สมุดไทยเล่มที่ ๘๘

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ครั้นเห็นโอรสขึ้นมา อสุราแสนโสมนัสนัก
สองกรช้อนโอบอุ้มองค์ ไพนาสุริย์วงศ์ขึ้นใส่ตัก
ประคองลูบจูบเกศจูบพักตร์ พญายักษ์มีราชโองการ
พ่อนี้จงใจจะให้เจ้า เป็นปิ่นเกล้าลงการาชฐาน
สืบศักดิ์สุริย์วงศ์ในพงศ์มาร เป็นประธานแก่หมู่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังดั่งศรเสียบกรรณ ขืนใจอภิวันท์แล้วทูลไป
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
ตัวลูกนี้ค่อยจำเริญวัย ฤทธิ์เดชสิ่งใดก็ไม่มี
จะขอบังคมลาบาท ไปเรียนศิลปศาสตร์ศรศรี
สำนักพระกาลมุนี ภูมีจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ได้ฟังโอรสทูลลา ก็ปรีดาชื่นชมด้วยสมคิด
รับขวัญแล้วตรัสตอบไป เจ้าจะเรียนศรชัยพระนักสิทธ์
ให้ชำนาญในการบำรุงฤทธิ์ จงสำเร็จกิจทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ใจหาญ
ครั้นได้สมคิดดั่งจิตพาล กราบกับบทมาลย์แล้วรีบมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปราสาทพระมารดร ชุลีกรเหนือเกล้าเกศา
ทูลว่าสมเด็จพระบิดา ให้ข้าไปเรียนศิลป์ชัย
สำนักพระกาลดาบส อันทรงพรตเอกองค์อาจารย์ใหญ่
ลูกรักจักลาไปอยู่ไพร โดยในพระราชโองการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดสงสาร
ฟังโอรสราชกุมาร นงคราญชื่นชมยินดี
จึ่งตรัสอำนวยอวยชัย ซึ่งจะไปเรียนศรพระฤๅษี
โรคันอันตรายอย่ายายี จงมีความสุขสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ชาญสมร
ก้มเกล้าคำนับรับพร มิให้มารดรสงกา
อสุรีจึ่งหยิบเอาจอกแก้ว ได้แล้วซ่อนใส่ในภูษา
แล้วกรายกรนวยนาดยาตรา มายังพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ นั่งลงกระซิบที่ริมกรรณ จอกนั้นน้องลักเอามาได้
ว่าแล้วก็พากันไป จากพิชัยลงกาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ข้ามธารผ่านไศลไพรพนม มาถึงอาศรมพระฤๅษี
เข้าไปด้วยใจยินดี ชุลีกรมัสการพระนักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์พระกาลดาบส
เห็นไพนาสุริย์วงศ์โอรส ท้าวทศคิริวงศ์อสุรา
ออกมากับวรณีสูร อันเป็นประยูรวงศา
พิศพักตร์แล้วกล่าววาจา มานี้ประสงค์สิ่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกุมาราผู้มีอัชฌาสัย
ประนมกรแล้วแจ้งความไป ว่าองค์ภูวไนยบิดร
ใช้ให้ไปเฝ้าบทรัช ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
ยังเมืองมลิวันพระนคร จึ่งมาขอพรพระนักธรรม์
เรียนมนต์มหาโสฬส แก้น้ำไฟกรดเป็นด่านกั้น
เสร็จแล้วจะรีบจรจรัล พระนักธรรม์จงได้เมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
มิได้สงสัยในวิญญาณ์ จึ่งมีวาจาตอบไป
ซึ่งหลานรักมาเรียนเวทมนต์ อุปเท่ห์เล่ห์กลจะบอกให้
กำหนดบทบาทจงมั่นใจ ก็สอนไปทุกทิวาราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ตั้งแต่ปรนนิบัติพระมุนี อยู่ในกุฎีหลายวันมา
เช้าคํ่าร่ำเรียนพระเวท สังเกตจำได้ทุกคาถา
เสร็จแล้วลาองค์พระสิทธา พากันไปเมืองมลิวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ข้ามธารผ่านทุ่งวุ้งเขา โดยลำเนาแนวเนินพนาสัณฑ์
ถึงด่านเห็นหมู่กุมภัณฑ์ ตั้งพิธีกรรม์เป็นเพลิงกาล
ดั่งหนึ่งจะไหม้ไตรภพ เปลวตลบร้อนแรงแสงฉาน
จึ่งร่ายเวทบังตาหมู่มาร ทั้งแก้พิษกาลอัคคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นครบสามคาบก็เงาหาย ไม่ปรากฏกายทั้งสองศรี
