธิ์กูผู้แกล้วกล้า
เอ็งดีจงเร่งลงมา เข่นฆ่าลองดูฤทธิรอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีชาญสมร
เสด็จเหนือสิงหาสน์บัญชร ได้ยินกาสรร้องมา
กริ้วโกรธพิโรธคือไฟกัลป์ ฉวยชักพระขรรค์อันคมกล้า
โจนจากปราสาทแก้วแววฟ้า สำแดงฤทธาเข้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พญากาสรเรืองศรี
โลดโผนโจนประจัญทันที ต่างชนต่างตีสำแดงฤทธิ์
สองหาญต่อหาญไม่ลดกัน ยุทธ์แย้งแทงฟันเสี่ยวขวิด
หลบหลีกพัลวันกระชั้นชิด ต่างคนไม่คิดชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พาลีฤทธิแรงแข็งกล้า
ต่อด้วยทรพีแต่เช้ามา จนถึงเวลาสายัณห์
จึ่งคิดว่ากาสรนี้สามารถ องอาจฤทธิแรงแข็งขัน
ยิ่งกว่าทศเศียรกุมภัณฑ์ จะฆ่ามันกลางแปลงไม่ได้ที
อย่าเลยจะลวงเข้าไป ชิงชัยในถํ้าคีรีศรี
เห็นจะขัดขวางทางต่อตี ก็จะล้างชีวีมันวายปราณ
คิดแล้วจึงมีวาจา ดูราทรพีใจหาญ
แต่เรารบรันประจัญบาน ก็รู้จักประมาณฤทธิไกร
มิเอ็งก็กูจะม้วยมิด ที่จะรอดชีวิตนั้นหาไม่
บัดนี้สิ้นแสงอโณทัย จงกลับไปสั่งฝูงบริวาร
ฝ่ายเราก็จะสั่งฝูงอนงค์ ทั้งสุริย์วงศ์โยธาทวยหาญ
พรุ่งนี้จึ่งไปรอนราญ ในถํ้าแก้วสุรกานต์พรรณราย
ให้ลับมนุษย์ครุฑา วิทยาอารักษ์ทั้งหลาย
มาตรแม้นชีวิตจะวอดวาย ก็ไม่อายไพร่ฟ้าประชากร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทรพีใจหาญชาญสมร
กำเริบฤทธิ์คิดแต่จะราญรอน หลงกลวานรก็ตอบไป
ซึ่งจะสู้กันในคีรี ทั้งนี้ก็ตามอัชฌาสัย
จะคอยอยู่ปากถ้ำอำไพ ว่าแล้วกลับไปอรัญวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวโกสีย์แกล้วกล้า
เห็นกาสรหลงกลมารยา ก็กลับมาด้วยความยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงนั่งเหนือบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสจำรัสรัศมี
แล้วมีพจนารถวาที แก่ศรีสุครีพผู้ร่วมใจ
กาสรตัวนี้มันมีฤทธิ์ จะหมายล้างชีวิตยังไม่ได้
พรุ่งนี้ลวงให้ไปชิงชัย ที่ในถํ้าแก้วสุรกานต์
แม้นว่าพี่ต่อสู้มัน เจ็ดวันไม่คืนราชฐาน
ตัวเจ้าผู้ปรีชาชาญ ไปดูที่ธารคีรี
ถ้าเลือดข้นนั้นเลือดมหิงสา เลือดไหลเหลวมานั้นเลือดพี่
จงขับพวกพลโยธี ขนศิลาปิดปากถํ้าไว้
อย่าให้ผู้ใดใครมาพบ เห็นซากอสภนั้นได้
สั่งแล้วลูกท้าวหัสนัยน์ เสด็จไปเข้าที่ไสยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ กล่อม

๏ ครั้นรุ่งแสงศรีรวีวรรณ สุริยันเยี่ยมยอดภูผา
แต่งองค์ทรงพระขรรค์ศักดา ก็เหาะมาด้วยกำลังฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยลิ่วปลิวไปในคัคนานต์ ถึงปากถํ้าสุรกานต์คีรีศรี
จึ่งเห็นคำแหงทรพี ขุนกระบี่กวักกรเรียกไป
เหวยเหวยดูกรมหิงสา เอ็งอหังการ์หยาบใหญ่
จงเร่งเข้ามาชิงชัย ที่ในถํ้าแก้วสุรกานต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงทรพีใจหาญ
ได้ฟังลูกท้าวมัฆวาน เผ่นทะยานเข้าถํ้าคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
