สมุดไทยเล่มที่ ๔๓

๏ เมื่อนั้น องคตฤทธิแรงแข็งขัน
จึ่งตอบไปด้วยใจชาญฉกรรจ์ ว่าเหวยกุมภัณฑ์สาธารณ์
อันโยธาขององค์พระจักรกฤษณ์ ล้วนเทเวศร์มีฤทธิ์กล้าหาญ
จุติจากทิพย์วิมาน มาเป็นบริวารพระทรงครุฑ
แต่มีมงกุฎแก้วแพรวพราย ตัวนายก็นับหลายสมุทร
เหล่าพวกพหลพลยุทธ์ สุดที่จะคณนาไป
ถึงจะช้อนพระเมรุสีขริน พลิกควํ่าแผ่นดินก็ทำได้
อันองค์พระตรีภูวไนย ตั้งใจบำเพ็ญบารมี
จึ่งสู้สละนคเรศ ออกมาทรงเพศเป็นฤๅษี
เอ็งอย่าดูหมิ่นพระจักรี ใช่ที่จะไร้สวรรยา
เหวยเหวยท้าวราพณาสูร ครั้งพระอรชุนได้ยินว่า
ตัวมึงพ่ายแพ้ศักดา เธอจับมัดพาเอาไป
อันพระอรชุนเทเวศร์ รามสูรมีเดชจึ่งฆ่าได้
ฝ่ายรามสูรมาชิงชัย แพ้ฤทธิไกรพระจักรี
ถึงทูษณ์ขรตรีเศียรกากนา มารีศสวาหุยักษี
หมู่มารตายกลาดปัถพี ด้วยฝีมือใครโรมรัน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์
ได้ฟังดั่งตรีมาแทงกรรณ กุมภัณฑ์จึ่งตอบวาจา
อันศรพระรามเล่มไร ซึ่งเรืองฤทธิไกรแกล้วกล้า
ที่ฆ่าทูษณ์ขรกากนา ตรีเศียรสวาหุวายปราณ
มันเป็นบ้านนอกขอบชนบท ไม่ปรากฏศักดากล้าหาญ
อันชาวลงกากรุงมาร ล้วนแต่เชี่ยวชาญชำนาญรบ
แต่ละตนพื้นมีฤทธา ศรสิทธิ์วิทยาก็รู้จบ
เหาะเหินเดินสมุทรได้ครบ ไตรภพไม่รอต่อฤทธิไกร
ทำไมกับมนุษย์สองคน หรือจะประจญด้วยกูได้
หนีเขาออกมาอยู่ไพร เที่ยวลวงแต่อ้ายวานร
แม้นว่ามีอานุภาพจริง กลับไปชิงชัยพระพรตก่อน
ถ้าได้ครอบครองพระนคร จึ่งมาต่อกรอสุรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพญาพาลีเรืองศรี
ได้ฟังยักษาพาที มีแต่ทรลักษณ์อหังการ
จึ่งชี้หน้าว่าเหวยทศพักตร์ เอ็งอย่าฮึกฮักอวดหาญ
อันศรสมเด็จพระอวตาร ซึ่งผลาญทูษณ์ขรบรรลัย
ถึงตรีเศียรมารีศกากนา น้องน้ายายมึงหรือมิใช่
ว่าชาวชนบทด้วยอันใด เอ็งอย่าใส่ไคล้พาที
อันซึ่งพระพรตผู้เป็นน้อง ผ่านฟ้าให้ครองบุรีศรี
ตามสัตย์บิตุรงค์ทรงธรณี มิได้มีความฉันทากัน
พระองค์เสด็จออกเดินป่า พระพรตตามมากันแสงศัลย์
จนร้อนถึงฤๅษีเทวัญ ว่าพระน้องนั้นให้กลับไป
รักษาไพร่ฟ้าประชาชี เสนีสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
แต่พระจักรกฤษณ์ฤทธิไกร ให้เดินไพรเที่ยวปราบอาธรรม์
กับองค์พระลักษมณ์อนุชา ให้สิ้นโคตรอสุราโมหันธ์
ไตรโลกก็แจ้งอยู่ด้วยกัน มึงอย่าเสกสรรไอ้สาธารณ์ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศกัณฐ์ฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบด้วยคำพาล เหวยไอ้เดียรัจฉานอัปรีย์
ไม่มีความอัปยศอดอาย ช่างนับหน้าว่านารายณ์เรืองศรี
ชั่วช้าทรลักษณ์กาลี ทั้งกระบี่สุครีพผู้เป็นอา
จะใคร่ได้สมบัติของพี่ตน จึ่งคบคนอาธรรม์มาเข่นฆ่า
ตัวมึงก็ลูกในอุรา ไม่รู้คุณบิดาด้วยอันใด
กูเป็นผู้อื่นยังคิดแค้น แน่นอกปิ้มเลือดตาไหล
