สมุดไทยเล่มที่ ๔๔

๏ เมื่อนั้น ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นอาการสมเด็จพระชนนี มีความสงสัยในวิญญาณ์
กราบลงแทบเบื้องบาทบงสุ์ พระองค์จงโปรดเกศา
ลูกรักออกนามพระรามา นัดดาอัชบาลชาญชัย
ผินพักตร์เมินเสียไม่พาที จะทรงฟังร้ายดีก็หาไม่
สองหัตถ์ปิดสองพระกรรณไว้ ด้วยเหตุอันใดพระมารดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนนีธิราชยักษา
ได้ฟังจึ่งแจ้งกิจจา เล่ามาแต่ดึกดำบรรพ์
อันท้าวอัชบาลสุริย์วงศ์ พงศ์พระหริรักษ์รังสรรค์
ทรงฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ ไหวหวั่นชั้นฟ้าบาดาล
ครั้งหนึ่งยังมีอสุรพักตร์ ทะนงศักดิ์หยาบช้ากล้าหาญ
เที่ยวทำยํ่ายีทั้งจักรวาล ไม่มีใครทานฤทธี
ท้าวยังไปตัดเอาเศียรมา ใช้ให้รักษาสวนศรี
อันพระรามสุริย์วงศ์องค์นี้ คือพระจักรีสี่กร
ไวกูณฐ์มาจากเกษียรสมุทร ทรงฤทธิรุทรด้วยแสงศร
จะบำรุงโลกาให้ถาวร ทรงเดชขจรทั้งแดนไตร
ซึ่งเจ้าจะไปต่อตี หรือจะทานฤทธีพระองค์ได้
แต่ออกพระนามให้คร้ามใจ แม่นี้มิใคร่ขอฟัง
จึ่งปิดพระกรรณด้วยกลัวฤทธิ์ องค์พระจักรกฤษณ์ทรงสังข์
พ่ออย่าหักหาญด้วยกำลัง หยุดยั้งชั่งใจให้จงดี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ได้ฟังพระราชเสาวนีย์ อสุรีจึ่งตอบคำไป
เหตุใดสมเด็จพระมารดร มาตัดรอนสุริย์วงศ์ก็เป็นได้
จะรู้ที่ไว้หน้าประการใด ไตรโลกจะล่วงนินทา
ยกยอแต่วงศ์พงศ์มนุษย์ ว่าเรืองฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ทำได้แต่หมู่อสุรา ไม่มีฤทธาเชี่ยวชาญ
อันพระปิ่นลงกานคเรศ เรืองเดชทั่วทศทิศาล
ถึงลักษมณ์รามหลานท้าวอัชบาล หรือจะหาญต้านต่อรอฤทธิ์
ลูกนี้ก็มีอานุภาพ ปราบทั่วสวรรค์ชั้นดุสิต
ไม่เกรงศักดาปัจจามิตร จะไปผลาญชีวิตให้มรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระชนนีเสน่หา
ค่อนทรวงแล้วมีวาจา พ่ออย่าอหังการ์ว่าตัวดี
มาแม่จะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อครั้งทศพักตร์ยักษี
กับนางมณโฑเทวี สถิตที่บัญชรอลงการ์
ยังมีนกกระจอกทั้งคู่ จับอยู่ตรงพักตร์ยักษา
สังวาสตามชาติสกุณา มณโฑก้มหน้าละอายใจ
ทศพักตร์จึ่งเปล่งสิงหนาท สิบปากตวาดหวั่นไหว
นกนั้นไม่บินหนีไป ด้วยเสียงเกรียงไกรอสุรี
มณโฑเห็นก็เป็นอัศจรรย์ จึ่งทูลทศกัณฐ์ยักษี
ว่าลางใหญ่ให้บังเกิดมี นานไปน่าที่วงศ์ยักษ์
จะเสื่อมศักดาวรารุทร มนุษย์จะเรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์
ฝ่ายองค์ท่านท้าวทศพักตร์ ไม่เชื่อเมียรักก็โกรธา
นางจึ่งยอกรอธิษฐาน ออกนามอัชบาลนาถา
บัดเดี๋ยวพระขรรค์ก็ลอยมา ตัดเศียรสกุณาปลิวไป
อันพระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์ ถึงองค์อัยกาไม่เปรียบได้
แม้นเจ้าจะขืนไปชิงชัย ที่ไหนพ่อจะรอดชีวี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ได้ฟังสมเด็จพระชนนี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
นี่หากเป็นมารดาก็จนใจ หาไม่จะฆ่าให้อาสัญ
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ลุกขึ้นหุนหันออกมา
จับเอางอนราชรถทรง กวัดแกว่งฟาดลงตรงหน้า
ราชสีห์ทั้งพันก็มรณา ด้วยศักดาเดชอันชัยชาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วเสด็จย่างเยื้องบทจร ดั่งพญาไกรสรตัวหาญ
พร้อมหมู่โยธีบริวาร ไปปราสาทสุรกานต์รูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ยักษี
ให้เตรียมจัตุรงค์โยธี จะยกไปบุรีลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษา
รับสั่งแล้วบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่จัตุรงค์องอาจ โดยกระบวนพยุหบาตรทัพขันธ์
ขุนช้างผูกช้างชาญฉกรรจ์ เลือกล้วนซับมันร้ายแรง
มารหมอขี่คอล้วนฮึกห้าว กรกุมของ้าวกวัดแกว่ง
ควาญถือขอท้ายสายกระแซง แต่งตัวใส่เกราะทุกหมู่มาร
ขุนม้าผูกม้าสินธพ เผ่นโผนดีดขบคะนองหาญ
ขุนรถเทียมรถอลงการ ยืนทะยานกรกุมโตมร
ขุนพลตรวจพลอสูรศึก เร่งร่านหาญฮึกดั่งไกรสร