โลดโผนโจนจับทรพี ท่วงทีกลับกลอกว่องไว
ต่างหาญต่างกล้าไม่ละกัน เสียงสนั่นครั่นครื้นภูเขาไหว
ต่างขวิดต่างแทงวุ่นไป ต่างถอยต่างไล่ราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ทรพีใจหาญชาญสมร
ชนเสี่ยวเลี้ยวไล่ตะลุมบอน ขวิดค้อนกลับกลอกไปมา
เขาตีเท้าถีบโถมทะยาน ต่อต้านยืนยันประจัญหน้า
ถ้อยทีถ้อยมีฤทธา หมายเขม้นเข่นฆ่าชีวิตกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พาลีฤทธิแรงแข็งขัน
สัประยุทธ์ต่อยุทธ์ถึงเจ็ดวัน เสมอกันถ้อยทีไม่มีชัย
ก็ตรึกไปด้วยไวปัญญา มหิงสาตัวนี้เป็นไฉน
จึ่งมีฤทธาเกรียงไกร หรือจะได้กำลังเทวัญ
จำจะอุบายด้วยความคิด ลวงล้างชีวิตให้อาสัญ
ตริแล้วไม่รบติดพัน หันออกมากล่าววาจา
เหวยเหวยดูกรทรพี ซึ่งเรืองฤทธีแกล้วกล้า
เทวัญองค์ใดมหิมา ให้ศักดาเอ็งหรือว่าไร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ทรพีผู้ใจหยาบใหญ่
ได้ฟังจึ่งร้องตอบไป เป็นไฉนมาถามกำลังเรา
เทวัญองค์ใดไม่สิงสู่ ตัวกูมีฤทธิ์ด้วยสองเขา
เอ็งอย่าสู่รู้ดูเบา กูจะเอาชีวิตเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาพานรินทร์เรืองศรี
ได้ฟังถ้อยคำทรพี ขุนกระบี่อุบายด้วยวาจา
ร้องว่าดูกรเทเวศ อันเรืองเดชฤทธิแรงแข็งกล้า
ซึ่งสิงสู่อยู่ในกายา มหิงสามันอกตัญญู
มิได้คำรพนบคุณ กลับกล่าวทารุณลบหลู่
เสียทีที่ท่านเลี้ยงดู อย่าอยู่รักษาไอ้อาธรรม์
เชิญไปสู่ทิพพิมาน สำราญด้วยนางสาวสวรรค์
ฟังเราว่าเถิดนะเทวัญ จงชวนกันออกจากกายา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทเวศซึ่งอยู่รักษา
ได้ฟังพาลีเจรจา สุรารักษ์เห็นจริงทุกสิ่งไป
จึ่งว่ากาสรนี้ทรลักษณ์ จะรู้จักคุณเราก็หาไม่
ต่างองค์ต่างคิดน้อยใจ เทพไทออกจากกายา
แกล้งสำแดงองค์แก่พาลี รัศมีสว่างทั้งคูหา
หกองค์ผู้ทรงเดชา ก็พากันเหาะไปยังวิมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีใจหาญ
เห็นหกเทเวศชัยชาญ ไม่อยู่พยาบาลก็ดีใจ
ขุนกระบี่สำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
ผาดโผนโจนจ้วงว่องไว ทะลวงไล่ด้วยกำลังกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายถีบกายกาสร กรหนึ่งฉวยง้างเขาขวา
แทงด้วยพระขรรค์อันศักดา กลับกลอกเปลี่ยนท่าติดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทรพีฤทธิแรงแข็งขัน
โกรธาถาโถมโจมประจัญ ขวิดชนพัลวันวุ่นไป
ล้มลุกคลุกคลานไม่ต้านติด จะต่อฤทธิ์วานรก็ไม่ได้
กำลังน้อยถอยท้อสลดใจ เลือดไหลหยดย้อยทั้งกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาพาลีใจกล้า
รณรงค์องอาจผาดโผนมา เหยียบเขาพญาทรพี
มือซ้ายง้างเขายืนยัน กรขวาแกว่งพระขรรค์ชัยศรี
ฟาดด้วยกำลังฤทธี ทรพีก็ม้วยบรรลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น เทวาซึ่งอยู่ในเขาใหญ่
เห็นลูกโกสีย์ฤทธิไกร มีชัยแก่พญาทรพี
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส ตบพระหัตถ์ฉัดฉานอึงมี่
