สมุดไทยเล่มที่ ๙๓

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งไฟฟอน แกว่งศรขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์อาสน์ กระทืบบาทสะเทือนเลื่อนลั่น
เยี่ยมบัญชรแก้วแพรวพรรณ กุมภัณฑ์ก็ร้องตอบไป
มึงอย่าสรรเสริญให้เกินพักตร์ ใช่จักไม่รู้หรือไฉน
อันพระรามคนนี้เป็นชีไพร โยธาข้าไทก็ไม่มี
สุครีพพาลีเขาผิดกัน เจ้ามึงอาธรรม์ไปฆ่าพี่
ชิงเอาสวรรยาธานี จึ่งได้กระบี่มาลงกา
อ้ายพิเภกมันหาฤทธิ์ไม่ จะใคร่ได้สมบัติของเชษฐา
หนีไปบอกกลมารยา ให้ฆ่าทศกัณฐ์บรรลัย
อันท้าวสัทธาสูรนั้น สัตย์ธรรม์มั่นคงไม่หวาดไหว
มิได้เบียดเบียนผู้ใด ทั้งในแผ่นพื้นสุธาธาร
เมื่อท้าวยักษีมีสัตย์ ไยจึ่งตัดชีวังสังขาร
ผิดเพศนารายณ์อวตาร ถึงจะรอนราญไม่เกรงกัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลนนท์ฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังวาจากุมภัณฑ์ ตบมือเย้ยหยันแล้วตอบไป
เหวยเหวยจักรวรรดิอสุรา เอ็งอย่าเจรจาหาควรไม่
ซึ่งพระองค์ออกบวชเป็นชีไพร อยู่ในอรัญกันดาร
รักษากิจโดยเพศโยคี หวังจะเพิ่มบารมีให้กล้าหาญ
อันพาลีเสียสัจปฏิญาณ พระจึ่งผลาญให้ม้วยมรณา
ฝ่ายท้าวสัทธาสูรนั้น แม้นมีสัจมั่นเหมือนเอ็งว่า
ไหนจะคบทศกัณฐ์พาลา ยกพลโยธามาชิงชัย
อันท้าวยักษากับพาลี ไม่มีความผิดหรือไฉน
พระสังหารเสียเปล่าหรือว่าไร ช่างเจรจาได้ไอ้ทรลักษณ์
มาตรแม้นมิออกไปเฝ้าบาท สี่เศียรจะขาดดั่งต้องจักร
สิ้นทั้งโคตรวงศ์พงศ์ยักษ์ ด้วยศักดาเดชพระอนุชา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ได้ฟังคั่งแค้นแน่นอุรา กระทืบบาทาแล้วร้องไป
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้เดียรัจฉาน อหังการเจรจาหยาบใหญ่
ตัวกูผู้ทรงฤทธิไกร ไตรโลกมาไหว้อยู่ทุกทิศ
ไม่ควรที่กูจะคำรพ น้อมนบมนุษย์ทุจริต
ดั่งหิ่งห้อยน้อยแสงมาแข่งฤทธิ์ ด้วยพระอาทิตย์ชาญฉกรรจ์
มึงนี้หากว่าจำทูลสาร หาไม่จะผลาญให้อาสัญ
พรุ่งนี้กูจะยกออกโรมรัน เร่งไปบอกกันอย่าช้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลนนท์ฤทธิไกรใจกล้า
โกรธกริ้วดั่งไฟไหม้ฟ้า ตบมือชี้หน้าแล้วตอบไป
เหวยเหวยดูก่อนไอ้ทรลักษณ์ จะรู้จักพระกาลก็หาไม่
เย่อหยิ่งจะออกไปชิงชัย ด้วยน้องภูวไนยอวตาร
แต่กูซึ่งเป็นทูตมา ฆ่าเสียก็จะสิ้นสังขาร
หากเกรงเกินพระบัญชาการ หาไม่จะประหารให้วายชนม์
ว่าแล้วชักพระขรรค์ออกกวัดแกว่ง สำแดงฤทธากุลาหล
เป็นเพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์โพยมบน ควันตลบมืดมนทั้งกรุงไกร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชายหญิงชาวเมืองน้อยใหญ่
เห็นมืดคลุ้มกลุ้มเป็นควันไฟ ร้อนรนดั่งจะไหม้อินทรีย์
ตกใจหน้าซีดไม่มีขวัญ ตัวสั่นร้องอึงคะนึงมี่
สำคัญว่าเกิดอัคคี ขนของวิ่งหนีวุ่นวาย
ต่างตนต่างอุ้มลูกหลาน ล้มลุกคลุกคลานควํ่าหงาย
บ้างจูงพ่อตาแม่ยาย กลัวว่าจะตายอยู่ในไฟ
อันนางสาวสวรรค์อสุรี จะมีสมประดีก็หาไม่
ต่างวิ่งกระจัดพลัดพรายไป ทั้งไพชยนต์พญามาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลนนท์ผู้ปรีชาหาญ
สำแดงเดชาดั่งเพลิงกาล จะไหม้วิมานพญายักษ์
แล้วจึ่งเหาะทะยานขึ้นไป ด้วยกำลังว่องไวสิทธิศักดิ์
สองมือฉวยง้างพรหมพักตร์ หักยอดปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แหลกยับลงจนบัลลังก์ เสียงดังดั่งเสียงฟ้าผ่า
กวัดแกว่งเยาะเย้ยอสุรา แล้วเหาะไปพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
ทูลความตามเรื่องอสุรี ซึ่งพาทีฮึกฮักอหังการ
