สมุดไทยเล่มที่ ๖๑

๏ เมื่อนั้น ท้าวสองพันกรยักษา
แลไปเห็นองค์พระรามา วานรยืนหน้ารถชัย
กับพิเภกน้องท้าวทศกัณฐ์ จะเห็นพวกพลขันธ์ก็หาไม่
พญายักษ์กริ้วโกรธคือไฟ ตรัสไปแก่หมู่เสนี
ดูดู๋ทศเศียรนี้ชั่วนัก เสียแรงเป็นปิ่นปักยักษี
สงครามนิดหนึ่งแต่เท่านี้ ไม่ต่อตีให้ร้อนถึงปางตาล
ตัวกลัวแล้วกลับมาลวงเล่น ว่าเป็นศึกกษัตริย์มหาศาล
แม้นกูจะฆ่าให้วายปราณ จะอัประมาณทั่วทั้งแดนไตร
เสียดายศักดาวราเดช เทเวศจะนินทาได้
ว่าแล้วให้เลิกพลไกร กลับไปตามทางที่ยกมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งมูลพลัมยักษา
เห็นองค์สมเด็จพระพี่ยา เลิกพลโยธาพลากร
ให้ตระหนกตกใจเป็นสุดคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งต้องศร
ไฉนพระเชษฐาฤทธิรอน จึ่งรีบร้อนคืนทัพกลับไป
ยกมาว่าจะช่วยสงคราม หรือมาทำวู่วามฉะนี้ได้
ว่าแล้วให้ขับรถชัย รีบไปตามองค์อสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายบังคม เบื้องบาทบรมเชษฐา
ทูลว่าพระองค์ยกโยธา มาช่วยทศกัณฐ์อสุรี
หวังจะดับเข็ญให้เย็นเกล้า แก่พงศ์เผ่าสุริย์วงศ์ยักษี
ยังมิทันจะได้ต่อตี ภูมีขัดเคืองสิ่งใด
จึ่งให้เลิกจตุรงคโยธา แสนสุรเสนาน้อยใหญ่
น้องนี้ฉงนสนเท่ห์ใจ ภูวไนยจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
ได้ฟังองค์พระอนุชา อสุราจึ่งตอบวาที
อันซึ่งสหายของน้องรัก อัปลักษณ์ชั่วช้าบัดสี
สงครามนิดหนึ่งแต่เพียงนี้ มาลวงพี่ลวงเจ้าไม่อายใจ
ว่าศึกกษัตริย์มหาศาล พวกพลทหารไม่นับได้
ล้วนมีฤทธิ์เดชเกรียงไกร มาไม่เห็นสมดั่งวาจา
ซึ่งเราจะออกต่อยุทธ์ ด้วยมนุษย์เท่านิ้วหัตถา
กับไอ้เดียรัจฉานพาลา ทั้งเจ้าทั้งข้าสี่ห้านาย
เป็นที่อัปยศอดสู แก่หมู่ไตรโลกทั้งหลาย
จะล่วงนินทาว่าร้าย ความอายเป็นพ้นพันทวี
พี่จึ่งให้เลิกโยธา แสนสุรเสนายักษี
จะกลับคืนไปยังธานี ด้วยเหตุเท่านี้อนุชา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งมูลพลัมยักษา
ได้ฟังสมเด็จพระพี่ยา อสุราจึ่งทูลสนองไป
อันทศพักตร์ยักษี ว่านี้โดยจริงหาเท็จไม่
พลนั้นนับด้วยสมุทรไท ตัวน้องได้เห็นประจักษ์ตา
หากกลัวอำนาจฤทธิรงค์ ขององค์บรมเชษฐา
ด้วยได้ซึ่งพรพรหมา เป็นมหาวิเศษชัยชาญ
จึ่งหมู่กระบินทร์อรินทร์ราช ไม่อาจอยู่รอหน้าฉาน
แตกหนีเข้าพงดงดาน ด้วยบุญญาธิการของภูมี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
ได้ฟังอนุชาพาที อสุรีสำรวลสำราญใจ
สิ้นทั้งพันปากกระดากลิ้น ฟากฟ้าแดนดินก็หวั่นไหว
ตบมือสองพันสนั่นไป จริงแล้วพี่ได้พรมา
เจ้าจงยกพลนิกร ไปไล่วานรที่ในป่า
พี่จะตั้งอยู่ริมมรคา สกัดหน้าคอยจับตัวมัน
แล้วจึ่งจะค่อยสังหาร ผลาญสองมนุษย์ให้อาสัญ
ทั้งไอ้พิเภกกุมภัณฑ์ จะหั่นให้เป็นภัสม์ธุลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมยักษี
น้อมเศียรรับสั่งด้วยยินดี ก็พาพลอสุรีรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสียงม้าเสียงรถคชพล อึงอลไปทั้งป่าใหญ่
แยกย้ายกันค้นทุกพุ่มไพร ไล่หมู่วานรเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายกระบี่นิกรถ้วนหน้า
เห็นกุมภัณฑ์ดากันค้นมา เกลื่อนไปทั้งป่าพนาวัน
โห่ฮึกกึกก้องโกลาหล ต่างตนตกใจตัวสั่น
มิได้หยุดสู้อยู่ประจัญ พากันวิ่งไปไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาพบองค์พระอนุชา กับพญาสุครีพกระบี่ศรี
