สมุดไทยเล่มที่ ๘๗

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริยวงศ์รังสรรค์
บรรทมเหนือแท่นแก้วแพรวพรรณ ในปราสาทสุวรรณอลงกรณ์
เป็นสุขสำราญวิญญาณ์ กับองค์สีดาดวงสมร
จนแสงทองรองเรืองอัมพร ศศิธรเลี้ยวเหลี่ยมสีขริน
ไก่แก้วตื่นตาขานขับ เสนาะสนั่นสำเนียงปักษิน
หมู่แมลงผึ้งภู่วู่บิน พระภูมินทร์ตื่นจากไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
กรายกรนวยนาดยาตรา ออกมายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
เสนาเข้าเฝ้าพร้อมกัน อภิวันท์เกลื่อนกลาดดาษไป
เหลือบเห็นท้าวทศคิริวงศ์ ผู้ทรงปัญญาอัชฌาสัย
กับพญาอนุชิตฤทธิไกร ภูวไนยชื่นชมยินดี
จึ่งมีพระราชบัญชา ปราศรัยพญายักษี
ซึ่งศึกมาติดธานี เรานี้มีความวิตกนัก
จึ่งใช้ให้ศรีหนุมาน ไปช่วยรอนราญหาญหัก
อันไอ้มหาบาลขุนยักษ์ มีฤทธิสิทธิศักดิ์ประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ฟังราชบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพจมาน
อันเทพาสูรอสุรา มีฤทธิ์ศักดากล้าหาญ
ทูลแจ้งถี่ถ้วนทุกประการ จนรอนราญมีชัยอสุรี
หากข้าได้พึ่งบาทบงสุ์ พระภุชพงศ์ทรงภพเรืองศรี
พระคุณล้ำฟ้าธาตรี พ้นที่จะนับคณนา
อันกรุงจักรวาลเวียงชัย ให้เปาวนาสูรไปรักษา
ถวายสุวรรณมาลา ในใต้บาทาพระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์จักรกฤษณ์
แจ้งว่าอสุราปัจจามิตร สุดสิ้นชีวิตก็ยินดี
จึ่งสรรเสริญศักดาหนุมาน กับปรีชาญพิเภกยักษี
ทั้งสองไว้เกียรติในธาตรี ควรที่เป็นปิ่นประชากร
ตรัสแล้วประทานเครื่องทรง ธำมรงค์เนาวรัตน์ประภัสสร
สังวาลสามสายอรชร เป็นบำเหน็จกรเสมอกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกหนุมานแข็งขัน
น้อมเกล้าประนมบังคมคัล รับราชรางวัลด้วยยินดี
ต่างตนถวายอภิวาทน์ ลาบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ออกจากพระโรงรูจี แยกไปธานีภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางมณโฑเสน่หา
เมื่อทศกัณฐ์ยังมีชีวา กัลยาทรงครรภ์พระโอรส
แรกตั้งปฐมวิญญาณ ประมาณเดือนหนึ่งเป็นกำหนด
ครั้นผัวนางสิ้นชีพทิวงคต ท้าวทศคิริวงศ์อสุรี
ขึ้นผ่านพิชัยลงกา สำคัญว่ามีครรภ์ด้วยยักษี
ครั้นถ้วนกำหนดเดือนปี เทวีประสูติพระลูกรัก
เป็นชายโสภาวิลาวัณย์ ดวงพักตร์ผิวพรรณแหลมหลัก
เหมือนองค์อินทรชิตขุนยักษ์ สมศักดิ์สุริย์วงศ์กษัตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ครั้นเห็นพระราชกุมารา ก็ปรีดาชื่นชมสมคิด
ดั่งได้สมบัติพัสถาน ศฤงคารบริวารในดุสิต
ความรักปานดวงชีวิต คิดว่าเกิดด้วยพระองค์
ไม่มีรังเกียจกังขา เสน่หาแสนสนิทพิศวง
ให้ชื่อไพนาสุริย์วงศ์ เอกองค์โอรสร่วมใจ
จึ่งจัดนางนมนงคราญ เว้นโทษหกประการประทานให้
เจ้าขรัวยายพี่เลี้ยงข้างใน ทรงโฉมวิไลจำเริญตา
ข้างหน้านั้นวรณีสูร อันเป็นประยูรวงศา
ให้เป็นพี่เลี้ยงพระลูกยา ต่างใจต่างตาอสุรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางเบญกายโฉมศรี
แต่ได้ร่วมรสฤดี ด้วยกระบี่หนุมานก็ทรงครรภ์
ครั้นได้ศุภฤกษ์ยามชัย เวลาใกล้รุ่งไก่ขัน
ก็คลอดลูกรักร่วมชีวัน เป็นชายผิวพรรณโสภา
เลื่อมเหลืองเรืองเรื่ออรชร กายกรเป็นเพศยักษา
พักตร์เป็นวานรเหมือนบิดา กัลยาชื่นชมยินดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
เห็นโอรสราชบุตรี ท่วงทีลักขณาวิลาวัณย์