อวยชัยให้พรแก่พาลี สรรเสริญฤทธีอึงอล
ทั้งองค์เทเวศวลาหก บันดาลตกโปรยปรายสายฝน
ฝูงเทพนิกรทุกตำบล ทั่วทั้งไพรสณฑ์ก็ปรีดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพแกล้วกล้า
คอยองค์พระพี่ไม่กลับมา เกินคำสัญญาก็ตกใจ
จึ่งชวนองคตผู้หลาน กับโยธาทวยหาญน้อยใหญ่
ออกจากขีดขินเวียงชัย พากันตรงไปยังคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงถํ้าแก้วแกมสุวรรณ ลูกพระสุริยันเรืองศรี
ไม่รู้ว่าฝนตกในราตรี ขุนกระบี่ก็เที่ยวดูไป
เห็นโลหิตไหลใสจาง จะข้นอย่างเลือดควายก็หาไม่
คิดว่าเชษฐาบรรลัย ตกใจก็ร่ำโศกา
ทั้งหมู่เสนีรี้พล ต่างตนเศร้าโทมนัสสา
กลิ้งเกลือกเสือกซบไปมา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ความทุกข์ความโศกเป็นกำลัง ไม่หยุดยั้งพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่
คิดว่าพี่ชายสิ้นชีวี ขุนกระบี่สั่งพวกพลไกร
ให้ขนศิลามาสมทบ กลบปิดปากคูหาใหญ่
ตามพระบัญชาสั่งไว้ อย่าให้มีที่สำคัญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาวานรตัวขยัน
รับสั่งลูกพระสุริยัน พากันเร่งรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หักเขาง้างเอาศิลาใหญ่ แบกไปสมทบคูหา
นายหมวดถือไม้ตรวจตรา เร่งรัดกันมาเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ครั้นเสร็จสมทบคีรี ขุนกระบี่คืนเข้าพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพญาพาลีแกล้วกล้า
ครั้นฆ่าทรพีมรณา เทวาอำนวยอวยพร
จึ่งเอาพระขรรค์แก้วสุรกานต์ รอนราญตัดเศียรกาสร
คอนขึ้นเหนือบ่าวานร บทจรจากที่โรมรัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งปากคูหา เห็นศิลาถมปิดมิดมั่น
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟกัลป์ ก็จับเศียรควายนั้นขว้างไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ศิลาที่ปิดก็พังลง เปิดตะหล่งตามช่องคูหาใหญ่
ก็ออกจากถํ้าแก้วแววไว ตรงไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงยืนเหนืออาสน์ เห็นพญาอุปราชเรืองศรี
พิโรธโกรธนักคืออัคคี ขุนกระบี่กระทืบบาทา
เหม่เหม่ดูกรไอ้ทรยศ มึงมาคิดคดต่อเชษฐา
ตัวกูไม่ม้วยมรณา เอ็งปิดคูหาเสียว่าไร
เสียทีเป็นน้องร่วมครรภ์ สุริย์วงศ์เทวัญสูงใหญ่
จะเลี้ยงไว้ก็เครื่องเคืองใจ เร่งไปเสียจากพระบุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุครีพผู้ชาญชัยศรี
ตกใจเพียงจะสิ้นชีวี ชุลีกรกราบลงกับบาทา
อันตัวของข้านี้จงรัก ภักดีต่อองค์พระเชษฐา
ครั้นพ้นกำหนดที่สัญญา ก็พาโยธารีบจร
เห็นโลหิตนั้นไหลใสจาง เป็นทางออกจากสิงขร
ต่างตนโศกาอาวรณ์ คิดว่าภูธรบรรลัย
ข้าจึ่งให้ขนเอาก้อนเขา กลิ้งเข้าปิดปากถํ้าใหญ่
ตามพระบัญชาซึ่งสั่งไว้ พระองค์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวหัสนัยน์ใจกล้า
