สมุดไทยเล่มที่ ๑๗

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดินาถา
ครั้นแสงทองส่องโลกโลกา สกุณาไก่แก้วเกริ่นกัน
พระเสด็จจากที่ไสยาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
สระสรงทรงเครื่องพรายพรรณ จรจรัลออกพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรมณีศรี
ท่ามกลางแสนสุรเสนี จึ่งมีสิงหนาทบัญชา
ดูกรขุนโหราจารย์ ผู้ปรีชาชาญแกล้วกล้า
กูจะอภิเษกพระธิดา จงหาฤกษ์จะได้วันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งขุนโหราผู้ใหญ่
จับกระดานชนวนมาคูณไป ขับไล่ใส่สอบทุกตำรา
ปลอดทั้งทักทินยมขันธ์ เดือนวันก็ชอบชันษา
เป็นมหาสิทธิโชคโอฬาร์ เทวาลงทวารประชุมกัน
เห็นดีน้อมเศียรบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพไอศวรรย์
ข้างขึ้นสามคํ่าวันจันทร์ รุ่งแล้วสิบหกชั้นฤกษ์ดี
ควรที่ทำการสยุมพร จะถาวรเป็นสุขเกษมศรี
ไม่มีอันตรายราคี จะเกิดสวัสดีทุกเวลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดินาถา
ได้ฟังโหรเฒ่าทูลมา ผ่านฟ้าชื่นชมภิรมย์ใจ
จึ่งมีพระราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
จงจัดปราสาทแก้วแววไว ให้อำไพด้วยเครื่องอลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งแล้วกราบบทมาลย์ คลานออกมาจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จึ่งจัดพระมหาปราสาท อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
ลาดพรมสุจหนี่พื้นสุวรรณ ฉากกั้นชั้นนอกลับแลบัง
เอาปัญจคงคาสุธารส ใส่กลศรจนามหาสังข์
แก้วทองกองขึ้นเป็นบัลลังก์ แล้วตั้งเศวตฉัตรรัตนา
แว่นแก้วมรกตรูจี เทียนชัยบายศรีซ้ายขวา
แล้วสั่งสังฆการีผู้ปรีชา ไปนิมนต์พระมหาอาจารย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายสังฆการีผู้ปรีชาหาญ
น้อมเกล้ารับบัญชาการ ก็พากันลนลานออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาอารัญ พระสุธามันตันอาจารย์ใหญ่
แจ้งว่าพระองค์ทรงภพไตร ภูวไนยจะแต่งการวิวาห์
ให้มานิมนต์พระนักพรต กับคณะดาบสชีป่า
เข้าไปให้ทันเวลา มหาศุภฤกษ์นาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุธามันตันฤๅษี
ทั้งหมู่คณะโยคี ได้ฟังสังฆการีก็ปรีดา
ต่างทรงหนังเสือคากรอง ถือตาลปัตรป้องบังหน้า
ออกจากพระบรรณศาลา พากันเข้ามายังเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นบนปราสาท นั่งอาสน์โดยอันดับน้อยใหญ่
ต่างบริกรรมสำรวมใจ ตามในลัทธิพระนักธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ยานี

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
แจ้งว่าท้าวทศรถนั้น มาพร้อมกันยังมิถิลา
ตั้งการอภิเษกพระจักรี กับพระลักษมีเสน่หา
จึ่งจัดเครื่องประดับกายา สำหรับกษัตราสององค์
เสร็จแล้วก็เสด็จยุรยาตร งามวิลาสดั่งท้าวครรไลหงส์
พร้อมหมู่เทพบุตรนางอนงค์ พากันเหาะตรงลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงมิถิลาราชฐาน ก็พาเทพบริวารน้อยใหญ่
กับหมู่นางฟ้าสุราลัย เข้าในปราสาทมณี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถเรืองศรี
ทั้งท้าวชนกธิบดี เห็นองค์ตรีเนตรเสด็จมา
สองกษัตริย์ออกรับพร้อมกัน บังคมคัลด้วยใจหรรษา
เชิญเสด็จขึ้นแท่นรัตนา ใต้มหาเศวตฉัตรชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมเมรุมาศเขาใหญ่
กับนางสุชาดายาใจ เห็นใกล้ศุภฤกษ์นาที
จึ่งพาสมเด็จพระสี่กร กับองค์บังอรลักษมี
ยุรยาตรนาดกรจรลี ต่างไปเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง น้ำทิพย์เป็นละอองฝอยฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศชมพูนุท
โกสีย์ให้ทรงสนับเพลา ก้านกระหนกพรายเพราประดับบุษย์
ภูษาพื้นตองเครือครุฑ ทองผุดช่อเชิงวาสุกรี
จึ่งนางอนงค์สุชาดา ถวายทิพย์ภูษาพระลักษมี
สไบตาดลอยดวงมณี สอดสีทับทิมอลงการ
พระทรงชายไหวไหวระยับ ชายแครงประดับมุกดาหาร
ฉลององค์ตาบทิศสังวาล ทับทรวงดวงประพาฬแกมสุวรรณ
นางทรงตาบเพชรสะอิ้งแก้ว แล้วใส่สร้อยซับประดับถัน
