สมุดไทยเล่มที่ ๘๑

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
ตรึกไปที่จะมอบลงกา แก่พญาพิเภกอสุรี
ด้วยพระทัยเมตตาการุญนัก จะให้เป็นปิ่นปักยักษี
ไว้เกียรติยศพระภูมี ชั่วฟ้าธาตรีสืบไป
แสนโสมนัสเป็นสุดคิด จะสนิทนิทราก็หาไม่
จนแสงทองส่องฟ้าเรืองไร อโณทัยเยี่ยมยอดยุคุนธร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสประภัสสร
กับองค์สีดาบังอร พระลักษมณ์ฤทธิรอนอนุชา
พากันเสด็จยุรยาตร ไปปราสาทอภิเษกยักษา
เบญกายกับนางอสุรา ก็มาโดยเสด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรเฉลิมศรี
พร้อมหมู่มาตยามนตรี วานรอสุรีดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษา
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์เวลา ก็มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สนานกายสุหร่ายแก้วอลงการ สุคนธาปรุงธารเกสร
สนับเพลารายพลอยอรชร เชิงงอนกระหนกเงินเป็นเงางาม
ภูษาพื้นสีเขียวขจิต ฉลุลายชวลิตทองอร่าม
ชายแครงช่อเครือสุวรรณวาม ชายไหวแสงพลามสลับพลอย
ทับทรวงห่วงสายสะอิ้งแก้ว สังวาลวัลย์เพชรแววดั่งหิ่งห้อย
ตาบทิศจำหลักดวงลอย พาหุรัดรักร้อยทองกร
ธำมรงค์แสงรุ้งแววร่วง มงกุฎแก้วดอกไม้พวงประภัสสร
ทับทิมทิพย์กุณฑลกรรเจียกจร แล้วกรายกรมาเฝ้าพระจักรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระตรีภูวนาถเรืองศรี
ท่ามกลางวานรอสุรี ในที่ปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางท้าวเถ้าแก่ซ้ายขวา
จึ่งให้นางตรีชฎา กับมณโฑกัลยายุพาพาล
ชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองด้วยดวงมุกดาหาร
งามทรงทั้งสองเยาวมาลย์ ปานดั่งนางเทพกินรี
เสร็จแล้วก็พายุรยาตร ลงจากปราสาทมณีศรี
อันฝูงกำนัลขันที ก็ตามเสด็จเทวีออกมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ต่างตนนบนิ้วบังคม พระนารายณ์บรมนาถา
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษดา ในมหาปราสาทพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
จึ่งให้พิเภกกุมภัณฑ์ ขึ้นนั่งยังสุวรรณบัลลังก์รัตน์
เป็นที่อภิเษกเลิศไกร ภายใต้มหาเศวตฉัตร
งามดั่งบรมจักรพรรดิ เป็นปิ่นกษัตริย์ในโลกา
ให้มณโฑเทวีอยู่เบื้องซ้าย ฝ่ายตรีชฎาอยู่เบื้องขวา
อันหมู่ปโรหิตเสนา นั่งอันดับมาเป็นเหล่ากัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ได้เอยได้ฤกษ์ โหราให้เบิกบายศรีขวัญ
ประโคมฆ้องกลองนี่นัน แตรสังข์สนั่นเป็นโกลา
ฝ่ายว่าปโรหิตก็จุดเทียน ติดแว่นส่งเวียนไปเบื้องขวา
เสนีกวีราชมาตยา พระวงศารับส่งกันต่อไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนคำรบเจ็ดรอบ โดยระบอบพิธีคัมภีร์ไสย
ปโรหิตก็ดับเทียนชัย โบกควันไปให้เป็นมงคล
แล้วเอาจุณเจิมสามกษัตริย์ ให้จำเริญสวัสดิ์สถาผล
ราชครูก็อ่านพระมนต์ ครบถ้วนสามหนตามคำรา
แล้วจึ่งเอานํ้าสังข์นํ้ากลศ รดเหนือเศียรเกล้ายักษา
ทั้งสามสุริย์วงศ์กษัตรา ถ้วนหน้าอำนวยอวยพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงฤทธิ์อดิศร
จึ่งมอบลงกาพระนคร ประชากรมาตยาโยธี
ทั้งแสนสมบัติพัสถาน พระสนมนงคราญเฉลิมศรี
ให้พญาพิเภกอสุรี โยธีสุริย์วงศ์กษัตรา
