สมุดไทยเล่มที่ ๓๖

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
รบพลางถวิลจินดา ไอ้นี่ลิงป่าพนาวัน
ทรหดอดทนสามารถ องอาจฤทธิแรงแข็งขัน
กระนี้หรืออสูรกุมภัณฑ์ สู้มันมิม้วยชีวี
ตัวกูผู้มีอานุภาพ ถึงเมื่อไปปราบโกสีย์
ก็ไม่ลำบากอินทรีย์ เหมือนต่อฤทธีกระบี่ไพร
คิดแล้วชักศรนาคบาศ อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
พาดสายน้าวหน่วงด้วยว่องไว ผาดแผลงไปด้วยกำลังฤทธิ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ กลับเป็นภุชงค์ตัวหาญ เลื้อยเลิกพังพานอักนิษฐ์
ตาแดงดั่งแสงพระอาทิตย์ พ่นพิษเข้าไล่ราวี
เกี่ยวกระหวัดรัดรอบกัณฐา กรก่ายบาทากระบี่ศรี
พันพัวทั่วสิ้นทั้งอินทรีย์ ด้วยกำลังนาคีชาญฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ต้องนาคบาศกุมภัณฑ์ รัดรึงตรึงมั่นทั้งกายา
จึ่งตะเบ็งสะบัดวัดแว้ง ลองแรงนาคบาศยักษา
คลายเคลื่อนเลื่อนออกด้วยฤทธา วานรรำพึงคะนึงคิด
อันโอรสทศเศียรตนนี้ มันมีศักดาด้วยศรสิทธิ์
นี่หรืออมรินทร์ปิ่นโมลิศ จะมิแพ้ฤทธิ์ไอ้ขุนมาร
ถึงกระนั้นจะสะบัดก็จะขาด นาคบาศหรือจะทนกำลังหาญ
แต่ว่าจะอยู่ดูอาการ ไอ้พวกพาลจะทำประการใด
คิดแล้วแกล้งล้มนอนนิ่ง จะไหวติงกายาก็หาไม่
นิ่วหน้าหลับตาหายใจ ดั่งชีวาลัยจะมรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นวานรต้องศรก็ปรีดา ตบหัตถ์สรวลร่าสำราญ
ชี้หน้าแล้วร้องเยาะเย้ย เหวยเหวยไอ้ชาติเดียรัจฉาน
นอนกลิ้งอยู่ไยกับดินดาน มิฮึกหาญไปเล่าไอ้อัปรีย์
ว่าแล้วจึ่งมีบัญชา ตรัสสั่งโยธายักษี
สิบหมู่ล้วนมีฤทธี เร่งเร็วบัดนี้ให้พร้อมกัน
ผูกมัดไอ้วานรไพร ด้วยพวนเหล็กใหญ่จงมั่น
แต่อย่าให้ม้วยชีวัน จะพามันไปถวายพระบิดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลทหารยักษา
รับสั่งถวายบังคมลา ลากพวนเหล็กมาวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างเข้าผูกมัดรัดรึง ขันขึงมิให้ไหวได้
ชวนกันฉุดชักแต่ห่างไว้ ด้วยเกรงฤทธิไกรวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
มีชัยให้เลิกพลากร บทจรคืนเข้าพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษา
ลากลิงอื้ออึงคะนึงมา ตามเสด็จพญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เตียว

๏ เมื่อนั้น องค์อินทรชิตยักษี
ครั้นถึงลงกาธานี จรลีขึ้นเฝ้าพระบิดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรธิราชชาญสมร
ลูกยกโยธาพลากร ไปจับวานรชาญฉกรรจ์
มันมีศักดาสามารถ องอาจฤทธิแรงแข็งขัน
เสียพลนิกายหลายพัน บัดนี้จับมันมัดมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังมีความปรีดา อสุราสวมกอดพระโอรส
มิเสียทีเป็นวงศ์พรหเมศ เรืองเดชเดชาดั่งเพลิงกรด
อันปัจจามิตรที่คิดคด จะม้วยหมดด้วยมือลูกรัก
ซึ่งเจ้ามีชัยแก่พานร จะขจรเกียรติไปทั้งไตรจักร
ควรสืบสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ เป็นปิ่นปักลงกาธานี
ตรัสแล้วจึ่งมีสีหนาท เหวยนายเพชฌฆาตยักษี
จงเอาไอ้ลิงกาลี ไปล้างชีวีให้วายปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุมภัณฑ์เพชฌฆาตใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เข้ากลุ้มรุมกันลากฉุด อุตลุดล้อมหลังล้อมหน้า
ตีรันผลักรุนเป็นโกลา พาไปยังลงกาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งช่วยกันผูกมัด รึงรัดกรกายกระบี่ศรี
แทงด้วยแหลนหลาวทวนตรี บ้างตีด้วยตระบองเท่าลำตาล
บ้างเอาค้อนเหล็กรุมรัน บ้างหมู่ก็ฟันด้วยขวาน
บ้างเอาพะเนินค้อนรอนราญ บ้างประหารด้วยง้าววุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
สะบัดพวนมัดเสียทันใด ชิงได้อาวุธอสุรี
กวัดแกว่งสำแดงกำลังหาญ เสียงสะท้านทั่วพิภพยักษี
โลดโผนโจนรุกคลุกคลี เข้าไล่โจมตีอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แทงฟันบั่นรอนฟอนฟาด หัวขาดตีนขาดทั้งซ้ายขวา
หมู่มารตายกลาดดาษดา ด้วยกำลังฤทธาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดโอด

๏ บัดนั้น นายเพชฌฆาตชาญสมร