เพลิงกรดกลับเย็นด้วยฤทธี อสุรีก็รีบเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ถึงที่ด่านขันชั้นใน แลไปเห็นหมู่ยักษา
ตั้งพิธีเรียกนาคา ขึ้นมาพ่นพิษเกรียงไกร
น้ำกรดไหลลั่นโครมครึก เป็นเกลียวเชี่ยวลึกกว้างใหญ่
คิดคุณพระอาจารย์ชาญชัย สะกดใจร่ายวิทยามนต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เสร็จแล้วจึ่งกำเอาทราย โปรยปรายลงไปสามหน
เดชะพระเวทฤทธิรณ สายชลแห้งหายทันที
ก็พากันล่วงด่านนํ้ากรด เลี้ยวลดตามเชิงคีรีศรี
ผ่านทุ่งวุ้งป่าพนาลี ไปโดยวิถีมรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชมดง

๏ ชมหมู่ปักษาทิชากร ร่อนร้องจับพรรณพฤกษา
นกแก้วจับกิ่งกรรณิการ์ นกคล้าจับขลายรายเรียง
กระลุมพูจู่จับแสลงพัน เบญจวรรณจับกระวานส่งเสียง
เค้าโมงจับโมกมองเมียง คุ่มจับแคเคียงเรียงนาง
สาลิกาจับแก้วแล้วเต้นพลอด นกกระหรอดจับรังไซ้หาง
คณายูงพาฝูงมาจับยาง นกลางจับเลียบเรียงรัน
โนรีบินร่อนมาจับรัก วายุภักษ์จับไผ่แล้วโผผัน
สัตวาจับเครือลดาวัลย์ เขาจับข่อยขันสนั่นดง
ตลอนฟางแฝงจับรกฟ้า กาลิงจับกิ่งกาหลง
นกยางจับไม้ประยงค์ ฝูงหงส์จับเหียงเรียงนอน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ชมพลางทางรีบจรจรัล มาในอรัญสิงขร
จนสุริยาสายัณห์ลงรอนรอน ก็แรมร้อนนิทราในราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวจักรวรรดิยักษี
เสวยแสนสมบัติสวัสดี เป็นจรรโลงธานีมลิวัน
ประกอบด้วยศฤงคารบริวาร โยธาทวยหาญก็แข็งขัน
เรืองฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ ไตรโลกทั้งนั้นไม่ต่อกร
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ เหนืออาสน์เนาวรัตน์ประภัสสร
แสนสนุกสำราญสถาวร ภูธรก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อมช้า

๏ ครั้นปัจฉิมยามเวลา จันทราจวนเลี้ยวเหลี่ยมไศล
นิมิตฝันว่าดวงอโณทัย อำไพแสงกล้าไม่ราคิน
ตกลงมาจากอากาศ รัศมีโอภาสนั้นหายสิ้น
มืดทั่วแหล่งหล้าฟ้าดิน ทินกรดวงหนึ่งก็ขึ้นมา
สีเหลืองเรืองเรื่อไม่กระจ่าง เขจรอยู่กลางเวหา
แล้วมีพรานไพรผู้ปรีชา ชูดวงปทุมาอรชร
น้อมเกล้าถวายต่อพระหัตถ์ ทรงทัดดมกลิ่นเกสร
จนผกากลีบร่วงลงกับกร ภูธรผวาตื่นขึ้นทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสรัศมี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ออกมายังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
เสนาปโรหิตพร้อมกัน อภิวันท์เกลื่อนกลาดดาษไป
จึ่งมีพระราชบรรหาร แก่โหราจารย์ผู้ใหญ่
คืนนี้เราฝันประหลาดใจ ก็แก้ไปเสร็จสิ้นแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรผู้มียศถา
รับสั่งแล้วพิจารณา ดูโดยตำราพยากรณ์
ก็รู้ว่าเป็นบุพนิมิต ผิดในทางเทพสังหรณ์
เห็นแจ้งประจักษ์แน่นอน ชุลีกรแล้วทูลด้วยปรีชาญ
ซึ่งฝันว่าดวงพระสุริยา แสงกล้าชวลิตฉายฉาน
ตกจากพ่างพื้นคัคนานต์ มืดมนอนธการทั้งธาตรี
ได้แก่พระสหายผู้ทรงฤทธิ์ ที่สนิทกับเบื้องบทศรี
ถึงซึ่งสุดสิ้นชีวี ประชาชนมนตรีก็เดือดร้อน
อันพระสุริยาขึ้นมาผลัด แสงจำรัสเรื่อเรืองเหลืองอ่อน
ได้แก่ผู้ผ่านพระนคร ฤทธิรอนไม่เลื่องลือยศ
ซึ่งพรานป่าเอาดวงประทุมมาศ มาถวายเบื้องบาทบงกช
ทรงชมดมกลิ่นเสาวรส จนกำหนดร่วงรายกระจายลง
จะมีผู้นำราชกุมาร เป็นวงศ์วานพรหเมศครรไลหงส์
มาพึ่งพักสำนักพระองค์ มั่นคงดั่งข้าพยากรณ์ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