ท่านจงรักษาอาณาจักร เป็นหลักนัคเรศไปภายหน้า
ตั้งอยู่ในยุติธรรมา ให้เป็นผาสุกสำราญใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ฟังราชบรรหารพระภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
ข้าบาทจะขอเอาพระเดช เป็นที่พึ่งปกเกศเกศี
ดั่งฉัตรแก้วกั้นโมลี ไปกว่าชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
ครั้นเสร็จซึ่งมอบพารา แก่พญาพิเภกกุมภัณฑ์
จึ่งชวนมเหสียุพาพักตร์ กับองค์พระลักษมณ์รังสรรค์
เสด็จย่างเยื้องจรจรัล มาปราสาทสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้เสวยสวรรยาธานี กับมณโฑเทวีตรีชฎา
ประกอบด้วยสนมกำนัล แปดหมื่นสี่พันพร้อมหน้า
ขับกล่อมบำเรออสุรา ในมหาปราสาทอลงการ
เพลิดเพลินจำเริญรสรัก พญายักษ์เป็นสุขเกษมศานต์
ดั่งองค์เทวราชมัฆวาน อันสถิตในวิมานเวไชยันต์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองส่องฟ้าฉายฉัน
สระสรงทรงเครื่องพรายพรรณ กุมภัณฑ์มาเฝ้าพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้อมเศียรประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์เรืองศรี
ขอเชิญเสด็จพระภูมี ไปประพาสยังที่อุทยาน
ประกอบทุกพรรณมิ่งไม้ แสนสนุกกว้างใหญ่รโหฐาน
ดั่งนันทวันอันโอฬาร ของท้าวมัฆวานในเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ได้ฟังพิเภกอสุรา แสนโสมนัสสาพันทวี
จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งลูกพระอาทิตย์เรืองศรี
จงเตรียมพหลโยธี จะไปสวนมาลีทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ ตั้งเป็นกระบวนพยุหบาตร พลแห่เกลื่อนกลาดซ้ายขวา
คับคั่งตามแนวมรคา ยักษาวานรอลวน
ล้วนถือซึ่งสรรพอาวุธ อุตลุดเอิกเกริกกุลาหล
แต่หน้ามหาไพชยนต์ มาจนทวารเวียงชัย
เทียมทั้งรถแก้วแววฟ้า อันองค์อินทราเอามาให้
ประทับกับเกยรัตนามัย คอยองค์ภูวไนยเสด็จจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
กับองค์อัครราชบังอร พระลักษมณ์ฤทธิรอนอนุชา
ชำระสระสนานทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
กรายกรลีลาศยาตรา มาขึ้นมหาพิชัยรถ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยสองรถแก้ว กงกำล้วนแล้วด้วยมรกต
เรือนแปรกแอกอ่อนงอนชด บัลลังก์ลดฉลุลายรายกระจัง
บุษบกเรือนเก็จประกอบภาพ เสาแก้วแอบกาบกระหนกตั้ง
สี่มุขหุ้มสุวรรณบันบัง ดูดั่งวิมานในเมืองอินทร์
อันรถพระศรีอนุชา ไปหน้ารถองค์พระทรงศิลป์
สองรถขับเรื่อยดั่งหงส์บิน เครื่องสูงบังทินกรพราย
งามพระหริรักษ์จักรี งามพระลักษมีโฉมฉาย
งามพระวรนุชน้องนารายณ์ งามพลนิกายประนมกร
งามพวกฆ้องกลองประโคมครึก แผ่นดินลั่นพันลึกไหวกระฉ่อน
ออกจากลงกาพระนคร บทจรตรงไปอุทยาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งลงจากรถแก้ว อันเพริศแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
กับองค์สีดายุพาพาล พระอนุชาชัยชาญร่วมชีวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สามกษัตริย์เที่ยวชมบุปผชาติ ดอกดกเดียรดาษในสวนขวัญ
เด็ดแก้วพิกุลแกมพิกัน จวงจันทน์ลำดวนกระดังงา
ประยงค์นางแย้มสาวหยุด สัตบันชาตบุษย์กฤษณา
