สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๘

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎฤทธิรงค์ทรงศร
คอยอยู่ยังชายพนาดร ได้ยืนนิกรอึงมา
แลเห็นจตุรงค์พยุหบาตร เกลื่อนกลาดมาในแนวป่า
จอมพลนั้นสี่กษัตรา ต่างทรงรัถาอำไพ
พระหัตถ์นั้นถือธนูศร วานรเดินหน้าทัพใหญ่
จึ่งตรัสแก่อนุชาผู้ร่วมใจ สมคิดแล้วในวันนี้
พี่จะแผลงศรชัยไปสังหาร ให้วายปราณสิ้นชีพทั้งสี่
แก้แค้นแทนกันให้ถึงที เจ้าพี่อย่าเกรงฤทธิรอน
ว่าแล้วกวัดแกว่งธนูทรง อาจองดั่งพญาไกรสร
พาพระอนุชาบทจร ออกขวางนิกรโยธา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลโยธีทัพหน้า
รีบกันมาตามมรคา เห็นสองกุมาราก็ตกใจ
ต่างตนต่างหยุดยืนอยู่ พิศดูไม่อาจไปได้
ย่นย่อท้อถอยอยู่แต่ไกล ด้วยเกรงฤทธิไกรราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์เรืองศรี
ได้ยินเสียงอื้ออึงเป็นโกลี ภูมีเหลือบแลแปรมา
เห็นกุมารยืนอยู่ทั้งสองคน จึ่งทูลพระภุชพลเชษฐา
อันไอ้เด็กน้อยอหังการ์ หนีมาก็ได้พบกัน
องอาจออกขวางทางอยู่ หน้าหมู่พหลพลขันธ์
บรรดาโยธาทั้งนั้น ขยั้นอยู่ไม่ล่วงขึ้นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกแผ่นดินไหว
ได้ฟังอนุชายาใจ แลไปเห็นสองกุมารา
ทรงโฉมวิไลเลิศลักษณ์ ผิวพักตร์เพียงเทพเลขา
งามละม่อมพร้อมพริ้มทั้งกายา จบสกลโลกาไม่เทียมทัน
ท่วงทีกิริยาก็องอาจ ดั่งหยาดฟ้าลงมาจากสวรรค์
เชษฐาดั่งดวงพระสุริยัน น้องดั่งพระจันทร์ไม่ราคี
ดูพี่ก็คล้ายกนิษฐา พิศทรงอนุชาก็เหมือนพี่
นวลละอองผ่องแผ้วทั้งอินทรีย์ ส่งศรีเสาวภาคย์น่ารัก
จะเป็นหน่อกษัตริย์กรุงไหน จึ่งเรืองฤทธิไกรแหลมหลัก
ศรศิลป์ประเสริฐเลิศนัก พระทรงจักรสงสัยในวิญญาณ
ตัวกูจะแผลงแสงศร อันเรืองฤทธิรอนกำลังหาญ
ไปรวบรัดมัดสองกุมาร มาถามวงศ์วานให้แจ้งใจ
คิดแล้วเร่งราชรถทรง ขึ้นหน้าจตุรงค์น้อยใหญ่
พระกรนั้นจับศรชัย พาดสายแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด เป็นบ่วงบาศกลาดเกลื่อนเวหา
ล้อมรอบกายสองกุมารา ด้วยอานุภาพพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นบ่วงบาศมาล้อมอินทรีย์ จึ่งจับศรศรีแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั่นครื้นพ่างพื้นโพยมหน สุธาดลกัมปนาทหวาดไหว
เป็นพระขรรค์แก้วแววไว ไล่ล้างบ่วงบาศแหลกลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
เห็นบ่วงบาศขาดสิ้นไม่ทนทาน ด้วยศรกุมารชาญฉกรรจ์
จึ่งมีพระราชบัญชา เหวยเด็กพาลาโมหันธ์
น้อยน้อยกระจ้อยเท่าแมงวัน สำคัญสัญญาว่าตัวดี
มาสู้พระกาลพาลราช หัวจะขาดจากกายทั้งสองศรี
ว่าแล้วจับศรโมลี ภูมีผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ สัตภัณฑ์บรรพตก็หวาดไหว สะเทือนไปถึงชั้นดุสิต
เป็นถ่านเพลิงตกลงทั่วทิศ ร้อนแรงดั่งพิษไฟกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎรุ่งฟ้านราสรรค์
เห็นถ่านเพลิงเริงร้อนบังหวนควัน จึ่งผันพักตร์มาบอกอนุชา
อันฤทธิ์เขาก็มีอยู่ต่างต่าง พี่จะล้างเสียด้วยกำลังกล้า
ว่าแล้วจับศรอันศักดา เงื้อง่าผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เป็นมหาเมฆขึ้นทั่วทิศ เสียงสนั่นครรชิตอึงมี่
ฝนหลั่งถั่งทั่วธรณี ถ่านอัคคีนั้นก็ดับไป
แล้วตบมือสรวลสำรวลร่า ดูรากษัตริย์นายใหญ่