ถือหอกดาบปืนยาคทาธร คอยเสด็จบทจรอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาสระสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สุหร่ายแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธาทิพย์หอมหวาน
สนับเพลาเชิงงอนอลงการ ภูษาเครือก้านทองพัน
ชายไหวชายแครงกระหนกหงส์ ฉลององค์เกราะแก้วกุดั่น
รัดอกสุรกานต์สังวาลวัลย์ เฟื่องห้อยสามชั้นทับทรวง
ตาบทิศทองกรพาหุรัด ธำมรงค์จำรัสโชติช่วง
มงกุฎเพชรพรายดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
จับซึ่งมหาคทาวุธ อันเรืองฤทธิรุทชาญสมร
เสด็จจากแท่นแก้วอลงกรณ์ บทจรมาขึ้นราชรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก กงกำพันลึกอลงกต
แอกงอนอ่อนสลวยชวยชด ชั้นลดเทพนมประนมกร
เทียมด้วยพญาสีหราช สี่พันล้วนชาติไกรสร
ธงชัยปักชูเฉลิมงอน ปลายปลิวอัมพรโบกบน
สารถีมือถือหอกซัด แกว่งกวัดขี่ขับกุลาหล
เครื่องสูงบังแสงสุริยน ปี่กลองอึงอลโครมครึก
เสียงรถเสียงคชอัศวา โยธาโห่ร้องก้องกึก
โลดโผนลำพองคะนองฮึก ขับกันคึกคึกขึ้นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงลงกาพระนคร ให้หยุดนิกรทัพใหญ่
ลงจากรถแก้วอำไพ เข้าไปเฝ้าองค์อสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ทคเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เสด็จออกพระโรงรูจี ในที่ท่ามกลางเสนา
เหลือบเห็นไมยราพหลานรัก พญายักษ์แสนโสมนัสสา
ลุกจากแท่นแก้วอลงการ์ ลงมาจูงกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้ขึ้นนั่งร่วมบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
งามดั่งพรหเมศเวสสุวัณ คำนับกันทั้งสองอสุรี
แล้วมีมธุรสวาจา ดูกรนัดดาเรืองศรี
พ่อผู้ร่วมวงศ์ร่วมชีวี เรานี้พึ่งได้พบกัน
เจ้าครอบครองไพร่ฟ้าข้าทหาร ในนครบาดาลเขตขัณฑ์
อันพระญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ ทั้งนั้นยังค่อยสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพชาญสมร
ได้ฟังบัญชาอันสุนทร ประนมกรสนองพจมาน
หลานรักครอบครองไอศูรย์ ไพร่ฟ้าสมบูรณ์เกษมศานต์
ทั้งสุริย์วงศ์พงศาในบาดาล แสนสุขสำราญไม่มีภัย
ซึ่งพระองค์ให้ลงไปหา ว่าข้าศึกยกมานั้นอยู่ไหน
ได้รบพุ่งติดพันประการใด ในการณรงค์ราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ได้ฟังชื่นชมยินดี จึ่งมีพจนารถโองการ
อันทัพมนุษย์ที่ยกมา ถึงจะมีฤทธากล้าหาญ
แม้นเราจะยกออกรอนราญ ไหนมันจะต้านทานกัน
แต่ว่าอันการรณยุทธ์ ถ้อยทีฤทธิรุทรแข็งขัน
เหมือนหนึ่งสาดนํ้ารดกัน อย่าสำคัญจะไม่ต้องอินทรีย์
น่าที่จะตายทั้งสองข้าง ในระหว่างซึ่งชิงชัยศรี
ไม่ปรากฏเกียรติยศในธาตรี เสียทีเป็นวงศ์พรหมา
เจ้าผู้ทรงศักดาวราฤทธิ์ เวทมนต์ประสิทธิ์แกล้วกล้า
จงไปสะกดนิทรา จับมนุษย์ฆ่าเสียให้วายปราณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไมยราพผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพระราชโองการ ขุนมารสนองพระวาจา
อันศึกเพียงนี้ไม่หนักนัก หลานรักจะขออาสา
จับมนุษย์พี่น้องทั้งสองมา ให้ได้ดั่งบัญชาพระภูธร
แต่จะประณตบทมาลย์ ลาไปทำการพิธีก่อน
พระองค์ผู้ทรงฤทธิรอน จะอาวรณ์พระทัยไปไยมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบพักตร์ยักษี
ได้ฟังนัดดาพาที ยินดีสวมกอดแล้วบัญชา
ควรที่เป็นวงศ์พรหเมศ จะเลื่องชื่อลือเดชไปภายหน้า
แม้นสำเร็จการในลงกา จะแทนคุณนัดดาให้ถึงใจ
ตรัสแล้วจึ่งสั่งเสนี ผู้มีปัญญาอัชฌาสัย
จงเลี้ยงพหลพลไกร ซึ่งมาแต่พิชัยบาดาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายเปาวนาสูรใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งนายเวรให้บอกไป แก่วิเสทนอกในซ้ายขวา
จงแต่งเครื่องต้นอันโอชา ทั้งของเลี้ยงโยธาให้ครบครัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทคนขยัน
แจ้งหมายแล้วจัดแจงกัน หาของทั้งนั้นวุ่นไป
วิเสทต้นก็แต่งกระยาหาร เทียบทานเครื่องน้อยเครื่องใหญ่