ได้ฟังโหราก็อาวรณ์ ภูธรนิ่งนึกตรึกไป
อันฝันของกูที่โหรทาย จะได้แก่มิตรสหายกรุงไหน
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ตะลึงไปมิได้พาที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
พอรุ่งสางสว่างราตรี กับพี่เลี้ยงก็รีบเดินมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งเมืองมลิวัน กุมภัณฑ์แสนโสมนัสสา
ตามกันยุรยาตรคลาดคลา ตรงไปศาลาลูกขุนใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ นั่งลงแล้วกล่าววาที แก่มหาเสนีผู้ใหญ่
ว่าพระปิ่นลงกากรุงไกร สหายรักร่วมใจพญามาร
ให้ข้ามาทูลบาทบงสุ์ พระทรงภพมลิวันราชฐาน
โดยทางพันธมิตรบุราณกาล ขอท่านนำเฝ้าพระภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนายักษี
แจ้งข้อราชการก็ยินดี พากันไปที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ทูลว่าพระสหายร่วมชีวัน ซึ่งผ่านเขตขัณฑ์ลงกา
ใช้ให้กุมารน้อยนี้ กับวรณีสูรยักษา
มาจำทูลราชกิจจา ใต้เบื้องบาทาพระภูธร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
เห็นกุมารแน่งน้อยอรชร ทั้งออกนามกรทศกัณฐ์
เอะแล้วจะเหมือนหนึ่งโหรทาย ทำนายซึ่งกูนิมิตฝัน
คิดคิดเห็นเป็นอัศจรรย์ กุมภัณฑ์จึ่งตรัสถามไป
อันพระองค์ผู้วงศ์พรหมาน ยังค่อยสำราญหรือไฉน
นามกรของเจ้าชื่อไร เป็นบุตรผู้ใดกุมารา
รูปทรงคล้ายองค์อินทรชิต เราคิดสงสัยเป็นหนักหนา
ซึ่งพระสหายใช้มา ด้วยกิจจานุกิจสิ่งใดมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังพระราชวาที ชุลีกรสนองพระโองการ
พระองค์ผู้พงศ์พรหเมศ มงกุฎเกศลงการาชฐาน
บัดนี้สิ้นชีพชนมาน ด้วยมนุษย์พวกพาลมาราญรอน
ญาติวงศ์พงศ์พันธุ์มิตรสหาย พากันตายสิ้นด้วยแสงศร
พิเภกได้ผ่านพระนคร มีแต่เดือดร้อนทั้งธานี
ช้าชื่อไพนาสุริย์วงศ์ หน่อองค์ทศพักตร์ยักษี
เมื่อบิตุรงค์ปลงชีพชีวี ข้านี้ยังอยู่ในครรภ์
ต่อวัยใหญ่มาจึ่งแจ้งเหตุ ว่าพระบิตุเรศอาสัญ
แค้นด้วยพิเภกอาธรรม์ มันเป็นคนอกตัญญู
จะดูหน้าก็ไม่เต็มตา จะฟังวาจาก็เคืองหู
ความเจ็บความอายนั้นสุดรู้ ดั่งอยู่ในกลางอัคคี
ได้แจ้งกิจจาว่าพระบาท เป็นสหายบิตุราชเรืองศรี
ข้ากับวรณีสูรนี้ ลอบหนีมาเฝ้าพระบาทา
จะขอเอาเดชาพระทรงเดช เป็นฉัตรแก้วกั้นเกศเกศา
ทูลพลางถวายจอกรัตนา แล้วสะอื้นโศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ฟังกุมารโศการำพัน โกรธดั่งเพลิงกัลป์มาจ่อใจ
ผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์อาสน์ กระทืบบาทเพียงพื้นแผ่นดินไหว
เหม่เหม่ไอ้พิเภกจังไร ควรหรือทำได้ถึงเพียงนี้
เสียแรงที่เกิดร่วมครรภ์ มาอาธรรม์ทรยศต่อพี่
อัปลักษณ์โลภล้นพันทวี เสียทีเป็นวงศ์พรหมา
กูจะหํ้าหั่นบั่นรอน ตัดกรตัดเกล้าเกศา
ให้สมที่มันพาลา แกล้งฆ่าสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์
พิศดูลูกน้อยก็สังเวช ชลนานองเนตรแล้วโศกศัลย์
คิดถึงสหายร่วมชีวัน แล้วรับขวัญองค์พระกุมาร
วางเหนือพระเพลาด้วยความรัก จูบพักตร์แล้วมีบรรหาร
ไม่รู้ว่าบิตุเรศเจ้าวายปราณ ด้วยการณรงค์ชิงชัย
อันมนุษย์อาจองทะนงศักดิ์ พ่อแค้นนักปิ้มเลือดตาไหล
เจ้าอย่าเศร้าสร้อยน้อยใจ จะยกไปสังหารให้มรณา
ตรัสแล้วสั่งมหาเสนี ให้เตรียมโยธีซ้ายขวา
กูจะไปพิชัยลงกา เข่นฆ่าอริราชภัยพาล ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ออกจากสถานพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์หมู่จัตุรงค์พยุหบาตร เลือกล้วนองอาจแข็งขัน