ท่านนี้อาจองทะนงใจ ว่าเรืองฤทธิไกรชัยชาญ
เห็นว่าตัวเรานี้เยาว์นัก จะหักเอาด้วยกำลังหาญ
ประมาทมาดมั่นสำคัญการ ว่ามีบริวารโยธี
ถึงน้อยก็ชาติอสรพิษ สองคนไม่คิดถอยหนี
อย่าว่ามาแต่เท่านี้ ถึงเต็มปถพีไม่ครั่นกร
จะสังหารผลาญเสียทั้งกองทัพ ให้ย่อยยับลงด้วยกำลังศร
เมื่อสองกษัตรามาราญรอน ครั้งก่อนก็แจ้งประจักษ์ใจ
เรายิงล้มอยู่กับที่ ปิ้มไม่รอดชีวีไปได้
ท่านนี้ตัวดีมีฤทธิไกร กว่านั้นหรือไรจึ่งยกมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระภุชพงศ์องค์นารายณ์นาถา
ได้ฟังถ้อยคำกุมารา โกรธาดั่งหนึ่งเพลิงพิษ
กระทืบบาทผาดสิงหนาทไป เหม่ไอ้ลูกเล็กกระจิริด
ดั่งหิ่งห้อยต่อด้วยพระอาทิตย์ จะสิ้นชีวิตบัดเดี๋ยวนี้
ว่าแล้วจับศรพาดสาย มาดหมายกุมารทั้งสองศรี
น้าวหน่วงด้วยกำลังอินทรีย์ ภูมีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นทั้งอากาศ เป็นพญาครุฑราชไม่นับได้
สำแดงแผลงฤทธิ์เกรียงไกร เวียนไวรอบสองกุมารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจกล้า
เห็นหมู่สุบรรณเกลื่อนมา ก็แผลงศรศักดาไปราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สัตภัณฑ์พระเมรุก็เอนหมด เป็นลมกรดพัดอึงคะนึงมี่
ฝูงครุฑปลิวไปทันที ด้วยกำลังศรศรีอันมีฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงพิษ ชักพระแสงศรสิทธิ์แผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โชติช่วงดั่งดวงพระสุริยัน เสียงสนั่นครั่นครื้นแผ่นดินไหว
สังหารภูผาแลต้นไม้ มิอาจเข้าใกล้พระกุมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจหาญ
เห็นศรกษัตริย์มารอนราญ ภูผาแหลกลาญเป็นผงคลี
จึ่งน้าวหน่วงสายธนูทรง หมายตรงจะล้างศรศรี
ก็ผาดแผลงไปทันที เสียงมี่สนั่นภพไตร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ศรชัยไปอยู่เคียงกัน จะราญรอนศรนั้นก็หาไม่
ยิ่งกริ้วโกรธพิโรธคือไฟ ประนมไหว้คิดคุณพระอาจารย์
ขอให้ศรสิทธิ์ของข้า จงมีเดชากล้าหาญ
ไปล้างสี่กษัตริย์ให้วายปราณ แล้วซ้ำแผลงผลาญด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ศรสาตร์กลาดเกลื่อนไปทักษิณ พระนรินทร์ปิ่นภพเรืองศรี
แล้วเป็นข้าวตอกดอกมาลี บูชาภูมีเรียงราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
เห็นกุมารแผลงศรอันเพริศพราย กลับกลายเป็นดวงมาลา
เพ่งพิศแล้วคิดอัศจรรย์ อัดอั้นพระทัยกังขา
ตัวกูผู้อวตารมา ล้างเหล่าอสุราทั้งแดนไตร
โลหิตดั่งหนึ่งสายสมุทร ม้วยมุดสุดที่จะนับได้
แต่เด็กน้อยกระจ้อยนี้เหตุใด ศรชัยไม่ล้างราวี
หรือจะเป็นสุริย์วงศ์พงศ์ประยูร หน่อในไวกูณฐ์เรืองศรี
จำจะเสี่ยงให้ประจักษ์บัดนี้ ภูมีก็ตั้งสัตยา
แม้นกุมารต่างวงศ์ต่างชาติ พรหมาสตร์จงไปเข่นฆ่า
สังหารผลาญเสียให้มรณา ด้วยศักดาเดชชัยชาญ
ถ้าเป็นน้ำเนื้อเชื้อวงศ์ อย่าให้ศรทรงสังหาร
จงกลายเป็นโภชนาอันโอฬาร ให้ประจักษ์เหตุการณ์แน่นอน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นตั้งพิษฐานเสร็จแล้ว พระจักรแก้วก็ทรงพระแสงศร
แผลงไปด้วยกำลังฤทธิรอน ไหวกระฉ่อนทั่วทั้งโลกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ศรกลายเป็นทิพย์กระยาหาร เปรี้ยวหวานตกลงตรงหน้า