หนุมานผู้มีฤทธี ต่างตนยินดีเป็นพ้นนัก
ก็เข้าไปประณตบทบงสุ์ น้องพระหริวงศ์ทรงจักร
สิ้นเกรงสิ้นกลัวพลยักษ์ ผินพักตร์มารับอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมยักษา
ต้อนพลไล่วานรมา พลางทอดนัยนาแลไป
เห็นกระบี่ตั้งสุมประชุมกัน มนุษย์นั้นเป็นนายกองใหญ่
กรซ้ายถือธนูศรชัย ทรงโฉมวิไลดั่งเทวัญ
มีความกริ้วโกรธพิโรธนัก ขุนยักษ์ผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
กวัดแกว่งหอกแก้วยืนยัน กุมภัณฑ์ประกาศด้วยวาจา
เหวยเหวยดูก่อนมนุษย์น้อย กระจ้อยร่อยเท่านิ้วหัตถา
ตัวเอ็งยกพลโยธา ออกมาหวังว่าจะต่อตี
เหตุใดไม่อยู่ราญรอน จึ่งพาพวกวานรวิ่งหนี
มาซ่อนอยู่ในป่าพนาลี ดูทีดั่งใช่ชายชาญ
อันนามของเอ็งนี้ชื่อใด เป็นไฉนมาคบเดียรัจฉาน
วันนี้ชีวิตจะวายปราณ ด้วยหอกสุรกานต์อันศักดา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังถ้อยคำอสุรา อหังการ์หยาบช้าพาที
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้ขุนมาร ไม่รู้จักพระกาลเรืองศรี
ตัวกูเป็นน้องพระจักรี มีนามชื่อว่าพระลักษมณ์
อวตารมาผลาญอสุรา ฤทธาปราบได้ทั้งไตรจักร
มึงอย่าพาทีให้เกินพักตร์ กูจะกลัวขุนยักษ์อย่าเจรจา
เอ็งนี้มีนามชื่อใด เป็นไฉนมาอวดกำลังกล้า
เศียรนั้นจะขาดจากกายา ด้วยศรศักดากูเล่มนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีจึ่งร้องตอบไป
กูเป็นอุปราชปางตาล ลือหาญฟากฟ้าดินไหว
ชื่อมูลพลัมฤทธิไกร เป็นสหายร่วมใจทศกัณฐ์
ยกโยธามาจะสังหาร ผลาญชีวิตเอ็งให้อาสัญ
ว่าพลางสั่งพลกุมภัณฑ์ ให้เข้าโรมรันวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาปางตาลชาญสมร
รับสั่งน้องท้าวสองพันกร ก็โถมเข้าราญรอนวานรไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลยักษ์พลกระบี่เข้าตีกัน พัลวันต่างหนีต่างไล่
พุ่งซัดอาวุธวุ่นไป โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลกระบี่ไพรใจกล้า
เห็นยักษีตีหักเข้ามา ก็วิ่งออกรับหน้าอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลลิงชิงได้อาวุธ ฟันแทงแย้งยุดอึงมี่
หมู่มารตายกลาดปัถพี ด้วยกำลังฤทธีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ตรีพลัมอติกัมชาญสมร
ไชยาสูรกาลสูรฤทธิรอน เห็นพลนิกรวายปราณ
สี่นายโกรธากุลาหล ต่างตนสำแดงกำลังหาญ
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกาล โถมทะยานเข้าตีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ไล่พิฆาตฟาดฟันกลางพล วานรไม่ทนกำลังได้
แตกย่นร่นถอยลงไป สี่นายยิ่งไล่โรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วานรนิลเอกนิลขัน
สุรเสนสุรกานต์ชาญฉกรรจ์ เห็นกุมภัณฑ์ไล่ตีกระบี่มา
สี่นายโกรธาอ้าเขี้ยว เคี้ยวฟันสนั่นดั่งฟ้าผ่า
โลดโผนโจนทะยานด้วยฤทธา เข้าจับอสุราทั้งสี่ตน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างหาญต่อหาญทั้งสองฝ่าย แปดนายฟันแทงกันสับสน
สี่ลิงจับยักษ์ด้วยฤทธิรณ ฟาดลงวายชนม์ทั้งสี่มาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมใจหาญ
เห็นสี่เสนีวายปราณ โกรธดั่งไฟกาลไหม้ฟ้า
จึ่งจับหอกแก้ววราวุธ อันเรืองฤทธิรุทรแกล้วกล้า
หมายองค์พระศรีอนุชา อสุราก็พุ่งตรงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงพระสุริยัน อากาศครื้นครั่นหวั่นไหว