ชาติไอ้เดียรัจฉานจังไร คือใครจะนับว่าดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องคตผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบอสุรี อันองค์พระตรีภูวไนย
ใช่จะประสงค์จำนงมา ฆ่าบิดากูก็หาไม่
เหตุด้วยทำผิดติดตัวไว้ โทษใหญ่แต่ดึกดำบรรพ์
สาบานว่าให้ต้องศร พระสี่กรธิราชรังสรรค์
พระองค์จะประทานชีวัน แต่ให้มีสำคัญในกายา
หากบิตุเรศกูสู้ตาย มิให้แผลพานกายเท่าเกศา
จึ่งถวายกูไว้กับพระอา ในเบื้องบาทาพระทรงธรรม์
เหตุไฉนจึ่งเอามาว่าขาน แกล้งกล่าวประจานเสกสรร
เมื่อบิดากูยังอยู่นั้น จับได้กุมภัณฑ์ตนหนึ่งไป
มันนั้นสิบเศียรสิบหน้า กายาเหมือนเอ็งยังจำได้
ผูกมัดทรมานประจานไว้ ให้กูลากเล่นต่างปู
หากว่าเอาข้าวเดนกำนัล ให้กินวันละปั้นจึ่งรอดอยู่
เอ็งอย่าจองหองสู่รู้ ต่อสู้ด้วยองค์พระกาล
ถึงลัสเตียนพ่อมึง ซึ่งมีฤทธากล้าหาญ
มาช่วยก็จะม้วยวายปราณ ไอ้สาธารณ์อย่าพักอหังการ์ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา อสุราเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ลุกขึ้นชี้นิ้วกระทืบบาท สั่งสี่อำมาตย์แข็งขัน
จับไอ้องคตใจฉกรรจ์ ที่มันองอาจอหังการ์
ผ่าปากลากลิ้นวานร ตัดกรตัดเกล้าเกศา
เสียบไว้ที่นอกทวารา ให้สมนํ้าหน้าไอ้อัปรีย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สี่เสนามารยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ก็เข้าจับกระบี่ทั้งสี่ตน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างฟันต่างแทงแย้งยุทธ์ สัประยุทธ์อื้ออึงกุลาหล
ต่างถาต่างโถมโจมประจญ อลวนไม่ลดงดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกพญาพาลีชาญสมร
รับรองป้องกันฟันฟอน วานรโรมรุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กึกก้องพสุธาอากาศ องอาจจับสี่ยักษี
สองเท้าจับสองเสนี กรกระบี่จับสองอสุรา
สั่งพญาครุฑราชฤทธิรงค์ โจมจับภุชงค์ตัวกล้า
พาเหาะขึ้นบนเมฆา ยังยอดมหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ฟาดลงพร้อมกันทั้งสี่ตน พรหมพักตร์หักโค่นไม่ทนได้
หัวขาดตัวขาดกลาดไป ตกลงในพื้นปัถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ แล้วตบมือร้องเย้ยหยัน ว่าเหวยทศกัณฐ์ยักษี
กูจะใคร่ตัดเศียรของมึงนี้ ไปเสียบไว้ที่พลับพลา
เกรงจะเกินราชบรรหาร องค์พระอวตารนาถา
จึ่งไว้ชีวิตอสุรา ว่าแล้วก็เหาะขึ้นอัมพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เลื่อนลอยมาบนอากาศ หมายมาดมรกตสิงขร
ลงยังพ่างพื้นดินดอน ด้วยกำลังฤทธิรอนว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคม พระบรมปิ่นภพสบสมัย
ทูลว่าข้าถือสารไป เจรจาด้วยไอ้กุมภัณฑ์