ข้าบาทจะใคร่เข่นฆ่า เกรงว่าจะเกินพระบรรหาร
จึ่งหักยอดปราสาทขุนมาร มาถวายผ่านฟ้าผู้ทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ได้ฟังชื่นชมด้วยสมคิด ประกาศิตสรรเสริญวานร
ควรแล้วที่ท่านเป็นทหาร องค์พระอวตารทรงศร
ใช้ได้ต่างตาต่างกร ว่าแล้วบทจรเข้าพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวจักรวรรดิยักษา
ครั้นวานรมาทำอหังการ์ หักยอดมหาปราสาทชัย
เหาะกลับไปโดยคัคนานต์ พญามารกริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
ชิชะไอ้ลิงจังไร มันทำกูได้ถึงเพียงนี้
เป็นน่าอัปยศอดสู แกหมู่เทวาทุกราศี
จะแก้แค้นแทนกันให้ถึงที มันนี้จะเป็นกระไรมา
อันสุริยาภพลูกรัก รณรงค์แหลมหลักแกล้วกล้า
ทรงหอกเมฆพัทอันศักดา เป็นเทพอาวุธสำหรับกร
จะให้เป็นจอมพลไปต่อยุทธ์ สัประยุทธ์ฟังดูกำลังก่อน
ถ้าหนักกูจักไปราญรอน ฆ่ามนุษย์วานรให้แหลกลาญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ คิดแล้วจึ่งมีประกาศิต สั่งฤทธิจักรใจหาญ
จงไปหาสุริยาภพกุมาร มายังสถานพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฤทธิจักรเสนีคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงองค์พระโอรส น้อมเกล้าประณตประนมไหว้
ทูลความตามข้อรับสั่งใช้ โดยในพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์สุริยาภพยักษา
แจ้งว่าสมเด็จพระบิดา ให้หาไปเฝ้าบทมาลย์
จึ่งชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงเครื่องพรรณรายฉายฉาน
ลงจากปราสาทชัชวาล รีบไปยังสถานพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระบิตุรงค์ธิราชรังสรรค์
นั่งหน้าเสนาทั้งนั้น กุมภัณฑ์คอยฟังพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษา
ครั้นเห็นโอรสขึ้นมา ผ่านฟ้ามีราชโองการ
บัดนี้มีมนุษย์ไพรี แต่งกระบี่เป็นทูตถือสาร
มาเจรจาหยาบช้าสาธารณ์ แล้วหักยอดวิมานปราสาทชัย
ความอายความแค้นเป็นสุดคิด พ่อจะล้างชีวิตมันให้ได้
ตัวเจ้าจงยกพลไกร ออกไปสังหารราญรอน
เคี่ยวฆ่ามันเสียให้สิ้นสุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรชาญสมร
แม้นหนักหักหาญเหลือกร บิดรจึ่งจะออกไปราวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี ชุลีกรแล้วทูลสนองไป
อันศึกเพียงนี้ไม่หนักนัก พอกำลังลูกรักจะหักได้
จะขออาสาไปชิงชัย มิให้เคืองใต้พระบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษา
ได้ฟังโอรสทูลมา ปรีดาภิรมย์ด้วยสมคิด
ลูบหน้าลูบหลังพระโอรส แล้วมีพจนาประกาศิต
ซึ่งเจ้าจะไปปราบปัจจามิตร จงเรืองฤทธิ์ดั่งองค์พระทินกร
สังหารผลาญหมู่อรินทร์ราช ให้พ่ายแพ้พินาศกลางสมร
จะปรากฏพระยศขจายจร อยู่ชั่วดินดอนกัปกัลป์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุริยาภพฤทธิแรงแข็งขัน
ก้มเกล้าคำรพอภิวันท์ กุมภัณฑ์รับพรด้วยปรีดา
จึ่งจบบาทสมเด็จพระบิตุเรศ ขึ้นใส่เหนือเกศเกศา
เสร็จแล้วถวายบังคมลา กลับมาปราสาทอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลดองค์ลงเหนืออาสน์ ตรัสสั่งอำมาตย์ยักษี
เร่งเกณฑ์จตุรงคโยธี กูจะไปต่อตีด้วยพวกภัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารผู้ใหญ่
รับสั่งพระโอรสยศไกร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์เป็นกระบวนพยุหบาตร สี่หมู่องอาจแกล้วกล้า
ขุนม้าขี่ม้าอาชา ถือทวนเงื้อง่ากรีดกราย
ขุนรถขึ้นขี่รถศึก ถือธนูคั่งคึกประลองสาย
ขุนช้างขี่ขับช้างพลาย ถือขอครํ่าลายหยักยัน