ต้องน้องพระตรีภูวไนย ด้วยฤทธิไกรอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานกระบี่ศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี กับพลโยธีทั้งนั้น
เห็นกุมภัณฑ์พุ่งหอกตรงมา ต้องพระอนุชารังสรรค์
ตกใจดั่งจะม้วยชีวัน ช่วยกันประคองพระองค์ไว้
อันกระบินทร์วานรินทร์โยธา แสนสุรเสนาน้อยใหญ่
ต่างตนตระหนกตกใจ ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุรเสนสุรกานต์กระบี่ศรี
นิลราชนิลขันผู้ฤทธี สี่นายกริ้วโกรธโกรธา
ตาแดงดั่งแสงไฟพราย มาดหมายเขม้นเข่นฆ่า
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงมา กั้นกางขวางหน้ารถไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ค่อยประคองถอนชักหอกชัย ไม่ไหวจากองค์พระลักษมณ์
จะกระชากก็กลัวจะเจ็บองค์ น้องพระหริวงศ์ทรงจักร
ยอกรประนมขึ้นเพียงพักตร์ ร่ายเวทสิทธิศักดิ์ของวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็เป่าลง ทั่วองค์พระลักษมณ์ทรงศร
หอกแก้วอันเรืองฤทธิรอน ก็หลุดถอนออกจากพระกายา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
ฟื้นองค์แล้วทรงพระโกรธา ผ่านฟ้าเขม้นจะชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบทูลสนองไป ซึ่งเสด็จมาในครั้งนี้
มิได้ทรงราชรัถา ต่ำกว่ารถพญายักษี
ไม่ควรด้วยองค์พระภูมี เป็นที่อัปยศแก่ขุนมาร
เชิญเสด็จขึ้นเหนืออังสา แห่งข้าผู้เป็นทหาร
แล้วจึ่งต่อกรรอนราญ ผลาญมันให้ม้วยชีวา
ว่าแล้วยอกรอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถนาถา
จึ่งร่ายพระเวทอันศักดา วานรก็แปลงอินทรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ใหญ่เท่าบรมพรหมาน สูงตระหง่านเทียมรถยักษี
เป็นพาหนะน้องพระจักรี อยู่ที่ท่ามกลางพลากร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระอวตารชาญสมร
เสด็จขึ้นเหนือบ่าวานร ภูธรงามดั่งพระทรงครุฑ
อันเป็นมงกุฎโลกา ขึ้นมาจากที่เกษียรสมุทร
พระกรแกว่งศรฤทธิรุทร ก็เข้าต่อยุทธ์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมยักษี
กวัดแกว่งคทาอันฤทธี ก็ขับรถมณีเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ดั่งหนึ่งอสุรินทร์ราหู โจมจู่จับดวงแขไข
ต่างปัดต่างป้องว่องไว หลบหลีกหนีไล่ไม่ไกลกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ชักศรพาดสายยืนยัน ทรงธรรม์แผลงไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ศรชัยไปต้องรถทรง ขององค์พญายักษี
หักยับเป็นภัสม์ธุลี ไกรสรสารถีก็วายปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญามูลพลัมใจหาญ
เสียรถล้มลงกับดินดาน ขุนมารกริ้วโกรธโกรธา
ผุดลุกขึ้นได้กระทืบบาท ทำอำนาจจับจักรเงื้อง่า
หมายองค์พระลักษมณ์อนุชา อสุราก็ขว้างไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงครั่นครึกกึกก้อง เวียนรอบองค์น้องพระจักรกฤษณ์
ลอยอยู่ดั่งดวงพระอาทิตย์ ไม่เข้ามาชิดพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นจักรพญาอสุรี สำแดงฤทธีดั่งเพลิงกาล
จึ่งชักพลายวาตขึ้นพาดสาย พระเนตรมุ่งหมายจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรชัยไล่ล้างจักรกรด ละเอียดหมดไม่ทนกำลังได้
แล้วต้องพหลพลไกร บรรลัยทั้งทัพอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มูลพลัมฤทธิไกรใจกล้า