จำปีแกมปีบจำปา กาหลงกุหลาบสารภี
พระเลือกเด็ดเอาดวงอันเบิกบาน ให้เยาวมาลย์ยอดมิ่งมเหสี
พระอนุชาหักช่อสุมาลี น้อมถวายเทวีพระพี่นาง
พระชี้หัตถ์ตรัสชวนพระนุชนาถ ให้เชยชมรุกขชาติต่างต่าง
ม่วงปรูหมู่ประยงค์ปริงปราง ผลย้อยห้อยสล้างสลอนไป
ชมสระโกสุมประทุมมาศ นํ้าสะอ้านดูสะอาดเย็นใส
บ้างบานตูมดวงตั้งบังใบ ภมรไซ้คลึงซาบสุคนธ์ธาร
บ้างโรยร่วงเสาวรสเกสร กลิ่นขจายฟุ้งขจรหอมหวาน
แสนสนุกดั่งนันทโนทยาน ชมสำราญชื่นสำเริงเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งพญาพิเภกยักษี
น้อมเศียรทูลเชิญพระจักรี ให้ขึ้นที่ตำหนักอลงการ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศา
จึ่งชวนอัครราชกัลยา กับพระอนุชาร่วมชีวี
เสด็จย่างเยื้องยุรยาตร งามวิลาสดั่งท้าวโกสีย์
ขึ้นยังตำหนักอสุรี ในที่ท่ามกลางอุทยาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์แก้ว อันพรายแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
แล้วมีพระราชโองการ ถามองค์นงคราญนางสีดา
เมื่อทศพักตร์มันลักเจ้า ยุพเยาว์ผู้ยอดเสน่หา
มาไว้ในสวนมาลา อสุราให้อยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาผู้ยอดพิสมัย
นบนิ้วบังคมพระภูวไนย อรไทสนองพระวาที
ว่าทศกัณฐ์อสุรา ให้ข้าผู้รองบทศรี
อยู่ที่ในตำหนักนี้ มีแต่ทนทุกข์ไม่เว้นวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
เสด็จอยู่ในสวนกุมภัณฑ์ จนพระสุริยันรอนรอน
ดาวเดือนเกลื่อนกลุ้มนภาลัย โอภาสอำไพประภัสสร
สงัดเสียงปักษาทิชากร พระพายพัดอ่อนอ่อนรวยมา
ก็เข้าที่สิริไสยาสน์ กับองค์อัครราชเสน่หา
ในห้องตำหนักอลงการ์ ผ่านฟ้าสำราญในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
จึ่งให้วานรโยธี นั่งยามตามอัคคีรอบไป
ชั้นนอกนั้นให้กุมภัณฑ์ ผลัดกันตรวจตราเอาใจใส่
ล้อมวงจุกช่องกองไฟ มิให้เข้าออกไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายไวยกาสูรยักษา
ทั้งนิลกายสูรอสุรา อันมาแต่กรุงจักรวาล
ครั้นทศคีรีธรคีรีวัน ออกโรมรันสิ้นชีพสังขาร
องค์เจ้าลงกาพญามาร ให้อยู่ช่วยการชิงชัย
วันเมื่อทศเศียรมรณา ก็ออกจากลงกากรุงใหญ่
ดั้นดัดลัดป่าพนาลัย รีบไปจักรวาลธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวันท์ ทูลท้าวอัศกรรณยักษี
ว่ากรุงลงกาบุรี บัดนี้มีศึกมารอนราญ
คือรามลักษมณ์พี่น้องสองมนุษย์ คุมกระบี่ฤทธิรุทรกล้าหาญ
เคี่ยวฆ่าสุริย์วงศ์พรหมาน บรรลัยลาญพ้นที่จะคณนา
พระโอรสเสด็จไปทั้งสององค์ ออกรณรงค์สิ้นชีพสังขาร์
จนถึงสมเด็จเจ้าลงกา ไพรีก็ฆ่าให้บรรลัย
ข้าบาททั้งสองนี้แทบตาย หากคิดเทถ่ายจึ่งมาได้
ทูลแถลงแจ้งความแต่ต้นไป โดยนัยที่รู้เห็นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษา
แจ้งว่าพระสหายผู้ศักดา ไพรีเข่นฆ่าให้วายปราณ
ทั้งสองโอรสอสุรี ก็สุดสิ้นชีวีสังขาร
ตกใจดั่งองค์พระกาล มาประหารเศียรเกล้ากุมภัณฑ์
แสนรักแสนสุดอาลัยนัก พญายักษ์วิโยคโศกศัลย์
ชลเนตรคลอเนตรจาบัลย์ คั่งแค้นอัดอั้นตันใจ
นิ่งขึงตะลึงทั้งกายา จะออกปากเจรจามิใคร่ได้
ให้ร้อนรุ่มคลุ้มคลั่งฤๅทัย ภูวไนยกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ผาดแผดสีหนาทสำแดงหาญ