อีกทั้งฉัตรแก้วแววฟ้า กั้นองค์กุมาราวิลาวัณย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นเป็นมหัศอัศจรรย์ จึ่งมีบัญชาตรัสไป
ดูก่อนเจ้าลบทรงลักษณ์ น้องรักยังเห็นหรือหาไม่
ศรเรานี้เรืองฤทธิไกร แผลงไปจะให้ล้างไพรี
ไฉนหนอจึ่งทำคำรพ นอบนบกษัตริย์ทั้งสี่
แล้วเป็นธูปเทียนมาลี บัดนี้ฝ่ายเขาแผลงมา
กลายเป็นโภชนากระยาหาร ฉัตรแก้วสุรกานต์เลขา
เป็นบุญเพิ่มพ้นคณนา มาเรากินเล่นเถิดน้องรัก ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์ฤทธิรงค์ทรงจักร
เสี่ยงศรเห็นแจ้งจำเพาะพักตร์ ให้มีความรักความยินดี
จึ่งกล่าวมธุรสสุนทร ดูก่อนกุมารทั้งสองศรี
เราทำสงครามกันมานี้ ถ้อยทีมีฤทธิ์เกรียงไกร
อันศรต่อศรซึ่งรอนราญ จะสังหารผลาญกันก็หาไม่
จะรบพุ่งไปนั้นด้วยอันใด ให้เหนื่อยใจลำบากกายา
เราจงผูกรักรู้จักกัน โดยธรรม์สุจริตดีกว่า
อย่าถือใจจองภัยเวรา เดียดฉันท์กังขาราคี
อันตัวของเจ้าทั้งสององค์ เป็นวงศ์กษัตริย์เรืองศรี
ครอบครองสวรรยาธานี อยู่ที่แว่นแคว้นกรุงใด
จึงเรืองฤทธิรงค์องอาจ เรียนธนูศรสาตร์มาแต่ไหน
มีนามกรชื่อไร เหตุใดมาอยู่อรัญวา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังสุนทรวาจา จึ่งว่าแก่น้องยาร่วมชีวี
ซึ่งเขามาถามนามเรา สุริย์วงศ์พงศ์เผ่าบุรีศรี
แม้นจะมิบอกบัดนี้ ที่ข้อแคลงก็จะไม่แจ้งใจ
ครั้นจะบอกไปโดยง่ายเล่า ดั่งไม่รู้เท่าผู้ใหญ่
จะว่าเราเกรงฤทธิไกร ไตรโลกจะหมิ่นนินทา
จำจะบิดพลิ้วไต่ถาม ให้บอกนามวงศ์ก่อนดีกว่า
ภายหลังจึ่งจะแจ้งกิจจา เห็นว่าจะควรแก่การ
ตรัสแล้วจึ่งมีสุนทร โอนอ่อนด้วยปรีชาหาญ
ดูก่อนพระองค์ผู้ชัยชาญ อันเป็นประธานพลไตร
ซึ่งมาไถ่ถามนามวงศ์ ข้าจะขัดพระองค์ก็หาไม่
จะบอกแต่สัจจริงไป มิให้เคืองพระทัยภูธร
แต่ธรรมเนียมผู้ใหญ่จะว่าขาน กิจการสิ่งไรจำว่าก่อน
ตัวข้าเป็นเด็กไม่แง่งอน จึ่งจะบอกนามกรพงศ์พันธุ์ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
ได้ฟังกุมารวิลาวัณย์ ทรงธรรม์ถวิลจินดา
น้อยน้อยกระจ้อยเท่านี้ พาทีแหลมหลักหนักหนา
โต้ตอบรอบรู้ด้วยปรีชา ดังอมฤตฟ้ายาใจ
แม้นจะไม่บอกความตามตรง จะแจ้งแห่งนามวงศ์ก็หาไม่
คิดแล้วจึ่งตรัสตอบไป เจ้าผู้ฤทธิไกรชัยชาญ
ตัวเราทรงนามพระราเมศ เรืองเดชลือลบจบสถาน
คือองค์นารายณ์อวตาร ได้ผ่านอยุธยาธานี
อันสามอนุชายุพาพักตร์ นี่นามพระลักษมณ์เรืองศรี
นี่ชื่อพระพรตธิบดี องค์นี้พระสัตรุดวุฒิไกร
บำรุงโลกปราบหมู่พวกพาล ทุกพิภพเมืองมารไม่ต่อได้
ฝ่ายเจ้าเป็นวงศ์ผู้ใด บอกไปให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจกล้า
ทั้งองค์พระลบกุมารา ได้ฟังบัญชาพระภูธร
บอกนามตามเรื่องสุริย์วงศ์ อันทรงสุรภาพชาญสมร
ทั้งนิเวศน์วังราชนคร โดยสุนทรสิ้นทุกสิ่งไป
สมกันกับคำพระมารดา ก็แจ้งว่าบิตุรงค์ไม่สงสัย
ดูหน้ากันพลางทางตกใจ ดั่งใครมาแหวะเอาชีวี
พิศพักตร์บิตุเรศแล้วรันทด แม้นว่าจะประณตบทศรี
เห็นจะให้พาไปยังชนนี มั่นคงฉะนี้ดั่งจินดา
อันพระองค์ทำโทษพระแม่เจ้า ทั้งตัวเราปิ้มสิ้นสังขาร์
มิได้มีความเมตตา แล้วมากลับกล่าวเป็นสุนทร
ถ้าจะแจ้งความตามสัตย์ โดยศรีสวัสดิ์สโมสร
ก็จะเคืองพระทัยมารดร มิรู้ที่จะผันผ่อนประการใด
จำจะโต้ตอบให้เคลือบแฝง จะรับแจ้งตามจริงยังไม่ได้
คิดแล้วพระเชษฐาชาญชัย ก็บอกไปด้วยไวปัญญา
ตัวข้านี้ชื่อมงกุฎ อันน้องรักแสนสุดเสน่หา