มีความแสนโสมนัสนัก ยกขึ้นใส่ตักแล้วรับขวัญ
ให้ชื่ออสุรผัดกุมภัณฑ์ แล้วเลือกสรรนางนมพยาบาล
ทั้งพี่เลี้ยงข้างหน้าข้างใน จัดให้เสร็จสิ้นตามที่ฐาน
ไม่มีอันตรายภัยพาล เป็นสุขสำราญทุกเวลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ทั้งอสุรผัดกุมารา ค่อยวัฒนาเจริญวัย
ทั้งสองเคยไปเที่ยวเล่น เช้าเย็นไม่คลาดกันได้
ตีคลีมี่ฉาววุ่นไป ที่ในสนามหน้าพระลาน
แล้วศึกษาวิชาธนูศร หัดขี่อัสดรคชสาร
ขึ้นเฝ้าเบื้องบาทพญามาร เป็นนิจกาลทุกเวลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
เห็นโอรสราชนัดดา พญามารแสนโสมนัสนัก
จึ่งอุ้มไพนาสุริย์วงศ์ ทั้งองค์อสุรผัดขึ้นใส่ตัก
ประคองลูบจูบเกศจูบพักตร์ รักคือดวงตาดวงใจ
แล้วจัดเอาบุตรเสนี อายุศม์สิบปีไม่มีใหญ่
พันหนึ่งพึงพิศอำไพ ให้องค์ละห้าร้อยเสมอกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกุมารสุริย์วงศ์รังสรรค์
ต่างองค์น้อมเกล้าอภิวันท์ ก็พากันไปปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพญาอนุชิตเรืองศรี
ครองครองไพร่ฟ้าประชาชี ในนพบุรีอันโอฬาร
ตั้งอยู่ในธรรมทศพิธ โดยกิจกษัตริย์มหาศาล
ถึงเวลาออกว่าราชการ เป็นสุขสำราญทั้งพารา
อันหมู่ไพร่ฟ้าประชากร สโมสรรื่นเริงถ้วนหน้า
ราตรีเข้าที่ไสยา ในมหาปราสาทมณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริยาเรื่อรอง แสงทองจำรัสรัศมี
สระสรงทรงเครื่องรูจี ขุนกระบี่ออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขึ้นนั่งเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
เสนาน้อมเกล้าอภิวันท์ แน่นนันต์เกลื่อนกลาดดาษไป
จึ่งมีมธุรสพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงเตรียมพลเตรียมราชรถชัย กูจะไปเล่นสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้ปรีชาหาญ
น้อมเกล้ารับรสพจมาน บังคมลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์พลเป็นพวกพยุหบาตร โดยกระบวนประพาสราวป่า
กองหน้าถือปืนคาบศีลา ใส่เสื้อสีฟ้าขลิบทอง
ถัดมาสอดใส่เสื้อดำ กุมหอกปลอบคร่ำเป็นทิวท่อง
ถัดมาใส่เสื้อสีตอง ถือทวนพู่กรองจามรี
ถัดมาใส่เสื้อเครือมาศ ล้วนคาดเจียระบาดเหน็บกระบี่
เทียมทั้งรถทรงรูจี รถประเทียบนารีกำนัลใน
ตั้งเป็นหมวดกองถ้องแถว ตามแนววิถีถนนใหญ่
หน้าหลังคับคั่งกันไป เตรียมไว้คอยพญาวานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
ครั้นเสร็จซึ่งจัดพลากร บทจรมาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชำระกายด้วยสายกระแสสินธุ์ สุคนธากลั้วกลิ่นหอมหวาน
สนับเพลาเครือหงส์อลงการ ภูษาลอยก้านกระหนกพัน
ชายแครงชายไหวปลายสะบัด ทับทรวงเนาวรัตน์ดวงกุดั่น
ตาบทิศมรกตสังวาลวัลย์ พาหุรัดนาคพันทองกร
ทรงมหาธำมรงค์เพชรแพร้ว มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
ห้อยพวงมาลัยกรรเจียกจร กรกุมพระขรรค์อันศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ลุกจากที่นั่งบัลลังก์เก็จ อนงค์นาฏโดยเสด็จพร้อมหน้า
กรายหัตถ์ย่างเยื้องดำเนินมา ขึ้นมหาพิชัยรถทรง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถประพาส แอกงอนหุ้มมาศงามระหง
งามดุมงามกำงามกง งามทรงเสริดทั้งบัลลังก์ลอย
งามรายภาพรอบบุษบก งามกระจังช่องกระจกกระหนกห้อย
งามเสากาบประกับประดับพลอย งามยอดสุกย้อยสุพรรณพราย