เห็นลิงไพรออกไล่ราญรอน โกรธดั่งไฟฟอนต้องกาย
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ขับหมู่กุมภัณฑ์ทั้งหลาย
ตีต้อนกันมาวุ่นวาย ไพร่นายต่างคนเข้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ที่กลัวก็ไม่เข้าโจมจับ ขบฟันแล้วกลับวิ่งหนี
ที่กล้าก็เข้าราวี ผูกมัดกระบี่วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นแล้วจึ่งนายราชมัล ว่าแก่กุมภัณฑ์น้อยใหญ่
อันไอ้ลิงป่าจังไร แทงฟันมันไม่วายปราณ
เอ็งจงชวนกันไปยก ครกเหล็กสากเหล็กมาสังหาร
ตำให้เป็นภัสม์ธุลีกาล ไอ้สาธารณ์ก็จะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกพลโยธายักษี
ได้ฟังนายสั่งก็ยินดี วิ่งเป็นสิงคลีระเห็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงช่วยกันอุตลุด กลิ้งฉุดซึ่งครกเหล็กใหญ่
ที่เหนื่อยก็หยุดหายใจ บ้างได้สากเหล็กก็แบกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนายเพชฌฆาตตัวกล้า
ครั้นเห็นพวกพลอสุรา ได้ครกสากมาก็ยินดี
จึ่งว่าเหวยหมู่กุมภัณฑ์ ชวนกันผูกมัดกระบี่ศรี
ใส่ลงในครกเหล็กนี้ ตำไอ้อัปรีย์ให้แหลกลาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุราทวยหาญ
ได้ฟังนายบัญชาการ ต่างตนทะยานเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จับเท้าจับกายจับหัตถ์ ซัดลงในครกเหล็กใหญ่
บ้างฉวยเอาสากด้วยว่องไว ตำไล่กันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปลูกต้นไม้

๏ บัดนั้น ลูกพระพายผู้ใจแกล้วกล้า
ไม่ระคายปลายเส้นโลมา จึ่งสำแดงฤทธาวรารุทร
สะบัดพวนเหล็กขาดเป็นหลายท่อน สองกรฉวยสากกระชากฉุด
ลุกขึ้นกวัดแกว่งต่างอาวุธ ไล่ตีอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ขาหักหัวแตกตัวขาด ล้มตายเกลื่อนกลาดไม่นับได้
วิ่งพล่านไปทั้งเวียงชัย นายไพร่ไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นแล้วทำนั่งกอดเข่า ก้มหน้าซบเซาอยู่กับที่
มิได้ไหวติงอินทรีย์ ดั่งมีที่ขัดในกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนายเพชฌฆาตทั้งหลาย
สุดคิดจะฆ่าให้ลิงตาย ก็บ่ายหน้ามายังพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวทศเศียรรังสรรค์
ทูลว่าลิงไพรใจฉกรรจ์ แทงฟันด้วยเครื่องสาตรา
ทรหดอดทนสามารถ พิฆาตไม่ม้วยสังขาร์
มันกลับต่อตีอสุรา ล้มตายดาษดาเกลื่อนไป
ตัวข้าผู้เป็นราชมัล ไม่อาจฆ่าฟันมันได้
สุดฤทธิ์สุดคิดสุดใจ ภูวไนยจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังดั่งเอาอัคคี เข้ามาจุดจี้กายา
สิบปากตวาดผาดร้อง กึกก้องนิเวศน์ยักษา
เหมไอ้ลิงไพรอหังการ์ เหตุใดจึ่งฆ่าไม่วายปราณ
เหวยเหวยนายขุนคชกรรม์ เอาช้างซับมันตัวหาญ
อันชื่อบรรลัยจักรวาล ออกไปให้ผลาญวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งขุนคชาชาญสมร
รับสั่งท้าวยี่สิบกร ก็รีบบทจรออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้ผูกพญาคชสาร ซับมันตัวหาญสูงใหญ่
ชนักเครื่องมั่นอำไพ ขอราผูกไร้ครบครัน
ขุนข้างขึ้นขี่ประจำคอ ถือของ้าวง่าขบขัน
ควาญท้ายกรายกรหยัดยัน ขบฟันขับรีบออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงก็ไสเข้าให้แทง ด้วยแรงหัสดินตัวกล้า
โจมจ้วงทะลวงลงงา บาทาถีบฉัดวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
หลบหลีกเคล่าคล่องว่องไว โผนไต่ตามงาคชาชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พิฆาตฟาดฟันควาญหมอ หักคอพญาคชสาร
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร บรรลัยลาญสุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนายเพชฌฆาตยักษี
กับทั้งพวกพลอสุรี เห็นกระบี่สำแดงฤทธา
ความกลัวตัวสั่นขวัญบิน อสุรินทร์ขยาดไม่รอหน้า
พากันวิ่งวุ่นเข้ามา เฝ้าองค์พญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงก้มเกล้าบังคมทูล ท้าวราพนาสูรรังสรรค์
ว่าไอ้ลิงป่าพนาวัน ข้าให้คชกรรม์ฉัดแทง
มันไม่สิ้นชีพชีวา มีเดชศักดากล้าแข็ง
กลับเข้าโรมรันประจัญแรง ยุทธ์แย้งสัประยุทธ์ชิงชัย