ทั้งของคาวของหวานตระการใจ ส้มสูกลูกไม้อันโอชา
เสร็จแล้วก็จัดนางกำนัล มีพรรณรูปทรงโอ่อ่า
ยกเครื่องเนื่องตามกันมา ถวายเจ้าลงกาพญามาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทคเศียรผู้ปรีชาหาญ
จึ่งชวนนัดดาเจ้าบาดาล เสวยชัยบานสำราญใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดพิสมัย
เข้ารินสุราเมรัย ถวายองค์ท่านไทอสุรี
ลางนางบ้างเข้าเฟี้ยมเฝ้า กราบเกล้าประณตบทศรี
บ้างเข้าโบกปัดพัดวี ตามที่ตำแหน่งพนักงาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สมิงทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ครวญขับ รองรับรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
ดีดสีตีเป่าบรรเลงลาน ฉิ่งกรับประสานจังหวะกัน
รำมะนาท้าทับสลับเสียง เพราะเพียงบรรเลงเพลงสวรรค์
โหยหวนครั่นครวญโอดพัน เสนาะสนั่นเจื้อยจับวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำฟ้อน กรายกรกรีดนิ้วพลิ้วท่า
เวียนวงเป็นหงส์ลีลา ชม้ายชายตาไปในที
ท่าจริตกรีดงอนโดยกระบวน ให้ยั่วยวนพญายักษี
ย้ายมาเป็นท่ากินรี ลีลาเลียบถํ้าอำไพ
แล้วซัดสองกรอ่อนองค์ แทรกเปลี่ยนเวียนวงขวักไขว่
รำร่ายย้ายเยื้องเข้าไป ให้ใกล้พญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน
เสวยพลางดูนางระบำบัน ผิวพรรณเพียงเทพกินนร
เอวองค์ทรงศรีวิไลลักษณ์ น่ารักเป็นที่สโมสร
จิ้มลิ้มพริ้มพักตร์อรชร งามงอนเพลิดเพลินจำเริญตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายวิเสทนอกซ้ายขวา
เสร็จแต่งของเลี้ยงโยธา ก็แบกขนออกมาวุ่นไป
มีทั้งสุรากระยาหาร ช้างสารทอดมันตัวใหญ่
แกล้มกับสำหรับเมรัย ตั้งไว้หน้าพระลานเรียงราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น โยธาบาดาลทั้งหลาย
ถ้วนทุกหมู่หมวดไพร่นาย กินเหล้าเมามายไม่สมประดี
บ้างเต้นบ้างรำโฉงเฉง ตบมือทำเพลงอึงมี่
สัพยอกหยอกนางอสุรี ทุกหมู่โยธีก็ปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เซ่นเหล้า

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ครั้นเสร็จเสวยโภชนา สำราญวิญญาณ์กุมภัณฑ์
จึ่งน้อมเกล้าประณตบทบงสุ์ ลาองค์ทศเศียรรังสรรค์
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล จากปราสาทสุวรรณอลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ขึ้นนั่งยังที่บัลลังก์รถ ให้เลิกทศโยธีทวยหาญ
ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร ลงไปบาดาลเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสุรกานต์สิงขร ก็หยุดนิกรทัพใหญ่
ตรัสสั่งเสนาผู้ร่วมใจ ให้ปลูกโรงราชพิธี
เก็บเห็ดเบื่อเมาเพลาตะโหงก หาทั้งกะโหลกหัวผี
มาเป็นก้อนเส้าเตาอัคคี ที่จะตั้งกระทะหุงยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งจิตรการยักษา
รับสั่งพญาอสุรา ถวายบังคมลาแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสั่งอสุรีสี่ตำรวจ ทั่วทุกหมู่หมวดน้อยใหญ่
ให้ตั้งโรงพิธีอำไพ โดยในบัญชาพญามาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่พวกพลทวยหาญ
ได้แจ้งแห่งราชโองการ ลนลานวิ่งวุ่นทั้งไพร่นาย
จึ่งตั้งโรงราชพิธี กว้างขวางยาวรีเฉิดฉาย
สามสิบเก้าห้องพรรณราย ดาษแดงแสงพรายรจนา
ท่ามกลางนั้นวางบัลลังก์อาสน์ โอภาสจำรัสพระเวหา
พร้อมทั้งธูปเทียนว่านยา เสร็จตามตำราครบครัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน
เสด็จจากรถแก้วแพรวพรรณ จรจรัลไปสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลูบไล้สุคนธาธาร หอมหวานด้วยกลิ่นบุปผา
ทรงเดชแสงสดรจนา บังเฉียงภูษาโมรี
สอดสายธุหรํ่าแล้วเจิมจุณ มุ่นชฎาห่อเกล้าเป็นฤๅษี
รัดโกปินำรูจี สวมประคำมณีอลงกรณ์
พระหัตถ์จับกล้องปัทมราช รัศมีโอภาสประภัสสร
งามดั่งพรหเมศฤทธิรอน บทจรเข้าโรงพิธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งตั้งโลหะกันทะ โดยตบะบนเส้าโขมดผี