ต่างทรงพาหุรัดมังกรพัน นาคเกี้ยวกุดั่นทองกร
ธำมรงค์มงกุฎเนาวรัตน์ ดอกไม้ทิศจำรัสประภัสสร
งามดั่งสุริยันกับจันทร อันเขจรลอยเลื่อนเมฆา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
ทั้งโฉมนางสุจิตรา ครั้นจวนเวลานาที
โกสีย์นำเสด็จพระหริวงศ์ นางฟ้านำองค์พระลักษมี
เทวาแลเทพนารี พระวงศ์สองธานีก็ตามมา

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๏ ครั้นถึงจึ่งให้สองกษัตริย์ นั่งร่วมเศวตฉัตรซ้ายขวา
เหนือกองสุวรรณรัตนา เอาหัตถานั้นเข้าประสานกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางเทพธิดาสาวสวรรค์
อยู่ในเศวตฉัตรพรายพรรณ กับเทวัญรักษาธานี
เห็นพระนารายณ์สุริย์วงศ์ จะสมพงศ์กับพระลักษมี
ต่างองค์ชื่นชมยินดี อัญชุลีแซ่ซ้องสาธุการ
ก็โปรยทิพย์บุปผามาลาศ เกลื่อนกลาดกลิ่นเกลี้ยงหอมหวาน
อวยชัยถวายพรพระอวตาร จงเป็นประธานในธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ได้เอยได้ฤกษ์ โหราให้เบิกบายศรี
ลั่นฆ้องประโคมดนตรี กาหลอึงมี่โกลา
องค์ท้าวหัสนัยน์ก็จุดเทียน ส่งแว่นเวียนซ้ายไปขวา
เทวามานุษย์ดาษดา รับส่งลงมาเป็นหลั่นกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดรอบโดยศาสตร์ เทวราชดับเทียนเฉลิมขวัญ
พระหัตถ์นั้นโบกเปลวควัน จุณจันทน์เจิมสองกษัตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรฌานกล้า
พระสุธามันตันผู้ปรีชา ทั้งสามพระมหามุนี
จึ่งเอาน้ำสังข์นํ้ากลศ รดพระจักราเรืองศรี
กับนางสีดาเทวี พราหมณ์ชีพร้อมกันอำนวยพร
สององค์จงทรงศรีสวัสดิ์ เสวยแสนสมบัติสโมสร
เป็นสุขอยู่ทุกนิรันดร สถาวรอย่ามีโรคัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
กับหมู่นางฟ้าวิลาวัณย์ บรรดาเทเวศร์ซึ่งลงมา
ครั้นสำเร็จเสร็จการมงคล ต่างตนแสนโสมนัสสา
จึ่งอำนวยอวยสวัสดิ์เดชา แก่สองกษัตราวิไลลักษณ์
อย่ามีทุกข์โศกโรคภัย เป็นที่พึ่งทั่วไปทั้งไตรจักร
สืบสุริย์วงศ์พระหริรักษ์ เป็นหลักโลกาธาตรี
ครั้นแล้วเทวาและดาบส ลาท้าวทศรถเรืองศรี
ทั้งท้าวชนกธิบดี ต่างไปที่อยู่ภิรมยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สองพระบิตุรงค์นาถา
ครั้นเสร็จสำเร็จการวิวาห์ แสนโสมนัสสาพันทวี
จึ่งพาพระรามสุริย์วงศ์ กับองค์นางสีดามารศรี
ยุรยาตรจากอาสน์รูจี ไปปราสาทมณีพรายพรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
ครั้นคํ่ายํ่าแสงสุริยัน แสงจันทร์จำรัสเมฆา
พระแสนคะนึงรึงจิต คิดความสนิทเสน่หา
ในองค์อัคเรศสีดา ดั่งหนึ่งอุราจะทำลาย
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงพระสุริย์ฉาย
เสด็จจากแท่นสุวรรณพรรณราย กรายกรเข้าห้องมณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ฉุยฉาย

ชมโฉม

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์แก้ว ผ่องแผ้วฤทัยเกษมศรี
นั่งชิดพิศโฉมนางเทวี มีศรีเสาวภาคย์จำเริญตา
งามพักตร์ดั่งดวงศศิธร งามขนงก่งงอนดั่งเลขา
งามเนตรดั่งเนตรมฤคา งามนาสิกแฉล้มงามกรรณ
งามโอษฐ์โอษฐ์เอี่ยมดั่งจะแย้ม งามทั้งสองแก้มงามถัน
งามจริตกิริยาวิลาวัณย์ สารพันพริ้มพร้อมทั้งกายา
ยิ่งพิศยิ่งพิศวาสกลุ้ม ให้รุมรึงในความเสน่หา
แสนรักสุดรักวนิดา จึ่งมีบัญชาตรัสไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ชาตรี

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ผู้ยอดพิสมัย
พระบิตุรงค์ขององค์อรไท ภูวไนยเสี่ยงศิลป์พระศุลี
หวังหาคู่เจ้าเยาวลักษณ์ ให้สมศักดิ์สุริย์วงศ์เฉลิมศรี
พี่แจ้งข่าวเร่าร้อนทั้งอินทรีย์ ดั่งชีวีจะจากกายา
มิได้คิดสิ่งซึ่งลำบาก สู้ยากดั้นดงพงป่า
เป็นกุศลผลบุญได้สร้างมา กับองค์วนิดายุพาพาล
พี่จึ่งยกธนูขึ้นได้ เทพไทแจ้งสิ้นทุกสถาน
ขอเชิญนาฏน้องนงคราญ เยาวมาลย์ผินพักตร์มาพาที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ลดองค์ลงจากแท่นมณี เทวีกรานก้มพักตรา
ให้สะเทินเขินใจเป็นพ้นนัก เพียงจักสิ้นชีพสังขาร์
แต่ชม้ายชายเนตรชำเลืองมา ดูพระจักราผู้ทรงฤทธิ์
งามพักตร์ดั่งดวงพระสุริยน อันหมดเมฆมณฑลไม่ปกปิด
งามทรงยิ่งเทพนิรมิต งามจริตสุรเสียงจับใจ