ชื่อว่าเจ้าลบกุมารา นางสีดาเป็นพระชนนี
ฝ่ายองค์พระราชบิดร นามกรชื่อไรไม่รู้ที่
ผ่านกรุงอยุธยาพระบุรี ฤทธีเลิศลํ้าแดนไตร
องค์พระนักสิทธ์ทรงญาณ บอกการศรศิลปศาสตร์ให้
ชื่อวัชมฤคปรีชาไว อยู่ในกาลวาตอรัญวา ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังสงสัยในวิญญาณ์ เหตุใดมาว่าดั่งนี้
ตรึกคิดเป็นครู่แล้วผันพักตร์ มาตรัสถามพระลักษมณ์เรืองศรี
อันสีดาเขียนรูปอสุรี พี่สั่งให้ล้างชนมาน
น้องรักกลับมาแจ้งเหตุ ว่าอัคเรศสุดสิ้นสังขาร
ได้เอาดวงใจนงคราญ มาแจ้งการให้เห็นเป็นสำคัญ
บัดนี้กุมารบอกมา ว่าเป็นบุตรสีดาสาวสวรรค์
ตัวพี่นี้คิดอัศจรรย์ อันที่จะจริงนั้นประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาพระภูวไนย ทั้งดีใจทั้งกลัวพระอาญา
แต่เพ่งพิศพินิจพักตร์หลาน น่ารักสงสารหนักหนา
ชลเนตรคลอดวงนัยนา กราบกับบาทาพระจักรี
สะอื้นพลางทางทูลยุบล แต่ต้นจนปลายถ้วนถี่
ตามซึ่งได้ฆ่าร้าตี เทวีไม่ม้วยก็ปล่อยไป
ข้ากลับมาพบเนื้อทราย ตายอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่
จึ่งเข้าแหวะเอาดวงใจ มาถวายให้ทอดทัศนา
ซึ่งมิได้ทูลความตามจริง โทษใหญ่ผิดยิ่งเป็นหนักหนา
ชีวิตถึงม้วยมรณา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ฟังพระอนุชาร่วมชีวี ภูมีแสนโสมนัสนัก
แล้วคิดถึงทำโทษพระโอรส ให้สลดพระทัยเพียงอกหัก
ชลเนตรคลอคลองนองพักตร์ จึ่งตรัสแก่พระลักษมณ์ชัยชาญ
ซึ่งเจ้าประหารชีวี มารศรีไม่สิ้นสังขาร
พระขรรค์กลายเป็นพวงสุมามาลย์ ด้วยนงคราญนั้นมีสัตยา
ทั้งบุญญาธิการหลานเจ้า จะสืบเผ่าสุริย์วงศ์ไปภายหน้า
ซึ่งได้ดวงใจมฤคา ด้วยอำนาจเทวาสุราลัย
นางจึ่งได้ไปพึ่งพัก สำนักพระมหาอาจารย์ใหญ่
ประสูติโอรสร่วมใจ ที่ในศาลาอารัญ
พี่นี้ผิดนักไม่ไถ่ถาม วู่วามกริ้วโกรธหุนหัน
มิได้ตรึกตรองให้เที่ยงธรรม์ ฉกรรจ์ทำได้ถึงเพียงนี้
ตรัสแล้วก็ทิ้งธนูทรง เสด็จลงจากรถมณีศรี
สามพระอนุชาร่วมชีวี ก็ตามภูมีเสด็จไป ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้จึ่งกล่าวสุนทร ดูก่อนเจ้าผู้ยอดพิสมัย
ทั้งสองอย่าน้อยฤทัย จะเล่าให้เจ้าฟังแต่หลังมา
อันมารดาเจ้าเป็นมเหสี พ่อนี้แสนสุดเสน่หา
รับสัจสมเด็จพระอัยกา ออกไปเดินป่าพนาดร
สามองค์ทรงเพศเป็นดาบส อยู่อรัญบรรพตสิงขร
แทบฝั่งโคทาสาคร สังวรสร้างพรตอดใจ
ทศพักตร์ลักแม่เจ้าหนี พ่อนี้รณรงค์เอามาได้
เมื่อกรรมจะให้เป็นไป อรไทเขียนรูปทศกัณฐ์
พ่อให้พระลักษมณ์อาเจ้า เอาไปสังหารชีวาสัญ
หากบุญลูกรักอยู่ในครรภ์ ทั้งความสัจธรรม์กัลยา
มิได้สิ้นชีพวายปราณ แล้วทำทรมานเจ้าหนักหนา
ลูกรักทั้งสองจงเมตตา อดโทษบิดาอย่าน้อยใจ
พาไปหาองค์พระมารดร ให้คลายร้อนในสกนธ์หม่นไหม้
ตัวพ่อจะรับเข้าไป ยังพิชัยอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
ฟังพระบิตุรงค์พาที ชายหนีแล้วตอบวาจา
อันพระมารดาข้าทรลักษณ์ อัปลักษณ์ยากไร้อยู่ในป่า
สามคนทนทุกข์เวทนา อาศัยพระมหาอาจารย์
เที่ยวเก็บพฤกษาเผือกมัน เลี้ยงกันอัตราเป็นอาหาร
กำพร้าไร้ญาติกันดาร ศฤงคารบริวารก็ไม่มี
พี่น้องสองคนเที่ยวเล่น เห็นม้าปล่อยมาก็ขึ้นขี่
พระองค์ให้จับไปฆ่าตี บุญมีจึ่งไม่บรรลัย
อย่าพักเจรจาให้ลุ่มหลง บิตุรงค์ข้าจะมีก็หาไม่
ซึ่งจะรับเข้าไปเวียงชัย ใช่เป็นเชื้อวงศ์กษัตรา
