สมุดไทยเล่มที่ ๙๖

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
เสด็จเหนือบัลลังก์อลงกรณ์ ท่ามกลางวานรโยธา
งามดั่งพระจันทร์ทรงกลด หมดเมฆเลื่อนลอยพระเวหา
แวดล้อมด้วยดวงดารา ในเวลาปฐมราตรี
จึ่งปรึกษาราชกิจการณรงค์ ที่จะล้างเผ่าพงศ์ยักษี
พอได้ยินสำเนียงโยธี โห่มี่ไหวหวั่นสนั่นไพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพิเภกโหราผู้ใหญ่
อันทัพซึ่งยกนี้คือใคร หรือบรรลัยจักรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
รับสั่งถวายบังคมคัล แล้วปันยามไปตามเวลา
ทั้งอัศกาลตรีเนตร ตามที่สังเกตของยักษา
เห็นแจ้งดังทิพย์นัยนา อสุราสนองพระวาที
อันทัพซึ่งยกมารณรงค์ คือองค์บรรลัยจักรยักษี
สงครามในยามวันนี้ ไพรีเห็นมีกำลังนัก
ซึ่งจะเสด็จบทจร ไปต่อกรรอนราญหาญหัก
จงเร่งระวังขุนยักษ์ มันจักผาดแผลงศรมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพิเภกอสุรา ผ่านฟ้าจึ่งมีพจมาน
ตรัสสั่งลูกพระทินกร จงเตรียมพลวานรทวยหาญ
เราจะยกออกไปรอนราญ ผลาญบรรลัยจักรอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
ก้มเกล้ารับราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดกระบี่เข้ากระบวนรณยุทธ์ โอรสวายุบุตรเป็นกองหน้า
บรรดาวานรโยธา พื้นขี่เลียงผาเผ่นทะยาน
นิลพัทจัดเป็นเกียกกาย พลขี่แรดร้ายสำแดงหาญ
กองหลวงเหล่าลิงกับหมู่มาร ขี่เสือเริงร่านกระหึมฮึก
หลานอินทร์นั้นเป็นยกกระบัตร พลขี่สิงห์ขนัดกระทิงถึก
กองหลังพลล้วนขี่มฤค ชมพูพานชาญศึกนั้นเป็นนาย
ครบกระบวนถ้วนเบญจเสนา โยธาเพียงพลิกแผ่นดินหงาย
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงพราย ตั้งรายเพียบพื้นปถพี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
กับพระอนุชาร่วมชีวี เสด็จมาที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธาธารกลิ่นบุปผา
สนับเพลาเครือหงส์อลงการ์ ทรงภูษาพื้นต่างกัน
ชายไหวชายแครงเครือขด ลอยดวงมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์พื้นตาดเครือสุวรรณ ทับทรวงกุดั่นชมพูนุท
ตาบทิศสังวาลสร้อยอ่อน พาหุรัดทองกรประดับบุษย์
ธำมรงค์เพชรพรายเรือนครุฑ ต่างทรงมงกุฎแก้วประพาฬ
กรรเจียกจรกุณฑลเนาวรัตน์ ดอกไม้ทัดห้อยพวงมุกดาหาร
พระเชษฐางามคล้ายพระอวตาร พระอนุชางามปานพระลักษมณ์
ต่างขัดพระขรรค์แล้วจับศิลป์ สง่างามเกรงสิ้นทั้งไตรจักร
พร้อมพลวานรนิกรยักษ์ บ่ายพักตร์ตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงล้วนแก้วมรกต
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดภาพล้อมบัลลังก์ลอย
บุษบกเรือนเก็จเสากาบ บันฉลุลายกระหนาบช่อห้อย
นาคแววแก้ววามอร่ามพลอย แสงย้อยงามเพียงพิมานรัตน์
เทียมสินธพสี่สีกระมุท พระสัตรุดนั่งหน้าประนมหัตถ์
ขุนรถขับเร็วดั่งลมพัด เครื่องสูงมยุรฉัตรธงทอง
ปี่ฆ้องกลองขานประสานแตร เสียงแซ่พันลึกกึกก้อง
หมู่ทหารร่านเริงลำพอง โห่ร้องรีบเร่งดำเนินจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรขุนมารชาญสมร
ยืนรถอยู่กลางพลากร เห็นทัพวานรยกมา
พิโรธโกรธกริ้วดั่งเพลิงพราย มาดหมายเขม้นเข่นฆ่า
จึ่งมีสิงหนาทบัญชา สั่งให้ทัพหน้าเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี เข้าไล่ราวีวานร
บ้างแทงบ้างฟันสับสน ต่างตนก็ยิงธนูศร
เป็นเหล่าเหล่าเข้ากลุ้มตะลุมบอน ราญรอนไม่คิดชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรกองหน้า
แยกกันออกรับเป็นปีกกา ตีกระหนาบประดาเข้าไป
พลลิงฉวยชิงอาวุธยักษ์ หักกล้าถาโถมโจมไล่