ขุนช้างขี่ช้างดั้งกัน ถือขอหยัดยันกรีดกราย
ขุนม้าขี่ม้าอัสดร กรกุมทวนทองเฉิดฉาย
ขุนรถขี่รถสุพรรณพราย ถือธนูหน่วงสายยืนทะยาน
ขุนพลจัดพวกพลยุทธ์ ล้วนมีฤทธิรุทรกล้าหาญ
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกาล อื้ออึงอลหม่านทั้งธานี
จัดทั้งรถทรงอลงกรณ์ เทียมด้วยไกรสรราชสีห์
ประทับกับเกยแก้วรูจี โดยที่กระบวนยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษา
ครั้นรุ่งรางสางแสงพระสุริยา มาเข้าที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ วารีโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน ภูษารูปกินรีรำ
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์พื้นตองเขียวขำ
ทับทรวงดวงบุษราคัม ประจำยามสังวาลตาบทิศ
ทองกรพาหุรัดรูปนาคี ธำมรงค์พลอยมณีโลหิต
สี่เศียรทรงมงกุฎชวลิต ดอกไม้ทิศจอนแก้วสุรกานต์
แปดหัตถ์จับอัษฎาวุธ ฤทธิรุทรกวัดแกว่งสำแดงหาญ
งามคล้ายเวสสุวัณชัยชาญ กุมกรกุมารมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว ดุมวงกงแววด้วยมรกต
งอนระหงธงชายปลายชด บันลดภาพล้อมบัลลังก์ราย
เสาแก้วมังกรกระหนกกลับ ทวยรับบุษบกบัวหงาย
บันกระจ่างหว่างกระจกกระจังราย แก้วปลายยอดปลีมณีแดง
เทียมพญาสีหราชสองพัน โลทันกรายทวนกวัดแกว่ง
ธงหน้าถ้านำกระบวนแซง เครื่องสูงบังแสงสุริยน
ปี่ฆ้องกลองประโคมโครมครึก แตรสังข์พันลึกกุลาหล
ทวยหาญขานโห่อึงอล ขับร้นเร่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ข้ามละหานผ่านทุ่งวุ้งเขา โดยลำเนามรคาป่าใหญ่
ใกล้แดนลงกากรุงไกร ภูวไนยให้หยุดโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ชื่นชมด้วยสมดั่งจินดา กราบทูลพญาอสุรี
เดิมลูกลวงลาพิเภกไป ว่าจะเรียนศิลป์ชัยพระฤๅษี
อันชื่อพระกาลมุนี ในที่อรัญบรรพต
จึ่งได้มาเฝ้าพระภูวเรศ แจ้งเหตุเบื้องบาทบงกช
บัดนี้พระองค์ทรงยศ ยกพยุห์หมู่ทศโยธา
เยียดยัดเพียงพื้นแผ่นดินไหว ถ้ารู้ไปถึงพิเภกยักษา
ว่าข้าไปเชิญเสด็จมา พระมารดาจะได้เดือดร้อน
ลูกรักขอลาบาทบงสุ์ เข้าไปยังลงกาก่อน
ให้พ้นดั่งข้าอาวรณ์ ภูธรจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ฟังราชกุมารพาที อสุรีแย้มยิ้มพริ้มพักตร์
ลูบหลังแล้วกล่าววาจา เจ้าผู้ปรีชาแหลมหลัก
ซึ่งจะเข้าไปก่อนนั้นควรนัก แต่ว่าลูกรักอย่าวางใจ
ระวังไอ้พิเภกอาธรรม์ เกลือกมันจะลอบหนีได้
พ่อจักยกตามเข้าไป จับฆ่าเสียให้มรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราชื่นชมยินดี
กราบลงแทบเบื้องบาทบงสุ์ ลาองค์พญายักษี
ลงจากรถแก้วมณี พระพี่เลี้ยงก็รีบจรจรัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นไปเฝ้าองค์ ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
น้อมเกล้าถวายบังคมคัล ท่ามกลางกุมภัณฑ์เสนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษา
ครั้นเห็นโอรสเข้ามา อสุราชื่นชมยินดี
ไม่คิดกินแหนงแคลงจิต รักสนิทว่าลูกของยักษี
กอดจูบลูบทั่วทั้งอินทรีย์ แล้วมีพจนารถถามไป
ซึ่งเจ้าเรียนศิลป์พระอาจารย์ ชำนาญเสร็จแล้วหรือไฉน
พ่อนี้บ่นหาด้วยอาลัย คอยอยู่มิได้เว้นวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์รังสรรค์
ทำเป็นน้อมเกล้าบังคมคัล กุมภัณฑ์สนองพระวาที
ซึ่งลูกนี้ลาเบื้องบาท พระบิตุรงค์ธิราชเรืองศรี
ออกไปเรียนศิลป์พระมุนี ยังที่อรัญบรรพต