เหม่เหม่มนุษย์สาธารณ์ กับไอ้เดียรัจฉานทรลักษณ์
ฤทธิ์มันจะมีสักเพียงไร จึ่งอาจใจรุกโรมมาโหมหัก
ไม่เกรงกูผู้เป็นสหายรัก จักหั่นมิให้แค้นคอกา
ว่าแล้วมีราชบรรหาร เหวยเสนามารยักษา
จงเร่งรีบจัดโยธา กูจะไปเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาทั้งสี่
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ชุลีออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ทหารชำนาญยุทธ์ เลือกล้วนฤทธิรุทรแข็งขัน
เหล่าหนึ่งหน้ากากใจฉกรรจ์ ถือปืนขบฟันทุกตน
เหล่าหนึ่งหน้าขบตาแดง ถือหอกกวัดแกว่งสับสน
เหล่าหนึ่งหน้าไพร่ทรพล ถือทวนพู่ขนจามรี
เหล่าหนึ่งหน้าแสยะเขี้ยวขาว ถือธนูโห่ฉาวอึงมี่
เหล่าหนึ่งหน้าดำล่ำพี ถือดาบเหน็บตรีคะนองฤทธิ์
เหล่าหนึ่งหน้าเขียวเขี้ยวโง้ง ถือปืนนกโพรงเหน็บกริช
เตรียมทั้งรถแก้วชวลิต เสร็จตามประกาศิตอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัศกรรณยักษา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงพระสุริยา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน
ลูบไล้เครื่องต้นเสาวคนธ์ ปรุงปนเกสรสุมามาลย์
สนับเพลาเครือขดเชิงกรอง ภูษาพื้นตองทองประสาน
ฉลององค์เกราะแก้วสุรกานต์ ทับทรวงสังวาลตาบทิศ
ทองกรพาหุรัดวาสุกรี ธำมรงค์พลอยมณีโลหิต
มงกุฎเพชรเหลืองชวลิต กุณฑลทองขจิตกรรเจียกจร
ขัดมหาคทาวราวุธ กรจับพิชัยยุทธ์ธนูศร
ดั่งท้าวเวสสุวัณฤทธิรอน บทจรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ รถเอยรถศึก กงกำพันลึกงอนระหง
แปรกแอกเพลาดุมวง ล้วนอลงกตแก้วแกมสุวรรณ
บัลลังก์ลอยตั้งบุษบก สิงห์อัดเครือกระหนกกระหนาบคั่น
ชั้นครุฑยุดนาคยืนยัน ถัดนั้นเทพนมประนมกร
เทียมด้วยคชสีห์ตัวหาญ สองพันเริงร่านดั่งไกรสร
สารถีมือถือโตมร ขับโผนโจนจรดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายกรรชิงฉัตร
พวกพหลเดินเบียดเยียดยัด ขนัดฆ้องกลองประโคมโครมครึก
หมู่ทหารขานโห่มี่สนั่น เสียงกงรถลั่นก้องกึก
มืดคลุ้มชอุ่มควันพันลึก คึกคึกข้ามมหาสมุทรไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งชลธี อสุรีจะยั้งก็หาไม่
รีบเร่งพหลพลไกร ล่วงข้ามพิชัยลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชายหญิงชาวด่านถ้วนหน้า
เห็นทัพจักรวาลยกมา ตกประหม่าไม่เป็นสมประดี
ลางตนอุ้มลูกจูงหลาน วิ่งพล่านอุตลุดอึงมี่
ร้องไห้เรียกกันเป็นโกลี บ้างหนีแต่ตัวกลัวตาย
บ้างแบกภรรยาพาวิ่ง สิ่งของพลัดตกหกหาย
บ้างขี่พ่อตาคร่าแม่ยาย วุ่นวายรีบเข้าในลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แต่ตัวนายนั้นไปอุทยาน แจ้งการพิเภกยักษา
ว่าท้าวอัศกรรณมารา ยกพวกโยธามาโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
รู้ว่าข้าศึกมาราวี อสุรีขึ้นเฝ้าพระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์ทรงศร
ว่าท้าวอัศกรรณฤทธิรอน ซึ่งผ่านนครจักรวาล
เป็นสหายกับท้าวทศพักตร์ ขุนยักษ์ยกพวกพลหาญ
ข้ามมหาสาครมารอนราญ ชาวด่านแตกยับเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
แจ้งว่าอัศกรรณมารา ยกพลโยธามาราวี
จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งลูกพระอาทิตย์เรืองศรี
จงเร่งจัดพลโยธี กูจะไปต่อตีด้วยกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์เป็นกระบวนพยุหบาตร ให้ชามพูวราชตัวกล้า
คุมพลห้าสมุทรพื้นศักดา เป็นกองหน้าหักโหมโจมยุทธ์
ถัดนั้นกระบินทร์นิลนนท์ คุมพลโยธาห้าสมุทร
ถัดนั้นวานรโคมุท คุมกระบี่ฤทธิรุทรเท่ากัน
ถัดมาคำแหงหนุมาน คุมทหารห้าสมุทรแข็งขัน
แต่ละตนพื้นพงศ์เทวัญ เข้าไหนหักนั่นไม่ทานกร
พิเภกนั้นเคียงรถทรง องค์พระนารายณ์ทรงศร
อันทัพลงกาพระนคร รั้งท้ายวานรโยธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
กับองค์พระศรีอนุชา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ไขท่อนํ้าทิพย์ใสสะอาด จากฝักประทุมมาศเป็นฝอยฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูสุมามาลย์
สนับเพลาเชิงรูปวาสุกรี เจ็ดเศียรรายมณีมุกดาหาร
ต่างทรงภูษามัฆวาน ชายไหวสุรกานต์ชายแครง
ฉลององค์พื้นตาดพระกรน้อย ดวงลอยทองพรายลายแย่ง
ทับทรวงประดับเพชรแดง ตาบทิศลายแทงสังวาลวัลย์
ทองกรเป็นรูปมังกรพด พาหุรัดมรกตดวงกุดั่น
ธำมรงค์ค่าเมืองเรือนสุบรรณ มงกุฎแก้วเทวัญกรรเจียกจร
พระเชษฐานั้นทรงพรหมาสตร์ พระลักษมณ์จับพลายวาตธนูศร
งามคล้ายสุริยันกับจันทร กรายกรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน เรือนประไพรายประพาฬดูระหง
แอกงอนอ่อนงามกำวง ดุมกงดวงแก้วประกอบกาญจน์
บัลลังก์บดเหลี่ยมผลึกรัตน์ รูปสัตว์เรืองแสงมุกดาหาร
บุษบกบันสะบัดชัชวาล สูงแม้นทรงวิมานพรหมา
เทียมสินธพสิบเทเวศ เรืองเดชร้ายดุเริงร่า
ขุนรถขับเร็วดั่งลมพา พระอนุชานั่งประณตประนมกร
เครื่องสูงครบสิ่งกรรชิงรัตน์ แถวฉัตรธงชายปลายสลอน
ปี่เรื่อยเป่ารับแตรงอน ฆ้องซ้อนขานเสียงสำเนียงกลอง
กงสนั่นลั่นสะเทือนสุธาธาร พวกหาญพลโห่กึกก้อง
ยักษ์ลิงแยกเหล่าเป็นหมวดกอง โลดโผนลำพองรีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เหลือบแลเห็นหมู่อสุรยักษ์ ฮึกฮักยกมาเป็นทัพใหญ่
จึ่งให้หยุดพหลพลไกร มั่นไว้ดูกำลังอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวอัศกรรณยักษา
ยกพลไปตามมรคา แลมาเห็นทัพวานร
มนุษย์เป็นจอมโยธี ทรงรถมณีถือศร
สององค์อ้อนแอ้นอรชร ดั่งจันทรกันดวงสุริยัน
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า อสุรากริ้วโกรธหุนหัน
ให้ขับรถแก้วแพรวพรรณ ฝ่าพวกพลขันธ์ขึ้นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ร้องว่าเหวยเหวยมนุษย์น้อย สักเท่าปลายก้อยก็ไม่ได้
เหตุใดอาจองทะนงใจ รุกไล่ฆ่าหมู่อสุรา
ทั้งทศเศียรพญายักษ์ สหายรักเราสิ้นสังขาร์
ไม่เกรงสุริย์วงศ์พรหมา หยาบช้าทำได้ถึงเพียงนี้
ตัวกูผู้ครองจักรวาล เป็นเจ้าแก่หมู่มารยักษี
ศักดาเลิศลบธาตรี จะมาเอาชีวีของเอ็งไป
กับพวกกระบี่รี้พล สักตนหาให้เหลือไม่
เลือดติดเส้นหญ้าก็ไม่ไว้ จงสาแก่ใจไอ้พาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา เหวยเหวยอสุราสาธารณ์
เอ็งนี้เป็นไฉนไอ้ยักษี จึ่งมาอวดฤทธีว่ากล้าหาญ
ดีกว่าทศกัณฐ์ขุนมาร ผู้ผ่านลงกาหรือว่าไร
โมหันธ์เจรจาฮึกฮัก จะรู้จักพระกาลก็หาไม่