ฟันแทงแย้งยุทธ์ว่องไว พลมารบรรลัยไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายร้อยนายหมวดยักษี
เห็นพวกทหารเสียที กระบี่ไล่รุกบุกบัน
ต่างตนโกรธากระทืบบาท ร้องตวาดผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
กวัดแกว่งอาวุธพร้อมกัน ฟันหลังอสุราเข้าไป
พลมารหาญหักไม่กลัวตาย ทั้งไพร่ทั้งนายทะลวงไล่
วานรไม่ทานฤทธิไกร แตกย่นร่นไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทอสุรผัดหาญกล้า
นิลเอกนิลนนท์ผู้ศักดา เห็นวานรแตกมาวุ่นวาย
ต่างตนโกรธาตัวสั่น กวัดแกว่งพระขรรค์ฉานฉาย
วาบแวมดั่งแสงเพลิงพราย สี่นายโลดโผนโจนทะยาน
เข้ากลางกุมภัณฑ์ฟันฟาด ตายกลาดลงด้วยกำลังหาญ
แต่อสุรผัดผู้ชัยชาญ รุกรานเข้าหักงอนรถ
ตีต้องสารถีตัวขาด ด้วยสามารถกำลังดั่งจักรกรด
หวดซ้ายป่ายขวาไม่เงือดงด ราชสีห์ตายหมดทั้งสองพัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรฤทธิแรงแข็งขัน
ตกรถกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์จับศรแผลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงสุนีบาต อันฟอนฟาดลงยอดภูผา
เป็นเปลวเพลิงพรายกระจายฟ้า ไหม้หมู่สวาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดอนุชาชาญสมร
เห็นอาวุธยักษาเป็นไฟฟอน จึ่งชักศรแผลงด้วยกำลังกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงพระเมรุดล เป็นฝนดับเพลิงสูญหาย
ต้องพหลพลยักษ์ล้มตาย ด้วยฤทธิ์น้องนารายณ์อวตาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรฤทธิไกรใจหาญ
เห็นศรมนุษย์มารอนราญ พลมารตายกลาดดาษดา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟกัลป์ ชักอนันต์ไตรภพเงื้อง่า
พาดสายน้าวหน่วงด้วยฤทธา อสุราก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด เป็นอาวุธตกกลาดไม่นับได้
ต้องพลโยธีกระบี่ไพร บรรลัยก่ายกองปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นบรรลัยจักรอสุรี ต่อด้วยพระศรีอนุชา
ผาดแผลงแสงศรฤทธิรุทร เป็นอาวุธตกจากเวหา
ต้องกระบี่รี้พลมรณา ผ่านฟ้าชักศรแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นกุลาหล เป็นศรเกลื่อนหล่นไม่นับได้
พลมารตายยับทั้งทัพชัย อาวุธสูญไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
สิ้นรถสิ้นพลอสุรี โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
จึ่งจับเมฆสูรจักรกรด อันปราบได้ทั่วทศทิศา
ขว้างขึ้นยังพื้นเมฆา ด้วยกำลังกายากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าร้อง กึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น
เป็นเมฆมิดปิดดวงสุริยัน ดั่งโลกันต์มืดมนอนธการ
แล้วชักศรเหราออกพาดสาย เขม้นหมายมุ่งมาดจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เป็นเหราพันเศียรพ่นพิษ แต่กลัวฤทธิ์พรหมาสตร์ศรศรี
รวบรัดพระสัตรุดภูมี ได้แล้วพาหนีขึ้นเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มีความชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลร่า
จึ่งเปลื้องผ้าโพกจากกายา อสุราร่ายเวทอันชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนคำรบสามหน กลายเป็นผ้าพยนต์ตัวหาญ
เหมือนดั่งรูปกายขุนมาร ถือหอกทะยานจะชิงชัย
เสร็จแล้วสำแดงฤทธา ดินฟ้ากัมปนาทหวาดไหว
เหาะระเห็จตามเหราไป ยังในพ่างพื้นอัมพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงอสูรราหูชาญสมร
เป็นทหารต่างตาต่างกร ของเจ้านครมลิวัน
สำหรับตระเวนอากาศ องอาจฤทธิแรงแข็งขัน
คุมพลอสุรกุมภัณฑ์ โกฏิหนึ่งนั้นเที่ยวตระเวนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เห็นพระโอรสฤทธิรุทร มัดมนุษย์มาไว้ในเวหา