เข่นฆ่าอสุราหมอควาญ พลมารตายยับไม่นับได้
ทั้งพระคชกรรม์ก็บรรลัย ด้วยฤทธิไกรวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศเศียรชาญสมร
ได้ฟังดั่งพิษไฟฟอน ให้เร่าร้อนฤทัยตะลึงคิด
เป็นเหตุไฉนไอ้ลิงป่า จึ่งฆ่าไม่ตายทำลายจิต
ประกอบด้วยศักดาวราฤทธิ์ เห็นผิดประหลาดหลากใจ
คิดแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารน้อยใหญ่
เร่งเร็วจงพากันไป เอาไอ้ลิงไพรเข้ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่เสนียักษา
รับสั่งพญาอสุรา บังคมลาออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เข้ากลุ้มรุมกันผูกมัด รัดด้วยพวนใหญ่ให้มั่น
บ้างล้อบ้างไล่ตีรัน ลากฉุดพัลวันวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งหน้าพระลาน เหล่าหมู่ทหารน้อยใหญ่
จึ่งจูงเอาวานรไพร เข้าไปถวายอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
พิศดูลิงร้ายราวี ท่วงทีฮึกหาญชาญฉกรรจ์
บรรดาวานรในแดนดง ไม่อาจองเหมือนไอ้โมหันธ์
ผู้เดียวเคี่ยวฆ่ากุมภัณฑ์ ดูมันดั่งหนึ่งพระกาล
ฝีมือเช่นนี้ไม่หาได้ ควรจะเลี้ยงไว้เป็นทหาร
คิดแล้วจึ่งองค์พญามาร กล่าวคำอ่อนหวานเจรจา
อันตัวเอ็งนี้ทุจริต โทษผิดถึงสิ้นสังขาร์
กูจะให้มล้างชีวา เห็นหน้าเอ็งเข้าก็เอ็นดู
บัดนี้คิดว่าจะเลี้ยงไว้ แม้นน้ำใจของเอ็งยอมอยู่
จะช่วยอุปถัมภ์คํ้าชู กูไม่ให้ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
ฟังรสพจนารถกุมภัณฑ์ ดั่งได้สวรรค์ชั้นอินทร์
ทีนี้สมจิตที่คิดไว้ กูจะเผาเวียงชัยเสียให้สิ้น
จึ่งจะได้เดือดร้อนทั้งแผ่นดิน สาที่อสุรินทร์มันใจพาล
คิดแล้วจึ่งตอบวาจา ซึ่งไม่ฆ่าให้ม้วยสังขาร
จะเลี้ยงไว้ใต้เบื้องบทมาลย์ ใช้เป็นทหารพระภูวไนย
อันพระองค์เมตตาการุญ คุณนั้นก็หาที่สุดไม่
แต่ซึ่งตัวข้าจะอยู่ไป ที่ไหนจะรอดชีวา
ด้วยยักษีกลุ้มรุมตีรัน แทงฟันเจ็บซํ้าหนักหนา
ฆ่าเสียให้พ้นเวทนา พระผู้ผ่านลงกาจงปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ได้ฟังวานรพาที จึ่งมีพจนารถตอบไป
กูนี้มีจิตคิดเอ็นดู เอ็งว่าจะอยู่นั้นไม่ได้
จะยอมให้ฆ่าชีวาลัย จนใจสุดที่จะทัดทาน
แต่พวกอสุรีมันตีรัน แทงฟันไม่สิ้นสังขาร
ทำไฉนจะพ้นทรมาน เอ็งจะให้ประหารด้วยสิ่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังอสุรีก็ดีใจ แกล้งกล่าวใส่ไคล้ด้วยมารยา
ซึ่งจะฆ่าข้าด้วยอาวุธ ไหนจะสิ้นสุดสังขาร์
จงให้เอานุ่นสำลีมา กับผ้าชุบนํ้ามันยาง
แล้วจึ่งเอาพันเข้าทั้งตัว ตลอดแต่หัวไปจนหาง
ชั้นนอกนั้นให้เอาฟาง ทำต่างเชือกรัดผูกพัน
แล้วจงเอาไฟจุดเข้า เผาให้สิ้นชีพอาสัญ
เลือดเนื้อก็จะสูญไปด้วยกัน ไม่ทันทนทุกข์เวทนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังไม่แจ้งมารยา อสุราชื่นชมยินดี
จึ่งมีพระราชโองการ เหวยเหวยทหารยักษี
ไปเอาน้ำมันกับสำลี มาทำตามที่คำมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่เพชฌฆาตคนขยัน
รับสั่งแล้วถวายบังคมคัล ก็พากันวิ่งวุ่นออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลางหมู่ก็กรูกันขนฟาง บ้างแบกนํ้ามันยางโอ่งใหญ่
กระชุนุ่นกับผ้าเชื้อไฟ ได้แล้วก็รีบกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งชุบประสมกัน พัวพันทั้งกายกระบี่ป่า
เอานํ้ามันยางชโลมทา เสร็จตามบัญชาพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศกัณฐ์ใจหาญ
จึ่งทรงหอกแก้วสุรกานต์ ชัชวาลดั่งดวงมณี
กลอกกลับกระหยับกวัดแกว่ง เป็นประกายพรายแสงรัศมี
ก็เสด็จย่างเยื้องจรลี จุดเข้าที่กายวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เกิดเป็นเปลวเพลิงเริงโรจน์ ช่วงโชติจำรัสประภัสสร
ร้อนแรงยิ่งแสงทินกร ด้วยฤทธิรอนหอกชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ครั้นเพลิงติดขึ้นก็ดีใจ วิ่งโผนเข้าในไพชยนต์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เที่ยวจุดปราสาทราชฐาน เพลิงกาลรุ่งโรจน์โพยมหน