สิ้นรถสิ้นพลโยธา สิ้นทั้งสาตราอาวุธ
ไม่มีสิ่งใดจะต่อตี คิดถึงชีวีเป็นที่สุด
ให้ครั่นคร้ามขามฤทธิ์มนุษย์ แล้วยั้งหยุดด้วยใจอหังการ
ตัวกูเกิดในสุริย์วงศ์ เผ่าพงศ์กษัตริย์มหาศาล
เป็นชาติบุรุษอาชาชาญ จะกลัววายปราณก็ผิดนัก
แม้นมาตรตัวตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏทั่วไปทั้งไตรจักร
คิดแล้วจึ่งองค์พญายักษ์ ก็เข้าหักเอายอดบรรพตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ได้แล้วชูไว้ทั้งสองกร ด้วยกำลังฤทธิรอนแกล้วกล้า
ก็ทุ่มทิ้งซึ่งก้อนศิลา ไปด้วยศักดาขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ฤทธิไกรใจหาญ
เห็นยักษาทิ้งเขามารอนราญ ผ่านฟ้าจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงสุนีบาต พสุธาอากาศหวาดไหว
ต้องมูลพลัมบรรลัย กลิ้งอยู่ที่ในปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๏ เมื่อนั้น เทวานางฟ้าทุกราศี
เห็นมูลพลัมอสุรี สุดสิ้นชีวีวายปราณ
ด้วยศรพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ ต่างองค์ปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
ก็เผยแกลเยี่ยมแลทุกวิมาน ตบหัตถ์ฉัดฉานสำราญใจ
บ้างโปรยปรายทิพย์บุปผา สุคนธารวยรสลงมาให้
หอมกลิ่นตลบอบไป ดั่งในสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า
อันหมู่เทวัญแลอัปสร ก็อวยพรแซ่ซ้องด้วยหรรษา
ดีดสีตีเป่าเป็นโกลา เสียงสนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นเสร็จซึ่งล้างอสุรี ภูมีให้ตรวจกระบี่ไพร
ก็ได้ครบถ้วนกระบวนพล จะขาดสักตนก็หาไม่
ให้เลิกพหลสกลไกร กลับไปเฝ้าองค์พระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
ตัวข้าไปไล่วานร ได้ราญรอนสัประยุทธ์กับกุมภัณฑ์
ต้องหอกมูลพลัมขุนยักษ์ ปิ้มจักสิ้นชีพอาสัญ
หากได้หนุมานชาญฉกรรจ์ แก้ทันจึ่งรอดชีวา
แล้วข้าขึ้นบ่าวายุบุตร สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
สังหารผลาญมันมรณา ด้วยศักดาเดชพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารผู้ชาญชัยศรี
ฟังพระอนุชาร่วมชีวี ภูมีแสนโสมนัสนัก
ส้วมสอดกอดไว้แล้วบัญชา แก้วตาเจ้าต้องอาวุธหนัก
สี่ครั้งตั้งแต่สงครามยักษ์ เจียนจักสิ้นชีพชีวัน
นี่หากว่าเจ้าผู้เลิศชาย กำลังกายฤทธิแรงแข็งขัน
จึ่งได้สังหารผลาญมัน นอกนั้นไม่ทานอสุรี
ทั้งลูกพระสุริยาวายุบุตร กับสิบแปดมงกุฎกระบี่ศรี
อับจนแก้กันทันที คุณนี้เป็นพ้นคณนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพญาพิเภกยักษา
น้อมเศียรกราบลงกับบาทา อสุราจึ่งทูลสนองไป
อันสหัสเดชะยักษี ฤทธีฟากฟ้าดินไหว
แม้นรู้ว่าน้องบรรลัย จะโกรธาบ้าใจขุนมาร
ก็จะยกจตุรงคโยธา แสนสุรเสนาทวยหาญ
กลับมาต่อกรรอนราญ เห็นจะรำคาญพระบาทา
ด้วยเพื่อนนั้นมีอาวุธ เดชาฤทธิรุทรแกล้วกล้า
แม้นว่าชี้ต้นก็มรณา ชี้ปลายเป็นมาได้ดั่งใจ
ถ้าจะละให้กุมภัณฑ์ มันยกมานั้นเห็นไม่ได้
บรรดาโยธีกระบี่ไพร จะบรรลัยไม่ทันต่อตี
พระองค์จงให้ลูกพระพาย ไปอุบายล่อลวงยักษี
ให้ได้คทาอสุรี ขุนกระบี่จะฆ่ามันวายปราณ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ จึ่งมีบรรหารตรัสไป
ดูก่อนคำแหงวายุบุตร เจ้าผู้ฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
พร้อมทั้งปรีชาปัญญาไว จงไปล่อลวงอสุรา
ฆ่าเสียให้สิ้นพวกพาล ที่มันฮึกหาญแกล้วกล้า