งามสินธพสี่ดั่งสีสังข์ งามกำลังเพียงม้าพระสุริย์ฉาย
งามสารถีถือหอกกราย งามเครื่องสูงรายเนาวรัตน์
งามปี่ประโคมโครมครึก งามพลแห่ฮึกอึงอัด
งามประเทียบเรียบแถวแนวพนัส กระบวนหน้าเร่งรัดกันรีบมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นถึงซึ่งสวนอุทยาน ให้หยุดพลหาญซ้ายขวา
ก็พาฝูงอนงค์กัลยา ลงจากรัถารูจี
พร้อมหมู่นางท้าวเถ้าแก่ ชะแม่กำนัลสาวศรี
กรายหัตถ์ย่างเยื้องจรลี ฝูงอนงค์นารีก็ตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เที่ยวชายท่องชมบุปผชาติ เบิกกลีบบานกลาดอยู่ไสว
บ้างทรงผลสุกพิศอำไพ ใบสดบังแสงพระสุริยา
แก้วกุหลาบกาหลงประยงค์แย้ม พิกุลแกมพิกันเกดกฤษณา
มหาหงส์มะหาดเหียงกระดังงา จันทน์ปีปจำปาสารภี
รักลาร้อยลิ้นปริงปราง ซางโศกไทรสนสาลี่
ซ่อนกลิ่นส่งกลั้วจำปี ลิ้นจี่ลำเจียกมะลิวัลย์
ช่อตระแบกชาตบุษย์พุดลา การะเกดกรรณิการ์นมสวรรค์
มะลุลีมะลิลาแสลงพัน อัญชันแอบช่อชบาบาน
ชมพลางชื่นเพลินฤทัยนัก พระหัตถ์เด็ดหักได้ผกาก้าน
ยื่นให้ยอดยิ่งเยาวมาลย์ แสนสำราญสุขสำเริงด้วยนางใน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ให้บันดาลดลจิตคิดคะนอง โดยเพศลำพองไม่นิ่งได้
ถอดมงกุฎแก้วแววไว ส่งให้แก่ชาวพระมาลา
แล้วโลดโผนโจนด้วยกำลัง ปีนป่ายขึ้นยังพฤกษา
เลียบไต่เก็บผลอัมพา ทิ้งมาให้ฝูงนารี
พอยางมะม่วงนั้นตกตรง ลงเหนือเศียรเกล้ากระบี่ศรี
เอาหัตถ์เข้าปัดเป็นหลายที มิได้ถนัดดั่งใจ
ยกเท้าขึ้นเกาทั้งสองข้าง ยางนั้นจะออกก็หาไม่
มือเช็ดตีนแกะวุ่นไป ตามวิสัยวานรไม่สงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลซ้ายขวา
แลไปบนต้นอัมพา เห็นพญาอนุชิตธิบดี
เอาเท้านั้นขึ้นเกาเกศ ผิดเพศกษัตริย์เรืองศรี
บ้างสรวลบ้างกระซิบพาที บ้างบุ้ยเบี้ยวปากชี้กันวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
เหลือบเห็นฝูงอนงค์นางใน อยู่ใต้ต้นไม้สะกิดกัน
ต่างแลมาดูแล้วแย้มยิ้ม พริ้มพักตร์สำรวลสรวลสันต์
อัปยศอดสูหมู่กำนัล จะอยู่ดูหน้ามันไม่เต็มตา
ตัวกูจะไปสร้างพรต บวชเป็นดาบสอยู่กลางป่า
จำเริญเมตตาภาวนา ดีกว่าที่ครองเวียงชัย
คิดแล้วผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ มืดมิดหาเห็นตัวไม่
เหาะทะยานผ่านฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลสาวศรี
ทั้งหมู่พวกพลโยธี ไม่เห็นขุนกระบี่ผู้ศักดา
ต่างตนตระหนกตกใจ ดั่งใครมาตัดเอาเกศา
หน้าคร่ำไปด้วยนํ้าตา แยกกันเที่ยวหาทุกตำบล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ค้นสิ้นทั้งสวนอุทยาน อลหม่านอื้ออึงกุลาหล
ไม่พบพานรฤทธิรณ ทุกคนแสนโศกโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
ครั้นถึงอยุธยาธานี ขุนกระบี่ลงจากอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตรงขึ้นไปเฝ้าเบื้องบาท พระนารายณ์ธิราชทรงศร
น้อมเศียรดุษฎีชุลีกร วานรทูลแจ้งกิจจา
ซึ่งโปรดให้ไปผ่านนคเรศ ได้เย็นเกศประกอบด้วยยศถา
ปราสาทราชฐานโอฬาร์ เปรียบปานเมืองฟ้าสุราลัย
ดั่งโภไคยไอศูรย์เศวตฉัตร สารพัดศฤงคารประทานให้
พระคุณลํ้าลบภพไตร ใหญ่ยิ่งชนกชนนี
อันธุระราชกิจนั้นมากนัก ให้หนักอกร้อนใจดั่งไฟจี่
ขอถวายกรุงนพบุรี ไว้ใต้ธุลีพระทรงยศ
ตัวข้าจะกราบบังคมลา ไปทรงเพศจรรยาเป็นดาบส