โรงช้างโรงม้าเรือนพล อลวนไปทั้งธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เห็นเพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์รูจี รัศมีร้อนกล้ายิ่งไฟกัลป์
ติดไหม้ปราสาทราชฐาน พญามารตกใจตัวสั่น
เรียกสองมเหสีวิไลวรรณ สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์วุ่นวาย
แล้วอุ้มมณโฑเทวี ทั้งนางอัคคีโฉมฉาย
ลงจากปราสาทแก้วแพรวพราย เจ้าขรัวนายเถ้าแก่ก็ตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวนางกำนัลซ้ายขวา
ต่างตนตกใจเป็นโกลา ดั่งว่าจะสิ้นชีวี
อันนางนักสนมทั้งนั้น วิ่งพะปะกันอึงมี่
ร้องตรีดหวีดหวาดไม่สมประดี ฉวยโน่นวางนี่วุ่นไป
บ้างได้กระจกกับคันฉ่อง เงินทองนั้นหานำพาไม่
ลางนางได้แหนบถอนไร ร้องไห้วิ่งวุ่นทั้งวังจันทน์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
พาฝูงวนิดาวิลาวัณย์ ฝูงสนมกำนัลกัลยา
ทั้งหมู่ประยูรสุริย์วงศ์ ขององค์พญายักษา
ขึ้นบุษบกทรงอลงการ์ ตรงไปสัตนาคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ตกใจไม่เป็นสมประดี อึงมี่ไปทั้งเวียงชัย
ต่างตนอุ้มลูกจูงหลาน ล้มลุกคลุกคลานแล้วร้องไห้
ฉวยกระบุงมุ้งม่านหูกไน บ้างได้เชิงกรานก็แบกมา
บ้างขี่พ่อตาแม่ยาย ลางคนเมียหายก็เรียกหา
อุตลุดไปทั้งพารา พากันวิ่งวุ่นเป็นโกลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหนุมานกระบี่ศรี
ครั้นเพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์รูจี ไหม้ทั่วธานีขุนมาร
ก็สลัดปัดเชื้อไฟพราย ซึ่งติดกายร้อนแรงแสงฉาน
แต่ปลายหางยังติดเพลิงกาล แสนรำคาญกายาลำบากใจ
จะทำอย่างไรก็ไม่ดับ รำสับรำสนไม่ทนได้
สุดฤทธิ์ที่จะคิดดับไฟ ก็เหาะไปยังฝั่งชลธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งโจนลงคงคา ชุ่มแช่กายากระบี่ศรี
อุตลุดผุดดำในวารี นทีเป็นระลอกกระฉอกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สาครขุ่นข้นเป็นควัน เพลิงนั้นจะดับก็หาไม่
จึ่งเหาะขึ้นจากสมุทรไท ตรงไปศาลาพระอาจารย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าอัญชุลี พระนารทผู้ปรีชาหาญ
เล่าความตามเรื่องซึ่งรอนราญ จนเผาราชฐานลงกา
บัดนี้เชื้อเพลิงเถกิงพราย ยังติดแต่ปลายหางข้า
ดับจนสุดฤทธิ์สุดปัญญา เพลิงยิ่งร้อนกล้าพันทวี
ขอพระมหาอาจารย์เจ้า จงได้โปรดเกล้าเกศี
เมตตาช่วยดับอัคคี ให้ข้านี้พ้นเวทนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารทอาจารย์ฌานกล้า
ฟังวายุบุตรเจรจา หัวเราะร่าร่าแล้วตอบไป
เอ็งเป็นทหารพระจักรกฤษณ์ เพลิงนิดเท่านี้ไม่ดับได้
น้ำในบ่อน้อยจะไว้ไย เหตุใดไม่ดับอัคคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพระมหามุนี กระบี่คิดได้ด้วยปรีชา
จึ่งเอาหางใส่ในปากอม อัดลมในช่องนาสา
เพลิงนั้นก็ดับดั่งจินดา ด้วยอุบายปัญญาพระนักพรต
เสร็จแล้วน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบงกช
ลาพระมุนีผู้มียศ กำหนดเหาะข้ามสมุทรไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บ่ายหน้ายังเหมติรัน สำคัญหมายยอดเขาใหญ่
ลอยลิ่วปลิวฟ้ามาไวไว ก็ลงในพ่างพื้นคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งแจ้งกิจการ ชมพูพานองคตกระบี่ศรี
ตามเรื่องซึ่งพบนางเทวี จนเผาธานีลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สองกระบี่ผู้มียศถา
ทั้งหมู่วานรโยธา ได้ฟังวาจาหนุมาน
ต่างตนสรรเสริญด้วยยินดี มิเสียทีเป็นยอดทหาร
ขององค์สมเด็จพระอวตาร ได้ราชการทุกสิ่งไป
แต่นั่งสั่งสนทนากัน จนสุริยันเลี้ยวลับเหลี่ยมไคล
สามนายผู้ปรีชาไว ก็หลับไปทั้งหมู่โยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศพักตร์ยักษา
อยู่ยังยอดเขาสัตนา แลดูลงกาธานี
เห็นเพลิงรุ่งโรจน์ชัชวาล เผาผลาญทั่วเมืองยักษี
ไหม้หมดสิ้นแสงอัคคี อสุรีรำพึงคะนึงคิด
อันลงกามหานคเรศ พรหเมศในชั้นอักนิษฐ์
สร้างให้อัยกาทรงฤทธิ์ งามวิจิตรเลิศลํ้าเมืองอินทร์
จำจะบอกฝูงเทพเทวัญ ทั้งนั้นลงมาให้สิ้น
นิรมิตมหานครินทร์ เหมือนชั้นพรหมินทร์เมืองฟ้า
คิดแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
จงไปหาหมู่เทวา เชิญให้ลงมาที่นี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพิภพเมืองสวรรค์ บอกฝูงเทวัญน้อยใหญ่
ว่าพระปิ่นลงการาชัย ภูวไนยใช้ข้าขึ้นมา
เชิญท่านผู้มีศรีสวัสดิ์ ไปยังสัตนาภูผา
พร้อมกันทุกหมู่เทวา อย่าช้าจงรีบไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาทุกราศี
ทั้งองค์หัสนัยธิบดี แจ้งว่าอสุรีทศกัณฐ์
บัญชาให้หาลงไป ต่างองค์ตกใจตัวสั่น
ออกจากวิมานแก้วแพร้วพรรณ ก็พากันระเห็จเหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โคมเวียน

๏ ครั้นถึงสัตนาสิงขร ก็เขจรลงจากเวหา
นั่งเป็นอันดับกันมา อยูที่ตรงหน้าพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรผู้ปรีชาหาญ
เห็นฝูงเทเวศร์มัฆวาน มาถึงสถานก็ดีใจ
จึ่งมีวาจาอันสุนทร ดูกรเทวาน้อยใหญ่
บัดนี้ลงกากรุงไกร เกิดภัยวิบัติด้วยอัคคี
จะพึ่งท่านผู้มีศักดา จึ่งเชิญลงมาทุกราศี
จงช่วยสร้างราชธานี ให้เป็นที่สวัสดิ์สถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมเมรุมาศสิงขร
กับทั้งฝูงเทพนิกร ได้ฟังสุนทรพญามาร
สุดที่จะแข็งขัดได้ จนใจจำรับบรรหาร
ก็พาฝูงเทพบริวาร เหาะทะยานไปยังลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงท่ามกลางนคเรศ หัสเนตรเจ้าตรัยตรึงศา
จึ่งมีเทวราชบัญชา ให้นิมิตพาราอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาทุกราศี
รับสั่งหัสนัยน์ธิบดี แบ่งปันหน้าที่วุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ ฝ่ายพระพิรุณเทวา ก็โปรยปรายธาราห่าใหญ่
ไหลหลั่งดับสิ้นเชื้อไฟ ทั่วทั้งเวียงชัยอสุรินทร์
พระพายพาเถ้าถ่านธุลีผง พัดลงในท้องกระแสสินธุ์
พื้นราบไม่มีมลทิน หอมกลิ่นดั่งกลิ่นสุคนธาร
ฝ่ายวิษณุกรรมเทเวศร์ ก็นิมิตนคเรศราชฐาน
ทั้งหอรบเชิงเทินปราการ ซุ้มทวารฉัตรธงอลงกรณ์
กับปราสาทตำหนักรักษา ล้วนมหาเนาวรัตน์ประภัสสร
โรงรถโรงคชอัสดร แล้วด้วยฤทธิรอนเทวัญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ เจรจา

๏ ครั้นเสร็จซึ่งสร้างนคเรศ องค์ท้าวพันเนตรรังสรรค์
กับหมู่บริวารทั้งนั้น กลับไปสวรรค์วิมานฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายทศพักตร์ยักษา
ครั้นว่าฝูงเทพเทวา สร้างสรรค์พาราแล้วกลับไป
ก็พามเหสีสุริย์วงศ์ นางอนงค์กำนัลน้อยใหญ่
ขึ้นบุษบกแก้วแววไว ลอยไปด้วยฤทธิ์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พลมารห้อมล้อมเดียรดาษ มาโดยอากาศวิถี
ขับเวียนรอบราชธานี เที่ยวชมบุรีกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ พญาเดิน

ชมตลาด

๏ พิศเมืองแม้นเมืองพรหมาน ปราการล้วนแก้วประกอบกั้น
หอรบงามเรียงนางจรัล ระยะคั่นเสมอเสมาเมือง
แถวฉัตรงามชั้นประชุมราย ทุกช่องธงชายปักเนื่อง
ซุ้มทวารแก้ววามอร่ามเรือง ถนนรอบเป็นเรืองระเบียบงาม
พิศวังงามนิเวศน์ชัชวาล พื้นพระลานงามประลองท้องสนาม
ที่นั่งเย็นดั่งจะย้อยด้วยพลอยพลาม ปราสาทสามทรงอลงการ์
สี่มุขงามแม้นพิมานมาศ ครุฑผงาดนาคตระหง่านเวหา
ห้ายอดแสงระยับจับตา ใบระกาบันแก้วแกมกาญจน์
ช่อฟ้าช้อยเฟื้อยอัมพร บัญชรงามชั้นฉายฉาน
บราลีล้วนแล้วแก้วประพาฬ โอฬารสามโลกไม่เทียมทัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ชมพลางพลางขับบุษบก ผันผกวกเวียนเหียนหัน
ลงมาด้วยฤทธิ์กุมภัณฑ์ ยังเกยสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งชวนอัคเรศทั้งสององค์ กับฝูงอนงค์สาวศรี
เสด็จย่างเยื้องจรลี ขึ้นปราสาทมณีอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนืออาสน์แก้ว แล้วด้วยเนาวรัตน์ประภัสสร
งามดั่งพรหเมศฤทธิรอน เขจรมาจากเมฆา
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
กูจะสมโภชพารา เป็นการมหามงคล
ครบทั้งเจ็ดคืนเจ็ดวัน บอกกันให้ทั่วทุกแห่งหน
เลี้ยงหมู่โยธีรี้พล อย่าให้ขัดสนสิ่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรผู้ใหญ่