บัดเดี๋ยวก็จะยับเป็นจุณไป ด้วยศรชัยของกูผู้ศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา ดั่งว่าต้องกาลอัคคี
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ผาดแผดสีหนาทอึงมี่
ซึ่งเอ็งอวดกล้าจะราวี ดีแล้วจะได้เห็นกัน
ว่าพลางมีราชบัญชา สั่งพวกโยธาพลขันธ์
เร่งเข้าหักโหมโรมรัน ฟาดฟันให้ยับลงกับกร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลมารชาญสมร
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิรอน ก็ต้อนกันเข้าโรมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พร้อมทั้งปีกขวาปีกซ้าย ไพร่นายโห่ฮึกอึงมี่
ทุ่งซัดสาตราเป็นโกลี อสุรีไม่คิดแก่ชีวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กระบี่โยธีทัพหน้า
แยกกันออกรับเป็นปีกกา แล้วตีประดาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฉวยชิงอาวุธกุมภัณฑ์ ถาโถมแทงฟันรุกไล่
พลมารไม่ทานฤทธิไกร ตายแตกวุ่นไปไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายหมวดนายกองยักษี
เห็นวานรไล่รุกคลุกคลี อสุรีแตกยับทับกัน
ต่างตนต่างทำอำนาจ ร้องตวาดดั่งเสียงฟ้าลั่น
ต้อนหมู่อสุรกุมภัณฑ์ ให้กลับเข้าโรมรันวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างแทงบ้างฟันสับสน ต่างตนก็ยิงธนูศร
เนื่องหนุนหมุนเข้าราญรอน ตะลุมบอนหักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
เห็นหมู่วานรโยธี ตีทัพอสุรีไม่แตกไป
จึ่งเผ่นโผนโจนเข้ากลางพล สำแดงฤทธิรณหวาดไหว
กวัดแกว่งตรีเพชรดั่งเปลวไฟ เข้าไล่สังหารราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ผู้เดียวโรมรันฟันฟาด องอาจเพียงพญาไกรสร
พลยักษ์ตายยับลงกับกร วานรไล่รุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้พิชัยรถทรง ขององค์พญายักษี
ยืนอยู่ตรงหน้าอสุรี ขุนกระบี่จึ่งร้องประกาศไป
เหวยเหวยอัศกรรณมารา ไฉนอหังการ์หยาบใหญ่
ยกพวกพหลพลไกร มาชิงชัยด้วยองค์พระสี่กร
อันหัวของมึงนี้จะขาด ด้วยกำลังพรหมาสตร์พระแสงศร
กลิ้งอยู่กลางพื้นดินดอน วานรโยนเล่นต่างคลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษี
ฟังกระบี่หยาบช้าพาที โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
เหวยไอ้เดียรัจฉานอัปลักษณ์ อย่าอวดศักดิ์นายมึงให้เกินหน้า
ตัวกูผู้ทรงเดชา แกล้วกล้าชำนาญชาญฤทธิ์
อันมนุษย์พี่น้องทั้งสองนี้ ตกถึงที่พรหมลิขิต
ทั้งตัวของมึงอย่าพึงคิด ที่จะรอดชีวิตคืนไป
ว่าพลางกวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
กระทืบบาทขับราชรถชัย เข้าไล่เข่นฆ่าวานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
โลดโผนโจนทะยานเข้าราญรอน ต่อกรบนรถอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โถมถีบอัศกรรณมารา ด้วยกำลังศักดากระบี่ศรี
รัถาหักแหลกเป็นธุลี ไกรสรสารถีก็วายปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณใจหาญ
ตกลงยังพื้นสุธาธาร ขุนมารกริ้วโกรธโกรธา
จึ่งจับแสงศรขึ้นพาดสาย มุ่งหมายเขม้นเข่นฆ่า
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา อสุราก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรเป็นพันเล่มเต็มอากาศ สำเนียงกัมปนาทหวาดไหว