มีความยินดีปรีดา ก็พากันมาเฝ้าบทมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรฤทธิไกรใจหาญ
ครั้นเห็นราหูผู้ปรีชาญ ขุนมารจึ่งกล่าววาที
วันนี้เราออกไปต่อยุทธ์ มัดมนุษย์มาได้ด้วยศรศรี
เอ็งรักษาไว้ให้จงดี กูนี้จะไปเฝ้าพระบิดา
แม้นว่าตัวมันหนีได้ จะฆ่ามึงให้สิ้นสังขาร์
ว่าแล้วลงจากเมฆา กลับมาพิภพกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท ทูลพระบิตุราชรังสรรค์
โดยได้สัประยุทธ์โรมรัน บรรยายเสร็จสิ้นทุกสิ่งไป
บัดนี้ลูกให้ไอ้ราหู กับหมู่โยธาน้อยใหญ่
ทารกรรมประจานมันไว้ ที่ในพ่างพื้นเมฆา
พรุ่งนี้จะกลับไปต่อยุทธ์ จับเอามนุษย์เชษฐา
ตระเวนไปในสวรรค์ชั้นฟ้า แล้วจึ่งจะฆ่าเสียด้วยกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ฟังพระโอรสร่วมชีวัน ดั่งได้สวรรค์ชั้นบาดาล
สี่โอษฐ์สำรวลด้วยโสมนัส แปดหัตถ์ตบหัตถ์ฉัดฉาน
เสด็จจากแท่นแก้วสุรกานต์ ขุนมารสวมกอดพระลูกรัก
มิเสียแรงที่ทรงศักดา ควรครองไพร่ฟ้าอาณาจักร
วันนี้ตัวเจ้าเหนื่อยนัก จงหยุดพักให้สำราญอินทรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
รับสั่งถวายอัญชุลี กลับมาที่อยู่อสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายผ้าพยนต์ยักษา
แกว่งหอกกลอกกลับเป็นโกลา เข้าไล่เข่นฆ่าวานร
แทงซ้ายป่ายขวาด้วยสามารถ องอาจว่องไวดั่งไกรสร
ไม่ยั้งหยุดไล่รุดตะลุมบอน ด้วยพระเวทฤทธิรอนเกรียงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลวานรน้อยใหญ่
ต่อยุทธ์สัประยุทธ์ชิงชัย แลไปไม่เห็นอสุรี
ด้วยให้มืดมัวไปทั่วทิศ สุดคิดที่จะต่อยักษี
บ้างเจ็บบ้างตายไม่สมประดี กระบี่อุตลุดวุ่นวาย
แต่หลงแทงหลงจับกันสับสน อลวนล้มควํ่าล้มหงาย
วิ่งปะทะปะกันทั้งไพร่นาย แตกกระจายพ่ายพังลงมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เห็นมืดคลุ้มบดบังพระสุริยา ยิ่งกว่าในราตรีกาล
ให้ฉงนสนเท่ห์พระทัยนัก จึ่งผินพักตร์มามีบรรหาร
ดูก่อนพิเภกขุนมาร เกิดการดั่งนี้ด้วยอันใด
วานรเอิกเกริกโกลาหล จะรู้จักเหตุผลก็หาไม่
วิ่งแยกแตกกันวุ่นไป ไฉนมาเป็นดั่งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
น้อมเศียรสนองพระวาที บัดนี้บรรลัยจักรขุนมาร
มันขว้างเมฆสูรจักรกรด ให้บังบดปิดดวงพระสุริย์ฉาน
จึ่งเกิดมืดมนอนธการ อ้ายสาธารณ์ซ้ำแผลงศรกล
เป็นเหรารัดพระสัตรุดไป ไว้ในกลีบเมฆเวหน
แล้วเอาผ้าผูกผ้าพยนต์ ให้อยู่ผจญด้วยวานร
ตัวมันเหาะขึ้นยังเมฆา ตามเหราพตธนูศร
ให้ราหูกับหมู่พลากร กองตระเวนอัมพรรักษาไว้
เพื่อนนั้นคืนเข้ายังธานี พรุ่งนี้จะยกออกมาใหม่
ขอพระองค์ผู้ทรงภพไตร จงแผลงศรชัยอันศักดา
ไปล้างจักรแก้วฤทธิรน ทั้งผ้าพยนต์ยักษา
แล้วให้โอรสพระสุริยา กับวานรทหารชาญฉกรรจ์
ไปฆ่าราหูแลหมู่พล ให้วายชนม์สิ้นชีพอาสัญ
แก้พระอนุชาวิลาวัณย์ ให้ทันในเวลานี้ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมีก็แผลงพรหมาสตร์ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุสะท้านสะเทือนไหว
ต้องจักรเป็นจุณด้วยฤทธิไกร แล้วศรชัยเป็นไฟบรรลัยกัลป์
เผาผ้าพยนต์อสุรินทร์ สูญสิ้นด้วยเดชกำลังหาญ
ที่มืดมัวท้องฟ้าสุธาธาร ก็ชัชวาลสว่างกระจ่างตา
บรรดาวานรซึ่งบรรลัย ก็ได้ชีวิตสังขาร์
แลไปไม่เห็นพระอนุชา ผ่านฟ้าเพียงสิ้นสมประดี
ชลนาคลอคลองนองเนตร แสนเทวษเร่าร้อนดั่งเพลิงจี่
ก็ทิ้งศรทรงลงทันที โศกีครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้อนิจจาเจ้าพี่เอย ทรามเชยร่วมชีพชีวาสัญ
พระนารายณ์ตรัสใช้มาด้วยกัน ให้ปราบอาธรรม์อันธพาล