อหังการ์พาทีฮึกฮัก ถ้อยคำทรลักษณ์โมหันธ์
หยาบช้าสามานย์ชาญฉกรรจ์ แล้วมันใช้สี่เสนี
เข้ากลุ้มรุมล้อมจับฆ่า ได้ต่อฤทธาด้วยยักษี
ตายสิ้นทั้งสี่อสุรี ขุนกระบี่ทูลแจ้งทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังนัดดามัฆวาน ว่าขานถูกต้องทำนองความ
มิเสียทีเป็นวงศ์เทวราช องอาจกล้าหาญชาญสนาม
ผู้เดียวเคี่ยวฆ่าสงคราม ให้เลื่องชื่อลือนามวานร
ควรแล้วที่เป็นทูตา ถ้อยคำเจรจาไม่ย่อหย่อน
ชมพลางอำนวยอวยพร จงถาวรยิ่งโลกธาตรี
ให้ทรงศักดาวราฤทธิ์ ปัจจามิตรพ่ายแพ้กระบี่ศรี
ตรัสแล้วเสด็จจรลี เข้าที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศพักตร์ยักษา
เห็นวานรองอาจอหังการ์ ฆ่าสี่เสนาแล้วกลับไป
ความอายความแค้นแสนสาหส จะติดตามแทนทดก็ไม่ได้
นิ่งนึกเดือดดาลทะยานใจ เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟกัลป์
จึ่งคิดได้ว่าฉัตรฤทธิรงค์ ขององค์อัยการังสรรค์
อานุภาพไม่มีใครทัน จะฆ่ามันให้สิ้นบรรดามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ คิดแล้วมีราชวาที ตรัสสั่งเสนียักษา
อันพิชัยฉัตรรัตนา ของท้าวธาดาเลิศไกร
ประสาทไว้ให้กู้กรุงมาร เมื่อเกิดการณรงค์ศึกใหญ่
บูชาแล้วเชิญขึ้นปักไว้ ไพรีมืดไปดั่งโลกันต์
เร่งยกขึ้นกลางพารา ให้บังตาดั่งเขาพระเมรุกั้น
แล้วเกณฑ์ทหารทะลวงฟัน เป็นทัพขันธ์คอยฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนายักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จึ่งจัดทหารฤทธิรณ แต่ละตนอาจพลิกแผ่นดินได้
ล้วนถืออาวุธแกว่งไกว เตรียมไว้ตามราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วให้สมโภชบูชาฉัตร พร้อมด้วยเครื่องมัจฉะมังสา
เทียนเงินเทียนทองรจนา ข้าวตอกบุปผามาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นได้ศุภฤกษ์ก็ลั่นฆ้อง อสุราโห่ร้องอึงมี่
ยกขึ้นกลางราชธานี มืดดั่งราตรีอนธการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ครั้นเสร็จยกฉัตรชัชวาล พญามารเสด็จลีลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ เข้าที่ชำระสระสรง ทรงสุคนธ์ปนปรุงด้วยบุปผา
สอดใส่สนับเพลาอลงการ์ ภูษาเชิงทองท้องพัน
ชายไหวชายแครงเครือมาศ ฉลององค์พื้นตาดสังเวียนคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ ทองกรกุดั่นพาหุรัด
สอดมหาธำมรงค์ประดับเพชร ร่วงรุ้งเรือนเก็จกาบสะบัด
ทรงมงกุฎแก้วกรรเจียกทัด ยี่สิบหัตถ์กุมเทพสาตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เสร็จแล้วชวนสองอัคเรศ ดวงเนตรพี่ยอดเสน่หา
จงไปดูศึกที่ยกมา ให้เป็นขวัญตานางเทวี
ตรัสพลางก็พากันลีลาศ จากอาสน์สุวรรณเรืองศรี