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา ดั่งหนึ่งเพลิงฟ้ามาจ่อใจ
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้ทรลักษณ์ มาเจรจาเยื้องยักแก้ไข
แม้นว่าชีวันกูบรรลัย ก็จะได้เป็นใหญ่ในธานี
หากคิดจะปิดนินทา จึ่งแสร้งโศกาว่ารักพี่
ตัวเอ็งกับกูในวันนี้ ขาดวงศ์พงศ์พีพี่น้องกัน
เร่งไปเสียจากเวียงชัย หาไม่ชีวาจะอาสัญ
ว่าพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แกว่งพระขรรค์ออกไล่รอนราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉาน
ความกลัวเพียงแทรกสุธาธาร ก็หนีจากราชฐานพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โอ้ร่าย

๏ เดินพลางพลางฟายชลเนตร แสนเทวษเศร้าโทมนัสสา
ทั้งกลัวทั้งแค้นแน่นวิญญาณ์ โศกาสะอื้นอาลัย
โอ้ว่าตัวกูนี้สุจริต จะมีความผิดก็หาไม่
รักพี่ฝากตัวถนอมใจ สิ่งใดมิให้ราคี
อนิจจาไม่คิดถึงความหลัง ครั้งเมื่อต้องสาปพระฤๅษี
ได้ยากลำบากแสนทวี จนได้ครองบูรีด้วยกัน
ครั้งน้องชะลอพระสุเมรุตรง องค์พระอิศรารังสรรค์
ประทานนางดาราเป็นรางวัล ก็เสียธรรม์ชิงไปภิรมยา
ข้านี้มิให้ระคายบาท รักคือบิตุราชนาถา
ควรหรือทำได้ไม่เมตตา ร่ำพลางโศกาพันทวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ ข้ามห้วยเหวผาป่ารัง ก็ถึงเขาอัมตังคีรีศรี
เห็นพฤกษาร่มรื่นสะอาดดี มีผลเกลื่อนกลาดดาษไป
ทั้งสระปทุมเกสร ฝักดอกอรชรชูไสว
นํ้าใสสะอ้านเย็นใจ ก็เข้าอาศัยอยู่ริมธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ออกจากพิธีตะบะฌาน สำราญเที่ยวระเห็จเตร็ดมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เลือกเก็บพฤกษาผลาผล ที่สุกห่ามกับต้นเป็นภักษา
ทั้งกระจับผึ้งร้างโอชา เลี้ยงชีวาโดยเพศโยคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มาถึงอัมตังสิงขร เห็นลูกพระทินกรเรืองศรี
นั่งอยู่ที่เชิงคีรี ขุนกระบี่ก็ตรงเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ น้อมเศียรกราบลงกับบาทา ทูลว่าพระน้านี้เป็นไฉน
มาอยู่ผู้เดียวที่ในไพร ได้เห็นเป็นน่าอัศจรรย์

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
ครั้นเห็นหลานรักร่วมชีวัน รำพันเล่าความแต่ต้นไป
น้านี้ซื่อตรงสุจริต จะมีความผิดก็หาไม่
ท้าวมาคุมโทษจองภัย ขับไล่เสียจากพารา
จนใจจึ่งเที่ยวสัญจร ซอกซอนหนีมาในป่า
หาไม่จะม้วยมรณา เล่าพลางโศกาพันทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังน้าชายพาที ขุนกระบี่โศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ สุครีพกอดองค์หนุมาน น้าหลานก็ทรงกันแสงศัลย์
ต่างตนร่ำไรรักกัน ดั่งหนึ่งชีวันจะบรรลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยสร่างโศกี สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งว่าแก่นัดดายาใจ เจ้าจะเข้าไปยังพารา
จงเร่งระมัดประหยัดองค์ อย่าทะนงว่าเป็นพระวงศา
