สมุดไทยเล่มที่ ๘๖

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวมหาบาลยักษี
เสวยแสนสวรรยาในธานี มีนามชื่อว่าจักรวาล
ประกอบด้วยพหลโยธา เสนาม้ารถคชสาร
สมบัติสมบูรณ์โอฬาร ปานดั่งวิมานเมืองอินทร์
อันหมู่ทหารชาญณรงค์ อาจองแกล้วกล้าด้วยกันสิ้น
เหาะเหินเดินนํ้าดำดิน อสุรินทร์ไปได้ด้วยฤทธี
พญายักษ์มีอัครชายา ชื่อนางมณฑาโฉมศรี
พระสนมกำนัลนารี ล้วนมีศุภลักษณ์ละกลกัน
ท้าวทรงศักดาอานุภาพ ปราบไปได้ทั่วสรวงสวรรค์
เป็นสหายรักร่วมชีวัน กับทศกัณฐ์เจ้าลงกา
สองกรุงร่วมพื้นสุธาธาร ไม่มีการฉันทาโทษา
ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกันมา โดยมหาพันธุมิตรสวัสดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ให้คะนึงถึงองค์ทศพักตร์ อันเป็นสหายรักของยักษี
จึ่งสั่งนนทสูรอสุรี จงเตรียมโยธีพลไกร
พร้อมทั้งคชาม้ารถ กำหนดโดยกระบวนพยุห์ใหญ่
พรุ่งนี้ตัวกูจะยกไป ยังกรุงพิชัยลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทสูรยักษา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จัดเป็นกระบวนจัตุรงค์ เลือกล้วนอาจองแข็งขัน
ขุนช้างผูกช้างดั้งกั้น เครื่องมั่นหุ้มสักหลาดแดง
ควาญหมอขี่คอท้ายประจำ กุมของ้าวรำกวัดแกว่ง
ขุนม้าขี่ม้าหมู่แซง มือถือทวนแทงกรีดกราย
ขุนรถขี่รถยืนยัน กรกุมเกาทัณฑ์ประลองสาย
ขุนพลตรวจพลนิกาย ไพร่นายพื้นทหารชำนาญยุทธ์
ล้วนถือเครื่องสรรพสาตรา กวัดแกว่งเงื้อง่าอุตลุด
เยียดยัดเพียงปถพีทรุด คณนาสิบสมุทรโยธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษี
ครั้นรุ่งสางสร่างแสงพระรวี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สนานกายสายสินธุ์สุหร่ายรัตน์ วารินเย็นหยัดดั่งฝอยฝน
ลูบไล้เครื่องทิพย์เสาวคนธ์ ปรุงปนเกสรสุมามาลย์
สนับเพลาหักทองช่องกระจก ภูษาแย่งยกกระหนกก้าน
ชายแครงกุดั่นดวงประพาฬ ชายไหวแก้วกาญจน์อลงกรณ์
ฉลององค์พื้นผุดสุพรรณพราย สังวาลวัลย์สามสายประภัสสร
ตาบทิศทับทิมอรชร ทับทรวงสร้อยอ่อนสะอิ้งองค์
ทองกรพาหุรัดประดับเพชร ธำมรงค์เครือเก็จกาบหงส์
มงกุฎแก้วคู่จักรพรรดิทรง กรรเจียกจอนอลงการ์กาญจน์
พระหัตถ์จับศรศักดา จักรคทาธรแก้วมุกดาหาร
สง่างามดั่งบรมพรหมาน มาขึ้นรถสุรกานต์รูจี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ รถเอยรถทรง กำกงแก้วลายหลายศรี
แอกอ่อนงอนงามล้วนมณี บุษบกตั้งที่บัลลังก์ลอย
รูปครุฑยุดนาคสะบัดหิ้ว ช่องกระจกกระหนกพลิ้วตาอ้อย
บันแถลงแสงระยับประดับพลอย กาบชดทวยช้อยอรชร
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันมือถือธนูศร
เครื่องสูงบังแทรกจามร แตรงอนกลองประโคมโครมครึก
เสียงรถคชาพาชี โยธีโห่ร้องก้องกึก
ผงคลีตลบควันพันลึก ขับกันคึกคึกรีบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ถึงด่านลงกาพระนคร จึ่งให้หยุดนิกรทัพใหญ่
ตั้งตามแนวป่าพนาลัย โดยในกระบวนที่ยกมา
แล้วมีพระราชบรรหาร สั่งนนทการยักษา
จงไปหาชาวด่านลงกา พาตัวมันมาบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทการสูรยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที ถวายอัญชุลีแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นพบอสูรฤทธิการ ซึ่งเป็นนายด่านผู้ใหญ่
แจ้งความตามข้อรับสั่งใช้ แล้วพาไปที่เฝ้าอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างน้อมเศียรเกล้าบังคม พระบรมปิ่นภพยักษา
ในที่ท่ามกลางเสนา คอยฟังบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษี
จึ่งมีพระราชวาที เหวยอสุรีฤทธิการ
ท้าวทศเศียรสหายกู พงศ์พรหเมศผู้มหาศาล
พระองค์มงกุฎกรุงมาร ยังค่อยสำราญประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฤทธิการผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาจา
อันกรุงลงการาชฐาน เกิดการเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
ด้วยมนุษย์พี่น้องสองรา ทรงนามชื่อว่ารามลักษมณ์
อันผ่านอยุธยาพระนคร ยกพลวานรมาโหมหัก
แต่รบรอต่อกรกับหมู่ยักษ์ ช้านานได้สักสิบสามปี
กุมภกรรณอินทรชิตก็วายชนม์ จนองค์ทศพักตร์ยักษี
ยกพลโยธาออกต่อตี ไพรีฆ่าเสียวายปราณ
บัดนี้ให้พิเภกผู้น้อง ขึ้นครองลงการาชฐาน
ชื่อทศคิรีวงศ์ขุนมาร แล้วยกทวยหาญไปพารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษา
ได้ฟังตะลึงทั้งกายา ดั่งว่าต้องสายอสุนี
ความแสนเสียดายสหายรัก ชลนัยน์นองพักตร์ยักษี
ให้คิดแค้นอริราชไพรี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
ผุดลุกขึ้นยืนกระทืบบาท ผาดแผดสิงหนาทเสียงสนั่น
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมงวัน กูจะหั่นมิให้แค้นคอกา
เหวยภัทรจักรจงเร่งไป หาไอ้พิเภกยักษา
บอกว่าตัวกูผู้ศักดา ให้ออกมายังด่านพระนคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ภัทรจักรขุนมารชาญสมร
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิรอน ชุลีกรแล้วรีบไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลงการาชฐาน ก็แจ้งการเสนาทั้งสี่
ตามในรับสั่งอสุรี ถ้วนถี่เสร็จสิ้นแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ได้แจ้งแห่งราชบัญชา อสุราตระหนกตกใจ
ครั้งนี้ลงการาชฐาน จะรื้อเกิดกาลกุลีใหญ่
คิดแล้วก็พากันเข้าไป ยังในพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พญายักษี
ว่าท้าวมหาบาลธิบดี กรีพลโยธียกมา
ตั้งอยู่ปลายด่านเวียงชัย ใช้ให้ภัทรจักรยักษา
เข้ามาเชิญเบื้องบาทา ไปเฝ้าพญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
แจ้งว่าสหายทศกัณฐ์ ยกมาก็ประหวั่นพรั่นใจ
จึ่งคิดว่าท้าวมหาบาล โมหาสาธารณ์หยาบใหญ่
มาตรแม้นถึงกูจะออกไป ที่ไหนจะเป็นไมตรี
สู้ตายมิให้ขายเบื้องบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
คิดแล้วมีพจน์วาที แก่มหาเสนีจักรวาล
ตัวกูเป็นข้าบทรัช พระพงศ์จักรพรรดิมหาศาล
คือองค์นารายณ์อวตาร จะคบพวกพาลด้วยอันใด
เจ้ามึงถึงมีฤทธา กูจะออกไปหาหาควรไม่
เองจงเร่งรีบกลับไป บอกให้แจ้งใจอสุรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งภัทรจักรยักษี
ได้ฟังพระราชวาที อัญชุลีแล้วรีบจรจรัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิรีวงศ์รังสรรค์
ครั้นภัทรจักรกุมภัณฑ์ ออกจากเขตขัณฑ์ลงกา
เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟพิษ เกรงฤทธิ์มหาบาลยักษา
จึ่งจับกระดานชนวนมา พิเคราะห์ดูชะตาอสุรินทร์
เห็นกาลกิณีร่วมชาติ ลัคน์จันทร์ต้องฆาฏอยู่ทั้งสิ้น
เสาร์เสริดทับเสาร์ราศีมิน แล้วกินณหว่างลัคนา
แต่พระหัสบดิ์นั้นเป็นสิบเอ็ดอยู่ จะมีผู้ช่วยชีพสังขาร์
มิได้ถึงสิ้นชีวา อสุราค่อยสร่างสว่างใจ
แล้วดูโดยนาครยายี เห็นไพรีซึ่งเป็นนายใหญ่
จะถึงวินาศบรรลัย ที่ในท่ามกลางพลากร
บัดนี้ก็จวนสมัยกาล พระอวตารจะใช้พระแสงศร
ให้มาเยี่ยมเยียนพระนคร ก็จะได้ราญรอนไพรี
แจ้งเสร็จจึ่งมีบัญชา สั่งเปาวนาสูรยักษี
จงเกณฑ์หมู่พลโยธี รักษาหน้าที่ปราการ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรใจหาญ
น้อมเศียรรับสั่งพญามาร ชุลีลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จึ่งเกณฑ์รี้พลกุมภัณฑ์ เลือกล้วนแข็งขันแกล้วกล้า
สรรพไปด้วยเครื่องสาตรา รักษารอบราชธานี
เชิงเทินหอรบป้อมค่าย เอาปืนใหญ่ขึ้นรายประจำที่
กองหนุนแต่ล้วนตัวดี มีระยะห้าเส้นห่างกัน
อันประตูนคเรศราชฐาน ไว้พวกพลหาญกองขัน
กองกลางล้วนเหล่าทะลวงฟัน ตั้งมั่นไว้กลางพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายภัทรจักรยักษา
ออกจากพระนครลงกา รีบมายังที่ทัพชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประณตประนมไหว้
ทูลความแต่ต้นจนปลายไป โดยในพิเภกพาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่ไอ้พิเภกทรลักษณ์ ถ้อยคำฮึกฮักโมหันธ์
ไม่เกรงกูผู้เดชชาญฉกรรจ์ จะจับมันมาเสียบประจานไว้
ว่าแล้วให้เคลื่อนรถทรง เลิกหมู่จตุรงค์น้อยใหญ่
โห่สนั่นครั่นครื้นภพไตร รีบไปด้วยกำลังโกรธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีโองการ ให้หยุดทวยหาญซ้ายขวา
คอยดูพิเภกอสุรา จะยกออกมาต่อกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริวงศ์ทรงศร
เสวยสวรรยาสถาวร ด้วยบังอรสีดาเทวี
พร้อมหมู่สาวสนมกำนัล แปดหมื่นสี่พันเฉลิมศรี
ขับกล่อมบำเรอพระจักรี ในปราสาทมณีโอฬาร
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ เหนือแท่นทิพมาศฉายฉาน
ครั้นปัจฉิมเวลากาล ผ่านฟ้าก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ ทรงพระสุบินนิมิต ว่าเมฆนั้นวิปริตทางทิศใต้
บังเกิดเป็นเปลวควันไฟ มืดคลุ้มกลุ้มไปในนภา
แล้วยังมีชายชาญฉกรรจ์ หนึ่งนั้นถือตรีคมกล้า
โผนทะยานผ่านหมู่เสนา มาแหวะหวะอุราภูธร
สาวไส้ออกให้เรี่ยราย กระจายรอบจักรวาลสิงขร
แล้วผ่านข้ามนทีสีทันดร ที่มืดมิดอัมพรก็หายไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ก็ฟื้นตื่นจากที่ไสยาสน์ ภาณุมาศพอเยี่ยมยอดไศล
สระสรงทรงเครื่องอำไพ ภูวไนยออกพระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์กาญจน์ ท่ามกลางทวยหาญซ้ายขวา
ทั้งพญาอนุชิตผู้ศักดา อันมาแต่นพบุรี
จึ่งตรัสแก้พระสุบินนิมิต แก่ปโรหิตทั้งสี่
ท่านจงพิเคราะห์ดูให้ดี ฝันนี้จะเป็นประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปโรหิตโหราผู้ใหญ่
รับสั่งแล้วคำนวณไป โดยในลัคนาพยากรณ์
ก็แจ้งด้วยปรีชาอันสามารถ กราบบาททูลองค์พระทรงศร
ซึ่งฝันว่าเมฆมืดอัมพร อันแสงทินกรเป็นเปลวควัน
จะมีหมู่อริราชไพรี ยกพวกโยธีทัพขัน
มาทำร้ายพระนครขอบคัน อันขึ้นในเบื้องบทมาลย์
ข้อซึ่งมีชายเอาตรีแตระ แหวะอกออกด้วยกำลังหาญ
แล้วสาวไส้ไปรอบจักรวาล ฐานนี้เป็นศุภนิมิต
บรรดาข้าศึกจะสูญสิ้น จะเพิ่มภิญโญยศพระจักรกฤษณ์
จะแผ่เดชาวราฤทธิ์ ไปทั่วทศทิศธาตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ได้ฟังโหราธิบดี ภูมีถวิลจินดา
ถึงท้าวทศคิริวงศ์ ด้วยไม่มีฤทธิรงค์แกล้วกล้า
แม้นมีเหตุภัยสิ่งใดมา เห็นว่าจะสิ้นชีวาลัย
จำจะใช้แสงศรอันทรงเดช ไปฟังเหตุร้ายดีเบินไฉน
คิดแล้วก็จับศิลป์ชัย เสด็จไปยังหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งชักพาลจันทร์ขึ้นพาดสาย พระเนตรหมายทักษิณทิศาน
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ผ่านฟ้าแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงศศิธร เขจรไปโดยเวหา
ตกในพิชัยลงกา ตรงหน้าพิเภกอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เห็นศรสมเด็จพระจักรี มีความชื่นชมด้วยสมคิด
เชิญวางเหนือพานสุวรรณรัตน์ ประนมหัตถ์คำรบพระแสงสิทธิ์