หวังจะแผ่เกียรติประกาศยศ ให้ปรากฏไปทั่วทุกสถาน
ตราบสิ้นดินฟ้าสุธาธาร มาทำการให้ขายพระบาทา
ครั้งก่อนเมื่อเจ้าออกรบ กับสุริยาภพยักษา
ต้องหอกปิ้มสิ้นชีวา แต่วันนั้นมาไม่ไว้ใจ
ครั้งนี้ตัวพี่ออกรบด้วย ควรหรือไม่ช่วยเจ้าได้
เสียแรงเรืองฤทธิ์เกรียงไกร คือใครจะนับว่าชาติชาย
เป็นน่าอัปยศอดสู แก่หมู่ไตรโลกทั้งหลาย
ว่าทำศึกฮึกหาญแต่หยาบคาย ให้เสียน้องชายถึงสองครา
โอ้อนิจจาเจ้าเพื่อนยาก พี่ไม่เคยจากกนิษฐา
มาหายไปกับดวงนัยนา รํ่าพลางโศกาไม่สมประดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นระงับดับโศกเสื่อมหาย น้องพระนารายณ์เรืองศรี
จึ่งมีพระราชวาที สั่งกระบี่สุครีพหนุมาน
กับองคตนัดดาอมรินทร์ นิลพัทผู้มีปรีชาหาญ
สี่นายล้วนชายอาชาชาญ ตัวท่านจงเร่งรีบไป
ยังในพ่างพื้นโพยมบน ฆ่าพลพวกกองตระเวนใหญ่
แก้พระอนุชาผู้ร่วมใจ เรามาให้ได้บัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สี่ทหารผู้ชาญชัยศรี
ก้มเกล้ารับราชวาที ชุลีกรพากันเหาะทะยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เร่งรีบมาโดยอากาศ เร็วดั่งครุฑราชตัวหาญ
เห็นพระอนุชาชัยชาญ ศรมารรัดไว้ในเมฆา
มีหมู่อสุรกุมภัณฑ์ แน่นนันต์ห้อมล้อมรักษา
โอรสพระพายผู้ศักดา ก็นิมิตกายาทันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลายกลับด้วยฤทธี เป็นพระยาอินทรีตัวใหญ่
เสร็จแล้วก็พากันเข้าไป ชิงชัยอสุราพลากร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปักษาถาจิกเหราฟาด ตัวขาดด้วยกำลังชาญสมร
สุครีพผู้เรืองฤทธิรอน รับองค์ภูธรได้ทันที
องคตนิลพัทสองทหาร ไล่ผลาญรี้พลยักษี
ตายตกเกลื่อนกลาดปถพี ด้วยฤทธีอันมหิมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ราหูผู้ใจแกล้วกล้า
เห็นปักษีกับกระบี่อหังการ์ มาโฉบเฉี่ยวเคี่ยวฆ่าพลมาร
พิโรธโกรธกริ้วตัวสั่น กุมภัณฑ์ผาดแผลงสำแดงหาญ
กวัดแกว่งกระบองสุรกานต์ โผนทะยานเข้าไล่ราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถาโถมโจมชิงพระสัตรุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรยักษี
กลอกกลับจับกันเป็นโกลี ในที่ท่ามกลางอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ชาญสมร
มือเดียวโรมรันฟันฟอน ต่อกรป้องปัดไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สามนายกริ้วโกรธขบฟัน กลุ้มกันเข้าจับยักษา
ถีบแทงราหูอสุรา ตกจากเมฆาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นแล้วจึ่งลูกพระพาย กลับกลายเป็นเพศกระบี่ศรี
ถวายบังคมคัลอัญชุลี เชิญน้องพระตรีภูวไนย
ให้ขึ้นสถิตเหนือบ่า ดั่งพญาสุบรรณตัวใหญ่
อันเป็นพาหนะเกรียงไกร ทรงนารายณ์มาในอัมพร
งามขุนกระบี่วายุบุตร งามพระสัตรุดชาญสมร
หลานอินทร์ลูกไททินกร นิลพัทฤทธิรอนก็ตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงวางพระสัตรุดลง ใกล้องค์พระบรมเชษฐา
สี่นายทูลแจ้งกิจจา โดยได้เข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นพระอนุชาก็ยินดี ภูมีสวมสอดกอดไว้
แล้วกล่าววาจาอันสุนทร เจ้าผู้ฤทธิรอนแผ่นดินไหว
อานุภาพปราบได้ทั้งแดนไตร เป็นไฉนไม่ระวังกายา
นิ่งให้ศรเหรารัด มัดขึ้นไปไว้ในเวหา
ตัวพี่แสนโศกโศกา ปิ้มว่าจะสิ้นสุดปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสัตรุดผู้ปรีชาหาญ
ฟังพระเชษฐาบัญชาการ กราบกับบทมาลย์แล้วทูลไป
เมื่อศรเหรามันมานั้น น้องจะทันรู้ตัวก็หาไม่
ด้วยมืดมิดปิดแสงอโณทัย จึ่งพาไปได้ดั่งนี้
ครั้งก่อนเมื่อออกรอนรบ กับสุริยาภพยักษี
ต้องหอกล้มอยู่กับปถพี หากว่าพระพี่แก้ทัน
แต่พระองค์ช่วยน้องถึงสองครั้ง ชีวังจึ่งไม่อาสัญ