งามเนตรแหลมคมดั่งแสงศร จะต่อเนตรภูธรก็ไม่ได้
บังคมก้มพักตร์อยู่แต่ไกล อรไทมิได้จำนรรจา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โลม

๏ น้องเอยน้องรัก เยาวลักษณ์พี่ยอดเสน่หา
อย่าสะเทิ้นเขินใจนางกัลยา ใช่ว่าใครจะล่วงไยไพ
สองพระองค์มงกุฎสุธาธาร ทำการอินทราภิเษกให้
สมศรีสมศักดิ์อรไท ถอยหนีไปไยนางเทวี
เชิญเจ้าขึ้นมาบนแท่นทอง เหมือนน้องบำรุงสวาทพี่
เจ้าดวงนัยนาจงปรานี มารศรีอย่าสลัดตัดรอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
ได้ฟังบัญชาอันสุนทร ประนมกรแล้วทูลสนองไป
ซึ่งพระองค์ว่าทรงพระการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
อันจะให้ใกล้บาทนั้นจนใจ พระจะว่าสิ่งใดก็ว่ามา
ที่พอรองบงกชพจนารถ ข้าบาทจะรับใส่เกศา
ที่เหลือสติปัญญา ผ่านฟ้าจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ สุดเอยสุดสวาท นุชนาฏจำเริญฤทัยพี่
รักเจ้าเท่าดวงชีวี ว่าไยฉันนี้วนิดา
พี่ไร้คู่สู่สมภิรมย์รัก จึ่งสามิภักดิ์มาอาสา
จนได้ดวงทิพย์สุมณฑา ค่อยคลายวิญญาณ์ที่รุ่มร้อน
ว่าพลางเสด็จจากอาสน์แก้ว อันเพริศแพรวจำรัสประภัสสร
สองหัตถ์โอบอุ้มบังอร ขึ้นแท่นอลงกรณ์อำไพ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ผ่านเอยผ่านฟ้า อนิจจาควรหรือมาทำได้
น้อยจิตเพียงชีวิตจะบรรลัย น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
ว่าพลางสลัดปัดกร คมค้อนแล้วผันพักตร์หนี
หยิกข่วนผลักไสไม่ปรานี ทำดีแล้วหรือพระจักรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร เจ้างามงอนจำเริญเสน่หา
แสนรักสุดรักวนิดา สุดปัญญาที่จะรั้งรอใจ
ถึงเจ้าจะหยิกข่วนด้วยเล็บ ความเจ็บนั้นพี่พอทนได้
ซึ่งจะทนประดิพัทธ์กำหนัดใน สุดใจพี่แล้ววนิดา
ว่าพลางอิงแอบแนบชิด จุมพิตด้วยความเสน่หา
พระกรเลียมลอดสอดคว้า ดวงมณฑาทิพย์สุมามาลย์
หยอกเย้าเคล้าคลึงเกี้ยวกระหวัด ประดิพัทธ์กลั้วกลิ่นหอมหวาน
ภุมรินบินร่อนคัคนานต์ เชยบุษบาบานอรชร
พระพายพัดต้องกลีบโกมล ขยายแย้มเสาวคนธ์เกสร
สองสมสองสุขสถาวร สองสมรสำราญทั้งสององค์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางสีดาแน่งน้อยนวลหง
ได้ร่วมสังวาสพระหริวงศ์ พิศวงในรสฤดี
ลืมอายลืมองค์พระบิตุราช ลืมฝูงอนงค์นาฏสาวศรี
ลืมทั้งสมเด็จพระชนนี ลืมที่เคยเล่นภิรมยา
จงรักภักดีถึงชีวิต ต่อพระจักรกฤษณ์นาถา
อิงแอบแนบองค์พระภัสดา จนเวลารุ่งแสงทินกร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์นารายณ์ทรงศร
ครั้นเสร็จแต่งการสยุมพร ภูธรจะกลับไปเวียงชัย
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
เสด็จจากปราสาทแก้วแววไว ไปยังท้าวชนกธิบดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งร่วมอาสน์ อันโอภาสจำรัสรัศมี
ท่ามกลางเสนามนตรี แล้วมีสุนทรวาจา
ครั้งนี้ทั้งสองพระนคร จะถาวรเป็นบรมสุขา
ร่วมแดนแผ่นพื้นพสุธา ไปชั่วกัลปาช้านาน
พระองค์ผู้ทรงศรีสวัสดิ์ จงเสวยสมบัติพัสถาน
ให้เป็นผาสุกสำราญ อย่ามีภัยพาลพาธา
ตัวข้าขอลาพระราเมศ กับองค์อัคเรศสุณิสา
ไปยังนครอยุธยา ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดิเรืองศรี
ได้ฟังพจนารถวาที ภูมีรำพึงคะนึงคิด
ด้วยแสนสุดรักพระธิดา ผ่านฟ้าอัดอั้นตันจิต
ครั้นจะขัดก็เกรงพระทรงฤทธิ์ จึ่งมีประกาศิตตอบไป
ตัวข้าผู้ผ่านสมบัตินี้ โอรสบุตรีหามีไม่
ตั้งจิตคิดจะฝากชีวาลัย ในองค์พระรามนางสีดา
หมายว่าจะมอบเศวตฉัตร สืบวงศ์จักรพรรดินาถา
ที่ในบูรินทร์มิถิลา เป็นมหาจรรโลงธาตรี
บัดนี้พระองค์จะพาไป ดั่งตัดใจตัดเกล้าเกศี
จะแสนทุกข์สุดทุกข์ทุกนาที สุดที่จะขัดพระบัญชา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
ได้ฟังจึ่งตอบพระวาจา ผ่านฟ้าอย่าละห้อยน้อยใจ
อันมิถิลาธานี กับทวารวดีกรุงใหญ่
มรคาก็ไม่ใกล้ไกล มิได้ลำบากกันดาร
สองเจ้าก็จะมาเฝ้าบาท ใช่จะสิ้นชีวาตม์สังขาร
เหมือนหนึ่งอยู่ใต้บทมาลย์ อย่ารำคาญวิญญาณ์จาบัลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดิรังสรรค์
ได้ฟังพระองค์วงศ์เทวัญ ดั่งสุคันธ์ทิพรสระงับร้อน