บูชาด้วยธูปเทียนชวลิต แล้วลิขิตจารึกสารา
ผูกศิลป์แล้วประณตบทบงสุ์ ศรทรงลอยขึ้นบนเวหา
ดั่งหนึ่งว่ามีวิญญาณ์ มาตกตรงพักตราพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสฤษดิรักษ์เรืองศรี
ทอดพระเนตรเห็นสารอสุรี ติดมาในที่ศรชัย
จึ่งหยิบขึ้นคลี่อ่านดู ก็รู้ว่าเกิดการศึกใหญ่
คือสหายทศกัณฐ์ที่บรรลัย มาแต่กรุงไกรจักรวาล
จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งพญาอนุชิตใจหาญ
ว่าลงกาเกิดศึกรอนราญ ตัวท่านผู้มีศักดา
จงรีบไปช่วยรณรงค์ ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ฆ่าเสียให้สิ้นบรรดามา ด้วยกำลังฤทธาวานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระสี่กร ลาแล้วบทจรออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขุนกระบี่ผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปพิชัยลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลงยังนิเวศน์วังสถาน อันโอฬารดั่งดาวดึงสา
ขึ้นยังพระโรงรจนา ตรงเข้าไปหาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เห็นพญาอนุชิตฤทธี มีความชื่นชมโสมนัส
ลงจากแท่นแก้วอลงกรณ์ บทจรไปจูงเอาข้อหัตถ์
พาขึ้นนั่งร่วมบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรชัชวาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
คำรพนบนอบพญามาร แล้วแจ้งการว่าองค์พระจักรี
ทราบว่าหมู่ปัจจามิตร มาประชิดลงกาบุรีศรี
พระโองการตรัสใช้ให้ข้านี้ มาช่วยราวีอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ฟังลูกพระพายผู้ศักดา จึ่งมีบัญชาตอบไป
อันท้าวมหาบาลขุนยักษ์ ฮึกฮักอหังการ์หยาบใหญ่
อ้างอวดว่ามีฤทธิไกร มิได้เกรงเดชพระจักรี
ความแค้นนั้นแสนสุดคิด เจ็บจิตด้วยคำยักษี
ซึ่งโองการใช้ท่านมาครั้งนี้ ความข้ายินดีเป็นพ้นนัก
พระคุณประเสริฐเลิศลบ ใหญ่ยิ่งแผ่นภพไตรจักร
แต่ข้าเป็นข้าพระหริรักษ์ พระองค์ผลาญยักษ์ในลงกา
ยังมิได้ทำศึกสนองคุณ ซึ่งการุญชุบเกล้าเกศา
ครั้งนี้มีการสงครามมา หมายว่าจะออกชิงชัย
อันเหล่าอริราชศัตรู จะไม่ล่วงดูหมิ่นได้
มาตรแม้นเพลี่ยงพล้ำประการใด ท่านจงช่วยให้ทันที ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
นบนอบตอบคำอสุรี ทั้งนี้ก็ตามแต่ปรีชา
ตัวข้าจะเหาะขึ้นคอยดู อยู่บนพ่างพื้นเวหา
ถ้าเห็นเสียทีจะลงมา ฆ่ามันให้ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์รังสรรค์
ฟังพญาอนุชิตชาญฉกรรจ์ กุมภัณฑ์ชื่นชมยินดี
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษี
จงเกณฑ์พหลโยธี เรานี้จะยกออกชิงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรเสนาใหญ่
ก้มเกล้ารับสั่งภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์พลเป็นพวกจตุรงค์ เลือกล้วนอาจองแกล้วกล้า
ขุนช้างขึ้นช้างชนะงา ถือของ้าวง่าหยัดยัน
ขุนม้าขี่ม้าอัสดร กวัดแกว่งโตมรดั่งจักรผัน
ขุนรถขี่รถพร้อมกัน ล้วนถือเกาทัณฑ์ลูกพิษ
ขุนพลตรวจเตรียมพลยุทธ์ นับสมุทรแน่นนันต์อกนิษฐ์
กุมสาตราแกว่งสำแดงฤทธิ์ ทุกตนไม่คิดตัวตาย
แล้วผูกมหาคชาธาร ครบเครื่องอลงการฉานฉาย
เยียดยัดอัดอึงทั้งไพร่นาย ตั้งรายตามเกล็ดนาคี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วประทุมทอง วารีเป็นละอองดั่งฝอยฝน
ทรงสุคันธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศชมพูนุท
สนับเพลาเครือหงส์อลงการ์ ภูษาพื้นตองทองผุด
ชายไหวชายแครงเครือครุฑ ฉลององค์ประดับบุษย์สังเวียนวง
รัดอกเกราะแก้วสุรกานต์ สังวาลทับทรวงกระหนกหงส์