พระองค์อย่าเข้ามาใกล้ข้าบาท ให้ขยาดราชภัยหนักหนา
ขอเชิญคืนเข้านครา ข้าจะลาพระองค์บทจร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังโอรสฤทธิรอน เสน่หาอาวรณ์พันทวี
รับขวัญแล้วมีพจนารถ สุดสวาทของพ่อทั้งสองศรี
จะเล่าให้ฟังแต่เดิมที ตามที่เหตุผลอันมีมา
ด้วยได้ยินเสียงกัมปนาท ไหวหวาดทั่วทศทิศา
คิดว่าอันตรายโลกา ก็เสี่ยงม้าที่นั่งปล่อยไป
พ่อลูกจึ่งได้พบกัน แต่กรรมกั้นหาให้รู้จักไม่
เผอิญเกิดเหตุเภทภัย จนได้ทำการสงคราม
อันศักดาเดชของบิตุรงค์ คู่องค์พระเป็นเจ้าทั้งสาม
ไตรภพจบสกลก็ครั่นคร้าม แต่ออกนามก็สยองพองโลมา
ซึ่งเจ้ามาต่อด้วยพ่อได้ จะปรากฏเกียรติไปในภายหน้า
เป็นประธานโลกโลกา สืบวงศ์อิศราธิบดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพระราชวาที จึ่งมีวาจาตอบไป
พระองค์มากล่าวบรรยาย หากข้าไม่ตายจึ่งว่าได้
ข้อนี้โปรดเถิดพระภูวไนย อย่าให้มีเวรเวรา
ซึ่งข้าเป็นเด็กได้รอนราญ ขอประทานจงอดโทษา
ว่าพลางจูงมือกันไคลคลา เลี้ยวลัดเข้าป่าพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกเรืองศรี
ทั้งสามอนุชาร่วมชีวี กับกระบี่หนุมานชาญชัย
อีกทั้งสุมันตันเสนา โยธาทวยหาญน้อยใหญ่
เห็นสองกุมารไม่ไว้ใจ เดินหนีเข้าในอารัญ
มิอาจที่จะกลั้นชลเนตร ต่างตนแสนเทวษโศกศัลย์
ความรักเพียงจะสิ้นชีวัน ก็พากันรีบตามพระกุมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎวุฒิไกรใจหาญ
เห็นสี่กษัตริย์ชัยชาญ กับพวกบริวารโยธี
ตามมาเห็นว่าจะใกล้ทัน ก็เดินดั้นเลี้ยวเลาะลัดหนี
ข้ามธารผ่านเนินคีรี ตรงไปยังที่ศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งยืนแอบอยู่ ดูพระบิตุเรศนาถา
เห็นพระองค์เสด็จตามมา จึ่งปิดทวาราเข้าไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้มีอัชฌาสัย
เสด็จตามโอรสยศไกร ข้ามไศลห้วยธารคีรี
พอถึงเนินทรายชายพนม แลเห็นอาศรมพระฤๅษี
ราบรื่นพื้นสะอ้านสะอาดดี มีสระบัวบานตระการตา
ครั้นจะจู่ลู่เข้าไป ก็เกรงใจพระผู้ทรงสิกขา
จึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าศาลา ที่ร่มไทรใบหนาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎสุริย์วงศ์รังสรรค์
กับพระอนุชาร่วมชีวัน พากันไปเฝ้าพระชนนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างองค์ถวายอภิวาทน์ กราบบาทยุคลทั้งสองศรี
ซบพักตร์กันแสงโศกี ปิ้มว่าชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
ร้องไห้ไม่วายนํ้าตา เห็นลูกมาก็โสมนัสนัก
สวมสอดกอดไว้ทั้งสององค์ แล้วโฉมยงโอบอุ้มขึ้นใส่ตัก
รับขวัญจุมพิตพิศพักตร์ นงลักษณ์จึ่งมีพจมาน
แต่แม่รู้ว่าเขาจับไป ก็รํ่าไรเพียงสิ้นสังขาร
หมายใจว่าพ่อวายปราณ ด้วยมือพวกพาลไพรี
อนุชาวอนลาไปตามเจ้า แม่จึ่งเอาธำมรงค์เรืองศรี
อันมีเดชลํ้าโลกธาตรี จากหัตถ์ชนนีให้ไป
โอ้อนิจจาเจ้าเพื่อนยาก ได้ทุกข์ลำบากเป็นไฉน
พบกันพี่น้องที่แห่งใด ดวงใจจึ่งพากันกลับมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎปรีชาญหาญกล้า
ได้ฟังสมเด็จพระมารดา โศกาพลางสนองวาที
ข้าเที่ยวอยู่กลางไพรพนม มีบรมกษัตริย์เรืองศรี
ทรงนามพระรามจักรี ผ่านทวารวดีเวียงชัย
ใช้ให้อนุชาทั้งสององค์ รณรงค์จับลูกไปได้
ทารกรรมแล้วทำประจานไว้ ปิ้มชีวาลัยจะมรณา