ฝ่ายหมู่อนงค์นารี จรลีตามองค์พญามาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นฉัตรแก้ว อันเพริศแพร้วดั่งดวงสุริย์ฉาน
พร้อมทั้งสนมบริวาร แลดูทหารพระรามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดเสน่หา
พินิจพิศดูโยธา เห็นหมู่วานรชาญฉกรรจ์
คือศรีสุครีพชมพูพาน หนุมานองคตแข็งขัน
พวกพลเยียดยัดแจจัน เฝ้าพระทรงธรรม์สี่กร
อันทหารทั้งสองนคเรศ เลื่องชื่อลือเดชชาญสมร
ล้วนเทวามาเป็นพานร อาจช้อนพิภพเมืองอินทร์
ถึงจะพลิกสี่มหาสุธาธาร ทั่วทุกจักรวาลก็ได้สิ้น
ตกใจดั่งจะแทรกแผ่นดิน ผินพักตร์มาทูลพระภัสดา
อันมนุษย์พี่น้องสององค์ สุริย์วงศ์จักรพรรดินาถา
หน่อท้าวทศรถกษัตรา นัดดาอัชบาลฤทธิรอน
ทรงเดชเลิศลบพิภพไหว กล้าหาญชาญชัยด้วยแสงศร
เป็นปิ่นอยุธยาพระนคร ภูธรคิดดูให้จงดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ยิ้มแล้วจึ่งตอบวาที เจ้าพี่อย่าประหวั่นพรั่นใจ
เราก็ทรงศักดาวราฤทธิ์ ทศทิศไม่รอต่อได้
ทำไมแก่มนุษย์เท่าตัวไร กับไอ้ลิงไพรพนาวัน
จะใช้แต่ทหารไปราญรอน ฟันฟอนให้สิ้นทัพขันธ์
เลือดเนื้อจะเป็นเหยื่อกุมภัณฑ์ เคี้ยวเสียไม่ทันพริบตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่วานรถ้วนหน้า
เห็นพยับอับแสงสุริยา มืดทั่วโลกาธาตรี
เป็นมหามหัศอัศจรรย์ เรียกร้องหากันอึงมี่
บ้างวิ่งบ้างคลานไม่สมประดี กระบี่อลวนวุ่นวาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
เสด็จเหนือแท่นแก้วแพรวพราย พร้อมหมู่นิกายโยธา
เห็นมืดกลุ้มชอุ่มอัมพร บดบังทินกรในเวหา
วานรอื้ออึงเป็นโกลา ผ่านฟ้ารำพึงคะนึงคิด
อัศจรรย์นี้เหมือนครั้งพิราพ อันหยาบช้าสาธารณ์ทุจริต
หรือจะเป็นเล่ห์กลปัจจามิตร ประหลาดจิตเป็นพ้นพันทวี
จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกยักษี
ไฉนมามืดดั่งราตรี เหตุนี้จะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาพระภูวไนย บังคมไหว้แล้วทูลกิจจา
อันซึ่งมืดมัวทั่วทิศ ด้วยความคิดทศพักตร์ยักษา
มันจะลอบยกโยธา ออกมาหักโหมโรมรัน
จึ่งยกพิกลฉัตรชัย บังไว้ซึ่งดวงพระสุริย์ฉัน
ฝ่ายเราไม่แลเห็นมัน กุมภัณฑ์เห็นทัพพระจักรี
ฉัตรนี้ของท้าวธาดาพรหม เป็นบรมอัยกายักษี
อานุภาพเลิศลบธาตรี มีไว้แต่ตั้งลงกา
ขอให้ทหารชาญชัย รีบไปหักฉัตรยักษา
จะเห็นแจ้งซึ่งแสงสุริยา แม้นละไว้ช้าจะเสียการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ว่าขุนมารมันยกฉัตรชัย
จึ่งมีพระราชบัญชา แก่วานรโยธาน้อยใหญ่
ใครจะอาสามาดอาจใจ เข้าไปหักฉัตรทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
ได้ฟังโองการพระทรงธรรม์ บังคมคัลสนองพระบัญชา
ครั้งก่อนคำแหงวายุบุตร ผู้มีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ไปถวายธำมรงค์อลงการ์ ในเบื้องบาทาพระเทวี