สารพัดวิชาเวทมนต์ อุปเท่ห์เล่ห์กลก็ได้หมด
เสร็จสิ้นสมดั่งมโนรถ คิดถึงทรงยศจึ่งกลับมา
ทูลแล้วลาเบื้องบาทบงสุ์ ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
กรายกรนวยนาดยาตรา มาจากพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวจักรวรรดิยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างธาตรี ก็ให้ยกโยธีรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รอนแรมมาหลายวันวาร ข้ามละหานธารท่าป่าใหญ่
ล่วงด่านผ่านมรคาลัย ก็ถึงพิชัยลงกา
จึ่งให้หยุดพวกจัตุรงค์ ตั้งลงตามซ้ายฝ่ายขวา
โดยกระบวนพยุห์ยกมา ในมหาชัยภูมิโอฬาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วมีบัญชาประกาศิต สั่งวิษณุราชใจหาญ
กับอสุรานนทการ ท่านผู้ปรีชาญทั้งสองนี้
จงเข้าไปยังเวียงชัย บอกไอ้พิเภกยักษี
ว่ากูผู้เรืองฤทธี เป็นปิ่นโมลีมลิวัน
ยกมาเยี่ยมเยียนพระสหาย รู้ว่าวอดวายชีวาสัญ
พิเภกผู้น้องร่วมครรภ์ ได้ผ่านเขตขัณฑ์สวรรยา
ให้มันมานอบน้อมกู ผู้เป็นสหายพระเชษฐา
แม้นว่าขัดราชบัญชา ชีวาจะม้วยแหลกลาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองเสนีใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ กราบกับบทมาลย์แล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงภายในพระนคร เข้าหามโหทรผู้ใหญ่
แจ้งความตามข้อรับสั่งใช้ โดยในพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรผู้มียศถา
ได้ฟังตะลึงทั้งกายา หน้าตาไม่เป็นสมประดี
ครั้งนี้ลงกาพระนคร จะได้ความเดือดร้อนดั่งเพลิงจี่
คิดแล้วพาสองเสนี เข้าไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรประณตบทบงสุ์ ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
ทูลว่าเจ้ากรุงมลิวัน ยกพวกพลขันธ์เข้ามา
ตั้งอยู่ยังนอกกรุงไกร ตรัสใช้ให้สองยักษา
มาเชิญเสด็จพระผ่านฟ้า ไปเฝ้าพญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
แจ้งว่าเจ้ากรุงมลิวัน ยกพวกกุมภัณฑ์พลากร
อสุรานิ่งขึงตะลึงคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งต้องศร
ตัวกูครอบครองพระนคร กำลังฤทธิรอนก็อ่อนนัก
จึ่งมีอริราชภัยพาล มารุกรานสีมาอาณาจักร
ครั้งก่อนมหาบาลขุนยักษ์ ก็เป็นปรปักษ์มาโรมรัน
หากองค์สมเด็จพระนารายณ์ ให้ลูกพระพายรังสรรค์
มาช่วยสงครามกูทัน ฆ่ามันจึ่งม้วยวายปราณ
ครั้งนี้จักรวรรดิฤทธิรอน สี่พักตร์แปดกรห้าวหาญ
พวกพลเพียบพื้นสุธาธาร จะคิดอ่านรณรงค์ไฉนดี
อันองค์โอรสแลหลานรัก ยังเยาว์อยู่นักทั้งสองศรี
จำกูจะออกไปต่อตี ไว้เกียรติในตรีโลกา
คิดแล้วมีราชโองการ เหวยสองทหารยักษา
เอ็งจงไปแจ้งกิจจา แก่เจ้าพารามลิวัน
ว่ากูเป็นข้าธุลีบาท พระนารายณ์ธิราชรังสรรค์
ไม่คบพวกพาลอาธรรม์ ซึ่งมันทรลักษณ์อัปรีย์ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองเสนายักษี
ได้ฟังพระราชวาที อัญชุลีแล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตประนมหัตถ์ ทูลท้าวจักรวรรดิยักษา
เสร็จสิ้นโดยราชบัญชา พญาพิเภกกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ กระทืบบาทสนั่นเกรียงไกร
แปดหัตถ์ตบหัตถ์กึกก้อง สี่โอษฐ์แผดร้องหวั่นไหว
แปดเนตรดั่งดวงอโณทัย เหม่ไอ้พิเภกอหังการณ์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะบั่นเศียรเกล้าเกศา
เสียบไว้ที่นอกทวารา ให้สมนํ้าหน้าไอ้ใจพาล
ตรัสแล้วก็ขึ้นรถทรง ให้เคลื่อนหมู่จตุรงค์ทวยหาญ