แล้วมีสุนทรวาที ข้าขอฝากบุตรีดวงสมร
จงเลี้ยงไว้เหมือนลูกในอุทร ผิดชอบสั่งสอนด้วยเมตตา
ตรัสแล้วจึ่งสั่งนางอนงค์ จงรีบเร่งลงไปหา
พระรามกับนางสีดา ให้เจ้าขึ้นมาบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนางกำนัลสาวศรี
ก้มเกล้ารับสั่งพระภูมี ถวายอัญชุลีแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงทั้งสองสุริย์วงศ์ ก็นั่งลงนบนิ้วประนมไหว้
ทูลว่าพระบิตุรงค์ทรงชัย ให้ข้ามาเชิญเสด็จจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามนางสีดาดวงสมร
ได้แจ้งรับสั่งพระบิดร ก็กรายกรขึ้นเฝ้าพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์พระบิตุรงค์ทั้งสองศรี
คอยฟังพจนารถวาที ในที่ท่ามกลางพระกำนัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดิรังสรรค์
เห็นสองลูกยาวิลาวัณย์ งามดั่งสุริยันจันทร
จึ่งตรัสเรียกราชบุตรี มารศรีจงฟังพ่อสั่งสอน
เจ้าจะจากอกพระบิดร ไปอยู่นครอยุธยา
เป็นข้าช่วงใช้บำเรอบาท พระภัสดาธิราชนาถา
สงวนกายฝากกายฝากชีวา ภักดีไปกว่าจะม้วยมิด
อย่าทะนงว่าเป็นองค์อัครราช เจียมกายอย่าประมาทราชกิจ
ฝูงอนงค์ซึ่งพระองค์ใช้ชิด อย่าคิดฉันทาราคี
อันพระชนนีบิตุเรศ ก็เหมือนบังเกิดเกศเกศี
ลูกรักจงรักภักดี จึ่งมีสวัสดีสถาวร
อย่าก่อการให้เคืองในเบื้องบาท เยาวราชจงสมัครสโมสร
ถนอมจิตเป็นนิจนิรันดร ดวงสมรจงจำวาที ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ฟังพระบิตุรงค์ทรงธรณี น้อมเศียรชุลีกับบาทา
โอ้ว่าพระองค์ผู้ทรงเดช พระคุณเคยปกเกศเกศา
เลี้ยงลูกแต่เยาว์จนใหญ่มา ผ่านฟ้ามิให้อนาทร
ถนอมดั่งดวงเนตรดวงใจ ผิดชอบสิ่งใดพระสั่งสอน
จนลาพรตคืนเข้าพระนคร ด้วยอาวรณ์จะปลูกลูกรัก
จึ่งตั้งพิธียกศิลป์ชัย เลือกคู่จะให้เสมอศักดิ์
ให้สมวงศ์สมพงศ์สมพักตร์ ให้เป็นหลักจรรโลงธาตรี
ควรหรือไม่ได้สนองบาท พระบิตุรงค์ธิราชเรืองศรี
ร่ำพลางนางทรงโศกี ดั่งหนึ่งชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกจักรวรรดินาถา
ทั้งองค์สมเด็จพระมารดา เห็นลูกโศการำพัน
สององค์กอดองค์เยาวลักษณ์ ชลนาคลอพักตร์แล้วรับขวัญ
โอ้ว่าเจ้าดวงชีวัน จะกันแสงรำพันไปไยมี
จำเป็นแล้วจำจะวิโยค จงดับโศกเสียเถิดนะโฉมศรี
ไหนจะพ้นบิตุเรศชนนี ใช่จะสิ้นชีวีจากจร
ควรเจ้าจะสนองรองบาท พระสามีธิราชทรงศร
จึ่งจะเป็นศรีสวัสดิ์สถาวร ดวงสมรถนอมใจให้จงดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ฟังพระชนกชนนี ดั่งวารีทิพย์มาโซมทา
ค่อยคลายโศกาจาบัลย์ ประนมกรอภิวันท์เหนือเกศา
อันตัวลูกรักจักขอลา จากเบื้องบาทาพระภูธร
ที่ไหนจะได้ฉลองบาท พระบิตุราชมารดาเหมือนแต่ก่อน
พระองค์ค่อยอยู่สถาวร สโมสรเป็นสุขสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวชนกผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพระธิดายุพาพาล สงสารเป็นพ้นพันทวี
ผินพักตร์มามีสุนทร ดูกรพระรามเรืองศรี
เจ้ากับสีดาเทวี บารมีคู่สร้างมาด้วยกัน
จงเลี้ยงรักษาให้สุจริต พลั้งผิดอย่าทำหุนหัน
จะเป็นศรีสวัสดิ์ทุกนิรันดร์ ดั่งฉัตรแก้วกั้นโลกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ฟังท้าวชนกบิดา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
ซึ่งพระองค์ทรงการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
อย่าอาวรณ์ร้อนราชฤทัย สิ่งใดมิให้เคืองบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์จักรพรรดินาถา
ครั้นสำเร็จเสร็จสั่งสนทนา ลาท้าวชนกธิบดี
จึ่งพาพระรามลูกรัก กับสีดาเยาวลักษณ์โฉมศรี
เสด็จจากอาสน์แก้วรูจี มาปราสาทมณีอำไพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงเตรียมพหลพลไกร จะกลับไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาทั้งสี่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี อัญชุลีแล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ ให้องค์สมเด็จพระอวตาร คุมทหารหกหมื่นเดินหน้า
ใส่เสื้อกำมะหยี่สีฟ้า ถือปืนคาบศีลารางแดง
โยธาห้าแสนในกองหลวง เสื้อม่วงฉลุลายแย่ง