บรรยายทูลความแต่ต้น จนพบเจ้าลบกนิษฐา
แสนแค้นจึ่งพากันรีบมา หมายว่าจะฆ่าให้วายปราณ
บัดเดี๋ยวกษัตริย์ทั้งสี่องค์ ยกพวกจตุรงค์ทวยหาญ
ติดตามออกมารอนราญ ลูกได้ต่อต้านโรมรัน
เอิกเกริกทั้งป่ากาลวาต ทศทิศกัมปนาทไหวหวั่น
ฝ่ายศรต่อศรไม่กินกัน ก็แจ้งการอัศจรรย์ที่มีมา
ฝ่ายพระรามนั้นทิ้งศรทรง ว่าเป็นองค์บิตุเรศของข้า
ออกนามสมเด็จพระมารดา โศกาอ้อนวอนรำพันไป
บัดนี้สี่กษัตริย์ก็มาตาม อยู่หน้าอารามพระไทรใหญ่
ทูลพลางสะท้อนถอนใจ รํ่าไห้กับตักพระมารดร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
ครั้นแจ้งว่าองค์พระสี่กร ภูธรเสด็จตามมา
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนเทวษ ชลนัยน์นองเนตรทั้งซ้ายขวา
จึ่งตรัสแก่องค์พระลูกยา อนิจจาเป็นได้ถึงเพียงนี้
ตัวเราทั้งสามนี้ยากไร้ อาศัยพระมหาฤๅษี
ยังคิดพยาบาทมาราวี หากบุญเจ้ามีจึ่งไม่ตาย
ความระกำช้ำใจแม่ได้แค้น ถึงสักแสนปีไม่รู้หาย
มาตรแม้นชีวิตจะวอดวาย ก็ไม่เสียดายเท่ายองใย
นิจจาเอ๋ยทำแม่แล้วมิหนำ มาซ้ำทำลูกก็เป็นได้
สงสารแต่เจ้าจะพ้นไป กำพร้าไม่มีที่พึ่งพา
โอ้ว่าแต่นี้จะเสื่อมสุข แสนทุกข์เศร้าโทมนัสสา
รํ่าพลางฟูมฟายชลนา แสนโศกโศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังนางสีดาวิลาวัณย์ ทรงกันแสงโศกโศกี
กับสองพระโอรสรัก อันทรงเยาวลักษณ์เฉลิมศรี
ดั่งหนึ่งจะสิ้นสมประดี อยู่ที่พระบรรณศาลา
ให้ร้อนใจดั่งสายฟ้าฟาด แสนสวาทด้วยสามเสน่หา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา ปิ้มประหนึ่งชีวาจะบรรลัย
จึ่งมีวาจาอันสุนทร ดวงสมรพี่ยอดพิสมัย
เป็นเวรากรรมเราทำไว้ จึ่งให้เกิดเหตุเภทพาล
เดชะด้วยสัจของน้องแก้ว ก็ผ่องแผ้วดั่งวิเชียรไม่ร้าวฉาน
กับบุญลูกเราผู้ชัยชาญ จะสืบวงศ์อวตารอิศรา
อันตัวของพี่นี้ผิดนัก เยาวลักษณ์อย่าคุมโทษา
คิดถึงความยากด้วยกันมา แก้วตาจงได้ปรานี
เชิญเจ้าเสาวภาคย์โฉมตรู เปิดประตูออกมารับพี่
จะได้สนทนาพาที ตามมีทุกข์ยากจากกัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ฟังพระหริวงศ์ทรงสุบรรณ รำพันว่าวอนเข้ามา
ให้คิดความสนิทพิสมัย แล้วน้อยใจเศร้าโทมนัสสา
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นอุรา กัลยารำพึงคะนึงคิด
อันพระองค์เมตตาการุญ พระคุณเลิศลํ้าอกนิษฐ์
ครั้นจะไปบังคมพระทรงฤทธิ์ สุดคิดจะด้านหน้าพาที
ตริแล้วประณตบทบงสุ์ องค์พระมหาฤๅษี
นิมนต์ช่วยไปถามพระจักรี มานี้ประสงค์สิ่งใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังวาจานางอรไท จับได้ไม้เท้าก็ออกมา
จึ่งเปิดกลอนดาลบานประตู แล้วเหลือบแลดูซ้ายขวา
เห็นสี่สุริย์วงศ์กษัตรา งามสง่าดั่งดวงสุริยัน
มานั่งอยู่ยังร่มพระไทร ผิวพักตร์หม่นไหม้โศกศัลย์
มัวคลํ้าส่งศรีฉวีวรรณ อาการนั้นทุกข์พระทัยนัก
ดูดูก็น่าสงสาร แก่พระผู้ผ่านอาณาจักร
ก็รีบออกไปด้วยความรัก ยังที่สำนักนิโครธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งลดนั่งลง ถามพระภุชพงศ์นาถา
พากันมาไยถึงศาลา ด้วยกิจจากังวลสิ่งใดมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ต่างองค์โสมนัสยินดี ถวายอัญชุลีพระอาจารย์
แต่องค์สมเด็จพระราม แจ้งความตอบถ้อยเฉลยสาร
รู้ว่าสีดานงคราญ มาพึ่งบทมาลย์พระสิทธา
เป็นสุขจำเริญไม่มีภัย จนได้คลอดองค์โอรสา