น้านี้จะทนเวทนา อยู่ที่ในป่าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ชลเนตรนองเนตรโศกี กระบี่จึ่งทูลสนองไป
ซึ่งหลานจะเข้านคเรศ จะเทวษทุกข์ทนหม่นไหม้
จะอยู่จำศีลสำรวมใจ ดีกว่าที่ในพารา
ทุกข์ไข้จะได้สนองบาท เพื่อนประดาษพระองค์ในป่า
ว่าแล้วถวายบังคมลา เหาะไปยังป่ากัทลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์พญาขรยักษี
เป็นน้องทศกัณฐ์อสุรี ได้ผ่านธานีโรมคัล
หยาบคายร้ายกาจอาจหาญ สาธารณ์มืดมัวโมหันธ์
เที่ยวยํ่ายีฤๅษีเทวัญ กุมภัณฑ์มีอัครชายา
ชื่อว่านางรัชฎาสูร รูปทรงสมบูรณ์ดั่งเลขา
สาวสนมล้วนเหล่าอสุรา คณนาได้หมื่นนารี
ประกอบด้วยโภไคไอศวรรย์ พร้อมพวกพลขันธ์ยักษี
รถรัตน์คชาพาชี ปราสาทแก้วมณีชัชวาล
อันหมู่ไพร่ฟ้าประชากร ถาวรเป็นสุขเกษมศานต์
ด้วยเดชเดชาพญามาร ไม่มีภัยพาลมายายี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางรัชฎาสูรมเหสี
สมสู่อยู่ด้วยอสุรี เทวีทรงครรภ์จำเริญมา
คือทรพีมากำเนิด เกิดเป็นพระโอรสา
ครั้นถ้วนทศมาสเวลา กัลยาก็คลอดพระโอรส
จำเริญวัยให้นามมังกรกัณฐ์ ใจนั้นแกล้วกล้าสาหส
สมศักดิ์สมศรีสมยศ ต้องพจนารถพระศุลี
แล้วมีโอรสที่สอง น้องมังกรกัณฐ์ยักษี
ชื่อแสงอาทิตย์อสุรี อินทรีย์ละม้ายคล้ายกัน
องค์พระชนนีบิตุราช แสนสวาทภิรมย์ชมขวัญ
ถนอมกล่อมเกลี้ยงเป็นนิรันดร์ ดั่งดวงชีวันดวงตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศรถนาถา
เสวยสมบัติสวรรยา ในทวารวดีพระนคร
กรุงกษัตริย์ย่อมแต่งดอกไม้มาศ เงินทองโอภาสประภัสสร
น้อมเกล้าดุษฎีชุลีกร ขจรเดชดั่งดวงสุริยัน
อันหมู่ไพร่ฟ้าข้าทหาร สำราญเป็นสุขเกษมสันต์
แสนสนุกดั่งเมืองเทวัญ พระชนม์นั้นได้หกหมื่นปี
คิดคะนึงถึงองค์พระโอรส จะให้ภิญโญยศทั้งสี่
อันพระพรตพระสัตรุดทั้งสองนี้ จะได้ครองบูรีอัยกา
ยังแต่พระรามสุริย์วงศ์ กับองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
จะให้ผ่านนคเรศอยุธยา เป็นมหาจรรโลงธาตรี
ตัวกูก็จวนชรานัก จะพึ่งบุญลูกรักทั้งสี่
คิดแล้วย่างเยื้องจรลี เสด็จออกยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมกระวีสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ มาตยาแน่นนันต์ประนมกร
งามยศงามสง่างามอำนาจ ดั่งพระจอมไกรลาสสิงขร
ออกหมู่ทวยเทพอมร ภูธรมีราชวาที
อันซึ่งพระรามฤทธิรงค์ ก็เป็นองค์นารายณ์เรืองศรี
อวตารมาผลาญอสุรี มีศักดาเดชมหิมา
ควรจะให้ครองภพไอศวรรย์ เป็นจอมจรรโลงโลกนาถา
ตัวเราผู้เป็นบิดา จะอยู่ให้ผาสุกใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาสามนต์น้อยใหญ่
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมทูลไปด้วยภักดี
สุดแต่พระองค์ทรงเดช จะโปรดเกศเกล้าเกศี
อันตัวข้าบาททั้งปวงนี้ จะฉลองธุลีถึงชีวิต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์องค์พระจักรกฤษณ์
จึ่งเรียกพระรามมานั่งชิด ทรงฤทธิ์มีราชบัญชา
พ่อจะให้ครองสมบัติ สืบวงศ์จักรพรรดินาถา