องคตก็ได้สื่อสาร หักหาญฆ่าสี่ยักษี
ตัวข้าพระบาทผู้ภักดี ครั้งนี้จะอาสาไป
ทำลายฉัตรท้าวทศพักตร์ ให้หักยับลงจงได้
พระองค์ผู้ทรงภพไตร อย่าเคืองใต้เบื้องพระบาทา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งกล่าววาจาอันสุนทร อวยพรประสาทกระบี่ศรี
ตัวท่านผู้เรืองฤทธี จงไปสวัสดีมีชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพทหารใหญ่
รับพรพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ทำอำนาจผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
เหาะขึ้นยังพื้นเมฆา รีบไปดั่งวายุพัดพาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลัดนิ้วมือเดียวก็มาถึง ซึ่งกรุงลงการาชฐาน
แลเห็นฉัตรแก้วสุรกานต์ สูงตระหง่านอยู่กลางธานี
ท้าวทศเศียรขุนยักษ์ กับองค์อัคเรศมเหสี
ทั้งฝูงสนมนารี อยู่ที่ชั้นฉัตรรัตนา
อันในแผ่นพื้นสุธาดล ไว้พลพิทักษ์รักษา
จึ่งคิดถวิลจินดา แม้นว่าตัวกูจะเข้าไป
ก็จะต้องต่อดีด้วยกุมภัณฑ์ เกิดรบพุ่งกันเป็นศึกใหญ่
จำจะบังเนตรมันไว้ อย่าให้แลเห็นอินทรีย์
จึ่งจะไม่เสียราชการ องค์พระอวตารเรืองศรี
คิดแล้วร่ายเวทอันฤทธี ขุนกระบี่นิมิตกายา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ ใหญ่เท่าบรมพรหมาน สูงตระหง่านเงื้อมง้ำเวหา
ลงยังพ่างพื้นพสุธา ด้วยกำลังศักดาเกรียงไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ อันหมู่อสุรยักษี จะเห็นอินทรีย์ก็หาไม่
แกว่งพระขรรค์แก้วแววไว เดินไปตามแถวมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพระเสื้อเมืองยักษา
แลเห็นวานรผู้ศักดา กายาเท่าเขาอัสกรรณ
สูงเยี่ยมเทียมพื้นอัมพร สำแดงฤทธิรอนแข็งขัน
ความกลัวปิ้มม้วยชีวัน ตัวสั่นไม่เป็นสมประดี
สองมือปิดสองนัยนา ไม่อาจจะดูหน้ากระบี่ศรี
หนีออกจากราชธานี ไปยังที่เนินจักรวาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สุครีพฤทธิไกรใจหาญ
ครั้นถึงฉัตรแก้วสุรกานต์ ยืนทะยานตรงพักตร์อสุรา
แล้วจึ่งคลายวิทยามนต์ สำแดงฤทธิรณแกล้วกล้า
กวัดแกว่งพระขรรค์อันศักดา ชี้หน้าแล้วร้องประกาศไป
ว่าเหวยดูกรทศพักตร์ ฮึกฮักโอหังหยาบใหญ่
จะสู้องค์พระตรีภูวไนย เหตุใดไม่ออกไปต่อกร
มาลอบทำการเช่นนี้ หรือยักษีมึงกลัวพระแสงศร
บัดนี้พระนารายณ์ฤทธิรอน ภูธรตรัสใช้ให้กูมา
ประหารเสี่ยงสับเศียรมึง ซึ่งทำทุจริตอิจฉา
ในที่ท่ามกลางพารา ให้สมน้ำหน้าไอ้อัปรีย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นน้องพญาพาลี มากล่าววาทีชาญฉกรรจ์
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ร้องตวาดดั่งเสียงฟ้าลั่น
เหม่ไอ้สุครีพอาธรรม์ มึงนี้โมหันธ์ฉันทา
ยกยอมนุษย์ไม่มีอาย ว่าเป็นนารายณ์นาถา