ขุนพลจัดพวกพลยุทธ์ ฤทธิรุทรเหี้ยมแหงแข็งขัน
ใส่เกราะเสื้อหมวกลายสุวรรณ ถือสรรพาวุธครบกร
ต่างตนกวัดแกว่งสำแดงหาญ โลดโผนโจนทะยานดั่งไกรสร
คับคั่งตั้งกลางพระนคร ซับซ้อนคอยเสด็จอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระสุริยาภพยักษา
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาโสรจสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ เข้าที่ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน ภูษาทรงธงข้าวบิณฑ์กระหนกพัน
ชายไหวสุรกานต์ก้านขด ชายแครงมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์พื้นเขียวเครือวัลย์ เกราะแก้วกุดั่นจำหลักลาย
ตาบทิศทับทรวงดวงประพาฬ ทรงสังวาลศึกสามสาย
รัดองค์เฟื่องห้อยพลอยพราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ทรงพระธำมรงค์มงกุฎเก็จ กุณฑลเพชรกรรเจียกแจ่มจำรัส
กรกุมหอกแก้วเมฆพัท กรายหัตถ์มาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถศึก พิลึกแอกงอนอ่อนระหง
กำแก้วประกอบประกับกง ดุมวงแสงวามอร่ามพลอย
ภาพล้อมบัลลังก์กระจังราย กาบเพชรบัวหงายช่อห้อย
บุษบกทรงแม้นพิมานลอย สี่มุขทวยช้อยกระหนกบัน
เทียมด้วยไกรสรราชสีห์ สารถีขับคล่องดั่งจักรผัน
เครื่องสูงบังศรีรวีวรรณ ปี่ฆ้องขานลั่นประสานกลอง
เสียงม้าเสียงรถคชสาร เสียงมารโห่ฮึกกึกก้อง
อุษาโยคให้โบกธงทอง ทุกกองรีบเร่งกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นมาใกล้เขามยุรา จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งมั่นเป็นกระบวนลงไว้ ในที่ชัยภูมิสถาวร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงทินกร ก็ตื่นจากบรรจถรณ์อลงการ์
จึ่งชวนองค์พระสัตรุด ผู้เป็นวรนุชกนิษฐา
ชำระสระสนานกายา ทรงมหาอาภรณ์รูจี
งามสง่างามองค์อรชร คล้ายพระสี่กรผู้พี่
จับพระแสงศรสิทธิ์ฤทธี จรลีออกหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ ลดองค์ลงเหนืออาสน์สุรกานต์ พร้อมหมู่ทวยหาญน้อยใหญ่
พอได้ยินสำเนียงเกรียงไกร โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา
จึ่งถามเจ้าลงกาพระนคร ดูก่อนพญายักษา
อันทัพซึ่งยกออกมา ผงคลีฟุ้งฟ้าสุธาธาร
จะเป็นสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ในกรุงมลิวันราชฐาน
หรือองค์จักรวรรดิขุนมาร ยกมารอนราญประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็ดูไปตามยามสามตา
นับอาทิตย์ไปหาอังคาร สอบปราณโดยลมนาสา
ก็รู้แจ้งประจักษ์ด้วยปรีชา ดั่งว่าทิพเนตรเทวัญ
จึ่งน้อมเศียรเกล้าทูลบาท น้องนารายณ์ธิราชรังสรรค์
ยามนี้อังคารเสริดจันทร์ ทัพขันซึ่งยกมาราญรอน
คือโอรสจักรวรรดิอสุรา ชื่อสุริยาภพชาญสมร
มีหอกเมฆพัทสำหรับกร ฤทธิรอนเลิศลบธาตรี
ขอให้พระสัตรุดผู้ชัยชาญ เป็นจอมทวยหาญกระบี่ศรี
ยกไปรณรงค์ราวี ด้วยอสุรีพาลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพิเภกผู้ปรีชา จึ่งมีวาจาอันสุนทร
ดูก่อนพระสัตรุดทรงลักษณ์ น้องรักพี่ผู้ชาญสมร
จงยกโยธาวานร ออกไปต่อกรด้วยขุนมาร
แม้นเห็นว่ามันมีกำลัง จงรอรั้งอย่าเพ่อเข้าหักหาญ
ตัวพี่จะยกไปรอนราญ ผลาญเสียให้สิ้นชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ชุลีกรสนองบัญชาไป
อันศึกเพียงนี้ไม่หนักนัก พอกำลังน้องรักจะทำได้
พระเชษฐาอย่าร้อนฤทัย มิให้เคืองใต้บทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
ฟังอนุชาชัยชาญ ผ่านฟ้าสั่งลูกพระทินกร
จงจัดกระบินทร์วรินทร์ราช ที่องอาจแกล้วหาญชาญสมร