อยู่ในอรัญบรรพต สร้างพรตบำเพ็ญเมตตาฌาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังคำแหงหนุมาน ผ่านฟ้านิ่งขึงตะลึงไป
บังเกิดสังเวชในวิญญาณ์ จะออกปากเจรจามิใคร่ได้
อาวรณ์สะท้อนถอนใจ ด้วยความรักใคร่เป็นพ้นคิด
สุดกำลังที่จะทานทัด จึ่งตรัสบัญชาประกาศิต
อนิจจาพญาอนุชิต ผู้เพื่อนชีวิตกันมา
อันตัวของเรานี้รักท่าน ปานดั่งดวงเนตรเบื้องขวา
ตั้งใจจะให้เป็นอิศรา กว่ากษัตราทุกกรุงไกร
ซึ่งจะไปสร้างพรตบำเพ็ญผล ก่อการกุศลไม่ขัดได้
ตรัสแล้วอำนวยอวยชัย จงไปเป็นสุขสถาวร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสมร
น้อมเกล้าประณตประนมกร รับพรด้วยความยินดี
กราบลงแทบเบื้องบาทบงสุ์ พระนารายณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
กับองค์พระลักษมณ์ภูมี ขุนกระบี่ก็คลานออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถึงหน้าพระลานก็แผลงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
เหาะทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา ด้วยกำลังศักดาว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงมรฑปสิงขร วานรผู้มีอัชฌาสัย
ลงจากพ่างพื้นนภาลัย เข้าไปยังอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้ามัสการ แทบเบื้องบทมาลย์พระฤๅษี
แล้วกล่าวมธุรสวาที ข้านี้ตั้งใจจำนงมา
หวังจะสร้างพรตบำเพ็ญผล ให้เป็นกุศลไปภายหน้า
อยู่ในสำนักพระสิทธา จำเริญภาวนาเมตตาฌาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทิศไพผู้ปรีชาหาญ
ฟังลูกพระพายแจ้งการ จึ่งมีพจมานตอบไป
อันวิสัยวานรจะทรงพรต บวชเป็นดาบสนั้นไม่ได้
ตัวท่านผู้ปรีชาไว แม้นว่ามีใจศรัทธา
จงนิมิตอินทรีย์เป็นมนุษย์ บริสุทธิ์สมควรด้วยสิกขา
กูจะบอกให้ทรงจรรยา บูชากองกูณฑ์พิธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
ฟังพระอาจารย์ก็ยินดี กระบี่อ่านเวทนิมิตกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ก็กลับกลายไปเป็นเพศมนุษย์ บริสุทธิ์เสาวภาคย์เฉิดฉาย
รูปทรงคล้ายองค์พระพาย แล้วถวายมัสการพระนักพรต
จึ่งเจิมจุณมุ่นชฎาห่อเกศ เอาเพศบรรพชาเป็นดาบส
นุ่งห่มคากรองครองประคต อดใจสำรวมอินทรีย์
เสร็จแล้วจึ่งถวายอภิวาทน์ ลาบาทพระมหาฤๅษี
ขึ้นอยู่ยังยอดคีรี กองกูณฑ์อัคคีบูชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
จำเริญรุ่นสิบสามปีมา ผิวพักตร์ลักขณาอำไพ
มีแต่สิ่งสุขสำราญ จะแผ้วพานทุกข์ร้อนก็หาไม่
คะนองเล่นคะนองกายคะนองใจ เพลินไปในยศบริวาร
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ ยังห้องปราสาทมุกดาหาร
คิดจะใคร่ไปเล่นอุทยาน ให้แสนสุขสำราญวิญญาณ์
ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ทินกรเยี่ยมยอดภูผา
สระสรงทรงเครื่องอลงการ์ เสด็จมายังพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ พระบิตุรงค์ธิราชเรืองศรี
ทูลว่าลูกรักร่วมชีวี ขอลาธุลีบทมาลย์
ไปเที่ยวชมพรรณมิ่งไม้ หวังให้เป็นสุขเกษมศานต์
ในที่สวนศรีอุทยาน สุริย์ฉานบ่ายคล้อยจะกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ได้ฟังโอรสทูลลา เสน่หาพูนเพิ่มพันทวี
รับขวัญแล้วกล่าวสุนทร ดวงสมรพ่อผู้จำเริญศรี
เจ้าจะไปเล่นสวนมาลี ทั้งนี้ก็ตามแต่นํ้าใจ
ตรัสแล้วสั่งวรณีสูร วงศ์ตระกูลพี่เลี้ยงผู้ใหญ่