อย่าพักอ้างอวดอหังการ์ ใช่ว่าจะเกรงฤทธิไกร
ฆ่าได้แต่ไอ้พาลี กูนี้หาเหมือนกระนั้นไม่
ซึ่งมึงเย่อหยิ่งจะชิงชัย ที่ไหนจะรอดชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
ได้ฟังจึ่งตอบกุมภัณฑ์ เหวยทศกัณฐ์ยี่สิบกร
มึงอย่าอ้างอวดฤทธิรงค์ จะต่อด้วยองค์พระทรงศร
แต่กูทหารจะราญรอน ไม่ให้ร้อนถึงองค์พระทรงครุฑ
ว่าแล้วกระทืบบาทา ดั่งลงกาจะล่มจมสมุทร
แกว่งพระขรรค์ชัยวัยวุฒิ ทะยานยุดขึ้นฉัตรอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลยักษี
เห็นวานรโรมรุกคลุกคลี ตกใจวิ่งหนีพัลวัน
บ้างล้มลุกวุ่นวายตะกายมา หลับตาหน้าซีดตัวสั่น
บ้างตกบ้างกอดทศกัณฐ์ บ้างห้อยหันตามกงฉัตรชัย
ร้องตรีดหวีดอึงคะนึงมี่ จะเอาสมประดีก็ไม่ได้
แขนหักขาหักวุ่นไป ร้องไห้เรียกกันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ไม่รู้ที่จะต่อฤทธา ผู้เดียวพะว้าพะวังใจ
เวียนวงไปตามกงฉัตร หลีกลัดมิให้เข้าใกล้
กรหนึ่งกอดนางมณโฑไว้ กรสองคว้าได้นางอัคคี
สิบเจ็ดกรอุ้มฝูงกำนัล กรหนึ่งแกว่งพระขรรค์ชัยศรี
ขัดขวางทางที่จะต่อตี อสุรีถอยรับวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาสุครีพชาญสมร
เห็นยักษาถอยท้อไม่ต่อกร วานรโรมรุกบุกบัน
เท้าขวาถีบต้องทศพักตร์ ขุนยักษ์ซวนเซเหหัน
ก้าวสกัดลัดไล่พัลวัน ติดพันไม่ห่างอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ทำทีประหนึ่งจะจู่โจม ชิงโฉมมณโฑเสน่หา
เข้าใกล้คว้าไขว่ไปมา สรวลร่าเยาะเย้ยอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เสียชั้นเสียเชิงจะต่อตี เสียทีด้วยระวังเยาวมาลย์
สิบเก้ากรนั้นกอดนางไว้ จนใจที่จะเข้าหักหาญ
กรหนึ่งแกว่งพระขรรค์สุรกานต์ ต้านทานรบรันอลวน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จะฟันจะแทงไม่ถนัด แต่ป้องปัดหลบหลีกสับสน
จำเป็นจำสู้จำทน เวียนวนถอยไล่พัลวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงฟัน โจมจับกุมภัณฑ์ด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แกว่งพระขรรค์ชัยดั่งไฟพราย มาดหมายเขม้นเข่นฆ่า
ฟันแทงแย้งยุทธ์ไปมา ถูกกายอสุราหลายที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
กรเดียวรบรันประจัญตี สุดที่จะรอต่อฤทธิ์
ความเจ็บนั้นพ้นที่ทนนัก พญายักษ์ไม่ทานต้านติด
สุดใจสุดกำลังสุดคิด ไม่รบชิดถอยรับรอมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
เห็นทศกัณฐ์อสุรา เสียทีในท่าชิงชัย
เท้าถีบถูกกายขุนมาร เผ่นทะยานฉวยยอดฉัตรได้
น้าวลงด้วยกำลังว่องไว หักฉัตรพิชัยโมลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ อันทศเศียรกุมภัณฑ์ ทั้งสนมกำนัลมเหสี
ตกลงยังพื้นปัถพี ร้องมี่อื้ออึงทุกตัวตน