ให้พระอนุชาฤทธิรอน ไปต่อกรอสุรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพคนขยัน
รับสั่งพระผู้วงศ์เทวัญ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์เอานิลพัทฤทธิรอน คุมพลวานรเป็นทัพหน้า
กองขันนิลเอกผู้ศักดา โยธาเลือกล้วนชำนาญยุทธ์
นิลนนท์คุมพลเป็นเกียกกาย ไพร่นายแน่นนันต์นับสมุทร
กองหลวงนั้นน้องพระทรงครุฑ เป็นจอมมงกุฎโยธี
พิเภกชมพูพานองคต หนุมานเคียงรถมณีศรี
ฝ่ายชามพูวราชตัวดี เป็นกระบี่ยุกกระบัตรบัญชาการ
สุรเสนผู้มีฤทธิรณ เป็นกองหนุนนายพลทวยหาญ
อันลูกอินทรชิตผู้ชัยชาญ คุมพวกพลมารในลงกา
ให้เป็นกองหลังรั้งท้าย ตั้งรายตามแถวแนวป่า
ยักษ์ลิงกวัดแกว่งสาตรา แสงดั่งฟ้าแลบในอัมพร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์ทรงศร
ลาพระเชษฐาฤทธิรอน บทจรมาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วโกมิน วารินเสาวรสหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ สนับเพลาเชิงก้านกระหนกเวียน
ภูษิตพื้นม่วงเครือมาศ เป็นรูปนาคราชเจ็ดเศียร
ชายไหวประดับดวงวิเชียร ชายแครงแก้วเจียระไนราย
สอดทรงฉลององค์พระกรน้อย เกราะพลอยมรกตฉานฉาย
ตาบทิศทับทรวงจำหลักลาย สังวาลเพชรเจ็ดสายพาหุรัด
ทองกรเป็นรูปภุชงค์ ธำมรงค์เรือนเก็จกาบสะบัด
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กุณฑลแก้วจำรัสกรรเจียกจร
งามองค์งามทรงดั่งเทวัญ ขัดพระแสงขรรค์แล้วจับศร
ย่างเยื้องยุรยาตรนาดกร บทจรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง เพลากำดุมกงอลงกต
งอนเฉิดงามชั้นเป็นหลั่นลด แก้วบดกาบบังบัลลังก์ลาย
พื้นกระจกเพชรกระจ่างกระจังรัตน์ บันสะบัดบุษบกบัวหงาย
สี่มุขเสามาศมังกรกลาย ดูเคลิ้มงามคล้ายวิมานจันทร์
เทียมสินธพสี่อัสดร เผ่นโจนโผนจรดั่งจักรผัน
สารถีรำทวนหยัดยัน แถวฉัตรถัดชั้นธงชัย
เครื่องสูงบังสุริโยภาส จามรหุ้มมาศงามไสว
เสียงฆ้องซ้องขานสะท้านไพร ปี่ไฉนกลองชนะอึงอล
พลากรทุกกองคะนองหาญ ฮึกร่านโห่ร้องโกลาหล
ผงคลีพัดคลุ้มโพยมบน ขับร้นแข่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งโดยสีหนามเกรียงไกร มั่นไว้ดูกำลังอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสุริยาภพยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
มนุษย์เป็นจอมพลไกร ขี่มหาพิชัยรถา
ทรงโฉมอรชรทั้งกายา ผิวพักตร์ลักขณาวิลาวัณย์
กรกุมศรสิทธิ์ฤทธิรุทร งามดั่งเทวบุตรในสวรรค์
จึ่งให้เลื่อนรถแก้วแพรวพรรณ ฝ่าพวกพลขันธ์ขึ้นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งร้องว่าเหวยมนุษย์น้อย จะเปรียบกับปลายก้อยก็ไม่ได้
มีนามกรชื่อใด จึ่งบังอาจใจอหังการ์
ยกพวกอสุราพานรินทร์ มาดูหมิ่นสุริย์วงศ์ยักษา
อันทรงซึ่งเทพสาตรา จะพากันสุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์เรืองศรี
ได้ฟังวาจาอสุรี จึ่งมีบัญชาตอบไป
ตัวเราชื่อพระสัตรุด ฤทธิรุทรไม่มีใครเทียบได้
เป็นพระอนุชาร่วมใจ พระตรีภูวไนยอวตาร
ให้เรากับพระพรตเชษฐา ยกพลโยธาทวยหาญ
มาปราบจักรวรรดิขุนมาร ซึ่งสาธารณ์เป็นเสี้ยนธาตรี
ตัวเอ็งชื่อไรนะขุนยักษ์ ไม่รู้จักพญาราชสีห์
จึ่งมาอ้างอวดฤทธี ดั่งแมงหวี่บินเข้าเพลิงฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษา
ได้ฟังตบมือแล้วร้องมา ว่าเหวยมนุษย์เท่าแมงใย
ไฉนจึ่งกล่าวอหังการ อวดหาญว่าใครไม่สู้ได้
ตัวเราอันเรืองฤทธิไกร โอรสผู้ใหญ่พญายักษ์
ทรงนามชื่อสุริยาภพ ศักดาเลิศลบทั้งไตรจักร
อันตัวของท่านนี้อ่อนนัก หรือจะฮึกฮักมาต่อตี