รับสั่งพระปิ่นราชัย บังคมไหว้ออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งสั่งพนักงาน ทุกหมู่หมวดมารตัวขยัน
ตามมีบัญชากุมภัณฑ์ บาดหมายบอกกันเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกมหรสพยักษี
ถึงวันกำหนดฤกษ์ดี ก็เล่นอึงมี่ทั้งพารา
อันโขนละครมอญรำ ระบำเทพทองพร้อมหน้า
หกคะเมนไต่ลวดผาลา ชวารำกริชกรีดกราย
มงคลุ่มคุลาตีไม้ แทงวิสัยชั้นเชิงเฉิดฉาย
อีกทั้งกระตั้วแทงควาย ต่างเล่นวุ่นวายเป็นโกลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองถ้วนหน้า
หนุ่มสาวเฒ่าแก่ชรา ทารกทาริกาทั้งนั้น
รู้ว่าสมโภชธานี ต่างตนยินดีเกษมสันต์
แต่งตัวผัดหน้าใส่นํ้ามัน ชวนกันมาดูวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างเดินบ้างยืนบ้างนั่ง คับคั่งชกตีผลักไส
บ้างสรวลร่าฮาเฮสำราญใจ เพลินไปทั่วทั้งหญิงชาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสททั้งหลาย
ตกแต่งเครื่องเลี้ยงวุ่นวาย ช้างควายปิ้งจี่ทอดมัน
อีกทั้งเมรัยชัยบาน ของหวานของคาวหมูหัน
แต่งเสร็จสำเร็จครบครัน ช่วยกันแบกยกเนื่องมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงก็วางโต๊ะถาด เกลื่อนกลาดเครื่องมัจฉมังสา
ทั้งตุ่มทั้งไหใส่สุรา เต็มไปในหน้าพระลานชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุราน้อยใหญ่
บ้างกินเหล้ากินแกล้มวุ่นไป เมามายไม่เป็นสมประดี
บ้างเต้นบ้างรำทำเพลง ตบมือโฉงเฉงอึงมี่
อื้อฉาวไปทั้งธานี อสุรีชื่นชมปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นเสร็จเฉลิมพารา ด้วยเดชบุญญาธิการ
เสวยรมย์ชมราชไอศูรย์ สมบูรณ์ดั่งเทวสถาน
ประดับด้วยสนมบริพาร ทรงโฉมสะคราญละกลกัน
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ เหนืออาสน์พรรณรายฉายฉัน
กับมณโฑกัลยาวิลาวัณย์ กุมภัณฑ์เป็นสุขสำราญใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงอโณทัย ก็ปราศรัยพญาสกุณี
ท่านค่อยอยู่เถิดจะขอลา ไปเฝ้าพระจักราเรืองศรี
สั่งแล้วก็เลิกโยธี ลงจากคีรีรีบจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
แต่ใช้ให้สามวานร ไปเยือนข่าวบังอรในลงกา
อยู่หลังก็ตั้งแต่ครวญคิด ทรงฤทธิ์นับวันคอยท่า
จวนจะครบกำหนดสัญญา ไม่เห็นกลับมาแจ้งการ
ให้หวาดหวั่นฤทัยไม่มีสุข แสนทุกข์เร่าร้อนดั่งเพลิงผลาญ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรำคาญ จนสุริย์ฉานลับเหลี่ยมคีรี
อากาศดาษดวงดารากร จันทรจำรัสรัศมี
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรลี เข้าที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โอ้ช้า

๏ เอนองค์ลงสู่ไสยาสน์ กรก่ายนลาฏถวิลหา
ถึงองค์อัคเรศสีดา อุราเร่าร้อนดั่งเพลิงกัลป์
โอ้ว่าปานนี้เจ้าดวงเนตร จะแสนเทวษปิ้มชีพอาสัญ
ไม่เคยเห็นหมู่กุมภัณฑ์ ขวัญเมืองของพี่จะตกใจ
จะร้องตรีดหวีดหวาดผู้เดียว เปล่าเปลี่ยวเปลี่ยวจิตโหยไห้
คอยพี่ไม่เห็นตามไป จะแสนโศกาลัยทุกเวลา
ถ้าสามนายไปพบแจ้งสาร เยาวมาลย์จะคลายเทวษหา
อกเอ๋ยเป็นน่าอนิจจา เวทนาครั้งนี้อนาถนัก
เมียเดียวควรหรือให้จากอก ตกไปในมือปรปักษ์
โหยหวนครวญถึงนงลักษณ์ ซบพักตร์กับเขนยแล้วหลับไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๏ ครั้นล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเพรียกพร้องเสียงใส
เร่าร้องเร่งสุริโยทัย ภูวไนยตื่นจากไสยา
จึ่งชวนพระลักษมณ์นุชนาถ พร้อมเสนามาตย์ซ้ายขวา
เสด็จจากสุวรรณพลับพลา ไปสรงคงคาวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

สระบุหร่ง

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน ในท้องธารแทบเชิงคีรีศรี
น้ำใสเย็นซาบอินทรีย์ ดั่งนทีในสีทันดร
พื้นทรายพรายแสงเนาวรัตน์ เลื่อมเลื่อมจำรัสประภัสสร
ปทุมมาลย์ชูก้านอรชร ฝักแก่ฝักอ่อนแกมกัน
บ้างพึ่งผุดพ้นชลธาร บ้างเบ่งบานรับแสงสุริย์ฉัน
แมลงภู่วู่ว่อนเวียนวัน เชยซาบสุคันธมาลี
พระพายชายพัดรวยริน หอมกลิ่นอุบลเกสรศรี
ฝูงปลาผุดพ่นชลธี ว่ายรี่เคล้าคู่เล็มไคล
บุปผชาติโรยร่วงดวงผกา ลอยมาตามสายนํ้าไหล