ให้ประโคมแล้วโหมอัคคี มาลีธูปเทียนบูชา
แล้วเสด็จขึ้นยังบัลลังก์อาสน์ นั่งสมาธิผ่อนลมนาสา
หลับเนตรร่ายเวทวิทยา อสุราสำรวมจิตใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ ครั้นถ้วนคำรบครบพัน พสุธาเลื่อนลั่นหวั่นไหว
เพลิงพลุ่งรุ่งโรจน์สว่างไป กระทะใหญ่แดงดั่งอัคคี
จึ่งจับกล้องปัทมราช อันโอภาสจำรัสรัศมี
บริกรรมเป่าลงสามที ในที่กระทะพิธีกรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เกิดเป็นสองนางทรงลักษณ์ ผิวพักตร์ผ่องเพียงอัปสรสวรรค์
เอวองค์ส่งศรีวิไลวรรณ กุมภัณฑ์จูงสองเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ขึ้นนั่งเหนือที่บัลลังก์รัตน์ สัมผัสภิรมย์เกษมศานต์
หยอกเย้าบันเทิงละเลิงลาน พญามารเล้าโลมไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วหยุดยั้งจิตคิดได้ ไม่อาลัยในความเสน่หา
กวัดแกว่งกล้องแก้วอันศักดา สังหารชีวาเสียทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วคืนขึ้นนั่งบัลลังก์อาสน์ อภิวาทน์เหนือเกล้าเกศี
อ่านเวทสำรวมอินทรีย์ ครบถ้วนพันทีแล้วเป่าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เกิดเป็นคชสีห์ทั้งคู่ อยู่ในโลหะกระทะใหญ่
บำรุงงากันกลางเปลวไฟ เสียงสนั่นหวั่นไหวอึงอล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เห็นไม่ต้องตามพิธี อสุรีกริ้วโกรธกุลาหล
หวดด้วยกล้องแก้วฤทธิรณ ก็วายชนม์ไม่ทันพริบตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นแล้วก็นั่งสำรวมเนตร สะกดเวทอาคมคาถา
ได้ครบพันคาบตามตำรา ยักษาก็เป่าลงสามที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระมนต์อันสามารถ เกิดเป็นพญาราชสีห์
สองสัตว์แรงฤทธิ์ราวี สู้กันกลางที่พิธีการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เห็นต้องตำราอาคม ก็ชื่นชมตบหัตถ์ฉัดฉาน
กวัดแกว่งกล้องแก้วชัชวาล ประหารสีหราชด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นแล้วจึ่งแหวะเอาดวงใจ ประกอบเข้ากับใบพฤกษา
เจ็ดสิ่งซึ่งรู้นิทรา กับโหราเห็ดเมาทั้งนั้น
วางลงในหน้าศิลาบด แล้วด้วยมรกตฉายฉัน
จึ่งร่ายพระเวททั้งพัน กลั้นใจบดตามตำรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นว่าสำเร็จเสร็จการ พญามารสำรวลสรวลร่า
จะลองดูให้รู้คุณยา ก็ทาชงฆ์ขวาแล้วเป่าไป
เกิดเป็นเสือโคร่งยิงฟัน สี่เท้ายืนยันสูงใหญ่
สองตาดั่งหนึ่งเปลวไฟ แลบลิ้นหนวดไหวคำรามรน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วเอาทาเท้าเบื้องซ้าย เป็นแมวลายแลเลื่อมทุกเส้นขน
กระดิกหูหางอย่างยนตร์ วิ่งวนรอบเท้าอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งซํ้าเอายานั้นทาลง ตรงแขนเบื้องซ้ายยักษี
เกิดเป็นพญานาคี มีเศียรเจ็ดเศียรมหึมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วทาแขนขวาด้วยยานั้น ก็เป็นสุบรรณปักษา
กางปีกกระพือเป็นโกลา ดั่งจะจิกนาคาเสียให้ตาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แล้วจึ่งเอายานั้นทาทั่ว ก็ยังได้ทั้งตัวแลเงาหาย
อสุราแย้มยิ้มพริ้มพราย สมดั่งใจหมายก็ยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ไม่เห็นพญาอสุรี ต่างคนร้องมี่อึงไป
เอะผิดแล้วเหวยชาวเจ้า เจ้าเรานี้หายไปไหน
ต่างคนตระหนกตกใจ วิ่งไขว่หาองค์พญามาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิไกรใจหาญ
เห็นพลวิ่งหาลนลาน ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วร้องมา
ตัวกูอยู่นี่ไม่ไปไหน ทำไมเสือกสนค้นหา
ว่าแล้วพญาอสุรา เสด็จมาสรงนํ้าพิธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลูบไล้ไปทั่วสารพางค์ ล้างยาในกายยักษี
ให้หมดมลทินสิ้นราคี แล้วทรงเครื่องเรืองมณีอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุราทวยหาญ
ต่างตนแลเห็นพญามาร เรียกเพื่อนลนลานแล้วบอกกัน
เมื่อกี้เจ้าเราหายไป ตกใจเที่ยวหาตัวสั่น