สำหรับแต่จะยับลงกับหัตถ์ ด้วยหอกเมฆพัทเรืองศรี
จงเร่งพาพลโยธี ไปบอกแก่พี่ยังพลับพลา
ให้เลิกรี้พลทวยหาญ คืนไปบ้านเมืองเสียดีกว่า
แม้นอยู่ก็จะม้วยชีวา สิ้นทั้งสวาวานร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังลูกท้าวแปดกร ภูธรจึ่งร้องตอบไป
เหวยสุริยาภพยักษี เอ็งนี้ว่าขานเป็นไฉน
เอาแต่วาจามาขู่ใคร ผู้ใดจะเกรงฤทธา
อย่าว่าแต่เอ็งไอ้ทรลักษณ์ ถึงท้าวสี่พักตร์ยักษา
ทรงนามจักรวรรดิอสุรา ซึ่งเป็นบิดาของขุนมาร
ทั้งโคตรวงศ์กุมภัณฑ์ ที่หยาบช้าอาธรรม์ฮึกหาญ
กูจะฆ่าให้สิ้นสุดปราณ ตามโองการสั่งพระจักรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กระทืบบาทผาดแผดสีหนาท ร้องตวาดดั่งเสียงฟ้าลั่น
เหวยเหวยมนุษย์มาหมิ่นกัน กูจะหั่นมิให้แค้นคอกา
ว่าแล้วจึ่งมีบัญชาการ สั่งนายทหารทัพหน้า
เร่งเข้าราวีตีประดา เข่นฆ่ามนุษย์กับวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารชาญสมร
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิรอน ขับพลนิกรเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ต่างตนต่างแผลงฤทธี เข้าไล่พลกระบี่วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยิงแย้งแทงฟันอุตลุด พุ่งซัดอาวุธน้อยใหญ่
เสียงสนั่นครั่นครื้นพนาลัย ต่างหนีต่างไล่กันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรทัพหน้า
รับกรรอนราญอสุรา เข้าหักตีกล้าไม่กลัวตาย
วิ่งวุ่นหนุนจับกันสับสน ต่างตนล้มควํ่าล้มหงาย
อาวุธเป็นแสงไฟพราย ต่างหมายเขม้นแทงฟัน
ลิงตายยักษ์ตายเกลื่อนกลาด โห่ร้องกัมปนาทหวาดหวั่น
ฝูงกระบี่ไล่รุกบุกบัน กุมภัณฑ์แตกพ่ายกระจายไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตรีกันกองหน้านายใหญ่
เห็นพลแตกยับทั้งทัพชัย แกว่งกระบองเข้าไล่โจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรยักษี
วานรล้มตายไม่สมประดี วิ่งหนีถอยย่นร่นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิไกรใจกล้า
แลเห็นตรีกันอสุรา ไล่รุกเข่นฆ่าวานร
โกรธาชักตรีออกกวัดแกว่ง สำแดงศักดาดั่งไกรสร
โลดโผนโจนไปด้วยฤทธิรอน ทะยานเข้าต่อกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ รอรับสัประยุทธ์กันสับสน ต่างอดต่างทนต่างกลั้น
ต่างตีต่างรับต่างฟัน พัลวันกลับกลอกไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตรีกันสิทธิศักดิ์ยักษา
รบชิดไม่คิดชีวา อสุราถาโถมเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวากุลาหล ต่างตนไม่ท้อถอยหนี
หันเวียนเปลี่ยนท่าราวี ถ้อยทีไม่งดลดกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
รบรุกคลุกคลีตีประจัญ ขบฟันเข้าไล่รอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตีนถีบมือตบปากกัด รวบรัดได้ด้วยกำลังหาญ
ฟาดลงกับพื้นสุธาธาร ขุนมารสิ้นชีพชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสุริยาภพยักษี
แลเห็นตรีกันอสุรี กระบี่สังหารมรณา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกัลป์ ขบฟันกระทืบรถา
กวัดแกว่งศรชัยอันศักดา เข้าไล่โยธาวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังวัยวุฒิชาญสมร
พลลิงตายยับลงกับกร ด้วยฤทธิรอนอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นพลล้มตายไม่สมประดี ก็ขับรถมณีเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ งอนรถต่อรถเข้าจดกัน เลียงกงก้องสนั่นแผ่นดินไหว