ทองกรพาหุรัดรูปภุชงค์ ธำมรงค์เพชรเรืองอรชร
มงกุฎกรรเจียกแก้วดอกไม้ทัด พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
งามคล้ายทศพักตร์ฤทธิรอน บทจรมาทรงคชาธาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ช้างเอยช้างศึก ห้าวฮึกเรี่ยวแรงสำแดงหาญ
ประดับเครื่องกุดั่นอลงการ งามเทียมคชาธารจักรพรรดิ
ชนักต้นกระวินแก้วแพร้วพราย ผลึกรองทองสายลายขัด
ผูกเป็นจักรหลั่นรังรัด สันทัดเหี้ยมหาญในการยุทธ์
เรียกมันครั่นครึกกึกก้อง โกญจนาทผาดร้องอึงอุด
ทรหดอดทนอาวุธ เริงร่าสัประยุทธ์ราวี
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายสลับสี
ปี่กลองฆ้องขานเภรี แตรสังข์เสียงมี่อึงอล
อสุราโห่เร้าเอาฤกษ์ เอิกเกริกลงกากุลาหล
ผงคลีกลุ้มฟ้าสุธาดล รีบพลเร่งพวกดำเนินไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
เหาะทะยานผ่านมาด้วยว่องไว แอบดูอยู่ในอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรชาญสมร
เห็นพิเภกออกมาจะต่อกร ภูธรเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
จึ่งมีสีหนาทประกาศร้อง กึกก้องดั่งเสียงฟ้าลั่น
เหวยเหวยไอ้พวกกุมภัณฑ์ อันเป็นข้าเจ้าลงกา
ตัวมึงอย่าเข้ามาพลอยตาย เบี่ยงบ่ายหลบหนีเสียดีกว่า
กูตั้งใจจงจำนงมา จะฆ่าไอ้พิเภกสาธารณ์
ตรัสแล้วจึงสั่งเสนี จงเร่งโยธีทวยหาญ
เข้าจับพิเภกขุนมาร มาเสียบประจานให้สาใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทสูรกองหน้าทหารใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร ก็ขับกันเข้าไล่โจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธสับสน เสียงพลโห่ร้องอึงมี่
กองหนุนหนุนเนื่องเข้าราวี รบรุกคลุกคลีไม่คิดตาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลลงกาทั้งหลาย
แยกกันออกรับทั้งไพร่นาย ตีซ้ายป่ายขวาวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายพลจักรวาลพระนคร ตายยับซับซ้อนไม่นับได้
แตกย่นจนหน้ารถชัย ไม่เป็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษา
เห็นพลแตกพ่ายกระจายมา โกรธาดั่งหนึ่งเพลิงพิษ
กระทืบบาทเร่งรถคชสีห์ อสุรีกวัดแกว่งศรสิทธิ์
เข้ากลางโยธาปัจจามิตร ไล่ชิดต่อกรรอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลุยล้างพลข้างลงกา กลัวเดชอสุราไม่ต่อต้าน
จนมาถึงหน้าคชาธาร ขุนมารผาดเสียงเกรียงไกร
เหวยเหวยพิเภกทรชน จะรู้คุณพี่ตนก็หาไม่
โลภล้นเป็นพ้นประมาณไป จะใคร่ได้สมบัติในลงกา
จึ่งด้านหน้าเป็นข้าปัจจามิตร ไม่คิดปรานีแก่วงศา
เสียชาติพรหเมศอันศักดา กูจะฆ่าให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี จึ่งมีวาจาตอบไป
เหวยเหวยดูก่อนมหาบาล มึงอย่าอหังการหยาบใหญ่
อันพระเชษฐาที่บรรลัย ก็เกิดร่วมไส้กับกูมา
มึงชาวจักรวาลนัคเรศ เหตุใดใช่การมาล่วงว่า
เป็นชายหมิ่นชายด้วยวาจา กูไม่กลัวฤทธาขุนมาร
มึงดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง หรือจะมาแข่งด้วยสุริย์ฉาน
ว่าแล้วก็ขับคชาธาร เข้าไล่รอนราญราวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ งาแทงเท้าฉัดคัดค้อน ตายทั้งไกรสรสารถี
ราชรถแหลกลงเป็นผงคลี ด้วยกำลังฤทธีกุญชร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวมหาบาลชาญสมร
ตกลงเหนือพื้นดินดอน โกรธดั่งไฟฟอนไหม้ฟ้า
ผุดลุกขึ้นยืนกระทืบบาท ร้องตวาดดั่งเสียงฟ้าผ่า
ผาดแผลงสำแดงฤทธา โจนขึ้นเหยียบงาหัสดิน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พิเภกนั้นฟันด้วยของ้าว ท้าวมหาบาลตีด้วยคันศิลป์