อันคุณพระเชษฐานั้น จะรำพันก็พ้นคณนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพระศรีอนุชา ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
แล้วมีพระบัญชาการ สรรเสริญทหารทั้งสี่
มิเสียแรงรองบาทพระจักรี ฤทธีลํ้าเลิศประเสริฐนัก
ประกอบด้วยปรีชาทั้งสี่ตน ดั่งหนึ่งขุนพลพญาจักร
แก้น้องเรารอดจากมือยักษ์ คุณนักยิ่งล้นพ้นประมาณ
ตรัสแล้วให้เลิกนิกร โยธาวานรทวยหาญ
โห่สะเทือนเลื่อนลั่นสุธาธาร กลับคืนยังสถานพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายว่าราหูทหารใหญ่
เจ็บชํ้าลำบากปิ้มบรรลัย ก็เข้าไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์บรรลัยจักรยักษี
บัดนี้มีนกอินทรี กับกระบี่สามตนตามมา
จู่โจมโถมเข้าต่อยุทธ์ สัประยุทธ์ตีพลยักษา
โกฏิหนึ่งสุดสิ้นชีวา ยังแต่ตัวข้าเข้าชิงชัย
พวกมันเข้ากลุ้มรุมกัน ชิงเอามนุษย์นั้นไปได้
โทษถึงซึ่งสิ้นชีวาลัย ภูวไนยจงทรงพระปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีกระทืบบาทา
พระกรฉวยจับพระขรรค์ ขบฟันกวัดแกว่งเงื้อง่า
เหวยไอ้ราหูอสุรา ปากมึงอวดกล้าไม่เหมือนใจ
แต่ลิงน้อยทรลักษณ์สามตัว ควรหรือยังกลัวไม่สู้ได้
กลับมาแต่งว่าทุกสิ่งไป กูจะฆ่าให้ม้วยชีวี
ตรัสพลางสั่งนายเพชฌฆาต กับราชมัลทั้งสี่
จงคุมราหูอสุรี ตามกูไปที่พระโรงคัล
ว่าแล้วลงจากบัลลังก์รัตน์ อันจำรัสพรรณรายฉายฉัน
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล กุมภัณฑ์ขึ้นเฝ้าพระบิดา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระปิ่นภพธิราชนาถา
ทูลความแต่ต้นจนปลายมา พรรณนาเสร็จสิ้นทุกประการ
ลูกแค้นราหูเป็นพ้นนัก ไม่จงรักกลัวไอ้เดียรัจฉาน
ยิ่งกว่าเบื้องบาทบทมาลย์ ผ่านฟ้าซึ่งเลี้ยงบำรุงมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์ผาดเสียงเกรียงไกร
เหม่ไอ้ยักษาราหู กูเลี้ยงมึงเป็นทหารใหญ่
หนีข้าศึกมาด้วยอันใด ไอ้ชาติจังไรอัปรีย์
ว่าแล้วจึ่งมีสิงหนาท เหวยเหวยเพชฌฆาตทั้งสี่
จงเอาไอ้ราหูอสุรี ไปตัดศีรษะเสียบประจาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนายเพชฌฆาตใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ก็ผูกคอขุนมารตระเวนไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นายฉม่องนำหน้าตีฆ้อง ให้ร้องตามท้องถนนใหญ่
ครั้นรอบพระนิเวศน์เวียงชัย ก็ตัดเศียรเสียบไว้ดั่งบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษา
ตั้งแต่ถวิลจินดา ที่จะเข่นฆ่าปัจจามิตร
สงครามได้ทีไม่มีชัย เจ็บใจดั่งศรมาแทงจิต
ร้อนรุมกลุ้มกายไม่วายพิษ ด้วยเสียคิดแพ้รู้แก่ไพรี
จึ่งมีพระราชบัญชา ดูราบรรลัยจักรยักษี
เมื่อสงครามมาเป็นดั่งนี้ จะคิดต่อตีประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรผู้มีอัชฌาสัย
กราบลงกับบาทแล้วทูลไป ภูวไนยจงทรงพระเมตตา
อันซึ่งสงครามมนุษย์ ถึงจะมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ตัวลูกผู้รองบาทา ก็นับว่าชาติชายชาญฉกรรจ์
พรุ่งนี้จะลาบาทบงสุ์ ยกพวกจตุรงค์ทัพขัน
ออกไปหักโหมโรมรัน ฆ่ามันให้สิ้นชีวี
ทูลแล้วถวายอภิวาทน์ ลาพระบิตุราชเรืองศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี มาปราสาทมณีอำไพ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงเกณฑ์พหลพลไกร กูจะยกออกไปรอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับพระบัญชาการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ม้ารถคชพล เลือกล้วนฤทธิรณแกล้วกล้า
ลางพวกหัวเป็นนาคา กายานั้นเป็นกุมภัณฑ์
ลางหมู่กายกรเป็นยักษ์ ดวงพักตร์เป็นปลาหน้าสั่น