บ้างวิ่งเข้ามาบังคมคัล กุมภัณฑ์สำรวลด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ครั้นเสร็จพิธีบดยา ก็ขึ้นทรงรัถาอลงกรณ์
ให้เลิกพหลโยธี จากที่สุรกานต์สิงขร
รีบเร่งม้ารถบทจร คืนเข้าพระนครบาดาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงประทับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วด้วยดวงมุกดาหาร
ลงจากรถรัตน์ชัชวาล ขึ้นปราสาทสุรกานต์พรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เอนองค์ลงเหนือทิพอาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
ฝูงอนงค์บำเรอนวดฟั้น กุมภัณฑ์ก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๏ ครั้นล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเร่าร้องเสียงใส
ฝันว่าพระจันทร์อำไพ ไขรัศมีกระจ่างฟ้า
ยังมีดาวดวงหนึ่งน้อย เลื่อนลอยอยู่ในเวหา
ส่องสว่างพ่างพื้นเมฆา แสงกล้าดั่งแสงอโณทัย
เขจรอยู่เหนือโพยมหน เบื้องบนศศิธรดวงใหญ่
เปล่งสีปิดแสงลงไว้ มิให้เห็นวงพระจันทร์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นฟื้นตื่นจากบรรทม ปรารมภ์ตริตรึกความฝัน
เห็นเป็นนิมิตชาญฉกรรจ์ ให้หวาดหวั่นฤทัยไปมา
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองด้วยทิพย์ภูษา
เสด็จยุรยาตรคลาดคลา ออกพระโรงรัตนาโอฬาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งขึ้นนั่งเหนือบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสด้วยดวงมุกดาหาร
ปุโรหิตเสนาพฤฒาจารย์ หมอบกรานเกลื่อนกลาดดาษไป
จึ่งมีพระราชวาที แก่โหราธิบดีผู้ใหญ่
คืนนี้เราฝันประหลาดใจ ก็ตรัสไปแต่ต้นจนปลายมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โหราเฒ่าผู้มียศถา
พิเคราะห์ดูด้วยปรีชา ก็แจ้งว่าไม่เป็นสวัสดี
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรธิราชยักษี
ซึ่งฝันว่าพระจันทร์ส่องธาตรี คือพระองค์ผู้มีศักดา
อันดาวดวงช่วงโชติกว่าแขไข ได้แก่พระญาติวงศา
จะขึ้นผ่านไอศูรย์สวรรยา ในมหาบาดาลพระนคร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพชาญสมร
ได้ฟังโหราพยากรณ์ ให้เร่าร้อนฤๅทัยตะลึงคิด
นิ่งนึกตรึกตราอยู่ช้านาน จึ่งมีโองการประกาศิต
อันในสุริย์วงศ์ที่ห่างชิด จะเป็นปัจจามิตรแก่เรานั้น
ท่านจงพิเคราะห์ดูไป เห็นชะตาผู้ใดคมสัน
จะได้เป็นเจ้าแก่กุมภัณฑ์ ครอบครองข้าขัณฑเสมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปุโรหิตโหรายักษา
รับสั่งแล้วดูทุกชะตา ก็รู้ว่าไวยวิกอสุรี
จะได้ผ่านบาดาลนคเรศ ด้วยราหูอยู่เมษราศี
จันทร์เป็นสิบเอ็ดไม่ราคี พฤหัสบดีกุมลัคน์
ขับไล่ได้ราชาโชค โยคเกณฑ์ควรผ่านอาณาจักร
ยิ่งกว่าสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ ทั้งแหลมหลักท่วงทีปรีชา
จึ่งน้อมเกล้าประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พญายักษา
ว่าองค์ไวยวิกอสุรา ดวงชะตาเป็นเอกอุดมดี
เห็นว่าจะได้ผ่านสมบัติ ในมหาเศวตฉัตรเฉลิมศรี
ด้วยดวงชันษาอสุรี ดีกว่าสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟัน กุมภัณฑ์ถวิลจินดา
ครั้นจะละมันไว้บัดนี้ จะเกิดกุลีใหญ่ไปภายหน้า
คิดแล้วจึ่งสั่งเสนา ให้เอาไวยวิกมาจำไว้
แม่มันชื่ออี่พิรากวน จงใส่ตรวนไว้ในตรุใหญ่
ถ้ากูได้มนุษย์มาเมื่อใด จะให้ฆ่าเสียด้วยกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทสูรเสนาคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งจำพิรากวนไว้ ทั้งไวยวิกโอรสา
ใส่ครบโซ่ตรวนขื่อคา ตามราชบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ในที่พลับพลาอลงกรณ์
ครั้นคํ่ายํ่าสนธยากาล สุริย์ฉานเลี้ยวเหลี่ยมสิงขร
ดาวดาษกลาดเกลื่อนอัมพร แวดล้อมจันทรในเมฆา
พระพายชายพัดรวยริน หอมกลิ่นสุคันธบุปผา
น้ำค้างหยาดเย็นพสุธา ผ่านฟ้าก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ พอล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเร่าร้องเสียงใส
เทวัญบันดาลดลใจ ให้เกิดนิมิตอัศจรรย์