ถือหอกขัดดาบคมแวง กวัดแกว่งโจมจ้วงทะลวงฟัน
พระลักษมณ์พระสัตรุดอนุชา เป็นปีกซ้ายขวาแข็งขัน
โยธาห้าหมื่นเสมอกัน ใส่เสื้อสีจันทร์ถือธนู
พระพรตกองหลังรั้งท้าย ไพร่นายเดินเคียงเป็นคู่คู่
หกหมื่นพื้นเสื้อชมพู ถือทวนห้อยพู่จามรี
ช้างดั้งช้างกันม้าแซง ตามตำแหน่งหมอควาญประจำขี่
อีกพลท้าวชนกธิบดี ภูมีประทานพระธิดา
หญิงชายได้หมื่นหกพัน เคียงคั่นพระประเทียบซ้ายขวา
เสร็จทรงรถแก้วแววฟ้า คอยท่าตามเสด็จบทจร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถชาญสมร
ครั้นสิ้นแสงศรีรวีวร เข้าที่บรรจถรณ์ภิรมยา
ยินดีด้วยได้ศรีสะใภ้ สมดั่งพระทัยปรารถนา
แสนรักเพิ่มพ้นคณนา ดั่งว่าดวงชีพชีวี
มิได้บรรทมหลับสนิท ตรึกคิดที่จะคืนบุรีศรี
จนแสงทองส่องฟ้าธาตรี สกุณีเร้าเร่งสุริยัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งเสด็จจากแท่นไสยาสน์ งามดั่งเทวราชรังสรรค์
ชวนแปดกษัตราวิลาวัณย์ จรจรัลเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ พนักงานไขท่อสุหร่ายทอง นํ้าทิพเป็นละอองฝอยฝน
ทรงสุคันธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูสุพรรณพราย
ต่างทรงสนับเพลาภูษิต สุราฤทธิ์บรรจงมาถวาย
ชายไหวชายแครงพรรณราย ฉลององค์โหมดลายกระหนกพัน
นางทรงสไบตาดสอดสี สร้อยมณีทับทรวงประดับถัน
ต่างทรงตาบทิศสังวาลวัลย์ พาหุรัดกุดั่นทองกร
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรแพร้ว มงกุฎแก้วกุณฑลประภัสสร
ห้อยห่วงมาลัยกรรเจียกจร กรายกรตามกันมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งนายราชรถา ให้โบกธงสัญญาเป็นกำหนด
พระรามสุริย์วงศ์ทรงยศ ก็คลาเคลื่อนเลื่อนทศโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว กำวงกงแววสลับสี
แอกงอนอ่อนงามล้วนมณี สี่มุขสุกแม้นวิมานอินทร์
บัลลังก์บดเหลี่ยมเป็นเรือนเก็จ กระจกพื้นกระจังเพชรประดับสิ้น
ต่างรถแต่งรายโกมิน เทียมสินธพสิบชาญฉกรรจ์
ขุนรถขับรีบเยื้องกราย ธงริ้วทิวรายหลายหลั่น
ชุมสายฉายแสงสุริยัน ฆ้องสนั่นกลองดังกลางดง
อันสัตว์จัตุบททวิบาท บินกลาดวิ่งเกลื่อนไพรระหง
ตกใจตื่นจรเวียนวง ด้วยเสียงกงแสงแก้วจับตา
รีบพลเร่งพวกทวยหาญ โห่สะท้านแห่สะเทือนมาในป่า
ผงคลีพัดคลุ้มเมฆา ยาตราโดยทางพนาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนกกระเต็นปักษี
อยู่รังใต้พื้นปัถพี เมื่อเหตุจะมีก็บินมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลงนกกระเต็น

๏ ถาถาบฉาบจิกธงชัย แล้วบินผ่านไปฝ่ายขวา
ให้แจ้งนิมิตประจักษ์ตา ก็คืนเข้าป่าพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถรังสรรค์
เห็นนกกระเต็นตัวฉกรรจ์ บินหันฉาบลงที่ธงชัย
พระจึ่งถวิลจินดา แต่ก่อนมาหาเป็นเช่นนี้ไม่
มาตรแม้นเทวาสุราลัย ใครใครก็เกรงฤทธิ์กู
ครั้งนี้อัศจรรย์พันทวี ฤๅจะมีไพรีมาต่อสู้
นกจึ่งบอกลางให้รู้ ภูธรตะลึงรำพึงคิด
เห็นต้องในพิชัยพยุหบาตร จึ่งมีพจนารถประกาศิต
สั่งขุนเสนาซึ่งใช้ชิด จงหาโหรทายนิมิตเข้ามา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
รับสั่งแล้วถวายบังคมลา วิ่งเรียกโหราลนลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ขุนโหรผู้ปรีชาหาญ
กับยายเมียแก่บูราณ ขี่ช้างพิการมาด้วยกัน
สัพยอกหยอกเย้ากันตายาย เป็นสุขสบายเกษมสันต์
ได้ยินว่าพระองค์ทรงธรรม์ บัญชาให้หาก็ตกใจ
มือคว้าหาสมุดคัมภีร์ กูไว้นี้ยายเก็บไปเสียไหน
ค้นพลางตกช้างลงไป ผุดลุกขึ้นได้ก็วิ่งมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
จึ่งบอกนิมิตสกุณา แก่ขุนโหราแต่ต้นไป
อันซึ่งเกิดเหตุทั้งนี้ เห็นร้ายฤๅดีเป็นไฉน
เราคิดฉงนสนเท่ห์ใจ หรือใครจะมาโรมรัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งขุนโหราคนขยัน
ได้ฟังบรรหารพระทรงธรรม์ อภิวันท์รับราชวาที
พิเคราะห์ในพิชัยสงคราม ทั้งยามตรีเนตรดิถี
แจ้งแล้วก็ทูลโดยคัมภีร์ สกุณีนี้มีในตำรา
เป็นสัตว์เบื้องซ้ายมาจำเพาะ ต้องบาปพระเคราะห์เพลาขวา
ไพรีจะมาบีฑา แต่ว่าฝ่ายเราจะมีชัย