จงจัดรี้พลสกลไกร พาน้องไปเล่นให้สำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงผู้ปรีชาหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์เป็นกระบวนเพชรพวง โดยตำแหน่งลูกหลวงประพาสป่า
หมู่หนึ่งถือปืนคาบศีลา ใส่เสื้อสีฟ้าขลิบทอง
หมู่หนึ่งใส่เสื้อสีจันทร์ กรกุมเกาทัณฑ์เป็นทิวท่อง
หมู่หนึ่งใส่เสื้อเขียวกรอง ถือง้าวบั้งทองกรายรำ
หมู่หนึ่งใส่เสื้อเข้มขาบ ขัดดาบกุมหอกปลอกคร่ำ
ผูกทั้งม้าต้นผ่านดำ ประจำที่เกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ก้มเกล้าถวายบังคมลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สนานกายสายสินธุ์สุหร่ายรัตน์ เย็นหยัดโปรยปรายดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศสุมามาลย์
สนับเพลาเชิงรูปเหรา ภูษาพื้นตองทองผสาน
ชายแครงเครือหงส์อลงการ ชายไหวชัชวาลกระหนกพัน
ฉลององค์พื้นตาดพระกรน้อย สายสร้อยทับทรวงดวงกุดั่น
ตาบทิศทับทิมสังวาลวัลย์ พาหุรัดนาคพันทองกร
ธำมรงค์มรกตเรือนเก็จ เกี้ยวเพชรจำรัสประภัสสร
ดอกไม้ทิศกุณฑลกรรเจียกจร กรายกรมาขึ้นอาชาชาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ม้าเอยม้าสินธพ เลิศภพลำพองคะนองหาญ
ผมขาวผิวขำสำราญ ผ่านดำผ่องดั่งมณีนิล
หางยาวหูยกอกอัด เท้ารัดทัดรูปไกรสรสิ้น
ทีน้อยทำนองทรงดังหงส์บิน เหยียบดินย่างดูกรีดกราย
ผูกครบพื้นเครื่องกุดั่น วิเชียรชั้นดูช่วงจำรัสฉาย
จงกลจีบแก้วแพร้วพราย สายถือแส้ถักสุวรรณงาม
ธงฉัตรถัดชั้นกรรชิง เครื่องสูงครบสิ่งเรืองอร่าม
กลองนำเกลื่อนแนวเป็นแถวงาม พลตามไปยังอุทยาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว ล้วนแล้วด้วยดวงมุกดาหาร
ลงจากมิ่งม้าอาชาชาญ ฝูงกุมารทั้งนั้นก็ตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ลดเลี้ยวเที่ยวชมรุกขชาติ เกลื่อนกลาดพื้นพรรณบุปผา
เพล็ดดวงพวงช่อดาษดา ทรงผกากลีบแย้มแกมกัน
พุดจีบจำปามหาหงส์ กาหลงสุกรมนมสวรรค์
ลำดวนยมโดยมะลิวัลย์ พิกันเกดแก้วขจายจร
เที่ยวเด็ดดวงสร้อยสุมามาลย์ ที่แบ่งบานเบิกกลีบเกสร
บางทัดดมชมช่ออรชร ฉวยชิงจากกรกันไปมา
บ้างปีนป่ายร่ายเก็บผลาผล ทุกต้นตามกิ่งสาขา
ปริงปรางลางสาดอัมพา สาลี่ร้อยลิ้นอินจัน
กุ่มเกดน้อยหน่าหว้าพลอง เทกองลงกลางสวนขวัญ
นั่งล้อมกินเล่นด้วยกัน เกษมสันต์เป็นสุขสำราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นชายบ่ายสามนาฬิกา สุริยาร้อนแรงแสงฉาน
จึ่งชวนอสุรกุมาร มาสถานพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายวรณีสูรยักษี
พิศดูแท่นแก้วมณี มนเทียรที่ตำหนักอันโอฬาร์
คิดคะนึงถึงท้าวทศพักตร์ ขุนยักษ์เศร้าโทมนัสสา
ชลเนตรคลั่งคลอนัยนา ซบพักตร์โศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ อนิจจาไพนาสุริย์วงศ์ ไม่รู้จักบิตุรงค์รังสรรค์
มาหลงรักใคร่ไอ้อาธรรม์ สำคัญว่าเป็นบิดร
มีแต่จะเล่นคะนองกาย แสนสนุกสบายสโมสร
เสียแรงเป็นหน่อท้าวยี่สิบกร ฤทธิรอนเลิศลบภพไตร
จำกูจะทำอุบายกล ให้รู้เหตุผลจงได้
คิดพลางทางเช็ดชลนัยน์ แล้วใส่ไคล้หัวร่อขึ้นทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นพี่เลี้ยงผู้ร่วมชีวี ทำทีประหลาดในวิญญาณ์
จึ่งมีพจนารถอันสุนทร ถามว่าดูก่อนพระเชษฐา
น้องเห็นซบพักตร์ลงโศกา แล้วมาสำรวลด้วยอันใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังสะท้อนถอนใจ ก้มพักตร์มิใคร่จะพาที