พระคุณนั้นพ้นคณนา จึ่งตามมามัสการพระมุนี
พระองค์จงได้โปรดเกศ ช่วยว่าอัคเรศมเหสี
จะเชิญเจ้าคืนพระบุรี เป็นปิ่นสตรีกำนัล
ประการหนึ่งข้าคิดสงสัยนัก ด้วยกุมารทรงลักษณ์เฉลิมขวัญ
จะเป็นบุตรสีดาวิลาวัณย์ ทั้งสองนั้นหรือพระสิทธา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาอาจารย์ฌานกล้า
ได้ฟังบรรหารพระจักรา จึ่งมีวาจาตอบไป
พระมงกุฎนั้นบุตรนางโฉมยง องค์น้อยนั้นเราชุบให้
ชื่อพระลบอนุชาผู้ร่วมใจ อรไทเลี้ยงรักเสมอกัน
เล่าพลางสงสารพระสี่กร มาทนเทวษทุกข์ร้อนโศกศัลย์
จำกูจะช่วยพระทรงธรรม์ คิดแล้วท่านนั้นก็กลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งแถลงแจ้งความ ว่าองค์พระรามนาถา
วอนกูผู้เป็นอัยกา ชลนาคลอเนตรแล้วโศกี
จงฟังตาว่าสีดาเอ๋ย อย่าโกรธนักเลยนะโฉมศรี
ดีกันเสียเถิดนะเทวี กูนี้จะได้จำเริญฌาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังวาจาพระอาจารย์ ยอกรมัสการแล้วตอบไป
พระองค์ไม่เห็นความแค้น แสนเทวษปิ้มเลือดตาไหล
สั่งให้ฆ่าฟันไม่อาลัย ว่านอกใจเป็นคนกาลี
ไฉนมากลับกล่าวฉะนี้เล่า จะคืนรับเข้าบุรีศรี
พระอัยกาจงได้ปรานี ไปถามพระจักรีให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมุนีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบเยาวมาลย์ รำคาญว่ายากเวทนา
มาใช้กูเล่นเช่นเรือจ้าง สองข้างหากนั่งเป็นสุขา
หลานเอ๋ยไม่ปรานีตา ว่าแล้วลีลาจากกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งว่าดูก่อน หลานพระสี่กรเรืองศรี
สีดาเขาว่าพระภูมี ว่าเขาไม่ดีนอกใจ
สั่งให้พระลักษมณ์มาฆ่าเสีย จะคิดว่าเป็นเมียก็หาไม่
แล้วจะกลับมารับด้วยอันใด เออจะแก้กระไรให้ว่ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
ฟังพระมุนีผู้ปรีชา กราบกับบาทารำพึงคิด
ถึงที่ทำโทษอัคเรศ แสนเทวษดั่งศรมาเสียบจิต
ให้ร้อนรุ่มกลุ้มอยู่ด้วยพิษ ทรงฤทธิ์จึ่งตรัสตอบไป
อันความผิดข้าผิดมาทั้งนั้น จะดึงดันว่าชอบก็หาไม่
อันโยมนี้ไม่มีที่เห็นใคร พระองค์จงได้ปรานี
นิมนต์เข้าไปว่ากล่าว โน้มน้าวอ้อนวอนมารศรี
ให้ข้าได้พบกับเทวี เห็นทีจะคลายโกรธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาอาจารย์ฌานกล้า
ได้ฟังถ้อยคำพระรามา หัวร่อร่าร่าแล้วตอบไป
ทั้งผัวทั้งเมียมาใช้กู จะจำวัดสักครู่ก็ไม่ได้
ว่าแล้วลุกขึ้นทันใด กลับไปอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งบอกนางสีดา ซึ่งเอ็งใช้ตาผู้ฤๅษี
ไปว่าแก่องค์พระจักรี บัดนี้รับผิดมาทั้งนั้น
กูเห็นเป็นน่าเอ็นดูนัก ชลเนตรนองพักตร์โศกศัลย์
ง้องอนวอนว่ารำพัน จะขอพบปะกันกับสีดา
หลานเอ๋ยคืนคิดถึงความหลัง จงฟังคำกูผู้เฒ่าว่า
ตัวเจ้าเป็นเทพมารดา แก่หมู่เทวาสุราลัย
หวังจะช่วยบำรุงไตรดาล มิให้เกิดกาลกุลีได้
พระรามร้อนก็จะร้อนภพไตร อดใจเสียเถิดนางเทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ได้ฟังถ้อยคำพระมุนี ว่าพระจักรีภัสดา
รับโทษว่าได้ทำผิด พระทรงฤทธิ์เศร้าโทมนัสสา
ให้คิดถึงคุณแต่หลังมา ทั้งเกรงองค์อัยกาเป็นพ้นไป
จำเป็นจะให้พระทรงสังข์ มายังศาลาที่อาศัย
ฟังดูจะว่าประการใด ที่ในถ้อยคำพระจักรี
คิดแล้วประณตบทบงสุ์ กราบลงแทบบาทพระฤๅษี
ถอนใจเป็นครู่ไม่พาที เทวีก็รื้อรำพึงคิด