จะได้เลื่องชื่อลือชา ไปกว่าจะสิ้นปัถพี

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยยินดี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขุนกระบี่สำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยว่องไว ก็รีบไปในทางอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงแนวพงพนาวัน ร่วมกันที่หว่างสิงขร
ลงยังพ่างพื้นดินดอน ที่ริมชะง่อนคีรี
แล้วคิดถวิลจินดา ด้วยกำลังปรีชากระบี่ศรี
ตัวกูผู้ยอดโยธี พระจักรีตรัสใช้ให้มา
จำจะคิดอ่านอุบายกล แยบยลล่อลวงยักษา
ให้ได้คทาธรอสุรา แล้วจึ่งจะฆ่าให้บรรลัย
คิดพลางยอกรอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถเป็นใหญ่
หลับเนตรร่ายเวทอันเกรียงไกร สำรวมใจนิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นวานรน้อย กระจ้อยร่อยขาวผ่องจำรัสศรี
เลียบอยู่ที่เชิงคีรี ขุนกระบี่คอยท่าอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษา
ที่เหลือตายเห็นนายมรณา ก็ซุกซนด้นป่าวิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงกองทัพพญามาร อสุรีหมอบคลานบังคมไหว้
ทูลว่าพระน้องผู้ร่วมใจ ไปไล่โยธาวานร
รบกับมนุษย์ชื่อพระลักษมณ์ พญายักษ์นั้นต้องแสงศร
ตายอยู่ชายป่าพนาดร ด้วยฤทธิรอนไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
แจ้งว่าน้องรักสิ้นชีวี อสุรีตระหนกตกใจ
ดั่งใครเอาดาบมาฟาดฟัน ตัดเศียรทั้งพันไปได้
หน้าซีดผาดเผือดลงทันใด ชลนัยน์ไหลอาบพักตรา
ความรักความเสียดายเป็นพ้นนัก พญายักษ์เศร้าโทมนัสสา
ทั้งทุกข์ทั้งแค้นแน่นอุรา กริ้วโกรธโกรธาดั่งเพลิงกัลป์
กระทืบบาทบนราชรถทรง กำกงสะเทือนเลื่อนลั่น
พันปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แผดเสียงสนั่นจักรวาล
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมงใย หยาบใหญ่ฮึกฮักหักหาญ
ไม่เกรงกูผู้จอมมงกุฎมาร จะผลาญเสียให้ม้วยชีวี
ว่าแล้วให้โบกธงชัย ยกพวกพลไกรยักษี
โห่สนั่นลั่นฟ้าธาตรี ไปโดยวิถีมรคา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารกล้า
คอยอยู่ที่เชิงบรรพตา เห็นทัพยกมาก็ดีใจ
ปีนป่ายร่ายไม้ชะโงกดู แล้วแอบอยู่ที่ตรงทางใหญ่
โยธากองหน้าล่วงไป จนถึงรถชัยอสุรี
ก็ผาดแผลงสำแดงฤทธา ด้วยกำลังกายากระบี่ศรี
โจนผ่านหน้ารถรูจี ที่องค์ขุนมารทรงมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
เห็นวานรเผือกผ่องอหังการ์ โจนผ่านหน้าฉานพระองค์ไป
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกาล ตรัสสั่งทหารน้อยใหญ่
ไอ้ลิงเดียรฉานบังอาจใจ จับตัวให้ได้บัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี อสุรีไล่จับวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ทำตกใจวิ่งหนีซอกซอน ขึ้นซ่อนอยู่บนต้นไม้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่พลอสุราน้อยใหญ่
บ้างปีนป่ายร่ายตามขึ้นไป ก็จับตัวได้ทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เข้ากลุ้มรุมกันหน้าหลัง รึงรังรอบตัวกระบี่ศรี
ฉุดคร่าพามาไม่ปรานี ไปยังที่เฝ้าอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
เห็นกองทัพจับได้ลิงมา พญามารยินดีเป็นพ้นนัก
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้เดียรัจฉาน ชั่วช้าสามานย์อัปลักษณ์