ชมพลางทางสรงสำราญใจ ที่ในกระแสชลธาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ลงสรงปี่พาทย์

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
กับทั้งองคตชมพูพาน พาพวกบริวารวานร
ดั้นดัดลัดป่าพนาวัน สำคัญท่าธารสิงขร
ปักฉลากมรรคาพนาดร ที่ประทับแรมร้อนแล้วรีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงสุวรรณพลับพลาชัย แจ้งว่าภูวไนยนาถา
เสด็จลงสรงคงคา ก็พากันไปเฝ้ายังสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนน้อมเศียรอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถทรงศร
หมอบอยู่หน้าหมู่วานร คอยฟังภูธรบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
เห็นสามนายผู้ปรีชาชาญ มาเฝ้าบทมาลย์ก็ยินดี
จึ่งเสด็จขึ้นจากที่สรง กับองค์พระลักษมณ์เรืองศรี
ยืนอยู่กลางหมู่โยธี แล้วมีบัญชาถามไป
สามนายยังถึงลงกา ได้พบสีดาหรือหาไม่
มรรคานั้นเป็นประการใด เราตั้งใจคอยทุกคืนวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ บังคมคัลแล้วทูลกิจจา
อันทางที่จะไปเมืองมาร กันดารข้ามเขาลำเนาป่า
พบปักหลั่นอสุรา กับนางฟ้าชื่อบุษมาลี
ชี้ทางให้ข้ามสายชล ไปจนอาศรมพระฤๅษี
ถึงเหมติรันคีรี พบสัมพาทีฤทธิไกร
เป็นพี่สดายุสกุณา โลมานั้นหามีไม่
รู้ว่าทหารพระภูวไนย ดีใจให้โห่ขึ้นพร้อมกัน
ขนงอกสิ้นสาปพระอาทิตย์ ด้วยเดชพระจักรกฤษณ์รังสรรค์
พาบินชี้ช่องสำคัญ เขตขัณฑ์ทวีปลงกา
ตัวข้าผู้เดียวลอบไป แอบอยู่ในสวนยักษา
พอทศกัณฐ์มันออกมา เจรจาไหว้วอนพระเทวี
นางไม่มีจิตประดิพัทธ์ เคืองขัดด่าว่ายักษี
ครั้นมันคืนเข้าธานี เทวีผูกศอจะวายปราณ
ข้าบาทวิ่งไปแก้ลง ถวายผ้าธำมรงค์แล้วแจ้งสาร
ขุนกระบี่ทูลสิ้นทุกประการ จนเผาราชฐานลงกา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
ฟังลูกพระพายเทวา ผ่านฟ้ากริ้วโกรธดั่งไฟฟอน
กระทืบบาทมีราชบรรหาร ดูดู๋หนุมานชาญสมร
กูใช้ให้ขุนวานร ไปสืบข่าวบังอรแต่เท่านี้
เหตุใดจึ่งทำอหังการ์ ฆ่าโคตรวงศายักษี
ทั้งหมู่อสุรโยธี แลเผาบุรีกุมภัณฑ์
อันองค์อัคเรศอรไท อยู่ในเนื้อมือไอ้โมหันธ์
ถ้ามันโกรธาฆ่าฟัน สุดสิ้นชีวันวายปราณ
ตัวกูผู้จะสงครามยักษ์ แม้นเสียเมียรักยอดสงสาร
ก็จะซ้ำแสนทุกข์ทรมาน เอ็งจะคิดอ่านประการใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังบัญชาภูวไนย ร้อนใจดั่งต้องไฟพิษ
กราบลงแล้วสนองพจมาน ซึ่งเกินโองการนั้นโทษผิด
ควรถึงที่สิ้นชีวิต พระทรงฤทธิ์จงได้เมตตา
เมื่อข้าจะรบกับกุมภัณฑ์ บอกมันว่าเป็นลิงป่า
ผู้เดียวเที่ยวเล่นหลงมา เชื้อวงศ์พงศาก็ไม่มี
มาตรแม้นว่าท้าวทศพักตร์ ฆ่าองค์นงลักษณ์มเหสี
ขอประทานจงผลาญชีวี กระบี่ให้สิ้นสุดปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังคำแหงหนุมาน จึ่งมีโองการกับเสนา
ดูกรเจ้ากรุงขีดขิน ท้าวพญาพานรินทร์ซ้ายขวา
วายุบุตรล่วงราชบัญชา โทษนี้จะว่าประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวพญาวานรน้อยใหญ่
ได้ฟังพจนารถภูวไนย บังคมไหว้สนองโองการ
ซึ่งลูกพระพายไม่ยั้งคิด ทำผิดล่วงราชบรรหาร
โทษนั้นถึงสิ้นชนมาน ผ่านฟ้าจงทรงพระเมตตา
ขอประทานจงงดไว้ก่อน อย่าเพ่อราญรอนให้สังขาร์
ตามคำวานรสัญญา สงครามเบื้องหน้ายังมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถเรืองศรี
ได้ฟังท้าวพญาเสนี ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
สอดคล้องต้องในวิญญาณ์ ผลัดผ้าชุบสรงรางวัลให้
แก่วายุบุตรวุฒิไกร ในที่ท่ามกลางวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับผ้าชุบสรงพระสี่กร ทูนเศียรแล้วถอนใจคิด
ตัวกูทำการทั้งนี้ จงรักภักดีสุจริต
มิได้อาลัยแก่ชีวิต ทะนงใจไม่คิดตริการ
เห็นผิดเป็นชอบด้วยโมหันธ์ ปิ้มสิ้นชีวันสังขาร
ใครเลยจะนับว่าชายชาญ อาภัพอัประมาณเป็นพ้นไป
ทั้งนี้เพราะวาสนาตัว ดีชั่วจะโทษผู้ใดได้
เสียทีที่มีฤทธิไกร น้อยใจเป็นพ้นคณนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ครั้นเสร็จก็เสด็จยาตรา กลับยังพลับพลาอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ พร้อมเสนามาตย์ทวยหาญ