จากที่ประทับริมธาร คอยจะรอนราญอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
ครั้นสองอสูรเสนี กลับไปจากที่พระโรงชัย
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงเตรียมพหลพลไกร กูจะไปตีทัพมลิวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์เป็นกระบวนจตุรงค์ เลือกล้วนอาจองแกล้วกล้า
ขุนช้างขี่ช้างชนะงา ผูกเครื่องคชาอลงกรณ์
ขุนม้าขี่ม้าสินธพ ดีดขบฮึกหาญชาญสมร
ขุนรถขี่รถสามงอน เทียมโตไกรสรพยัคฆี
ขุนพลเตรียมพวกพลยุทธ์ อุตลุดอื้ออึงคะนึงมี่
มิใคร่ได้ครบตามบาญชี เร่งรัดสัสดีอยู่วุ่นวาย
เจ้าหมู่ตรวจตราหาไพร่ จับคนนี้ได้คนนั้นหาย
ผูกมัดรัดตีกันวุ่นวาย บ้างเอาแม่ยายลูกเมียมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งได้ครบตามกระบวนทัพ สรรพทั้งปีกซ้ายปีกขวา
ตั้งตามถ้องแถวรัถยา คอยท่ารับเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เสด็จจากแท่นรัตน์มณี มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธ์ปนปรุงเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ภูษารูปกินนรกระหนกพัน
ชายไหวสุรกานต์ก้านขด ชายแครงมรกตมุกดาคั่น
ฉลององค์พื้นตาดเครือวัลย์ เกราะแก้วกุดั่นจำหลักลาย
ตาบทิศทับทรวงเฟื่องห้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
รัดองค์บานพับทับทิมพราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรเหลือง อร่ามเรืองทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กุณฑลแก้วจำรัสกรรเจียกจร
ห้อยพวงสุวรรณมาลา กรขวานั้นจับพระแสงศร
งามดั่งพรหเมศฤทธิรอน บทจรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถทรง ดุมวงล้วนแก้วมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดช่อตั้งบัลลังก์ทอง
เทียมพญาไกรสรสีหราช โผนผาดแผดเสียงกึกก้อง
โลทันถือทวนพู่กรอง สำทับขับคล่องดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงฉานธงชายปลายสะบัด
จามรบังสูรย์จำรูญรัตน์ ขนัดกลองฆ้องขานประสานกัน
แตรสังข์กังสดาลอึงมี่ โยธีโห่เลื่อนสะเทือนลั่น
ผงคลีพัดคลุ้มชอุ่มควัน ขับพวกพลขันธ์รีบจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิชาญสมร
เห็นพิเภกทรงรถสามงอน ยกพลนิกรออกมา
พิโรธโกรธกริ้วตัวสั่น ขบฟันเขม้นเข่นฆ่า
กระทืบบาทมีราชบัญชา เร่งให้กองหน้าเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทการยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ก็ขับพวกโยธีเข้าโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขุนช้างขับช้างเข้าไล่แทง กรแกว่งของ้าวดั่งจักรผัน
ขุนม้าขับม้าทะลวงฟัน ยิงธนูเกาทัณฑ์ลูกพิษ
ขุนรถก็ขับรถศึก โห่สนั่นครั่นครึกถึงดุสิต
ขุนพลขับพลกระชั้นชิด รุกไล่ไม่คิดตัวตาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลลงกาทั้งหลาย
แยกกันออกรับวุ่นวาย ไพร่นายหนุนเนื่องเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขุนช้างแยกช้างออกรับช้าง ยิงขานกยางประจัญหน้า
ขุนม้าควบม้าออกรับม้า หนีไล่ไปมาอลวน
ขุนรถขับรถเข้ารับรถ เลี้ยวลดแย้งยิงกุลาหล
ขุนพลขับพลเข้ารับพล แทงฟันสับสนไม่หนีกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทการเสนาตัวขยัน
เห็นทัพต่อทัพตีประจัญ ก็ขับพลมลิวันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หักกล้าถาโถมโจมประจญ ชาวลงกาย่นไม่ทนได้