ว่าพระสุริยาทรงกลด หมดเมฆมลทินฉายฉัน
อสุรินทร์ราหูชาญฉกรรจ์ จู่จับคาบคั้นพาไป
แล้วว่าพระองค์ยื่นหัตถ์ หักฉัตรชั้นพรหมโลกได้
อันพระบาทยุคลภูวไนย ไปยังพิภพนาคินทร์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นฟื้นตื่นจากไสยาสน์ อัศจรรย์หวั่นหวาดฤๅทัยถวิล
นิ่งนึกตรึกความตามสุบิน ไม่สิ้นกังขาราคี
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสรัศมี
ยุรยาตรนาดกรจรลี ออกที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ ทวยหาญเฝ้ากลาดพร้อมหน้า
จึ่งมีพระราชบัญชา แก่พญาพิเภกกุมภัณฑ์
แจ้งความตามข้อพระสุบิน เสร็จสิ้นซึ่งทรงนิมิตฝัน
เราคิดก็ยิ่งอัศจรรย์ ดีร้ายนั้นเป็นประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังพระองค์ทรงภพไตร ตรัสเล่าโดยนัยพระสุบิน
จึ่งพินิจพิเคราะห์ด้วยปรีชาญ ก็แจ้งการร้ายดีทุกสิ่งสิ้น
ยอกรเหนือเกล้าอสุรินทร์ ทูลพระผู้ปิ่นโลกา
ซึ่งพระสุบินว่าทินกร ทรงกลดเขจรในเวหา
ได้แก่พระองค์ผู้ศักดา อันไวกูณฐ์มาปราบยักษ์
ซึ่งฝันว่าอสุรินทร์ราหู มาคาบคั้นจู่โจมโหมหัก
คือไมยราพหลานท้าวทศพักตร์ จักมาสะกดพระองค์ไป
ถึงในบาดาลนครา แต่ว่าหาอันตรายไม่
จะมีทหารผู้ร่วมใจ ตามไปเข่นฆ่าอสุรี
แล้วจะเชิญพระองค์ทรงฤทธิ์ คืนสถิตพลับพลาชัยศรี
ซึ่งฝันว่าหักฉัตรมณี ถึงที่พิภพพรหมา
พระสุบินข้อนี้ประเสริฐนัก เห็นจักมีชัยแก่ยักษา
ได้กรุงพระนครลงกา ทศเศียรอสุราจะบรรลัย
ซึ่งพระบาทเหยียบพิภพนาคี ข้อนี้ก็เป็นมงคลใหญ่
พระเดชจะปกแผ่ไป ทั่วในชั้นฟ้าบาดาล ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ผ่านฟ้ามีราชวาที
ซึ่งไมยราพจะพาเราไป ยังพิชัยบาดาลบุรีศรี
จะคิดอ่านประการใดดี ที่จะกันอสุรีพาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
ว่าเคราะห์วันชันษาร้ายนัก ราหูทับลัคน์เป็นโทษใหญ่
เสาร์เสริดถึงจันทร์จะมีภัย ในเวลามัชฌิมราตรี
แม้นล่วงไปเจ็ดทุ่มเศษ เทวาประเวศจากราศี
จึ่งจะพ้นโทษร้ายราคี มีแต่สิ่งสุขสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถทรงศร
ได้ฟังพิเภกพยากรณ์ ภูธรจึ่งมีบัญชา
ตรัสสั่งลูกพระสุริยัน จงเกณฑ์กันพิทักษ์รักษา
นั่งยามตามไฟตรวจตรา ไปกว่าจะรุ่งราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังบัญชาพระจักรี ชุลีกรสนองพระโองการ
อันตัวของข้าผู้รองบาท ก็นับว่าเป็นชาติทหาร
จะขออาสาพระอวตาร ป้องกันภัยพาลกุมภัณฑ์
มิให้มันล่วงเข้ามาได้ ถึงองค์ภูวไนยรังสรรค์
ทูลแล้วถวายบังคมคัล ทั้งสุครีพนั้นก็ออกมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ยืนอยู่ท่ามกลางโยธี ชุลีกรเหนือเกล้าเกศา
หลับเนตรร่ายเวทอันศักดา นิมิตกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

ยานี

๏ สูงจดภวัคพรหมาน ใหญ่เท่าจักรวาลสิงขร
เบื้องตํ่าใต้พื้นดินดอน หยั่งถึงสาครรองดิน
หางวงเป็นปราการล้อม โอบอ้อมโยธาไว้สิ้น
อันพลับพลาแก้วโกมิน ขุนกบินทร์เอาไว้ในอุรา
อ้าโอษฐ์ออกเป็นทวาร ใบบานปิดเปิดนั้นชิวหา
พิเภกกับพระลักษมณ์อนุชา นั่งรักษาองค์พระจักรี
สุครีพนั้นเป็นนายประตู คอยดูโยธากระบี่ศรี
เข้าออกตรวจตราทุกที มิให้ไพรีปลอมปน
อันสิบแปดมงกุฎเสนา สารวัดตรวจตรากุลาหล
จุกช่องกองเพลิงทุกตำบล หมู่พลตีฆ้องกระเวนกัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพแข็งขัน
ครั้นใกล้เวลาสายัณห์ กุมภัณฑ์ไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ทรงสุคนธารสโอฬาร หอมหวานตลบอบกลิ่น
สนับเพลาภูษาดำนิล สิ้นทั้งผ้าทิพย์พรายพรรณ
สอดใส่ฉลององค์ย้อมว่าน สร้อยสนสังวาลดวงกุดั่น
ตาบทิศทับทรวงวิไลวรรณ พาหุรัดนาคพันทองกร
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรรัตน์ มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
ดอกไม้พวงร่วงรุ้งอรชร กรรเจียกจรวิจิตรเจษฎา
พระกรทรงกล้องปัทมราช อันโอภาสจำรัสพระเวหา