เหล่าหนึ่งหน้าสิงห์ยิงฟัน ตัวนั้นเป็นรูปอสุรี
กองหนึ่งหัวเป็นหัวกา กายกรบาทานั้นเป็นหมี
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นพยัคฆี อินทรีย์นั้นเป็นวานร
ล้วนถือหอกดาบปืนไฟ ฆ้อนเหล็กหน้าไม้ธนูศร
กวัดแกว่งประกวดอวดกร ซับซ้อนตั้งตามรัถยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษา
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงการ์ อสุรารำพึงคะนึงคิด
อันสงครามมนุษย์นี้สามารถ รณรงค์องอาจด้วยศรสิทธิ์
ทั้งทหารของมันก็มีฤทธิ์ ใช้ได้ดั่งจิตดั่งใจ
ตัวกูออกรบถึงสองหน พวกพลตายยับไม่นับได้
พรุ่งนี้จะยกไปชิงชัย หนักใจเป็นพ้นคณนา
แต่กลิ้งกลับสับสนไม่ไสยาสน์ จนภาณุมาศเยี่ยมยอดภูผา
ก็เสด็จจากห้องไสยา มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธ์ปนทิพย์เกสร
สนับเพลาเครือหงส์อลงกรณ์ ภูษาเชิงกินนรท้องพัน
ชายไหวดวงประพาฬก้านขด ชายแครงมรกตทับทิมคั่น
ฉลององค์เกราะแก้วสังวาลวัลย์ ทับทรวงกุดั่นอลงการ
พาหุรัดไพฑูรย์รุ้งร่วง ทองกรรายดวงมุกดาหาร
ธำมรงค์เพชรรัตน์ชัชวาล มงกุฎแก้วสุรกานต์กรรเจียกจร
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้ทัด พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
งามดั่งรามสูรฤทธิรอน กรายกรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถศึก พันลึกกำกงอลงกต
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดช่อตั้งบัลลังก์ทอง
เทียมด้วยราชสีห์สองพัน แผดเสียงสนั่นกึกก้อง
โลทันสารถีถือกระบอง ขับวิ่งไวว่องดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายปลายสะบัด
โยธาเบียดเสียดเยียดยัด กวัดแกว่งอาวุธดั่งเปลวไฟ
เสียงฆ้องกลองประโคมโครมครึก เสียงพลโห่ฮึกแผ่นดินไหว
เร่งหมู่ม้ารถคชไกร ไปโดยมรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาพลขันธ์
ตั้งไว้เป็นหมวดเป็นกองกัน คอยจะโรมรันด้วยไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
เสด็จเหนือแท่นรัตน์มณี ในที่สุวรรณพลับพลาชัย
ท่ามกลางโยธาพลากร ยักษาวานรน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ดั่งดาวล้อมแขไขในเมฆา
ปรึกษาที่จะล้างปัจจามิตร อันหยาบคายทุจริตริษยา
พอได้ยินเสียงโห่โกลา สะเทือนท้องมยุราคีรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งมีมธุรสพจนารถ ประภาษถามพิเภกยักษี
อันทัพซึ่งยกมาในวันนี้ จะเป็นอสุรีตนใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งแล้วจับยามไป ตามในทุ่มโมงเวลา
ทั้งอัศกาลแลตรีเนตร แล้วสังเกตสอบลมนาสา
เห็นแจ้งไม่แคลงวิญญาณ์ ดั่งหนึ่งตาทิพย์เทวัญ
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทรสูรสุริย์วงศ์รังสรรค์
อันทัพอสูรกุมภัณฑ์ ซึ่งยกพลขันธ์มารอนราญ
คือบรรลัยจักรอสุรินทร์ วันนี้มันจะสิ้นกำลังหาญ
ออกมาด้วยใจอหังการ ขุนมารจะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
ได้ฟังพิเภกก็ยินดี จึ่งมีพระราชบัญชา
ตรัสสั่งโอรสพระทินกร ท่านผู้เรืองฤทธิรอนแกล้วกล้า
จงจัดพหลโยธา จะไปล้างอสุราอาธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์วงศ์เทวัญ ถวายบังคมคัลแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นกระบวนพยุหบาตร เลือกล้วนองอาจชาญสมร
เข้าไหนไม่มีใครทานกร ดั่งพญาไกรสรชาญฉกรรจ์
ห้าวหาญชำนาญในการรบ อาจปล้นพิภพเมืองสวรรค์
แต่ละตนสู้พลได้ถึงพัน ล้วนขันจะเข้าต่อยุทธ์
พลลิงพลยักษ์สับสน เกลื่อนกล่นแน่นนันต์นับสมุทร
สำแดงศักดาวรารุทร กวัดแกว่งอาวุธดั่งไฟพราย