จงตั้งอยู่ในทศธรรมา เป็นตราชูโลกทั้งไตรดาล
เจ้าจงเลี้ยงเสนาพลากร ให้ถาวรดั่งร่มพฤกษาศาล
เอาความสัตย์สุจริตเป็นประธาน คือรากแก้วกิ่งก้านดอกใบ
อันฝูงสัตว์จตุบาททวิบาท จะเกลื่อนกลาดมาพึ่งอาศัย
จงเอาเมตตานั้นแผ่ไป ดังกลิ่นดอกไม้อันตระการ
จะหอมขจรทุกประเทศ เย็นเกศไปทั่วทิศาศาล
ทานนั้นต่างผลโอฬาร หว่านให้บำเหน็จโดยตรา
แก่หมู่เสนีรี้พล ประชาชนยาจกถ้วนหน้า
ตัดโลภเอาความกรุณา เป็นปัญจมหานัที
ไหลมาไม่รู้สุดสิ้น อาบกินเป็นสุขเกษมศรี
อย่าเบียดเบียนไพร่ฟ้าประชาชี ให้มีดวามเดือดร้อนเวทนา
น้ำเย็นฝูงปลาก็อาศัย ปักษาพึ่งไม้ใบหนา
ป่ากว้างย่อมมีมฤคา พากันมาอยู่สำนัก
จงแผ่เดชาวรายศ ให้ปรากฏเกียรติไปทั้งไตรจักร
แก่มนุษย์เทวัญคนธรรพ์ยักษ์ ลูกรักจงฟังพ่อสอนไว้ ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้มีอัชฌาสัย
ฟังพระบิตุรงค์ทรงชัย นิ่งนึกตรึกไตรในวิญญาณ์
ซึ่งจะครองสมบัติพัสถาน ใครจะไปปราบมารยักษา
ผิดกับคำต้นนิมนต์มา ว่าให้บำรุงธาตรี
ครั้นจะขัดบัญชาประกาศิต ทรงฤทธิ์จะเคืองบทศรี
จำเป็นจำรับพระวาที ชุลีกรกราบลงกับบาทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
เห็นลูกรักรับราชบัญชา ผ่านฟ้าเกษมเปรมใจ
จึ่งผันพักตร์มามีบรรหาร แก่โหราจารย์ผู้ใหญ่
กูจะให้พระรามผ่านเวียงชัย วันใดจะได้ฤกษ์ดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ขุนโหรผู้เฒ่าทั้งสี่
รับสั่งแล้วดูในคัมภีร์ โดยฤกษ์ดิถีประนินทิน
อันในชันษาพระจักรกฤษณ์ เทวาสถิตอยู่เมษสิ้น
ลัคน์จันทร์นั้นจรมาอยู่มิน ราหูอสุรินทร์เล็งลัคน์
แล้วเทียบชาตาพระนคร จะถาวรถึงที่พญาจักร
แต่พระเคราะห์โคจรนั้นร้ายนัก เทวาเสริดพักตร์วุ่นไป
จะจากพระนครไปนอนป่า จะราชาภิเษกยังไม่ได้
แต่เทวัญนั้นเข้าดลใจ ที่ร้ายให้กลับเป็นดี
ทูลว่ายังสิบห้าวัน ขึ้นสามคํ่าวันจันทร์เดือนสี่
เพลายํ่ารุ่งห้านาที เป็นศรีศุภฤกษ์สถาวร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์องค์นารายณ์ทรงศร
ได้ฟังโหราพยากรณ์ ภูธรสำราญฤทัย
จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงจัดแจงแต่งการให้ครบไว้ โดยในอภิเษกพิธี
แล้วรีบไปยังไกยเกษ แจ้งเหตุพระโอรสสองศรี
นิมนต์ทั้งสองพระมุนี กับคณะโยคีเข้ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ชุลีลาออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จึ่งให้ตั้งมหามณฑป ห้ายอดงามลบพิมานสวรรค์
ใบระกาช่อฟ้าหน้าบัน ล้วนสุวรรณรายรัตน์ชัชวาล
พื้นในสุจหนี่พรมลาด ผูกม่านเครือมาศฉายฉาน
ดาวแก้วประดับเพดาน ห้อยพวงกุสุมาลย์มาลา
แล้วตั้งกลศสังข์บัลลังก์รัตน์ เศวตฉัตรบายศรีซ้ายขวา
ทอดทั้งพระแสงอัษฎา ครบเครื่องมหากกุธภัณฑ์
ราชวัติรายทางหว่างริ้ว ฉัตรจรงธงทิวเป็นคู่คั่น
กำแพงเมืองธงชายสลับกัน เรียงรันรอบราชธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ ให้ม้าใช้นั้นไปไกยเกษ ทูลสองเยาวเรศเรืองศรี