กับโอสถสะกดนิทรา เสร็จแล้วอสุราก็รีบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ชำแรกแทรกพื้นบาดาล สุธาธารกัมปนาทหวาดไหว
ขึ้นยังฟากฝั่งสมุทรไท ดั้นดัดมาในหิมวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงมรกตคีรี ยักษีเหลียวซ้ายแลขวา
เห็นหมู่วานรโยธา ตรวจตรากระเวนบรรจบกัน
นั่งยามตามไฟรอบราย ไพร่นายกำชับกวดขัน
ไม่รู้ที่สลักสำคัญ กุมภัณฑ์ก็ย่องเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แลดูเห็นเป็นปราการ ดั่งเขาจักรวาลสูงใหญ่
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ไจ เหตุใดไม่เห็นพลับพลา
ดีร้ายชะรอยมันล่วงรู้ ว่ากูผู้มีฤทธิ์กล้า
จะขึ้นมาสะกดนิทรา จึ่งทำศักดาดั่งนี้
จำจะเที่ยวดูเล่ห์กล แยบยลชั้นเชิงกระบี่ศรี
คิดแล้วสำแดงฤทธี อสุรีเหาะขึ้นยังอัมพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ จนถึงโสฬสพรหเมศ ไม่สิ้นเขตปราการสิงขร
ก็เหาะกลับลงมาด้วยฤทธิรอน แทรกพื้นดินดอนลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จนถึงกาลาคนิรุทร จะสิ้นสุดกำแพงก็หาไม่
ไม่เห็นช่องร่องรอยประการใด จนใจแล้วกลับขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ค่อยย่องตามทางหว่างเขา แฝงเงาพุ่มไม้ใบหนา
มิให้วานรโยธา สอดตามาเห็นอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พวกพลนิกรกระบี่ศรี
สารวัดตรวจตราในราตรี ทุกหน้าที่ชั้นนอกชั้นใน
แต่เสียงกิ่งไม้หักลั่น ก็ชวนกันเลี้ยวลัดสกัดไล่
วิ่งวนค้นหากันวุ่นไป นายไพร่อื้ออึงเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษา
ตกใจสะดุ้งทั้งกายา ย่องกลับออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พอเห็นลับแลงก็แฝงองค์ ริมพงแทบเชิงคีรีศรี
เยี่ยมมองตามช่องพนาลี สอดดูกระบี่รี้พล
ทั้งล้อมวงจุกช่องกองไฟ จะเล็ดลอดเข้าไปนั้นขัดสน
อย่าเลยตัวกูจะแปลงตน เข้าปลอมพลปนไปเป็นวานร
มิให้มีความสงสัย จะล่อลวงถามไถ่ให้แจ้งก่อน
คิดแล้วนบนิ้วประนมกร สังวรใจร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ กายนั้นก็เป็นวานรน้อย กระจ้อยร่อยดั่งเพศลิงป่า
เข้าปลอมกับหมู่โยธา อสุราพลอยเที่ยวกระเวนไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เตียว

๏ เห็นกระบี่ตนหนึ่งสำแดงหาญ อ้าปากเป็นทวารกว้างใหญ่
มีนายประตูประจำไว้ ผู้ใดไปมาก็ตรวจกัน
ให้รู้จักชื่อหน้าทั่ว กำชับนับตัวเป็นกวดขัน
เข้าออกล้วนมีสำคัญ กุมภัณฑ์ครั้นเห็นก็ตกใจ
แต่ยืนพินิจพิศดู ไม่รู้ที่จะทำกระไรได้
พลอยเที่ยวเวียนมาเวียนไป ฟังวานรไพร่เจรจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่แกล้วกล้า
ต่างเที่ยวกระเวนตรวจตรา ตีฆ้องร้องว่ากำชับกัน
ชาวเราอย่าเห็นแก่หลับนอน พระสี่กรเคราะห์ร้ายกวดขัน
ช่วยกันรักษาพระทรงธรรม์ อย่าให้อันตรายราคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ได้ฟังวานรพาที อสุรีแสร้งถามด้วยมารยา
เมื่อไรจะพ้นกำหนดร้าย ที่โหรทายในพระชันษา
เราจะได้เอนกายงีบตา ให้เป็นผาสุกสำราญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่กระบี่นิกรน้อยใหญ่
จึ่งว่าดูกรไอ้จังไร อยูไหนมาถามดั่งนี้
ต่อล่วงปัจฉิมเวลา สุริยาเรื่อแรงแสงสี
จึ่งจะพ้นเคราะห์พระจักรี ตามที่พิเภกพยากรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพชาญสมร
ได้ฟังวาจาวานร สโมสรดั่งได้วิมานอินทร์
จึ่งคิดว่ากูจะแต่งกล ลวงกระบี่รี้พลให้หลับสิ้น
ด้วยรัศมีกล้องแก้วโกมิน คิดแล้วอสุรินทร์ก็หลีกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นลับตาวานรทั้งหลาย ก็กลับกลายเป็นเพศยักษา
ถีบทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา ไปภูผาโสลาศคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยืนอยู่เหนือยอดคิรินทร ดั่งพญาไกรสรราชสีห์
จับกล้องปัทมราชรูจี อสุรีกวัดแกว่งไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โชติช่วงเพียงดวงดาวประกาย สีพรายจำรัสพระเวหา