พระกรทรงศรเกรียงไกร พาดสายแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด ตรงไปต้องราชรัถา
ราชสีห์สารถีก็มรณา โยธาตายยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
รถหักตกพื้นปถพี อสุรีรำพึงคะนึงคิด
มนุษย์นี้ศักดากล้าหาญ องอาจชำนาญศรสิทธิ์
ทั้งโยธาวานรก็มีฤทธิ์ จะหมายล้างชีวิตเห็นยากใจ
จำจะผลาญด้วยเทพสาตรา มหาเมฆพัทหอกใหญ่
อันทรงศักดาเกรียงไกร เห็นจะมีชัยชนะมัน
คิดแล้วมีราชวาที ตรัสสั่งเสนีคนขยัน
เราจะอ่านพระเวทตบะกรรม์ เสกหอกแก้วอันศักดา
ให้มีฤทธิ์ดังพิษเพลิงกาล เรืองเดชชัยชาญแกล้วกล้า
ท่านจงนิมิตกายา ด้วยอานุภาพอสุรี
เป็นภูเขาใหญ่วงกั้น เจ็ดชั้นล้อมพลยักษี
อย่าให้ข้าศึกเข้าโจมตี กว่าตัวเรานี้จะเสร็จการ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เมฆสูรฤทธิไกรใจหาญ
ก้มเกล้ารับรสพจมาน ก็อ่านเวทนิมิตกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับกลายเป็นเขา ใหญ่เท่าจักรวาลภูผา
เจ็ดชั้นล้อมพลโยธา ด้วยศักดาเดชอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
นั่งในท่ามกลางโยธี แทบที่ชายป่าพนาวัน
จับหอกขึ้นประนมเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศรังสรรค์
หลับเนตรสะกดใจกุมภัณฑ์ ก็ร่ายพระเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระสัตรุดกนิษฐา
เขม้นหมายจะล้างชีวา องค์สุริยาภพอสุรี
แลไปมิได้เห็นกาย หายสิ้นทั้งทัพยักษี
อันแถวทุ่งวุ้งป่าพนาลี กลายเป็นคีรีเรียดไป
จึ่งมีพระราชบรรหาร ถามโหราจารย์ผู้ใหญ่
ตัวเรารณรงค์ชิงชัย กับไอ้อสูรพาลา
เมื่อกี้ก็เห็นประจักษ์อยู่ พร้อมหมู่ทหารยักษา
บัดนี้หายไปกับตา ทั้งพวกโยธาอสุรี
สงัดทั้งสำเนียงทวยหาญ เห็นแต่ปราการคีรีศรี
หลายชั้นกั้นอยู่ดั่งนี้ อสุรีมันทำประการใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังก็แจ้งประจักษ์ใจ บังคมไหว้สนองพระบัญชา
อันสุริยาภพกุมภัณฑ์ ตัวมันอ่านเวทคาถา
เสกหอกเมฆพัทศักดา ให้แกล้วกล้าดั่งกาลอัคคี
มันใช้เมฆสูรผู้มีฤทธิ์ นิมิตกายายักษี
เป็นแถวแนวเนินคีรี ล้อมเหล่าโยธีทั้งปวงไว้
ถ้าครบพันคาบโดยศาสตร์ อินทร์พรหมไม่อาจต่อได้
พระองค์จงแผลงศรชัย ไปทำลายล้างตบะกรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ ทรงธรรม์จับศรขึ้นบูชา
คิดคุณสมเด็จพระบิตุรงค์ อีกองค์บรมเชษฐา
พาดสายน้าวหน่วงด้วยศักดา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นอากาศ หมู่มารตายกลาดไม่นับได้
ทั้งเมฆสูรก็บรรลัย เขานั้นหายไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
ได้ยินเสียงเปรี้ยงเปรี้ยงเป็นโกลี อสุรีลืมเนตรแลมา
เห็นเมฆสูรตัวขาด หมู่มารตายกลาดดาษป่า
กริ้วโกรธดั่งไฟไหม้ฟ้า อสุราผุดลุกขึ้นยืนยัน
กระทืบบาทผาดแผดสุรเสียง สำเนียงสะเทือนเลื่อนลั่น
กวัดแกว่งเมฆพัทดั่งไฟกัลป์ ขบฟันเขม้นจะราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เห็นสุริยาภพทำฤทธี จึ่งทูลน้องพระตรีภูวไนย
บัดนี้ลูกท้าวจักรวรรดิ ถือเมฆพัทหอกใหญ่
มันจะเข้ามาชิงชัย อย่าไว้ใจระวังอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวสี่พักตร์ยักษา
เผ่นทะยานโลดโผนโจนมา ฉวยงอนมหาพิชัยรถ
ดั่งหนึ่งอสุรินทราหู จู่จับพระจันทร์ทรงกลด
ตีซ้ายป่ายขวาไม่ละลด ทะยานขึ้นบนรถด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดทรงสวัสดิ์รัศมี
รับรองป้องกันประจัญตี อสุรีตกรถลงไป
พระกรกวัดแกว่งศรสาตร์ องอาจถาโถมโจมไล่
งามทรงดั่งองค์หัสนัยน์ จับไพจิตรากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