วิ่งแยกแตกยับทั้งทัพชัย ไม่เป็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายมโหทรมารยักษา
เห็นทัพแตกพ่ายกระจายมา โกรธาต้อนพลเข้ารับ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตะลุมบอนรอนราญพัลวัน บุกบันหักโหมโจมจับ
ฝ่ายพลมลิวันทุกทัพ แตกตายย่อยยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
เห็นทวยหาญหักศึกเสียที อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
แปดกรกวัดแกว่งอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรกล้าหาญ
กระทืบบาทเร่งรถโถมทะยาน เข้ารอนราญพวกพลลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แปดหัตถ์พิฆาตฟาดฟัน กุมภัณฑ์แตกหนีไม่รอหน้า
ล้มตายเกลื่อนกลาดดาษดา ด้วยกำลังฤทธาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้หน้าราชรถทรง ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
จึ่งร้องประกาศด้วยวาที เหวยไอ้พิเภกอาธรรม์
เหตุใดตัวมึงจึ่งทรยศ คิดคดโดยใจโมหันธ์
ต่อพี่ผู้เกิดร่วมครรภ์ อันมีพระคุณมึงมา
ทั้งญาติวงศ์พงศ์มิตร สุดสิ้นชีวิตสังขาร์
จนได้สมบัติในลงกา ยังว่ามิสาแก่น้ำใจ
ตัวกูนี้เป็นพี่สหาย ผิดชอบดีร้ายหารู้ไม่
จึ่งมาด้วยความอาลัย จะถามไถ่ให้แจ้งร้ายดี
เย่อหยิ่งยกออกมาต่อยุทธ์ สัประยุทธ์ด้วยกูผู้เป็นพี่
ตัวมึงอาสัตย์อัปรีย์ กูจะล้างชีวีให้มรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา ชี้หน้าแล้วร้องตอบไป
เหวยเหวยจักรวรรดิอสุรี จะเป็นการเอ็งนี้ก็หาไม่
อันพี่ของกูที่บรรลัย เพราะใจโลภล้นพ้นประมาณ
ไปลักพระลักษมีดวงสมร พระสี่กรจึ่งตามมาสังหาร
ตัวกูสุจริตไม่คิดพาล ผ่านฟ้าจึ่งให้ครองธานี
สืบเรื่องกษัตริย์สุริย์วงศ์ พงศ์พรหมธิราชเรืองศรี
เอ็งมาไม่ว่าแต่โดยดี กูจึ่งยกโยธีออกโรมรัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
ได้ฟังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน โกรธาตัวสั่นแล้วร้องไป
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้สาธารณ์ ถ้อยคำอหังการหยาบใหญ่
ด้านหน้าว่าได้ไม่อายใจ คือใครจะนับว่ามึงดี
มุดหัวเป็นข้ามนุษย์ เพราะทุจริตต่อพี่
เสียชาติเสียวงศ์อสุรี กูจะล้างชีวีให้วายปราณ
ว่าแล้วมีราชบัญชา แก่โลทันอสุราใจหาญ
ให้ขับรถแก้วสุรกานต์ โถมทะยานเข้าไล่ราญรอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกชาญสมร
แลไปเห็นท้าวแปดกร แกว่งศรขับรถเข้ามา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกัลป์ ขบฟันเขม้นเข่นฆ่า
ให้ขับรถทรงอลงการ์ เข้าต่อฤทธาทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวากุลาหล มานะอดทนทั้งสองศรี
ต่างแทงต่างฟันประจัญตี ตกรถมณีลงด้วยกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์โจมจ้วงทะลวงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าขวานั้นเหยียบเข่าซ้าย ยักย้ายหักเหียนเปลี่ยนท่า
หวดด้วยศรอันศักดา ต้องพญาพิเภกหลายที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
รณรงค์เจ็บช้ำทั้งอินทรีย์ โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
จึ่งชักศรสิทธิ์ขึ้นพาดสาย คิดคุณพระนารายณ์รังสรรค์
มุ่งหมายน้าวหน่วงยืนยัน กุมภัณฑ์ก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ด้วยเดชพระบรมจักรกฤษณ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