ประนมกรกราบเบื้องบทมาลย์ งามปานฝูงเทพนิกร
เฝ้าองค์สมเด็จพระอิศรา ยังมหาไกรลาสสิงขร
จึ่งมีพจนารถอันสุนทร ปรึกษาวานรเสนี
บัดนี้หนุมานมาแจ้งข่าว เรื่องราวสีดามารศรี
ควรเราจะยกโยธี ไปยังบุรีลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ชมพูพานผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
เขาหนึ่งตรงเกาะลงกานั้น ชื่อคันธกาลาสูงใหญ่
อยู่ที่ริมเนินสมุทรไท เป็นชัยภูมิสถาวร
ขอพระผู้ปิ่นสุธาธาร จงยกทวยหาญชาญสมร
ไปตั้งยังเชิงคีรินทร จะได้ราญรอนปัจจามิตร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ฟังชมพูพานก็สมคิด ทรงฤทธิ์จึ่งมีบัญชา
ดูกรลูกพระสุริยัน จงจัดพลขันธ์ซ้ายขวา
จะยกไปตั้งทัพพลับพลา ยังคันธกาลาคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ ทัพหน้าเกณฑ์ให้นิลนนท์ คุมพลสิบสมุทรเป็นนายใหญ่
ทัพหนุนองคตฤทธิไกร คุมไพร่สิบสมุทรวานร
เกียกกายคำแหงหนุมาน คุมทหารสิบสมุทรชาญสมร
ทัพหลวงโยธาพลากร ซับซ้อนยี่สิบสมุทรตรา
ยุกกระบัตรนิลพัทชาญยุทธ์ คุมพลสิบสมุทรแกล้วกล้า
กองขันสิบสมุทรโยธา นิลราชศักดาบัญชาการ
กองหลังนิลเอกคุมไพร นับได้เจ็ดสมุทรทวยหาญ
รายเรียบเพียบพื้นสุธาธาร เสียงสะเทือนสะท้านเป็นโกลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
กับพระอนุชาร่วมชีวี จรลีไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเชิงรายมณีนิล เครือกระหนกรูปกินรีรำ
พระหริวงศ์ทรงทิพภูษิต พื้นตองชวลิตเขียวขำ
พระลักษมณ์ทรงภูษาพื้นดำ ผุดทองลายช้ำเชิงสุบรรณ
ต่างทรงชายไหวชายแครง ฉลององค์ลายแย่งสังเวียนคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ พาหุรัดนาคพันทองกร
สอดใส่ธำมรงค์เพชรรัตน์ มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
ทรงมหากุณฑลกรรเจียกจร อลงกรณ์ด้วยดวงโกมิน
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้ทัด พระหัตถ์นั้นจับธนูศิลป์
งามดั่งพรหเมศอมรินทร์ ลินลามายังโยธี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ ได้ฤกษ์สุริยันให้ลั่นฆ้อง พลไกรโห่ร้องอึงมี่
ยกจากคันธมาทน์คีรี กระบี่เยียดยัดกันไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รุกร้น

โทน

๏ ทัพหน้าคลาเคลื่อนตามทิศ ทัพหลวงแผลงฤทธิ์แผ่นดินไหว
ทัพหนุนเร่งร้นพลไกร โลดไล่กวัดแกว่งอาวุธ
บ้างเหาะบ้างแทรกสุธาธาร บ้างทะยานลงเดินหลังสมุทร
บ้างไปทางกาลาคนิรุท แล้วผุดขึ้นกลางพลากร
เสียงกลองฆ้องขานประสานปี่ เสียงพลอึงมี่สิงขร
ผงคลีมืดคลุ้มอัมพร แรมร้อนมาในพนาวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงเขาคันธกาลา พร้อมหมู่โยธาพลขันธ์
แล้วสั่งลูกพระสุริยัน ให้ตั้งมั่นตามเชิงคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์หมู่โยธาพลากร ทุกหมวดวานรน้อยใหญ่
ให้ตั้งทัพพลับพลาอำไพ ในที่ชัยภูมิโอฬาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายทัพนายกองทวยหาญ
บรรดาเป็นเจ้าพนักงาน ก็เร่งรีบจับการพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ ชั้นนอกตั้งทัพรายเรียบ เป็นระเบียบเขื่อนเพชรเขื่อนขัณฑ์
ขุดคูล้อมรอบเป็นขอบคัน แล้วตั้งสุวรรณพลับพลาชัย
พร้อมทั้งพระโรงหน้าหลัง เกยแก้วที่นั่งน้อยใหญ่
ทิมดาบชาววังตำรวจใน ที่ประลองพลไกรวานร
ศาลาลูกขุนคู่ดูตระหง่าน หน้าพระลานโปรยปรายด้วยทรายอ่อน
ป้อมค่ายรายธงอลงกรณ์ เสร็จตามภูธรบัญชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์นาถา
จึ่งชวนพระศรีอนุชา ขึ้นยังพลับพลาอำไพ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพทหารใหญ่
จึ่งเกณฑ์นิลเอกชาญชัย คุมไพร่กระเวนพนาดร
บรรจบกับกองนิลขัน รอบคันธกาลาสิงขร
เกี่ยวเลี้ยวกันเป็นมังกร หลับนอนนั่งยามตามอัคคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลเอกนิลขันกระบี่ศรี
ต่างตนต่างพาโยธี กระเวนไปตามที่พระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