ต้องทศคิริวงศ์อสุรินทร์ ตกลงมาสิ้นทั้งหมอควาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตใจหาญ
เห็นพิเภกเสียทีมหาบาล ก็ทะยานลงจากเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ องอาจดั่งราชไกรสร แกว่งตรีฤทธิรอนเงื้อง่า
ผาดแผลงสำแดงเดชา ออกยืนขวางหน้ากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรรังสรรค์
เหลือบเห็นวานรชาญฉกรรจ์ กุมภัณฑ์กริ้วโกรธคือไฟ
จึ่งร้องว่าเหวยไอ้เดียรัจฉาน ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน
นามกรของมึงนั้นชื่อไร เหตุใดมาทำดั่งนี้
ไม่เกรงกูผู้ทรงศักดา ผ่านมหาจักรวาลบุรีศรี
อานุภาพปราบทั่วธาตรี ฤทธีประเสริฐเลิศนัก
เอ็งเร่งไปให้พ้นพระกาฬ อย่าฮึกหาญเอาคอมารอจักร
กูจะฆ่าพิเภกขุนยักษ์ ที่มันทรลักษณ์จังไร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังจึ่งร้องตอบไป มึงไม่รู้หรืออสุรา
ตัวกูนี้เป็นทหาร องค์พระอวตารนาถา
ชื่อพญาอนุชิตผู้ศักดา ได้ครองพารานพบุรี
พระโองการใช้มาเยียนข่าว ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
ผู้เป็นปิ่นเกล้าอสุรี ในที่ลงกาพระนคร
ไฉนมึงยกพลมาปล้นเมือง ให้เคืองบาทบงสุ์พระทรงศร
สำมะหาแต่ท้าวยี่สิบกร ฤทธิรอนปราบได้ทั้งโสฬส
ฮึกฮักต้านต่อรณรงค์ โคตรวงศ์มิตรสหายก็ตายหมด
สิ้นทั้งโยธาม้ารถ พ้นที่กำหนดคณนา
ตัวมึงเหมือนหนึ่งลูกไก่ จะบรรลัยด้วยเล็บปักษา
สิ้นทั้งพวกพลบรรดามา ด้วยศักดาเดชกูบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี อสุรีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กระทืบบาทผาดแผดสีหนาท ร้องตวาดดังเสียงฟ้าลั่น
เหวยไอ้ลิงป่าพนาวัน มึงอย่าปึ่งปั้นเจรจา
อันไอ้พิเภกทรลักษณ์ ไม่รู้จักคุณพระเชษฐา
ให้หาโดยดีก็มิมา กลับยกโยธาออกรอนราญ
มึงเป็นแต่ข้ามนุษย์ อ้างอวดฤทธิรุทรกล้าหาญ
สู่รู้มาสู้ด้วยพระกาฬ กูจะผลาญให้สิ้นชีวัน
ว่าแล้วมีราชวาที เหวยหมู่อสุรีพลขันธ์
จงจับไอ้ลิงใจฉกรรจ์ มาหั่นอย่าให้แค้นคอกา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสูรยักษา
ได้ฟังบรรหารอสุรา ก็ดาเข้าโจมจับวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
ผู้เดียวรบรันประจัญกร ตะลุมบอนกลางหมู่โยธี
เท้าถีบมือตบปากกัด จับฟัดด้วยกำลังกระบี่ศรี
หัวขาดตีนขาดไม่สมประดี ตายหนีวิ่งแยกแตกกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มหาบาลฤทธิแรงแข็งขัน
แลเห็นพวกพลกุมภัณฑ์ ทั้งนั้นแตกพ่ายกระจายมา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพิษ กวัดแกว่งศรสิทธิ์เงื้อง่า
โลดโผนโจนไปด้วยศักดา เข้าไล่เข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระพายเทวัญเรืองศรี
หลบหลีกว่องไวไปในที โจนจับอสุรีด้วยฤทธิรอน
เท้าซ้ายนั้นเหยียบเข่าขวา มือคว้าฉวยชิงคันศร
ต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกร วานรถีบถูกขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรใจหาญ
ซวนไปล้มลงกับดินดาน โกรธดั่งเพลิงกาลไหม้ฟ้า
ลุกขึ้นเข่นเขี้ยวกระทืบบาท กวัดแกว่งศรสาตร์เงื้อง่า
พาดสายหมายล้างชีวา อสุราผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สำเนียงกัมปนาทหวาดไหว สะเทือนไปถึงชั้นอกนิษฐ์
โชติช่วงดั่งดวงพระอาทิตย์ ศรสิทธิ์เกลื่อนกลาดอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
หลบหลีกด้วยกำลังฤทธิรอน รวบฉวยเอาศรได้ทันที
หักเล่นย่อยยับระยำไป เยาะเย้ยโยนให้ยักษี
ชี้หน้าว่าเหวยไอ้อัปรีย์ วันนี้ตัวมึงจะวายปราณ