ศรแสงสำแดงฤทธิไกร ไปต้องจักรวรรดิอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวแปดกรยักษา
ต้องศรเจ็บชํ้าทั้งกายา อสุราร่ายเวทพริศพราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นครบสามคาบก็ลูบลง เจ็บปวดทั้งองค์ก็สูญหาย
ไม่มีบาดแผลกับกาย จับศรพาดสายแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด เป็นพญานาคราชตัวใหญ่
เจ็ดเศียรพ่นพิษเป็นควันไฟ ไล่มัดพิเภกอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
นาครัดมัดทั่วทั้งอินทรีย์ ก็ล้มลงกับที่สุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิใจหาญ
มีชัยแก่พิเภกขุนมาร ยินดีปานได้ฟากฟ้า
ตบหัตถ์สรวลสันต์สนั่นก้อง ร้องสั่งราชมัลใจกล้า
จงจับพิเภกอสุรา มากูจะดูหน้ามัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สั่งแล้วขึ้นยังรถทรง ให้เลิกจตุรงค์ทัพขัน
ตรงไปพลับพลากุมภัณฑ์ โห่สนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
อย่ในลงกาธานี กับพี่เลี้ยงฟังข่าวชิงชัย
ครั้นแจ้งว่าท้าวจักรวรรดิ มัดเอาพิเภกไปได้
ยินดีก็พากันออกไป ยังที่ทัพชัยกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงขึ้นเฝ้าบาทบงสุ์ องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
น้อมเศียรถวายบังคมคัล ท่ามกลางพลขันธ์โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจตุรพักตร์ยักษี
เห็นโอรสมาก็ยินดี จึ่งมีบัญชาตรัสไป
ดูก่อนลูกรักเยาวเรศ ดวงเนตรพ่อยอดพิสมัย
อันไอ้พิเภกจังไร มาชิงชัยก็แพ้ฤทธา
จับได้ด้วยศรนาคราช จะพิฆาตให้สิ้นสังขาร์
เสียบไว้ที่ในลงกา อย่าให้ใครดูเยี่ยงมัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังราชบัญชากุมภัณฑ์ บังคมคัลสนองพระวาที
ซึ่งทรงพระเมตตาการุญ พระคุณล้นเกล้าเกศี
ลูกขอพึ่งเดชพระภูมี ไปกว่าชีวีจะมรณา
อันโทษพิเภกซึ่งทำผิด ชีวิตควรสิ้นสังขาร
แต่มีคุณได้เลี้ยงลูกมา มิให้อนาทรร้อนใจ
ครั้นว่าจะล้างชีวัน ไตรโลกทั้งนั้นจะติได้
อย่าพิฆาตฟาดฟันให้บรรลัย ภูวไนยจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวจักรวรรดิยักษี
ฟังโอรสาพาที มีความแสนโสมนัสนัก
ส้วมสอดกอดไว้แล้วรับขวัญ กุมภัณฑ์โอบอุ้มขึ้นใส่ตัก
ประคองลูบจูบเกศจูบพักตร์ ลูกรักของพ่อดั่งดวงใจ
แสนฉลาดเจรจาน่าเอ็นดู กตัญญูไม่มีใครเปรียบได้
ซึ่งเจ้าขอโทษมันไว้ บิตุเรศยกให้ดั่งจินดา
แต่จะทรมาทารกรรม ตรากตรำให้สมนํ้าหน้า
ตรัสแล้วจึ่งมีราชบัญชา สั่งอสุราราชมัล
เอ็งเอาพิเภกนี้ไป ใส่ตรุตรึงไว้จงมั่น
อย่าให้ใครเข้าออกหากัน กว่าชีวิตมันจะวายปราณ
ตรัสแล้วขึ้นยังบัลลังก์รถ อลงกตด้วยมุกดาหาร
ให้เลิกพหลพลมาร เข้าในราชฐานลงกา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยมาศ เสด็จลงจากราชรัถา
กรายกรนวยนาดยาตรา ขึ้นมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมารศรี
แจ้งว่าโอรสร่วมชีวี ลอบไปธานีมลิวัน
เชิญท้าวจักรวรรดิอสุรา ยกพวกโยธาทัพขัน
จับพญาพิเภกกุมกัณฑ์ แล้วพากันเข้ามายังวังใน
ให้คิดเกรงเดชพระอวตาร เยาวมาลย์ทอดถอนใจใหญ่
ครั้นจะนิ่งอยู่มิออกไป ก็กลัวภัยพญาอสุรา
จึ่งมีพระราชเสาวนีย์ ชวนนางสาวศรีซ้ายขวา
ก็เสด็จลีลาศยาตรา ไปเฝ้าพญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวจักรวรรดิรังสรรค์
พร้อมหมู่อนงค์กำนัล คอยฟังบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