มุ่งมาดจะล้างปัจจามิตร ทำฤทธิ์เพียงพลิกแผ่นดินหงาย
อื้ออึงคะนึงทั้งไพร่นาย คอยน้องพระนารายณ์จะยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
กับพระสัตรุดอนุชา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนเกสรสุมาลี
สอดทรงสนับเพลาเชิงงอน รูปมังกรลอยเล่นวารีศรี
ภูษาพื้นเขียวเครียวตะคลี เชิงกระหนกนาคีกินนรกลาย
ต่างทรงชายไหวชายแครง เครือแย่งเนาวรัตน์จำรัสฉาย
ฉลององค์พื้นม่วงดวงพราย ทับทรวงสร้อยสายสังวาลวัลย์
พาหุรัดเป็นรูปนาคินทร์ ทองกรโกมินมุกดาคั่น
ธำมรงค์พลอยเพชรเรือนสุบรรณ มงกุฎแก้วกุดั่นกรรเจียกจร
ต่างทรงมาลัยดอกไม้ทัด พระหัตถ์นั้นจับพระแสงศร
งามคลายสุริยันจันทร กรายกรขึ้นรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงแกมดวงมุกดาหาร
แอกงอนล้วนแล้วแก้วประพาฬ บัลลังก์กาญจน์โตกตั้งกระจังลอย
กาบเสาแดงสิงห์กิ่งกระหนก ทวยบันบุษบกช่อห้อย
เหมยอดสอดเพชรจำรัสพลอย สุกย้อยด้วยแสงชมพูนุท
เทียมอัศวราชสีสังข์ ปากเท้าแดงดั่งสัตตบุษย์
สารถีขี่เร่งรณยุทธ์ พระสัตรุดนั่งน้อมประนมกร
พร้อมเครื่องอภิรุมชุมสาย พรายพรายแลเลื่อมประภัสสร
มยุรฉัตรพัดโบกจามร แตรงอนฆ้องกลองประโคมครึก
ยักษาพานรินทร์ทวยหาญ เริงร่านลำพองคะนองศึก
โห่สะเทือนเลื่อนลั่นพันลึก คึกคึกขับแข่งกันไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงเห็นทัพกุมภัณฑ์ ตั้งมั่นตามแนวทางใหญ่
บรรลัยจักรนั้นยืนรถชัย อยู่ในกลางพลอสุรี
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งลูกพระกาลเรืองศรี
ให้ขับพหลโยธี เข้าโจมตีกองทัพอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งกล้า
รับสั่งพระองค์ทรงศักดา ก็ขับโยธาเข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หมู่กระบี่โจมตีทัพยักษ์ โหมหักเอาด้วยกำลังหาญ
ไล่บุกรุกโรมโถมทะยาน ฟันแทงหมู่มารวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลอสุราน้อยใหญ่
แยกทัพออกรับด้วยว่องไว ชิงชัยไม่ลดงดกร
ต่างตนพุ่งซัดอาวุธ จุดปืนยิงแย้งธนูศร
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าราญรอน ตะลุมบอนหนีไล่พัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นกระบี่ตีทัพกุมภัณฑ์ ขยั้นอยู่ไม่แตกดั่งใจ
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท สุธาธารกัมปนาทหวาดไหว
กวัดแกว่งตรีเพชรระเห็จไป เข้าไล่ราญรอนกลางพล
หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด กลอกกลับสัประยุทธ์สับสน
ผู้เดียวสู้ยักษ์ได้แสนตน พลมารแตกตายไม่สมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นวานรไล่รุกคลุกคลี อสุรีแตกยับลงมา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกัลป์ ขบฟันจับจักรขึ้นเงื้อง่า
หมายมาดจะพิฆาตชีวา อสุราก็ขว้างตรงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงทินกร อัมพรเลื่อนลั่นหวั่นไหว
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร บรรลัยแตกยับทับกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นขุนยักษ์ขว้างจักรมาโรมรัน พลขันธ์ตายยับไม่สมประดี
จึ่งชักอัคนิวาตพาดสาย งามคล้ายพระนารายณ์เรืองศรี
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธี ภูมีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกาล ต้องจักรแหลกราญไม่ทนได้ ฯ
พลมารสุดสิ้นชีวาลัย เกลื่อนไปทั้งพื้นพระสุธา

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรสุริย์วงศ์ยักษา
เห็นศรมนุษย์มีศักดา ล้างจักรารุธแหลกลาญ