รับหัตถ์ปัดป้องโรมรัน รบชิดติดพันกระชั้นมา
สองจับสัประยุทธ์กันสับสน ต่างตนต่างหาญต่างกล้า
ถ้อยทีถ้อยมีฤทธา หมายเขม้นเข่นฆ่าไม่งดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดสุริย์วงศ์ทรงศร
แกว่งศิลป์ทะยานเข้าราญรอน ภูธรโจมจับด้วยฤทธี
เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา มือคว้าชิงหอกยักษี
หันเวียนเปลี่ยนท่าราวี ตีต้องอสุรีซวนไป
จึ่งชักพลายวาตศรสิทธิ์ อันเรืองฤทธิ์สามโลกไม่เปรียบได้
พาดสายหมายล้างชีวาลัย น้าวหน่วงแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นทั้งที่รบ ต้องสุริยาภพยักษา
ปรุตลอดไปทั่วทั้งกายา โยธาตายยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพยักษี
ต้องศรเจ็บทั้งอินทรีย์ ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย
อุตส่าห์ดำรงกายา อสุรานบนิ้วประนมไหว้
คิดคุณบิตุเรศเรืองชัย สะกดใจร่ายเวทอันเพริศพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นครบสามคาบก็ลูบลง เจ็บปวดทั้งองค์นั้นสูญหาย
บาดแผลไม่มีกับกาย โกรธดั่งเพลิงพรายกระจายฟ้า
จับหอกเมฆพัทกวัดแกว่ง ด้วยกำลังแรงแกล้วกล้า
หมายองค์พระสัตรุดอนุชา อสุราก็พุ่งตรงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงพระสุริยัน สำเนียงสนั่นหวั่นไหว
ต้องทรวงพระสัตรุดวุฒิไกร ล้มในที่รบทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ท้าวพญาเสนากระบี่ศรี
เห็นน้องสมเด็จพระจักรี ต่อตีต้องหอกกุมภัณฑ์
ล้มลงเหนือพื้นสุธาดล ต่างตนตกใจไม่มีขวัญ
หนุมานองคตพิเภกนั้น ช่วยกันประคองพระองค์ไว้
ฝ่ายอสุรผัดฤทธิรุทร กับสิบแปดมงกุฎทหารใหญ่
โกรธาตาแดงดั่งแสงไฟ เข้าไล่ผลาญพลอสุรี
อันหมู่ม้ารถคชสาร บรรลัยลาญด้วยมือกระบี่ศรี
แต่นิลพัทผู้ฤทธี เข้าราวีด้วยสุริยาภพ
สองจับสัประยุทธ์กันสับสน ทรหดอดทนไม่หลีกหลบ
ต่างกล้าต่อหาญชำนาญรบ จนพลบสิ้นแสงสุริยา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวจักรวรรดิยักษา
ผู้เดียวเคี่ยวขับแต่เช้ามา อสุราหิวหอบบอบใจ
รบพลางรำพึงคะนึงคิด กูล้างชีวิตมนุษย์ได้
ต้องการอะไรจะชิงชัย กับไอ้ลิงไพรทรลักษณ์
ถึงชนะผู้ใดจะว่าดี เพลี่ยงพลํ้าเสียทีจะเสียศักดิ์
คิดแล้วให้เลิกพลยักษ์ โห่ร้องฮึกฮักเข้าพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระบิตุรงค์ธิราชยักษา
ทูลแถลงแจ้งความแต่ต้นมา ซึ่งเข่นฆ่ามีชัยแก่ไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ได้ฟังลูกรักก็ยินดี อสุรีสำราญสำเริงใจ
สี่ปากสำรวลสรวลอื้อ แปดมือตบสนั่นหวั่นไหว
ส้วมสอดกอดองค์โอรสไว้ เจ้าคือดวงใจของบิดา
เป็นมิ่งมงกุฎมลิวัน จะได้สืบพงศ์พันธุ์ไปภายหน้า
อันศัตรูหมู่ราชพาลา ซึ่งมาหมิ่นเราจะแหลกลาญ
เจ้าทำสงครามเหนื่อยนัก ลูกรักจงไปสรงสนาน
เสวยโภชนาให้สำราญ ยังปราสาทสุรกานต์อลงกรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งสุริยาภพชาญสมร
กราบลงกับบาทพระบิดร บทจรมาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้าห้องแก้ว อันเพริศแพรวจำรัสรัศมี
เสด็จเหนือแท่นรัตน์มณี ท่ามกลางนารีกำนัลใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ล้วนทรงโฉมอำไพวิไลวรรณ
แน่งน้อยเสาวภาคย์จำเริญรัก ผิวพักตร์ผ่องเพียงอัปสรสวรรค์
เข้าโบกปัดพัดวีนวดฟั้น ชวนกันทำตามพนักงาน
นางบำเรอก็ขับถวายเสียง สำเนียงรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
โหยหวนโอดพันบรรเลงลาน เป็นคำหวานพร้อมเพราะไปในที