ฉัตรแก้วสุรกานต์ก็วินาศ อากาศแจ่มแจ้งทุกแห่งหน
ส่องสว่างสร่างแสงสุริยน ตลอดจนกองทัพพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

๏ ขุนกระบี่จึ่งเอาเท้าขวา คว้าคีบมงกุฎไว้ได้
ลอยอยู่ยังพื้นนภาลัย แล้วร้องไยไพขุนมาร
เหวยเหวยดูกรทศพักตร์ ฮึกฮักอวดฤทธิ์กล้าหาญ
กูจะใคร่ตัดเศียรไอ้สาธารณ์ เกรงเกินโองการพระจักรี
จะเอาแต่มงกุฎไปถวาย องค์พระนารายณ์เรืองศรี
ว่าแล้วสำแดงฤทธี ขุนกระบี่ก็เหาะกลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เลื่อนลอยโดยทางอากาศ หมายมาดมรกตภูผา
ก็ลงสู่พื้นพสุธา เข้ายังพลับพลาพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระบรมรังสรรค์
ข้าไปหักฉัตรกุมภัณฑ์ ได้โรมรันด้วยท้าวทศพักตร์
ครั้นว่าจะล้างชีวา เกรงเกินบัญชาพระทรงจักร
จึ่งเอาแต่มงกุฎขุนยักษ์ มาบูชาศรศักดิ์พระสี่กร
ตามคำข้าบาทกระบี่ศรี โดยที่ได้ทูลไว้แต่ก่อน
พระองค์ผู้ทรงฤทธิรอน ภูธรจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าจึ่งทอดพระเนตรไป
เห็นมงกุฎแก้วขุนมาร ชัชวาลดั่งดวงแขไข
ชื่นชมด้วยสมดั่งพระทัย ภูวไนยจึ่งตรัสแก่เสนี
อันพญาสุครีพฤทธิรงค์ อาจองหักฉัตรยักษี
ทำลายความคิดอสุรี ทำชอบครั้งนี้มากนัก
ควรที่เป็นวงศ์พระทินกร จะขจรเดชไปทั้งไตรจักร
ตรัสพลางชวนองค์พระลักษมณ์ ผันพักตร์ย่างเยื้องเข้าพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศเศียรยักษา
ตกลงยังพื้นพสุธา วานรนั้นเอามงกุฎไป
ได้ความอัปยศอดสู แก่หมู่มาตยาน้อยใหญ่
ทั้งเจ็บทั้งชํ้าระกำใจ ด้วยเสียเชิงเสียชัยแก่ไพรี
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นจิต ดั่งปืนพิษติดทรวงยักษี
ก็พานางย่างเยื้องจรลี ขึ้นที่ปราสาทอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เอนองค์ลงเหนือแท่นแก้ว อันแล้วด้วยเนาวรัตน์ประภัสสร
นิ่งนึกตรึกตราอาวรณ์ ทอดถอนฤทัยไปมา
สงครามมนุษย์นี้สามารถ มีทหารองอาจแกล้วกล้า
ใช้ได้ต่างใจต่างตา ทั้งสติปัญญาก็ว่องไว
ครั้งก่อนนั้นไอ้หนุมาน ลวงเผาราชฐานเสียได้
แล้วไอ้องคตจังไร อาจใจฆ่าสี่เสนี
ครั้งนี้สุครีพมาหักฉัตร อันเฉลิมสวัสดิ์บุรีศรี
ถึงสามครั้งตั้งแต่เสียที ไพรียิ่งจะกำเริบนัก
โอ้ว่าเสียดายฉัตรแก้ว หาไม่ได้แล้วทั้งไตรจักร
คิดพลางยอกรก่ายพักตร์ พญายักษ์มิได้นิทรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่มีสุข แสนทุกข์เศร้าโทมนัสสา
จนปัจฉิมยามเวลา สุริยาเรื่อเรืองอัมพร
จึ่งเข้าที่ชำระสระสรง ทรงเครื่องกษัตริย์ประภัสสร
จับพระขรรค์แก้วฤทธิรอน บทจรออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่อสุรกุมภัณฑ์ น้อมเกล้าอภิวันท์ดาษดา
จึ่งมีพระราชบรรหาร แก่เสนามารซ้ายขวา
อันสงครามมนุษย์