จึ่งชักศรสิทธิ์ขึ้นพาดสาย มุ่งหมายเขม้นจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าร้อง กึกก้องหิมวันต์คิรีศรี
บังเกิดเป็นเปลวอัคคี ไหม้ล้อมโยธีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระอวตารชาญสมร
เห็นบรรลัยจักรฤทธิรอน แผลงศรมาเป็นเปลวไฟ
ร้อนแรงแสงกล้าดั่งเพลิงกาล วานรทวยหาญไม่ทนได้
จึ่งชักพลายวาตเกรียงไกร พาดสายแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าลั่น ครื้นครั่นสนั่นถึงดุสิต
เป็นห่าฝนมืดมัวไปทั่วทิศ ตกดับเพลิงพิษเสียทันที
แล้วต้องจตุรงค์ทวยหาญ บรรลัยลาญสิ้นพลยักษี
ถูกทั้งรถทรงอสุรี เป็นภัสม์ธุลีด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวสี่พักตร์ยักษา
สิ้นรถสิ้นทศโยธา อสุรากริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
ผู้เดียวไม่คิดชีวิต กวัดแกว่งศรสิทธิ์สำแดงหาญ
กระทืบบาทผาดโผนโจนทะยาน ขุนมารก็โจนขึ้นบนรถ
กลอกกลับสัประยุทธ์ไปมา ด้วยกำลังศักดาสาหส
หวดซ้ายป่ายขวาไม่ละลด หวังจะหักรถอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสองน้องนารายณ์ชาญสมร
เห็นยักษาฮึกหาญมาราญรอน ก็หวดด้วยคันศรกระเด็นไป
ต่างเสด็จลงจากรถทรง ต่างองค์องอาจเข้ารุกไล่
ตีซํ้าด้วยกำลังฤทธิไกร มิได้เงือดงดอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยจักรขุนมารหาญกล้า
รับรองป้องปัดไปมา ด้วยศักดาเดชราวี
สามจับสัประยุทธ์กันสับสน ทรหดอดทนไม่ถอยหนี
ต่างหวดต่างปัดต่างตี ถ้อยทีไม่ลดงดกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
เหยียบเข่าน้าวเศียรกุมภัณฑ์ โรมรันด้วยกำลังศักดา
องค์พระสัตรุดนุชนาถ ชิงได้ศรสาตร์ยักษา
พระพรตถีบซ้ำด้วยบาทา อสุราหันเหเซไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แล้วชักศรสิทธิ์ทั้งสององค์ อันเรืองฤทธิรงค์แผ่นดินไหว
พาดสายน้าวหน่วงด้วยว่องไว ก็ผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกรด สะเทือนหมดทั่วฟ้าราศี
ต้องบรรลัยจักรเต็มอินทรีย์ ล้มลงกับที่พสุธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวแปดกรยักษา
ต้องศรเจ็บชํ้าทั้งกายา อสุรานิ่งนึกตรึกไป
มนุษย์พี่น้องนี้สามารถ ศรสาตร์ไม่มีที่เปรียบได้
แม้นกูจะอยู่ชิงชัย ที่ไหนจะรอดชีวัน
อย่าเลยจะหนีขึ้นเมฆา ให้พ้นชีวาอาสัญ
คิดพลางแข็งใจขบฟัน กุมภัณฑ์ร่ายเวทอันเพริศพราย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะด้วยวิทยามนต์ ทั้งตนทั้งเงาก็สูญหาย
ศรนั้นหลุดออกจากกาย กลัวตายเหาะหนีด้วยว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งกลางอัมพร เห็นกลีบเมฆซ้อนซับไม่นับได้
ขุนมารก็ตรงเข้าไป ซ่อนอยู่ที่ในเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
แลไปไม่เห็นอสุรา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์นัก
จึ่งถามท้าวทศคิริวงศ์ อันองค์อสุราบรรลัยจักร
รณรงค์หายไปกับพักตร์ ขุนยักษ์มันทำประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
อันบรรลัยจักรนั้นสุดคิด สุดฤทธิ์ที่จะชิงชัยศรี
กลัวอานุภาพพระภูมี หนีขึ้นไปซ่อนในเมฆา
ขอพระองค์จงทรงพรหมาสตร์ ไปพิฆาตตัดเศียรยักษา
ให้มันสุดสิ้นชีวา ด้วยศักดาเดชพระภูธรฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร ก็ชักศรพรหมาสตร์อันฤทธี
พาดสายน้าวหน่วงเงื้อง่า หมายล้างชีวายักษี
งามคล้ายสมเด็จพระจักรี ภูมีผาดแผลงไปรอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ อันเขาพระเมรุก็เอนอ่อน ไหวกระฉ่อนไปทั่วทุกสถาน
ต้องบรรลัยจักรขุนมาร วายปราณเศียรขาดลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