กรับฉิ่งรำมะนาท้าทับ ตีรับจังหวะดีดสี
บำรุงบำเรออสุรี ในที่ปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวจักรวรรดิยักษา
ฟังเสียงอนงค์ทรงลักขณา เสน่หาเพลิดเพลินจำเริญใจ
เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ สโมสรด้วยความพิสมัย
เย้าหยอกสัพยอกนางใน ก็หลับไปในราษราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนิลพัทกระบี่ศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎโยธี อสุรผัดผู้มีศักดา
ครั้นเห็นลูกท้าวแปดกร คืนเข้านครยักษา
ต่างตนต่างรีบกลับมา ยังพระอนุชาวิลาวัณย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เห็นแน่นิ่งไม่ติงพระองค์ คิดว่าปลงชีพอาสัญ
ต่างตนโศกาจาบัลย์ เสียงแซ่สนั่นไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นท้าวพญาวานรโศกี จึ่งมีวาจาห้ามไป
อันองค์พระสัตรุดอนุชา จะสุดสิ้นชีวานั้นหาไม่
นิลราชผู้ปรีชาไว จงรีบไปกราบทูลให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลราชฤทธิไกรใจหาญ
นบนิ้วรับคำขุนมาร ก็ลนลานรีบไปยังพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล นเรนทร์สูรน้องนารายณ์นาถา
บัดนี้พระศรีอนุชา ยกไปเข่นฆ่าไพรี
เสียทีต้องหอกเมฆพัท ลูกท้าวจักรวรรดิยักษี
ตรึงมั่นอยู่กับอินทรีย์ ล้มลงยังที่ดินดอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้แจ้งแห่งคำวานร ภูธรตระหนกตกใจ
ดั่งหนึ่งพระกาลชาญฤทธิ์ มาเด็ดดวงชีวิตไปได้
แสนทุกข์แสนเทวษอาลัย ภูวไนยลงจากพลับพลา
ให้นิลราชฤทธิรณ เป็นต้นหนนำทางไปหน้า
สุครีพกับพลโยธา ก็ตามเสด็จมาในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เดินดัดลัดป่าพนาวัน ด้วยแสงจันทร์จำรัสรัศมี
ส่องสว่างพ่างพื้นปถพี ภูมีเหลือบแลแปรไป
เห็นพระน้องต้องหอกสลบอยู่ กลางหมู่โยธาน้อยใหญ่
พิเภกหนุมานประคองไว้ ก็วิ่งเข้าไปด้วยความรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พินิจพิศดูพระเยาวเรศ แสนเทวษพ่างเพียงอกหัก
สองกรฉวยจับหอกยักษ์ ประคองชักด้วยกำลังอินทรีย์
เมฆพัทศักดาวราวุธ ไม่เขยื้อนเคลื่อนหลุดจากที่
ตรึงมั่นกับทรวงด้วยฤทธี ภูมียิ่งสลดระทดใจ
นั่งลงช้อนเกศพระน้องรัก ใส่ตักแล้วถอนใจใหญ่
ชลเนตรคลอเนตรภูวไนย สะอื้นไห้รำพันโศกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ โอ้ว่าอนิจจาพระน้องเอ๋ย ทรามเชยร่วมชีพสังขาร์
ร่วมสุขร่วมทุกข์แต่เยาว์มา ดั่งเงาติดกายาไม่คลาดกัน
ครั้งนี้มีราชบรรหาร องค์พระอวตารรังสรรค์
ใช้เรามาปราบกุมภัณฑ์ ซึ่งมันเป็นเสี้ยนธาตรี
หวังจะให้มีเกียรติยศ ปรากฏชั่วฟ้าราศี
ตามวงศ์จักรพรรดิธิบดี โดยที่ได้ไวกูณฐ์มา
เจ้าก็ทรงศักดาเลิศลบ ลือจบทั่วทศทิศา
ทำศึกไม่ระวังกายา ให้ต้องหอกอสุราสาธารณ์
เหตุนี้แม้นว่าแจ้งไป ยังในอยุธยาราชฐาน
สามพระชนนีนงคราญ จะกริ้วโกรธดั่งกาลอัคคี
ทั้งพระหริวงศ์ทรงจักร เจ้าลักษมณ์ก็จะติโทษพี่
ว่าให้แต่น้องไปต่อตี เพราะกลัวชีวีจะมรณา
อกเอ๋ยเป็นน่าอดสู แก่หมู่ไตรโลกทุกทิศา
จะล่วงประมาทหมิ่นนินทา ว่าแพ้อสุราอาธรรม์
อยู่ไยให้หนักแผ่นดิน จะสู้สิ้นชนมาอาสัญ
รํ่าพลางโศกาจาบัลย์ ทรงธรรม์กอดน้องสลบไป ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกหนุมานทหารใหญ่
ทั้งสิบแปดมงกุฎวุฒิไกร เห็นพระภูวไนยผู้ศักดา
กอดน้องแน่นิ่งไม่ติงกาย ตกใจวุ่นวายพร้อมหน้า
บ้างเข้านวดฟั้นคั้นบาทา บ้างฟูมฟายนํ้าตาโศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