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร ล้มตายวุ่นไปไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นศรยักษามาราวี กระบี่ตายยับทับกัน
จึ่งชักพระแสงพรหมาสตร์ อันทรงอำนาจแผ่นดินลั่น
พาดสายน้าวหน่วงยืนยัน ทรงธรรม์ผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดังเสียงฟ้าร้อง กึกก้องถึงชั้นดุสิต
เป็นพระพายชายพัดทั้งแปดทิศ วานรได้ชีวิตคืนมา
ศรชัยไปต้องพลมาร บรรลัยลาญทั้งทัพยักษา
แล้วถูกอัศกรรณมารา กายาขาดออกทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษี
มิได้สิ้นชีพชีวี อสุรีกลับเป็นขึ้นสองตน
กรกุมคทาวราวุธ สำแดงฤทธิรุทรกุลาหล
ขบเขี้ยวเคี้ยวกรามคำรามรน ตีพลเข้ามาถึงหน้ารถ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ กวัดแกว่งตระบองทั้งสองนาย เป็นเปลวไฟพรายดั่งเพลิงกรด
หวดซ้ายป่ายขวาไม่เงือดงด ด้วยกำลังสาหสราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ลงจากรถแก้วมณี จับสองอสุรีด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระนารายณ์เหยียบบ่าง่าศร พระกรจับเศียรยักษา
พระลักษมณ์เหยียบเข่าอสุรา พระหัตถ์ขวาเงื้อคันธนูชัย
ต่างองค์ต่างตีกุมภัณฑ์ ถูกสองอัศกรรณไม่ทนได้
กายขาดสี่ท่อนกระเด็นไป ตกในพ่างพื้นธรณี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษี
ตัวขาดไม่ม้วยชีวี กลับเป็นขึ้นสี่กุมภัณฑ์
ต่างตนโกรธากระทืบบาท พระสุธาอากาศเลื่อนลั่น
วิ่งเข้าโรมรุกบุกบัน พร้อมกันทั้งสี่ขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างตีต่างรับกันสับสน ต่างตนต่างมีกำลังหาญ
รบชิดติดพันประจัญบาน รอนราญกลับกลอกไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
กวัดแกว่งแสงศรอันศักดา ผ่านฟ้าจับสี่อสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระลักษมณ์เหยียบสองขุนมาร พระอวตารเหยียบสองยักษี
กลอกกลับจับกันในที ตีถูกทั้งสี่ขุนยักษ์
สำเนียงเพียงเสียงฟ้าฟาด ตัวขาดแปดท่อนดั่งต้องจักร
ด้วยกำลังกรพระหริรักษ์ กับองค์พระลักษมณ์อนุชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษา
ตัวขาดออกกลางกายา อสุราไม่ม้วยชีวี
กลับเป็นขึ้นแปดขุนยักษ์ ฮึกฮักแผดร้องอึงมี่
โกรธาดั่งกาลอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
กับองค์พระลักษมณ์ร่วมชีวัน เห็นท้าวอัศกรรณเป็นมา
ต่างองค์ชักศรออกพาดสาย พระเนตรหมายเขม้นเข่นฆ่า
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา ผ่านฟ้าผาดแผลงไปราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต้องแปดอัศกรรณอสุรี อินทรีย์ขาดเป็นสิบหกท่อน
กลิ้งกลาดดาดอยู่กับดินดอน แล้วเป็นกายกรขึ้นพร้อมกัน
แต่แผลงซํ้าไปเป็นหลายหน ไม่วายชนม์สิ้นชีพอาสัญ
กลับเป็นรูปกายขึ้นถึงพัน เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันจะราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สิบแปดมงกุฎกระบี่ศรี
เห็นสองพระองค์ทรงฤทธี สังหารอสุรีพาลา
หัวขาดตัวขาดเป็นหลายหน ไม่วายชนม์สิ้นชีพสังขาร์
ผู้เดียวกลับเกิดขึ้นมา เป็นรูปอสุราได้ถึงพัน
ขุนกระบี่พิโรธโกรธนัก ชักตรีกวัดแกว่งดั่งจักรผัน