แจ่มจับกับแสงดารา ในเวลาปัจฉิมราตรีกาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดนั้น โยธาวานรทวยหาญ
ซึ่งรักษาองค์พระอวตาร เห็นแสงชัชวาลในอัมพร
สำคัญว่าดวงดาวประกาย ไพร่นายชื่นชมสโมสร
ทีนี้สิ้นเคราะห์พระสี่กร วานรชี้บอกกันวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ อันหมู่พหลโยธี จะรู้กลอสุรีก็หาไม่
สำคัญว่าจริงก็ดีใจ มิได้กระเวนตรวจตรา
บ้างนอนบ้างนั่งเป็นเหล่าเหล่า หยอกเย้ากันเล่นหัวเราะร่า
บ้างล้อมกันสูบกัญชา บ้างหลับตาผิงอัคคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ครั้นเสร็จแกว่งกล้องมณี อสุรีก็เหาะกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงยืนอยู่แต่ไกล แอบพุ่มพระไทรใบหนา
เห็นหมู่วานรโยธา มิได้ตรวจตราแก่กัน
ทั้งนั่งยามตามไฟก็เงียบสิ้น ฆ้องกลองพาทย์พิณก็ไม่ลั่น
บ้างตื่นบ้างหลับเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ค่อยย่องเข้าไป
เห็นพลกระบี่บางหมู่ พูดจากันอยู่หาหลับไม่
เดินไปเดินมาไวไว ตกใจก็ถอยออกมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งหยุดยืนอยู่เหนือลม ทำตามอาคมยักษา
เทยาสะกดนิทรา ใส่กล้องรัตนาแล้วเป่าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องหมู่โยธาพานรินทร์ มัวเมาไปสิ้นไม่ทนได้
ก็หลับสนิททั้งทัพชัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วเข้าฉุดลากกระชากดู กลางหมู่โยธากระบี่ศรี
เห็นนอนนิ่งไม่ติงอินทรีย์ อสุรีก็เดินเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งปากวายุบุตร หยุดอยู่ดูไปซ้ายขวา
จึ่งร่ายเวทสะกดนิทรา เทยาใส่กล้องแล้วเป่าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต้องพญาสุครีพนั่งหลับ กับทั้งหนุมานทหารใหญ่
อสุรีมีความดีใจ ก็เข้าไปในโอษฐ์วานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพลับพลาสุวรรณรัตน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
เห็นหมู่โยธาพลากร นอนหลับทับกันดาษดา
ยังแต่พิเภกขุนยักษ์ กับองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
นั่งอยู่แทบบาทพระรามา อสุราก็แอบเข้าไป
จึ่งเอายาสะกดนั้นใส่กล้อง ด้อมมองแฝงตัวให้ใกล้
แล้วร่ายพระเวทเรืองชัย กลั้นใจเป่าซํ้าอีกสามที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องพญาพิเภกขุนยักษ์ ทั้งพระรามพระลักษมณ์เรืองศรี
หลับไหลไม่ได้สมประดี ด้วยเวทอสุรีชาญฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มีความชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
แกว่งกล้องย่องย่างจรจรัล ขึ้นยังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พิศเพ่งเล็งดูพระลักษมณ์ ดวงพระพักตร์เพียงเทพเลขา
ผิวเหลืองเรืองรองดั่งทองทา โสภาพริ้มพร้อมทั้งกาย
แล้วเหลือบแลดูพระราม สง่างามพริ้งเพริศเฉิดฉาย
สีเขียวนวลนิลพรรณราย สองชายน้อยน้อยแต่เท่านี้
ไฉนจึ่งองค์พระมารดร ว่ามีฤทธิรอนกว่ายักษี
ฆ่าเสียก็จะม้วยชีวี แต่ในนาทีไม่พริบตา
คิดแล้วผาดแผลงสำแดงเดช ช้อนพระราเมศผู้เชษฐา
ขึ้นใส่เหนือบ่าอสุรา ก็ออกมาจากปากวานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร ด้วยกำลังขุนมารชาญสมร
ข้ามด่านผ่านทางพนาดร พาจรเร่งรีบไปธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ยักษี
จงเอามนุษย์น้อยนี้ ใส่กรงเหล็กไว้ที่ดงตาล
แล้วให้เกณฑ์หมู่อสุรา โกฏิหนึ่งฤทธากล้าหาญ
รักษาในราตรีกาล ระวังเหตุเภทพาลอย่าไว้ใจ
อันอี่พิรากวนอสุรี ให้ตักนํ้าใส่ที่กระทะใหญ่
ตั้งไว้ยังหน้าพระลานชัย ต่อปัจจุสมัยเวลา
กูจะต้มมนุษย์กับลูกมัน ให้ม้วยชีวันสังขาร์
สั่งเสร็จเสด็จยาตรา เข้าที่ไสยาสำราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
รับสั่งเจ้ากรุงบาดาล ก็ให้นครบาลชาญฉกรรจ์
ยกเอากรงเหล็กอันใหญ่ มาใส่พระรามรังสรรค์
ไปไว้ยังดงตาลนั้น ตามพญากุมภัณฑ์บัญชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