ถึงโกฏิแสนแม้นมาทั้งจักรวาล ไม่ต้านทานฤทธิ์พระองค์ได้
พระยศยิ่งจะปรากฏไป ทั้งในฟากฟ้าดินดอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถชาญสมร
ฟังขุนโหราพยากรณ์ ภูธรเกษมเปรมปรีดิ์
สำรวลสรวลยิ้มพริ้มพักตร์ ด้วยอัคเรศมเหสี
ให้เร่งรถเร่งทศโยธี ข้ามคีรีห้วยธารผ่านมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงรามสูรยักษา
อยู่ยังวิมานรัตนา กึ่งมหาเมรุบรรพต
ในชั้นจาตุมหาราช ร้ายกาจฤทธิไกรดังไฟกรด
เลื่องชื่อลือนามขามยศ หยาบช้าสาหสเป็นพ้นนัก
มีแต่ริษยาสาธารณ์ รุกรานเที่ยวไปทั้งไตรจักร
มนุษย์ครุฑาสุรารักษ์ กลัวเดชขุนยักษ์ผู้ศักดา
คิดจะไปเที่ยวประพาส ชมพฤกษาชาติในป่า
แต่งองค์ทรงเครื่องอลงการ์ รจนาด้วยทิพอาภรณ์
ทำสง่าดั่งท้าวเวสสุวัณ กุมภัณฑ์เหน็บขวานแล้วถือศร
ออกจากวิมานอลงกรณ์ สำแดงฤทธิรอนเหาะไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ดั้นหมอกออกกลีบเมฆา ถึงแดนมิถิลากรุงใหญ่
ลงยังชายป่าพนาลัย เที่ยวไปตามแถวแนวธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชมพรรณฝูงสัตว์จัตุบาท สีหราชไกรสรคชสาร
โตกิเลนสิงห์ขนัดเนื้อฟาน พาลยัคฆ์แรดร้ายจามรี
เลียงผาล่าเลียบเหลี่ยมผา ทักกะทอนรพาเม่นหมี
ทั้งหมู่ลิงค่างบ่างชะนี คชสีห์เที่ยวท่องตามกัน
เสือเหลืองย่างเยื้องยืนหยัด นรสิงห์เริงสัตว์ระเห็จหัน
กระต่ายเต้นเล่นโลดพัลวัน ฉมันเมียงเคียงคู่เป็นหมู่จร
กระทิงเที่ยวเดียวเดินเกริ่นร้อง โคคะนองตามคณากาสร
กวางทรายละมั่งพังพอน วิ่งซ่อนตามเชิงบรรพต
เป็นหมู่หมู่ดูเพลินจำเริญตา สับสนไปมาไม่รู้หมด
ชมพลางทางเที่ยวเลี้ยวลด บทจรไปตามพนาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏ เหลือบแลเห็นฝูงพลากร รถรัตน์อัสดรอึงมี่
ครื้นครั่นสนั่นปัถพี อสุรีก็เดินเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยืนขวางที่ทางพนาเวศ สำแดงฤทธิเดชแกล้วกล้า
แล้วร้องประกาศด้วยวาจา ว่าเหวยมนุษย์เท่าแมงใย
อันซึ่งเจ้านายของเอ็งนี้ มีนามกรเป็นไฉน
ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่แห่งใด พากันมาไยในไพรวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกทหารกองหน้าคนขยัน
เหลือบแลไปเห็นกุมภัณฑ์ กายนั่นใหญ่หลวงมหึมา
ตกใจตะลึงทั้งไพร่นาย ต่างตนเหลียวซ้ายแลขวา
ที่กล้าก็ตอบวาจา ว่าเหวยดูก่อนอสุรี
อันนามกรพระทรงยศ ชื่อท้าวทศรถเรืองศรี
เป็นจอมจรรโลงธาตรี ได้ผ่านบุรีอยุธยา
พระองค์ยาตราทวยหาญ ไปแต่งการพระโอรสา
ซึ่งยกศิลป์ในเมืองมิถิลา ได้นางจะพาไปเวียงชัย
ท่านไม่รู้หรือจึ่งมาถาม จะเกรงเดชพระรามก็หาไม่
อย่าพักอาจองทะนงใจ จะบรรลัยเป็นภัสมธุลีกัลป์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังโกรธาขบฟัน กุมภัณฑ์ร้องตอบด้วยคำพาล
เจ้ามึงซึ่งชื่อว่าราเมศ อันมีฤทธิ์เดชกล้าหาญ
วันนี้ชีวิตจะวายปราณ ด้วยมือพระกาลราวี
ว่าแล้วแกว่งศรกระทืบบาท ทำอำนาจดั่งพญาราชสีห์
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงตี ไล่หมู่โยธีเข้ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พวกพลทวยหาญทัพหน้า
ต่างตนกลัวฤทธิ์อสุรา สุดปัญญาที่จะรอต่อกร
ตัวสั่นหน้าซีดไม่สมประดี ดังมฤคีเห็นไกรสร
ตกจากม้ารถกุญชร วิ่งซอนเข้าในอารัญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิแรงแข็งขัน
ครั้นถึงหน้ารถสุวรรณ กุมภัณฑ์แลเห็นพระรามา
กับนางสีดานงลักษณ์ ผิวพักตร์ดั่งเทพเลขา
จึ่งว่าเหวยมนุษย์อหังการ์ พาหญิงผ่านหน้ากูมาไย
ยกตนพ้นศักดิ์ว่าชื่อราม ให้ต้องนามกูผู้เป็นใหญ่
อันตัวของเอ็งจะบรรลัย กูจะพาเมียไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์เรืองศรี
ได้ฟังอสุราพาที จึ่งมีพจนารถตอบไป
ตัวเอ็งนี้หรือจะชิงนาง อวดอ้างเจรจาหยาบใหญ่
กูคือพระนารายณ์เรืองชัย ไวกูณฐ์มาเป็นพระรามา
จะสังหารผลาญหมู่กุมภัณฑ์ ซึ่งอาธรรม์ทุจริตริษยา
มึงนี้ชื่อไรอหังการ์ ไม่รู้ว่าชีวาจะวายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังคั่งแค้นในวิญญาณ ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