วิ่งผลุนหมุนเข้าโรมรัน ต่างแทงต่างฟันวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ หักเอาด้วยกำลังฤทธิรอน จะยั้งกรหย่อนหยุดก็หาไม่
ยิ่งตายยิ่งเกิดขึ้นชิงชัย จนอ่อนจิตอ่อนใจที่รอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
เห็นท้าวอัศกรรณขุนมาร สังหารไม่สิ้นชีวี
จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกยักษี
แต่เราล้างเหล่าอสุรี พ้นที่จะนับคณนา
ถึงมาตรว่าท้าวทศพักตร์ ทรงฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วกล้า
ดวงจิตไม่อยู่กับกายา ยังฆ่ามันม้วยบรรลัย
แต่ซึ่งองค์ท้าวอัศกรรณ ฤทธิ์เดชเวทมันเป็นไฉน
ยิ่งฆ่ายิ่งเป็นขึ้นมากไป ให้คิดสงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี ชุลีกรสนองพระบัญชา
อันท้าวอัศกรรณฤทธิรอน ได้พรพระอิศวรนาถา
มาตรแม้นต้องเทพสาตรา กายานั้นขาดออกจากกัน
ถึงสักร้อยบั่นพันท่อน อย่าม้วยมรณ์สิ้นชีพอาสัญ
จึ่งกลับคืนเป็นขึ้นทั้งพัน ให้ฤทธิแรงแข็งขันราวี
เทพบุตรองค์หนึ่งผู้ปรีชา จึ่งทูลพระอิศราเรืองศรี
พระองค์ผู้ทรงฤทธี ประสาทพรดั่งนี้แก่ขุนยักษ์
จะเบียดเบียนฤๅษีเทวัญ มนุษย์คนธรรพ์ทั้งไตรจักร
จะได้ความร้อนรนเป็นพ้นนัก ยักษายิ่งจักกำเริบใจ
ถึงมาตรพระนารายณ์อวตาร จะสังหารมันก็ไม่ได้
องค์พระเป็นเจ้าภพไตร ภูวไนยมีเทวบัญชา
แม้นใครจะฆ่ากุมภัณฑ์ ให้มันสิ้นชีพสังขาร์
ตัวขาดแล้วกวาดลงคงคา อสุราก็จะสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพิเภกก็ยินดี ภูมีจึ่งแผลงพรหมาสตร์ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นลั่นเลื่อนอากาศ เป็นศรเกลื่อนกลาดไม่นับได้
ตรวยตรงด้วยกำลังฤทธิไกร ไปต้องอัศกรรณอสุรา
หัวขาดตัวขาดทั้งหมด แล้วเป็นลมกรดพัดกล้า
หอบศพไปทิ้งลงคงคา ยักษาก็สิ้นชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ เมื่อนั้น เทวัญนางฟ้าทุกราศี
เห็นพระหริรักษ์จักรี สังหารอสุรีวายปราณ
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส เยี่ยมแกลตบหัตถ์ฉัดฉาน
บ้างโปรยทิพมาศสุมามาลย์ กลิ่นเกลี้ยงหอมหวานลงมา
หมู่นางอัปสรก็ดีดสี เสียงเสนาะอึงมี่ทุกทิศา
ขับครวญเป็นเพลงในเมืองฟ้า พร้อมหน้าอำนวยอวยพร
บรรดาพวกพาลปัจจามิตร จงพ่ายแพ้ฤทธิ์พระทรงศร
ให้จำเริญสวัสดิ์สถาวร ขจรเดชาทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ครั้นเสร็จสังหารอสุรี สุดสิ้นชีวีด้วยฤทธา
เทเวศโปรยทิพย์สุมามาลย์ หอมหวานซาบซ่านนาสา
ทั้งองค์พระศรีอนุชา ชมดวงผกาสำราญใจ
แล้วเสด็จขึ้นทรงเวไชยันต์ พร้อมพวกพลขันธ์น้อยใหญ่
ให้เลิกพหลพลไกร คืนไปยังสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งลงจากรัถา งามสง่าดั่งองค์พระสุริย์ฉาน
เสด็จยังตำหนักอันโอฬาร ในสถานที่สวนมาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระมาตุลีเรืองศรี
จึ่งกล่าวสุนทรวาที แก่พระจักรีผู้ศักดา
บัดนี้ก็เสร็จการณรงค์ ซึ่งล้างโคตรวงศ์ยักษา
ราบรื่นทั้งพื้นพระสุธา โลกาเป็นสุขทุกนิรันดร์
ขอลาพระองค์ทรงเดช คืนไปนิเวศน์สรวงสวรรค์
ว่าแล้วก็ขึ้นเวไชยันต์ เทวัญขับเหาะไปวิมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