ว่าแล้วสำแดงฤทธิรอน กรแกว่งตรีเพชรฉายฉาน
กระทืบบาทผาดโผนโจนทะยาน เข้าโรมราญโจมจับอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ สองหัตถ์รัดรวบทั้งสองบาท ฟาดลงแล้วฉีกแขนขา
ขว้างไปด้วยกำลังศักดา ถูกมหามรกตคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวเทพาสูรยักษี
กายขาดติดเข้าทันที อสุรีไม่ม้วยชีวัน
สิ้นสุดอาวุธจะชิงชัย ทะยานใจกริ้วโกรธหุนหัน
ฮึดฮัดกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์เข้าถอนเอาต้นตาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตีนยันบ่าแบกกระชากฉุด ก็หลุดขึ้นด้วยกำลังหาญ
กวัดแกว่งโลดโผนโจนทะยาน เข้าไล่รอนราญวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตีซ้ายป่ายขวาด้วยสามารถ เสียงดั่งฟ้าฟาดสิงขร
ต่างกล้าต่างหาญราญรอน ประจัญกรรบรุกบุกบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
หลบหลีกรับรองป้องกัน โจนประจัญฉวยชิงตระบองตาล
ตีต้องอสุรีเป็นหลายหน ซวนไปไม่ทนกำลังหาญ
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร โผนทะยานขึ้นเหยียบอกไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พิศดูแล้วถวิลจินดา อสุราตนนี้เป็นไฉน
จึ่งฆ่าไม่ม้วยบรรลัย หรือดวงใจไม่อยู่กับอินทรีย์
เหมือนหนึ่งองค์ท้าวทศพักตร์ ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษี
คิดแล้วจึ่งกล่าววาที ถามพิเภกอสุรีผู้ปรีชา
เหตุใดจึ่งไอ้มหาบาล ผลาญมันไม่ม้วยสังขาร์
หรือมีลัทธิวิทยา ได้ร่ำเรียนมาแต่แห่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังจึ่งร้องตอบไป อันไอ้อสุรามหาบาล
ได้พรสมเด็จพระศุลี จึ่งมีศักดากล้าหาญ
ฟอนฟันแต่กายไม่วายปราณ ด้วยเดชชัยชาญประสาทมา
จะฆ่าจงแหวะเอาดวงใจ ขยี้ไปให้แหลกกับหัตถา
ขุนมารก็จะม้วยมรณา โดยบัญชาสั่งพระศุลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
ได้แจ้งแห่งคำอสุรี เงื้อตรีกวัดแกว่งสำแดงฤทธิ์
จึ่งผ่าอุราขุนยักษ์ หวะแหวะแตระควักเอาดวงจิต
ขยี้ไปจนสิ้นชีวิต ด้วยฤทธิ์ขุนกระบี่ผู้ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
เห็นท้าวมหาบาลอสุรา สุดสิ้นชีวาก็ยินดี
จึ่งพาพหลพลไกร ฝ่ายพิชัยลงกาบุรีศรี
ออกสกัดชายป่าพนาลี จับพลโยธีจักรวาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างผูกคอผูกมืออื้อฉาว ฮึกห้าวสำทับด้วยคำหาญ
กระชากฉุดล้มลุกคลุกคลาน หมู่มารต่อมารไม่เมตตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทเวศถ้วนหน้า
ทั้งหมู่นางเทพธิดา เห็นพญาอนุชิตฤทธิรอน
สังหารอสุรามหาบาล วายปราณด้วยกำลังชาญสมร
ต่างองค์ปรีดาสถาวร ยิ้มเยี่ยมบัญชรพิมานชัย
บ้างโปรยปรายดวงทิพบุปผา ประทุมมาศมาลาลงมาให้
เกลื่อนกลาดดาษพื้นพนาลัย อวยชัยให้พรพานรินทร์
จงจำเริญเรืองฤทธิ์อำนาจ เฉลิมบาทพระนารายณ์ทรงศิลป์
ช่วยชูโลกาฟ้าดิน ไปกว่าจะสิ้นกัลปา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ครั้นเสร็จสงครามก็ปรีดา บัญชาแก่ศรีหนุมาน
เชิญเจ้าผู้ทรงศักดาเดช คืนเข้านิเวศน์ราชฐาน
อันแสนสนุกโอฬาร ให้สำราญเป็นสุขสถาวร
ว่าแล้วจูงกรขุนกระบินทร์ ขึ้นทรงหัสดินทร์ชาญสมร
ให้เลิกโยธาพลากร คืนเข้าในนครลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงเกยแก้วสุรกานต์ ลงจากคชาธารตัวกล้า
พากันยูรยาตรคลาดคลา ขึ้นมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ตรัสสั่งหนุมานกระบี่ศรี
เชิญเจ้าผู้มีฤทธี ไปเข้าที่โสรจสรงชลธาร