ทำเป็นเหลียวขวาแลซ้าย ด้วยเล่ห์กลอุบายยักษี
แล้วว่าอันความทั้งนี้ จนใจสุดที่จะเจรจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังพี่เลี้ยงผู้ปรีชา อสุรานิ่งนึกตรึกไป
อันถ้อยคำซึ่งว่ามาทั้งนี้ ชะรอยมีความลับไม่บอกได้
จึ่งจูงกรพี่เลี้ยงผู้ร่วมใจ เข้าในตำหนักอุทยาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือแท่นที่ แล้วมีมธุรสอ่อนหวาน
พี่เจ้าผู้ปรีชาชาญ จงแจ้งการแก่ข้าอนุชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวรณีสูรยักษา
นบนิ้วสนองพระวาจา ซึ่งข้าโศกาจาบัลย์
ด้วยคิดถึงท้าวยี่สิบกร สิบพักตร์ฤทธิรอนรังสรรค์
ทรงพระนามชื่อว่าทศกัณฐ์ มีมหันตยศประเสริฐนัก
เป็นจรรโลงลงกานคเรศ ทรงเดชปราบได้ทั้งไตรจักร
บรรดาสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ มีฤทธิ์สิทธิศักดิ์มหึมา
อันซึ่งพิเภกนี้เป็นน้อง ร่วมท้องพญายักษา
สงครามมาติดลงกา อสุราไปเข้าเป็นพวกภัย
บอกอุบายกลศึกลึกลับ ญาติวงศ์ตายยับไม่นับได้
จนทศกัณฐ์ก็บรรลัย พระรามจึ่งให้ครองธานี
ชื่อว่าท้าวทศคิริวงศ์ มหาวิเชียรพงศ์พรหมเรืองศรี
ฤทธิ์เดชสิ่งใดก็ไม่มี รู้แต่คัมภีร์โหรา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังเคลือบแคลงวิญญาณ์ อสุราก็ซักถามไป
ซึ่งร้องไห้ว่าคิดถึงทศกัณฐ์ ที่สำรวลสรวลนั้นเป็นไฉน
ตัวน้องนี้ยังไม่เข้าใจ สงสัยเป็นพ้นพันทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวรณีสูรยักษี
กอดพระกุมารเข้าทันที โศกีพลางแจ้งกิจจา
ข้อซึ่งหัวร่อจะบอกให้ ดวงใจพี่ยอดเสน่หา
แต่ความนี้ใหญ่หลวงมหึมา แม้นว่ารู้ถึงพญามาร
น่าที่ก็จะได้ความผิด ถึงสิ้นชีวิตสังขาร
ตัวเจ้าผู้ปรีชาชาญ อย่าแจ้งการให้แพร่งพรายไป
อันซึ่งพิเภกสุริย์วงศ์ จะเป็นพระบิตุรงค์นั้นหาไม่
องค์ท้าวทศกัณฐ์ที่บรรลัย ภูวไนยนั้นคือพระบิดา
แม้นมิเชื่อพี่ที่เล่าความ จงถามพระชนนีเสน่หา
ก็จะรู้แจ้งกิจจา สิ้นข้อกังขาราคี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ฟังแจ้งไม่แคลงวาที อสุรีนิ่งขึงตะลึงไป
ความเจ็บความอายความแค้น แน่นอกทอดถอนใจใหญ่
สิ้นรักให้แหนงแคลงใจ ในท้าวทศคิริวงศ์กุมภัณฑ์
ให้คิดพยาบาทมาดหมาย ดั่งศรพิษติดกายตรึงมั่น
กอดพระพี่เลี้ยงร่วมชีวัน พากันแสนโศกโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นพระสุริย์ฉายบ่ายลง อัสดงเลี้ยวเหลี่ยมคีรีศรี
เสด็จจากแท่นรัตน์มณี จรลีมาขึ้นอาชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้เลิกโยธาทั้งหลาย ตามกระบวนริ้วรายซ้ายขวา
รีบเร่งมาตามมรคา ตรงเข้าลงกาพระนคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสประภัสสร
ลงจากพญาอัสดร บทจรขึ้นปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้อมเศียรประณตบทบงสุ์ องค์พญาพิเภกยักษี
ทำเป็นชื่นชมยินดี มิให้เคลือบแคลงวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ส้วมสอดกอดไว้แล้วบัญชา เจ้าดวงนัยนายาใจ
ซึ่งออกไปเล่นอุทยาน ไม่เป็นสุขสำราญหรือไฉน
ผิวพักตร์จึ่งคลํ้ามัวไป เจ็บไข้สิ่งใดบังเกิดมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ก้มเกล้าสนองพระวาที ลูกนี้ไปเล่นอุทยาน
แสนสนุกดั่งหนึ่งนันทวัน จนสุริยันร้อนแรงแสงฉาน
ซึ่งมัวหมองต้องแดดลมพาน โรคร้อนรำคาญไม่บีฑา
ทูลแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์พญายักษา
ย่างเยื้องยุรยาตรคลาดคลา มายังปราสาทพระชนนี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
ชลเนตรคลอเนตรไม่พาที ซบพักตร์โศกีนิ่งไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดพิสมัย
เห็นโอรสแสนโศกาลัย ตกใจส้วมกอดพระลูกรัก
รับขวัญด้วยความแสนสวาท วรนาฏช้อนเกศขึ้นใส่ตัก
สองกรโลมลูบแล้วจูบพักตร์ นงลักษณ์มีพระเสาวนีย์
เจ้าไปชมสวนกลับมา ใครว่าขานสิ่งใดแก่โฉมศรี
จึ่งมาทรงโศกโศกี แม่นี้ไม่แจ้งวิญญาณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสูริย์วงศ์ปรีชาหาญ
สะอื้นพลางทางสนองพจมาน การนี้เพราะว่าน้อยใจ
ด้วยองค์สมเด็จพระมารดร จะอาวรณ์รักลูกนั้นหาไม่
ควรหรือมานิ่งความไว้ มิบอกให้แจ้งกิจจา
อันพระองค์มงกุฎเมืองมาร เลื่องชื่อลือหาญทุกทิศา
ทรงนามทศเศียรอสุรา ซึ่งเป็นบิดาของลูกรัก
ไฉนจึ่งสวรรคาลัย พิเภกได้ผ่านอาณาจักร
ความนี้สงสัยเป็นพ้นนัก จงเล่าให้ลูกรักแจ้งการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดสงสาร
ฟังโอรสราชกุมาร วอนถามเหตุการณ์แต่ก่อนมา
เทวีนิ่งขึงตะลึงคิด ร้อนจิตดั่งต้องฟ้าผ่า
เป็นครู่แล้วมีวาจา แก้วตาของแม่คือดวงใจ
ไฉนจึ่งมาว่าดั่งนี้ ใช่ที่จะคิดสงสัย
เจ้าอย่าโศกาอาลัย อยู่ให้เป็นสุขสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ชาญสมร
ได้ฟังสมเด็จพระมารดร ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟพิษ
มาลานลนทั่วสกนธ์กายา ทั้งผิวหนังมังสาโลหิต
ให้คั่งแค้นเป็นแสนสุดคิด ถอนจิตครวญคร่ำร่ำไร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ โอ้เสียแรงเป็นวงศ์พรหเมศ จะรู้จักบิตุเรศก็หาไม่
ไตรโลกจะเย้ยไยไพ เจ็บใจเป็นพ้นพรรณนา
จะอยู่ไปก็อายเป็นสุดคิด สู้สิ้นชีวิตเสียดีกว่า
ร่ำพลางซบพักตร์ลงโศกา ปิ้มว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑโฉมศรี
เห็นลูกรักร่วมชีวี แสนโศกโศกีนิ่งไป
ตกใจดั่งหนึ่งพระกาล มาสังหารผ่าทรวงแล้วสาวไส้
มิอาจจะอำความไว้ อรไทส้วมกอดพระโอรส
ปลอบพลางพลางเช็ดชลเนตร แล้วแจ้งเหตุแต่หลังให้ฟังหมด
พิเภกน้องสนิทที่คิดคด ได้ครองยศสืบวงศ์ในลงกา
พระอวตารประทานชนนี ให้เป็นมเหสีเสน่หา
ท้าวทศคิริวงศ์อสุรา ไม่รู้ว่าแม่นี้มีครรภ์
สำคัญสัญญาว่าเป็นบุตร จึ่งรักสุดสวาทไม่เดียดฉันท์
เจ้าอย่าโศกาจาบัลย์ ขวัญเนตรฝากตัวให้จงดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี อสุรีกราบทูลถามไป
อันสุริย์วงศ์พงศ์มิตรบิตุเรศ ล้วนศักดาเดชแผ่นดินไหว
รณรงค์สุดสิ้นด้วยพวกภัย หรือใครเหลือบ้างพระมารดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑเสน่หา
ได้ฟังจึ่งแจ้งกิจจา อันวงศ์พระบิดานี้มากนัก
แต่ศึกมาติดพระนคร ยกออกราญรอนหาญหัก
ญาติสนิทหมู่มิตรสหายรัก ตายด้วยปรปักษ์ปัจจามิตร
พ้นที่จะนับคณนา เกลื่อนกลาดดาษดาอกนิษฐ์
ยังแต่พระสหายร่วมชีวิต ซึ่งสถิตครองกรุงมลิวัน
ท้าวนั้นสี่พักตร์แปดหัตถ์ ทรงนามจักรวรรดิรังสรรค์
สองกรุงบำรุงสัจกัน ร่วมแผ่นสุวรรณมาช้านาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ใจหาญ
ฟังพระชนนีนงคราญ กราบกับบทมาลย์แล้วทูลไป
อันพิเภกนี้ทรชนนัก จะอยู่ดูพักตร์กระไรได้
ลูกก็เป็นชาติชายอาชาไนย จะใคร่ลาบาทพระมารดร
ไปอยู่ด้วยพันธมิตรพระบิดา กว่าจะใหญ่กล้าขึ้นก่อน