ถึงราชอาญาอันสาหัส ให้แค้นขัดอัดอั้นตันจิต
เป็นมิให้ขอเห็นพระทรงฤทธิ์ แต่สุดคิดจึ่งว่าด้วยจำใจ
อันความอายความแค้นนี้หนักนัก แต่หลานรักจักขัดก็ไม่ได้
นิมนต์พระองค์จงออกไป บอกให้พระรามเข้ามา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาดาบสพรตกล้า
ได้ฟังจึ่งว่าเออสีดา ตาจะฉันเภสัชเสียสักคำ
แล้วยกเอาครกมาตำหมาก ใส่ปากพลางเคี้ยวยํ่าย่ำ
ถือไม้เท้าง่าเป็นท่ารำ พึมพำออกไปจากกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งแถลงแจ้งความ ดูก่อนพระรามเรืองศรี
นวลนางสีดาเทวี ให้กูนี้มาพาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้มีอัชฌาสัย
ฟังพระอาจารย์สำราญใจ ดั่งได้สวรรค์ชั้นฟ้า
จึ่งสั่งอนุชาทั้งสามองค์ เจ้าจงเกณฑ์พลซ้ายขวา
ให้ตั้งสุวรรณพลับพลา ที่ชายป่าแทบเชิงคีรี
สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร งามวิลาสดั่งท้าวโกสีย์
กรายกรย่างเยื้องจรลี ตามพระมุนีเข้าไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระดาบสผู้มีอัชฌาสัย
ครั้นถึงที่อยู่นางอรไท ทำไอแล้วกล่าววาจา
ผัวเมียจงอยู่พูดกัน ให้เกษมสันต์หรรษา
ทีนี้อย่ารบกวนตา ให้เวทนาลำบากกาย
เมื่อว่าให้ดีเสียด้วยกัน ยังดึงดันโกรธแค้นไม่รู้หาย
จนกูนี้เหนื่อยแทบตาย ใช้ทั้งสองฝ่ายสบายใจ
แต่กลับเข้ากลับออกถึงสามหน จะสวดมนต์ภาวนาก็ไม่ได้
ว่าเท่านั้นแล้วก็คลาไคล สองกุมารตามไปยังกุฎี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
นั่งลงตรงพักตร์เทวี ภูมีทอดทัศนาการ
พินิจพิศองค์นงลักษณ์ อัคเรศผู้ยอดสงสาร
ดั่งดวงจันทร์จำรัสชัชวาล ลมพานเมฆมิดปิดไว้
เสื่อมเศร้าส่งศรีสิริลักษณ์ ดวงพักตร์ผิวพรรณหมองไหม้
ซูบผอมผิดทรงอรไท ด้วยตกไร้ได้ทุกข์ทรมา
นิจจาเอ๋ยเจ้าเคยอยู่วัง พร้อมพรั่งอนงค์ซ้ายขวา
เครื่องต้นเครื่องทรงอลงการ์ ภูษายี่ภู่เขนยนอน
โอ้น่าสงสารเจ้าเพื่อนยาก แสนลำบากจากสุขสโมสร
เป็นวิบัติให้พลัดพระนคร พระสี่กรคิดพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
เหลือบแลเห็นองค์พระจักรี ภูมีทรงโศกโศกา
จึ่งยอกรถวายอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถนาถา
ชลเนตรคลอดวงนัยนา กัลยาอัดอั้นตันใจ
ความแค้นเป็นแสนสุดจิต ดั่งเพลิงพิษติดทรวงลามไหม้
ผันผินพักตร์เสียไม่แลไป อรไทมิได้พาที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
แสนสวาทในราชเทวี ภูมีรับขวัญแล้วบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้องเอยน้องรัก เยาวลักษณ์ผู้ยอดเสน่หา
ความพี่พิศวาสกัลยา แก้วตาย่อมแจงประจักษ์ใจ
เป็นเหตุทั้งนี้ก็เพราะกรรม เวราเราทำมาซัดให้
ให้พี่นี้คลุ้มคลั่งไป จนได้พิฆาตฟาดฟัน
เดชะความสัตย์ของน้องรัก เจ้าลักษมณ์จึ่งฆ่าไม่อาสัญ
ทั้งบุญโอรสอยู่ในครรภ์ ประกอบกันประจักษ์ทั้งโลกา
ตั้งแต่วันนั้นคุ้งวันนี้ มีแต่เศร้าโทมนัสสา
ฝ่ายสามสมเด็จพระมารดา ก็โศกากริ้วโกรธพี่นัก
ว่าเสียแรงเป็นองค์อวตาร ไม่ตริการชอบผิดเบาหนัก
จะหาไหนได้เหมือนนงลักษณ์ พระเสาวนีย์รํ่ารักทุกวันไป
ครั้นสิ้นกรรมนำเสี่ยงสินธพ จึ่งพบโอรสพิสมัย
รู้ว่าเจ้าไม่บรรลัย ก็ดีใจเป็นพ้นคณนา
โทษพี่นี้ใหญ่หลวงนัก น้องรักจงอดโทษา
ขอเชิญเยาวยอดวนิดา คืนครองสวรรยาธานี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