กูชื่อรามสูรเทเวศร์ ทรงเดชฟากฟ้าดินไหว
เอ็งเป็นมนุษย์เท่าตัวไร เหตุใดว่าอวตารมา
หิ่งห้อยหรือจะเทียมสุริยน อย่าพักอวดตนว่าแกล้วกล้า
แต่พระอรชุนศักดา กูยังล้างชีวาวายปราณ
เอ็งนี้ถึงพรหมลิขิต ชีวิตจะสิ้นสังขาร
ว่าแล้วกระทืบสุธาธาร แกว่งขวานสำแดงฤทธี
เป็นควันกลุ้มคลุ้มดวงอโณทัย มิได้เห็นกายยักษี
อากาศครื้นครั่นโกลี อสุนีเปรี้ยงเปรี้ยงในเมฆา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สามพระมเหสีเสน่หา
ทั้งองค์อัคเรศสีดา ฝูงกำนัลโยธาพลากร
ได้ยินเสียงสนั่นครั่นครื้น สะเทือนพื้นหิมเวศสิงขร
บดบังไปทั้งพนาดร อัมพรมืดคลุ้มดั่งราตรี
ตกใจเพียงสิ้นชีวาตม์ บ้างร้องกรีดหวีดหวาดอึงมี่
บรรดาพวกพลโยธี วิ่งหนีล้มพะปะกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถรังสรรค์
ได้ยินเสียงอื้ออึงทั้งไพรวัน ก็รู้ว่ากุมภัณฑ์มาราญรอน
จึ่งมีพระราชวาที ปลอบสามมเหสีดวงสมร
จะกลัวมันไยนะบังอร คอยดูฤทธิรอนพระลูกรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์ทรงจักร
ครั้นเห็นนางสีดายุพาพักตร์ นงลักษณ์ตกใจไม่สมประดี
จึ่งสวมสอดกอดองค์วนิดา แก้วตาอย่ากลัวยักษี
ถึงจะกลุ้มดินฟ้ามาราวี พี่นี้จะฆ่าให้วายปราณ
ว่าแล้วจับศรพาลจันทร์ พาดสายยืนยันสำแดงหาญ
งามทรงดั่งองค์มัฆวาน ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ พสุธากัมปนาทหวาดไหว
แสงสว่างดั่งดวงอโณทัย แลไปก็เห็นอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งรามสูรยักษา
เห็นศรมนุษย์แผลงมา ด้วยกำลังศักดาชาญฉกรรจ์
พิโรธโกรธเกรี้ยวเคี้ยวกราม คำรามดั่งเสียงฟ้าลั่น
จับศรพาดสายยืนยัน กุมภัณฑ์ผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด ไหวหวาดถึงชั้นดุสิต
ศรเวียนรอบรถชวลิต ไม่เข้าชิดองค์พระจักรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพิษณุรักษ์นาถา
เห็นรามสูรพาลา แผลงศรศัสตรามาราวี
จึ่งจับอัคนิวาตพาดสาย หมายล้างอาวุธยักษี
น้าวหน่วงด้วยกำลังอินทรีย์ แผลงสนั่นทั้งตรีโลกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ กลับเป็นจักรแก้วแววไว ตรงไปล้างศรยักษา
แหลกลงไม่ทันพริบตา ด้วยอานุภาพพระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรขุนมารชาญสมร
กริ้วโกรธพิโรธคือไฟฟอน จับขวานฤทธิรอนขว้างไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครื้นครั่นสนั่นเวหน เสียงดั่งเสียงฝนห่าใหญ่
เป็นพยับอับแสงอโณทัย เข้าไปไล่ศรพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์เรืองศรี
เห็นขวานรามสูรอสุรี มีอานุภาพมหิมา
จึ่งชักแสงศรพลายวาต อันมีอำนาจแกล้วกล้า
พาดสายหมายมุ่งไม่วางตา ผ่านฟ้าผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระเมรุสัตภัณฑ์ครั่นครื้น ตลอดพื้นพิภพอักนิษฐ์
มืดมนอนธการไปทุกทิศ ศรสิทธิ์ล้างขวานอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรสิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นขวานแพ้ศรก็โกรธา สองตาดั่งดวงอโณทัย
กระทืบบาทผาดแผดสิงหนาท ทำอำนาจฟากฟ้าดินไหว
โลดโผนโจนมาด้วยว่องไว จับงอนรถชัยพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์ทรงศร
กวัดแกว่งศิลป์ชัยดั่งไฟฟอน ลงไล่ราญรอนอสุรี
ต่างตีต่างรับสับสน ต่างตนไม่ท้อถอยหนี
ต่างหมายเข่นฆ่าราวี ต่างมีฤทธีไม่ละกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิแรงแข็งขัน
หักหาญราญรุกบุกบัน โรมรันไม่คิดชีวา
ต่างแกล้วต่อกล้าสัประยุทธ์ ต่างแกว่งอาวุธเงื้อง่า
กลอกกลับจับกันไปมา หันเหียนเปลี่ยนท่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอวตารผู้ชาญชัยศรี
รับรองป้องปัดในที ภูมีโจมจับกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เท้าขวานั้นเหยียบเข่าซ้าย มาตรหมายจะล้างชีวาสัญ
แกว่งศรฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ ทรงธรรม์ตีต้องอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น จึ่งรามสูรยักษา
ความเจ็บเพียงสิ้นชีวา โศกาสลดระทดใจ