ไม่เกรงกูผู้เป็นมงกุฎยักษ์ อันเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์เกรียงไกร
นามกรชื่อไรไอ้สู่รู้ ถิ่นฐานมึงอยู่ตำบลไหน
จึ่งมาผ่านหน้าฉานของกูไป ไม่รู้ว่าจะม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานแสนกลคนขยัน
ได้ฟังพญากุมภัณฑ์ ทำตัวสั่นหน้าซีดลงทันที
จึ่งว่าตัวข้าพานรินทร์ อยู่กรุงขีดขินบุรีศรี
เป็นข้าพญาพาลี มีนามชื่อสังขวานร
พระลักษมณ์พระรามคิดร้าย ฆ่านายข้าม้วยด้วยแสงศร
ให้สุครีพขึ้นครองพระนคร แล้วขับต้อนเอาไพร่พลมา
ใช้สอยตรากตรำลำบาก ได้ความทุกข์ยากเป็นหนักหนา
จะนอนก็ไม่เต็มตา หากินก็ไม่อิ่มท้อง
กลางวันก็ใช้ไม่หยุดหย่อน กลางคืนให้นอนจุกช่อง
ทั้งนายกองนายหมวดก็ร้ายรอง ข่มเหงตีถองไม่เว้นวัน
สุดแค้นจึ่งหนีเข้าป่า นั่งหลับตาทุกข์โศกศัลย์
ตกใจคิดว่าเขาตามทัน ความกลัวตัวสั่นก็โจนมา
ซึ่งตัดหน้าฉานพระทรงฤทธิ์ ผิดแล้วขอประทานโทษา
อันพระองค์ผู้ทรงศักดา ยกพวกโยธาพลไกร
เพียบพื้นแผ่นดินไม่สิ้นสุด จะตวงด้วยสมุทรก็ไม่ได้
มานี้จะไปแห่งใด ข้าบาทสงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
ได้ฟังลิงน้อยพาที อสุรีไม่แจ้งมารยา
จึ่งว่าเหวยสังขวานร อันโทษกรณ์ของเอ็งที่ผ่านหน้า
เรายกให้ไม่ล้างชีวา มึงอย่าอาวรณ์ร้อนใจ
ซึ่งกูยกจตุรงคโยธี แสนสุรเสนีน้อยใหญ่
จะไปฆ่าลักษมณ์รามให้บรรลัย กับพวกลิงไพรอัปรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังวาจาอสุรี ทำเป็นยินดีปรีดา
ตัวข้ามาพบพระทรงฤทธิ์ คิดเห็นเป็นบุญหนักหนา
ดั่งว่าตายแล้วเกิดมา พ้นมหานรกกองไฟ
ซึ่งพระองค์จะไปฆ่าลักษมณ์ราม ผู้จอมสงครามทัพใหญ่
ตัวข้าก็พลอยดีใจ ด้วยจะได้พ้นซึ่งภัยพาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะใจหาญ
ไม่แจ้งแห่งกลหนุมาน เห็นว่าขานเป็นจริงทุกสิ่งไป
งวยงงหลงใหลในลมลิง จะสงสัยสักสิ่งก็หาไม่
จึ่งว่าดูก่อนไอ้จังไร เอ็งจะทุกข์ใจไปไยมี
ตัวกูจะเลี้ยงวานร ให้ถาวรเป็นสุขเกษมศรี
จงขึ้นนั่งหน้ารถมณี ไปยังที่รบด้วยกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังพญากุมภัณฑ์ สำรวลสรวลสันต์สำราญใจ
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จะขอรองบาทพระภูวไนย ไปกว่าจะม้วยมรณา
อันซึ่งพระรามพระลักษมณ์ มาตรแม้นถึงจักเห็นข้า
อยู่ด้วยพระองค์ทรงศักดา ถึงจะโกรธาไม่เกรงกัน
จะตบมือสำรวลสรวลเล่น โลดเต้นรำเยาะเย้ยหยัน
ว่าแล้วลูกพระพายยืนยัน โจนขึ้นรถสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
มีความชื่นชมยินดี อสุรีก็ขับรถไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
นั่งมาแล้วทำเป็นตกใจ ด้วยอุบายใส่ไคล้เจรจา
ซึ่งข้าอยู่หน้ารถทรง เมื่อพระองค์จะยกเข้าเข่นฆ่า
สงครามรบชิดติดพันมา น่าที่จะพลอยอลวน
อันพลยักษากับวานร จะสำส่อนหนีไล่กันสับสน
ข้าเป็นกระบี่จะปะปน ด้วยพลพระลักษมณ์พระจักรี
จะขอไปอยู่ท้ายรัถา ขององค์พญายักษี
เห็นว่าจะรอดชีวี ภูมีจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งท้าวพันพักตร์ยักษา
ได้ฟังวานรเจรจา อสุราเห็นจริงทุกประการ
จึ่งว่าเหวยเหวยไอ้ใจขลาด เอ็งนี้ใช่ชาติทหารหาญ
จะไปอยู่ให้พ้นภัยพาล ท้ายรถสุรกานต์ก็ตามใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ลุกมานั่งท้ายรถชัย ก็ทำไปด้วยกลมารยา
แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันสั่นหัว เกาตัวตบมือสรวลร่า
พองขนเลิกคิ้วหลิ่วตา วานรแสร้งเย้ยพญามาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะใจหาญ
เห็นลิงน้อยนั้นทำอาการ ขุนมารเคืองแค้นแสนทวี
จึ่งว่าเหม่เหม่ไอ้สู่รู้ ไม่เกรงกูผู้เจ้ายักษี
เอ็งทำทุจริตเห็นผิดที มึงนี้ตบมือด้วยอันใด
แล้วมาสำรวลสรวลเส ไอ้เจ้าเล่ห์หลอกกูหรือไฉน
นั่งมาที่ท้ายรถชัย ทำได้ไม่เกรงอาญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังพญาอสุรา โกรธาว่ากล่าวเป็นฉกรรจ์
แกล้งทำประหนึ่งว่าเกรงกลัว ตกใจระรัวตัวสั่น
อนิจจาพระองค์ทรงธรรม์ ไฉนมาสำคัญดั่งนี้
ตัวข้าผู้เดียวเที่ยวซังมา ได้พึ่งบาทาท้าวยักษี
จึ่งได้คงชีพชีวี พระคุณพ้นที่จะคณนา
อันซึ่งตบมือหัวร่อ ข้อนี้ด้วยโสมนัสสา
จะได้เห็นพระลักษมณ์พระรามา กับวานรผู้ชื่อหนุมาน
ที่อหังการ์ว่าตัวดี วันนี้จะม้วยสังขาร
ข้าจะได้เป็นสุขสำราญ ด้วยเดชพญามารสืบไป
เป็นความสัจจริงจะประมาท ต่อเบื้องบาทพระองค์นั้นหาไม่
อย่าคิดกินแหนงแคลงใจ ภูวไนยจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสองพันกรยักษี
ได้ฟังวานรพาที ดั่งวารีทิพย์มาโซมทา
ความเคืองความแค้นก็หายสิ้น อสุรินทร์สำรวลสรวลร่า
จึ่งให้ขับรถแก้วแววฟ้า ไปตามมรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ครั้นเห็นพญากุมภัณฑ์ สำคัญว่าจริงก็ยินดี
จึ่งแกล้งแสร้งทำเป็นอุบาย ด้วยแยบคายเล่ห์กลกระบี่ศรี
กอดเข่าเข้าแล้วก็โศกี ทำทีเป็นเช็ดนํ้าตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
เห็นกระบี่กอดเข่าโศกา จึ่งมีบัญชาถามไป
เหวยเหวยไอ้สังขวานร ทุกข์ร้อนสิ่งใดจึ่งร้องไห้
หรือยังเสน่หาอาลัย รักใคร่คำแหงหนุมาน
กับมนุษย์อันชื่อรามลักษมณ์ กลัวจักสิ้นชีพสังขาร
กูเห็นเป็นน่ารำคาญ ไอ้สาธารณ์จงบอกแต่โดยดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งอุบายพาที ซึ่งตัวข้านี้โศกา
เพราะคิดถึงญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ จะพลอยม้วยชีวันสังขาร์
ด้วยมืออสุรโยธา ในท่ามกลางมหารณยุทธ์
ไม่รู้ที่จะทำประการใด ขัดสนจนใจเป็นที่สุด
อันหนุมานฤทธิรุทร ทั้งมนุษย์รามลักษมณ์สองชาย
ทำแค้นเป็นแสนสุดคิด กรมจิตเจ็บอกไม่รู้หาย
ไม่มีความรักความเสียดาย ตายเสียทั้งสิ้นจะยินดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
งวยงงหลงเชื่อวาที จึ่งว่ากระบี่อย่าทุกข์ใจ
พี่น้องของเอ็งทั้งนั้น กูหาฆ่าฟันเสียไม่
จะเอามาเลี้ยงรักษาไว้ ให้มีความสุขด้วยกัน
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา สั่งเมฆกาลาคนขยัน
จงกำชับหมู่กุมภัณฑ์ เมื่อเข้าโรมรันประจัญกร
จับได้กระบี่จงถามดู ให้รู้จักหมวดกองก่อน
แม้นเป็นพวกสังขวานร อย่าฟันฟอนต้อนรับเอาตัวมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังพญาอสุรา ยิ่งทำมารยาให้ตายใจ
ซึ่งพระองค์ประทานชีวิต ญาติมิตรของข้าไว้ให้
พระคุณลํ้าลบภพไตร ไม่มีสิ่งใดจะเทียมทัน
จะขอเอากายนั้นถวาย ไปกว่าจะวายชีวาสัญ
อันการหักโหมโรมรัน ไม่เกรงกันกับพลพระรามา
แต่จนใจด้วยไร้อาวุธ จะได้ช่วยต่อยุทธ์เข่นฆ่า
อันพระองค์ผู้ทรงศักดา ถือสรรพสาตราครบกร
พระแสงสิ่งใดที่มีฤทธิ์ เคยปราบปัจจามิตรแต่ก่อน
ขอประทานให้ข้าวานร ภูธรจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษี
ได้ฟังลมลิงก็ยินดี จึ่งมีพระราชบัญชา
ทำไมกับสองมนุษย์ ถึงจะมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
คทาเพชรกูมีศักดา ยิ่งกว่าอาวุธในแดนไตร
แม้นจะชี้ข้างต้นก็ดิ้นตาย ชี้ปลายก็เป็นขึ้นมาได้
เอ็งจงเอาไปถือไว้ ว่าแล้วส่งให้วานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
จึ่งเข้ารับเอาคทาธร จากกรพญาอสุรี
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติโกสีย์
แล้วคิดว่าอันขุนยักษ์นี้ เสียทีเป็นเจ้าแก่หมู่มาร
ทรลักษณ์โง่เง่าดั่งเต่าวัว อ้างอวดยกตัวว่ากล้าหาญ
ฆ่าเสียก็จะบรรลัยลาญ แต่ไม่อัประมาณแก่เทวัญ
อย่าเลยจะมัดไปถวาย องค์พระนารายณ์รังสรรค์
คิดแล้วยอกรบังคมคัล ก็ร่ายพระเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ กลับกลายเป็นมหาพรหมาน สี่พักตร์สูงตระหง่านเวหา
แปดกรสำแดงฤทธา วานรโถมถีบอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ อันรถที่พญามารทรง ก็หักลงแหลกยับไปกับที่
ฝ่ายฝูงนางกัลยาณี ก็ตกใจร้องมี่เป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
ล้มอยู่กับพื้นพสุธา อสุราเหลือบแลแปรไป
เห็นกระบี่สำแดงฤทธิรอน แปดกรสี่พักตร์สูงใหญ่
ก็รู้ว่าศัตรูหมู่ภัย มาลวงชิงชัยราวี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพิษ ให้อัดอั้นตันจิตยักษี
ทั้งพะวงด้วยอนงค์นารี มิรู้ที่จะเข้าต่อยุทธ์
ฝูงนางฉุดคร่าหน้าหลัง ให้ละล้าละลังเป็นที่สุด
ลุกขึ้นฉวยคว้าอาวุธ กวัดแกว่งอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ตบมือแล้วร้องไยไพ เหวยไอ้จังไรอัปรีย์
ตัวมึงอวดอ้างจะต่อยุทธ์ กับพระจักรภุชเรืองศรี
ยืนนิ่งอยู่ไยอสุรี ไม่มาต่อตีด้วยอันใด
เสียแรงมีเศียรทั้งพัน กรสองข้างนั้นไม่นับได้
หัวโตโง่เปล่าไอ้จังไร จะสู้ใครได้อย่าสำคัญ
ทศพักตร์มันลวงก็หลงลิ้น พากันมาสิ้นชีวาสัญ
เสียทีเป็นเจ้าแก่กุมภัณฑ์ จะรู้ทันใครก็ไม่มี
ตัวกูนี้ชื่อหนุมาน ยอดทหารพระนารายณ์เรืองศรี
คือองค์พระกาลอันฤทธี จะมาเอาชีวีอสุรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหัสเดชะยักษา
ได้ฟังวานรร้องมา โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
พันปากผาดแผดสิงหนาท กระทืบบาทดั่งเสียงฟ้าลั่น
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์จึ่งตอบวาที
เหวยเหวยไอ้ลิงทรลักษณ์ ชั่วช้าอัปลักษณ์บัดสี
กูพึ่งรู้จักมึงวันนี้ ว่าชื่อกระบี่หนุมาน
มาประดิษฐ์คิดแต่งลิ้นลม คารมว่าวอนอ่อนหวาน
ทำร้องไห้ร้องหัวทุกประการ ไอ้ชาติเดียรัจฉานไม่มีอาย
ถ้อยคำมึงพื้นแต่มุสา ชั่วกว่าฝูงลิงทั้งหลาย
คิดว่ามึงตรงคงชาติชาย จึ่งให้นั่งบนท้ายรถมา
ได้แต่ตระบองของกู อวดรู้ยกเจ้าให้เกินหน้า
คือใครจะเชื่อว่าวาจา ไอ้ลิงพาลาอัปรีย์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังอสุราพาที ขุนกระบี่ชี้หน้าแล้วร้องไป
อันกลณรงค์สงคราม จะถือเอาความสัจกระไรได้
สุดแต่ใครดีก็มีชัย อย่าด้านหน้าว่าไปไอ้พาลา
อันมูลพลัมน้องชาย ไปมุดหัวตายอยู่กลางป่า
สิ้นทั้งไพร่พลโยธา พวกมึงที่ว่าตัวดี
ใช่มือพระลักษมณ์หรือว่าไร มึงมาว่าได้ไอ้ยักษี
อันซึ่งตระบองของเอ็งนี้ ถึงมีฤทธีเกรียงไกร
ตัวกูไม่คิดปรารถนา อสุราต้องการจะคืนให้
ว่าพลางก็หักเสียทันใด โยนไปตรงหน้าอสุรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