จึ่งจะกลับมาราญรอน ต่อกรพิเภกกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑสาวสวรรค์
ได้ฟังโอรสร่วมชีวัน ตกใจหวาดหวั่นทั้งอินทรีย์
เป็นครู่แล้วกล่าววาจา แก้วตาของแม่เฉลิมศรี
อันพระรามสุริย์วงศ์องค์นี้ คือพระจักรีสี่กร
อวตารมาจากเกษียรสมุทร ฤทธิรุทรเลิศลํ้าด้วยแสงศร
เลื่องชื่อลือเดชขจายจร ภูธรเป็นหลักสุธาธาร
วานรล้วนเหล่าเทพบุตร จุติลงมาเป็นทหาร
แต่ละตนฤทธิ์เดชดั่งพระกาล ปราบมารเกลื่อนกลาดดาษดา
อันบิตุรงค์เจ้าก็วงศ์พรหเมศ อินทรชิตเรืองเดชเชษฐา
อีกพญากุมภกรรณผู้เป็นอา พงศามิตรสหายทั้งนั้น
ล้วนทรงศักดาอานุภาพ ปราบทั้งไตรภพจบสวรรค์
เรืองฤทธิ์พิธีก็ต่างกัน ยังสิ้นชีวันด้วยศรชัย
อันซึ่งท่านท้าวจักรวรรดิ ไหนจะรอต่อหัตถ์พระองค์ได้
สำหรับแต่จะสิ้นชีวาลัย ด้วยฤทธิไกรพระทรงครุฑ
ครั้งหนึ่งมหาบาลยกมา โยธาแน่นนันต์นับสมุทร
พระองค์ใช้ทหารฤทธิรุทร ชื่อวายุบุตรชาญฉกรรจ์
มาช่วยพิเภกรณรงค์ ฆ่าองค์มหาบาลอาสัญ
อย่าประมาทเบื้องบาทพระทรงธรรม์ จอมขวัญฝากตัวให้จงดี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังสมเด็จพระชนนี ดั่งหนึ่งอัคคีมาจ่อใจ
ความแค้นเป็นแสนสุดแค้น คิดจะทดแทนให้จงได้
จำเป็นรับเสาวนีย์ไว้ บังคมไหว้แล้วรีบจรจรัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ตรงมายังห้องไสยาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
จึ่งเรียกพี่เลี้ยงร่วมชีวัน เข้าไปพูดกันแต่สองรา
น้องได้ทูลถามพระแม่เจ้า บอกเล่าเหมือนคำพี่ว่า
บัดนี้สหายรักพระบิดา ทรงอานุภาพประเสริฐนัก
ผ่านกรุงมลิวันนคเรศ ฤทธิ์เดชปราบได้ทั้งไตรจักร
ชื่อว่าจักรวรรดิพญายักษ์ สี่พักตร์แปดกรชัยชาญ
อันหมู่จตุรงค์โยธี ล้วนมีศักดากล้าหาญ
จะพากันไปเฝ้าพญามาร แจ้งการให้ทราบบาทา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พี่เลี้ยงผู้มียศถา
ได้ฟังยินดีปรีดา อสุราสนองพระวาที
น้องรักผู้ปรีชาชาญ ตริการต้องในใจพี่
แต่ซึ่งตัวเราทั้งสองนี้ จะไปยังธานีมลิวัน
หนทางยากยิ่งสาหส เพลิงกรดนํ้ากรดเป็นด่านกั้น
ใครล่วงเข้าไปถึงที่นั้น ร้อยพันก็สิ้นชีวาลัย
แต่องค์พระกาลนักสิทธ์ เธอมีฤทธีแก้ได้
เจ้าจงอุบายลาไป ว่าจะเรียนศิลป์ชัยพระอาจารย์
แล้วจึ่งจะพากันลอบจร ไปนครมลิวันราชฐาน
แต่ท้าวจักรวรรดิพญามาร เคยเสวยชัยบานด้วยกัน
กับองค์สมเด็จพระบิดา ด้วยจอกรัตนาฉายฉัน
เอาไปให้ได้เป็นสำคัญ ถวายเจ้ามลิวันธานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไพนาสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังพี่เลี้ยงร่วมชีวี พาทีสอดคล้องต้องใจ
ครั้นคิดถึงองค์พระบิดา อสุราทอดถอนใจใหญ่
แต่ปรึกษากันทุกวันไป มิให้ใครเห็นว่าทุกข์ร้อน
เวลาเล่นก็เที่ยวประพาสเล่น จำเป็นไม่สุขสโมสร
ราตรีเข้าแท่นที่นอน ยอกรก่ายพักตร์ตะลึงคิด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ แต่กลิ้งกลับสับสนไปมา นิทรามิได้หลับสนิท
จนดุเหว่าเร้าเร่งพระอาทิตย์ แสงทองชวลิตอำไพ
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
ออกจากห้องแก้วแววไว เสด็จไปเฝ้าองค์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จำใจประณตบทบงสุ์ องค์พญาพิเภกยักษี
ทำเป็นชื่นชมยินดี มิให้เคลือบแคลงวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