นิมนต์ทั้งคณะมุนี ตามมีพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนพาชีผู้มียศถา
รับคำสุมันตันเสนา ออกจากพาราแล้วแยกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เหล่าหนึ่งครั้นถึงอาศรม ยอกรประนมกราบไหว้
แจ้งความตามรับสั่งใช้ แก่สองท่านไทนักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐสวามิตรดาบส
ได้ฟังดังอมฤตรส ในช่อชั้นโสฬสมาเจือใจ
ครั้นเวลาวันกำหนดการ ก็ชวนบริวารน้อยใหญ่
ครองเครื่องสำหรับชีไพร รีบไปยังกรุงอยุธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงนิเวศน์วังสถาน อันโอฬารดั่งดาวดึงสา
จึ่งพาคณะพระสิทธา เข้ามหามณฑปรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝ่ายกุจจีค่อมทาสี
แต่ต้องกระสุนพระจักรี มีความเคียดแค้นอยู่เป็นนิจ
แจ้งว่าสมเด็จพระบิตุรงค์ จะให้องค์พระรามจักรกฤษณ์
ทรงมหาเศวตฉัตรชวลิต สถิตเป็นจรรโลงธาตรี
มีความพยาบาทฆาตหมาย ในองค์พระนารายณ์เรืองศรี
จะแก้แค้นแทนโทษให้ถึงที คิดแล้วกุจจีก็เข้าไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ถึงนางไกยเกษีโฉมยง น้อมเกล้ากราบลงแล้วร้องไห้
กอดข้อพระบาทเข้าไว้ พีไรร่ำพรรณนาว่าวอน
บัดนี้สมเด็จพระสามี จะให้พระจักรีทรงศร
ขึ้นผ่านอยุธยาพระนคร เป็นปิ่นนิกรโยธา
ตั้งแต่ข้าบาทรู้เหตุ ก็แสนทุกข์แสนเทวษหนักหนา
ซึ่งพระแม่นิ่งเสียไม่นำพา เห็นด้วยผ่านฟ้าหรือว่าไร
อันองค์พระพรตสุริย์วงศ์ พระมารดาตํ่าพงศ์เป็นไฉน
จึ่งไม่ได้ครองเวียงชัย ความข้าน้อยใจพันทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์ไกยเกษี
ได้ฟังนางค่อมพาที เทวีเห็นชอบทุกสิ่งอัน
ทั้งเทเวศร์ดลจิตให้อิจฉา องค์พระจักรารังสรรค์
ที่จะได้ไปปราบอาธรรม์ กัลยาจึ่งตอบคำไป
เอ็งว่าก็ต้องกับกูคิด สุดฤทธิ์ที่จะทำกระไรได้
ตั้งแต่รู้เหตุก็เศร้าใจ เราจะคิดฉันใดนะกุจจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางค่อมผู้เป็นทาสี
ยิ้มแล้วก็ตอบวาที ว่าไยฉะนี้นะนงคราญ
ครั้งปทูตทันตกุมภัณฑ์ เบียดเบียนเทวัญทุกสถาน
ลืมไปแล้วหรือเยาวมาลย์ เมื่อพระองค์รอนราญอสุรา
ข้านี้แจ้งว่าพระแม่เจ้า เอากรสอดแทนเพลารัถา
ภูวไนยได้ให้สัตยา นิ่งเสียจะว่าต่อเมื่อไร
อันพระพรตก็พงศ์จักรพรรดิ ควรจะขอสมบัตินั้นยกให้
ความสัตย์สัญญาซึ่งว่าไว้ ข้าเห็นก็ได้ท่วงที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนวลนางไกยเกษี
ฟังคำนางค่อมกุจจี ดั่งวารีทิพย์ชะโลมทา
จึ่งว่าความซึ่งปฏิญาณ ลืมไปด้วยนานหนักหนา
ครั้งนี้จะสมดั่งจินดา ด้วยปัญญาเจ้าผู้ว่องไว
ตรัสพลางลูบหน้าลูบหลัง เงินทองของคลังประทานให้
เอ็งอย่าอาวรณ์ร้อนใจ ว่าแล้วก็เข้าในไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลงเสมอ

๏ มิได้ชำระองค์ทรงสนาน เยาวมาลย์สยายเกศา
ทำทีดั่งจะเสียกิริยา สะอื้นโศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