เสวยเอมโอชโภชนา ในมหาปราสาทมุกดาหาร
กับนางเบญกายเยาวมาลย์ ให้สำราญเป็นสุขสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
รับราชบัญชาอันสุนทร ชุลีกรแล้วมาด้วยยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เข้าห้องสิริไสยาสน์ อนงค์นาฏเบญกายโฉมศรี
สนทนาปราศรัยด้วยไมตรี ขุนกระบี่เอนองค์ลงไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางเบญกายเสน่หา
เริดร้างห่างรสรักมา ช้านานพึ่งได้พบกัน
มีจิตชื่นชมโสมนัส ในความประดิพัทธ์เกษมสันต์
อิงแอบแนบชิดพัลวัน บันเทิงเริงรื่นฤทัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลน้อยใหญ่
ล้วนทรงศุภลักษณ์อำไพ ต่างตนมีใจปรีดา
ก็อาบนํ้าทาแป้งแต่งตัว หวีหัวส่องกระจกผัดหน้า
เสร็จแล้วก็พากันขึ้นมา บำเรอพญาวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างเข้าพัดวีรำเพยพาน อยู่งานข้างที่บรรจถรณ์
ดั่งดาราล้อมดวงศศิธร อันเขจรลอยฟ้าในราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ครวญขับ ร้องรับฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่
โหยหวนโอดพันไปในที ดีดสีประสานจังหวะกัน
รำมะนาท้าทับกรับฉิ่ง เพราะพริ้งดั่งหนึ่งเพลงสวรรค์
เป็นนํ้าค้างนางให้ดอกไม้พัน ไก่ขันการเวกเหรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำร่อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา
เอวอ่อนอ้อนแอ้นทั้งกายา ชม้ายชายตาให้ยวนยี
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนหัตถ์ ซัดแขนโดยจังหวะดีดสี
ย้ายท่าเป็นม้าตีคลี ทำทีใส่จริตกรีดงอน
ย่างเยื้องระทวยนวยนาด งามวิลาสดั่งเทพอัปสร
ย้ายท่าเป็นช้าน้องนอน คมค้อนโดยกระบวนให้ยวนใจ
แทรกเปลี่ยนเวียนขวามาซ้าย ย้ายเป็นผาลาเพียงไหล่
บำเรอวายุบุตรวุฒิไกร ในห้องปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
ชมฝูงอนงค์นารี จับระบำข้างที่ไสยา
ฟังเสียงสำเนียงขับกล่อม เพราะพร้อมเพลิดเพลินเสน่หา
ทั้งหอมชื่นรื่นรสสุคนธา วานรก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จนล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเพรียกพร้องเสียงใส
แสงทองส่องฟ้าอำไพ อโณทัยเยี่ยมยอดยุคุนธร
ขุนกระบี่ตื่นจากนิทรา ก็ออกมาจากที่บรรจถรณ์
สระสรงทรงเครื่องอลงกรณ์ บทจรไปท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดนั่งเหนือบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
ท่ามกลางอสูรกุมภัณฑ์ บังคมคัลพญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เห็นพญาอนุชิตก็ยินดี จึ่งมีพจนารถวาจา
อันกรุงพระนครจักรวาล ของท้าวมหาบาลยักษา
ประกอบด้วยสมบัติสวรรยา โยธาแน่นนับสมุทรไท
จะให้เปาวนาสูรเสนี ผู้มีปัญญาอัชฌาสัย
ไปอยู่ต่างตาต่างใจ จะเห็นเป็นไฉนวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
ได้ฟังบัญชาอันสุนทร ชุลีกรสนองพระวาที
ซึ่งจะให้เปาวนาสูรขุนมาร ไปรั้งจักวาลบุรีศรี
ก็จะภิญโญยศพระจักรี ชัวฟ้าธาตรีกัลปา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ฟังลูกพระพายเทวา ก็สั่งเปาวนาสูรกุมภัณฑ์
ตัวท่านผู้มีปรีชาชาญ จงไปรั้งจักรวาลเขตขัณฑ์
รักษาไพร่ฟ้าให้เป็นธรรม์ ต่างเนตรต่างกรรณพระสี่กร
แล้วมีบัญชาประกาศิต ชวนพญาอนุชิตชาญสมร
แต่งองค์ทรงเครื่องอาภรณ์ เขจรไปเฝ้าพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ลอยลิ่วมาในเมฆา ก็ถึงอยุธยาบุรีศรี
ลงยังพ่างพื้นปถพี พากันไปที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