โอ้ว่าเสียแรงกูมีฤทธิ์ ทั่วทั้งทศทิศก็ปราบได้
มาแพ้มนุษย์เท่าตัวไร น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
จะลือชั่วไปทั่วกัลปา อัปยศเทวาทุกราศี
ร่ำพลางพิศดูพระจักรี อสุรีก็เห็นเป็นสี่กร
ถือสังข์จักรคทาเพชรพราย ก็แจ้งว่านารายณ์ทรงศร
วิ่งเข้ากราบบาททูลวอน ภูธรจงได้โปรดปราน
อันตัวข้านี้โทษผิด ชีวิตถึงสิ้นสังขาร
ด้วยไม่ฟังพระโองการ ขอประทานซึ่งชีพชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
ได้ฟังขุนมารชาญฉกรรจ์ รำพันทูลขอชีวา
ยิ้มแล้วจึ่งกล่าวสุนทร ดูกรรามสูรยักษา
ตัวเราผู้ทรงศักดา เป็นจรรโลงโลกาธานี
อวตารลงมาปราบยุค จะให้โลกเป็นสุขเกษมศรี
ดับเข็ญเย็นพื้นปัถพี เป็นที่พำนักแดนไตร
ซึ่งท่านรู้ตัวว่าทำผิด ชีวิตนั้นเราจะยกให้
ตั้งแต่วันนี้สืบไป จงตั้งอยู่ในสัจธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังพระองค์ทรงสุบรรณ กุมภัณฑ์กราบบาทแล้วทูลไป
ซึ่งพระเมตตาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
ตัวข้าไม่มีสี่งใด สนองใต้เบื้องบาทพระจักรี
ศรนี้พระสยมภูวญาณ ประทานองค์ตรีเมฆยักษี
ผู้เป็นอัยกาธิบดี ข้านี้จึ่งได้สืบมา
ขอถวายไว้ใต้เบื้องบาท พระตรีภูวนาถนาถา
จะได้ล้างอสูรพาลา ซึ่งเป็นเสี้ยนโลกาสาธารณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทุกสถาน
รับศรจากกรขุนมาร ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น จึ่งรามสูรยักษี
ถวายศรแล้วลาพระจักรี อสุรีเหาะไปในอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
จึ่งมีพจนารถอันสุนทร ดูกรพระพิรุณเทวา
ศิลป์นี้เราขอฝากท่าน ได้รอนราญอับจนไปภายหน้า
แม้นคิดให้ได้ดั่งจินดา ว่าแล้วก็โยนขึ้นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เดชอานุภาพพระจักรกฤษณ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
พระพิรุณเทวารักษาไว้ ด้วยใจจงรักภักดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาทุกราศี
เห็นรามสูรอสุรี พ่ายแพ้ฤทธีพระอวตาร
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส เยี่ยมแกลตบหัตถ์ฉัดฉาน
ปางนี้อสูรหมู่มาร จะแหลกลาญด้วยฤทธิ์พระสี่กร
บ้างโปรยปรายสุวรรณบุปผา ดวงมณฑาทิพเกสร
แซซ้องอวยชัยให้พร จงถาวรจำเริญสวัสดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศรถเรืองศรี
ทั้งสามสมเด็จพระชนนี อีกหมู่โยธีเสนา
เห็นพระรามมีชัยแก่กุมภัณฑ์ เทวัญโปรยทิพบุปผา
เกลื่อนกลาดพื้นพสุธา กลิ่นมาลาทิพตระหลบดง
ต่างหยิบมาชมดมทัด แสนโสมนัสพิศวง
องค์พระบิตุเรศฤทธิรงค์ ให้โบกธงเคลื่อนทศโยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เดินทางหว่างเขาลำเนาธาร ข้ามละหานผ่านทุ่งวุ้งป่า
รอนแรมมาในอรัญวา ก็ถึงอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งให้ประทับราชรถ กับเกยแก้วมรกตจำรัสศรี
เก้ากษัตริย์เสด็จจรลี ขึ้นปราสาทมณีพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ งามดั่งเทวราชรังสรรค์
ท่ามกลางสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ พระสนมกำนัลดาษดา
จึ่งประทานสมบัติพัสถาน แก่องค์เยาวมาลย์สุณิสา
ทั้งหมู่สาวสรรค์กัลยา โขลนจ่านักเทศขันที
ข้างหน้านั้นจัดขอเฝ้า ล้วนเพริศเพรารูปทรงส่งศรี
สำหรับอัครราชบุตรี โดยที่ตำแหน่งครบครัน
เสร็จแล้วสั่งสองราชบุตร พระพรตพระสัตรุดรังสรรค์
เจ้าผู้มีฤทธิไกรคือไฟกัลป์ ดั่งดวงชีวันของบิดร
พ่อจงคืนไปฉลองบาท พระอัยกาธิราชเหมือนแต่ก่อน
บำรุงไพร่ฟ้าประชากร ให้ถาวรเป็นสุขสวัสดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
ฟังพระบิตุรงค์ทรงธรณี ชุลีกรรับราชบัญชา
จึ่งถวายบังคมเบื้องบาท พระชนนีบิตุราชนาถา
ลาทั้งพระรามนางสีดา เสด็จมาขึ้นรถอำไพ
ให้เลิกนิกรทวยหาญ โห่สะท้านสะเทือนแผ่นดินไหว
ออกจากอยุธยากรุงไกร รีบไปโดยทางพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แรมร้อนมาในอรัญเวศ ก็ถึงไกยเกศบุรีศรี
ประทับกับเกยรัตนมณี จรลีขึ้นปราสาทโอฬาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