สมุดไทยเล่มที่ ๗๒

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
กับมณโฑกัลยาวิลาวัณย์ ฝูงสนมกำนัลนางใน
ครั้นต้องพระเวทวิทยา ให้มืดหน้ามัวตาไม่ทนได้
ก็โงกงุนล้มทับหลับไป ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ครั้นเสร็จสะกดอสุรี ขุนกระบี่ถอดยอดพรหมพักตร์
ขว้างไปด้วยกำลังกร ต้องพื้นดินดอนทำลายหัก
แลเห็นทศเศียรขุนยักษ์ กับองค์อัคเรศชายา
วายุบุตรขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เหม่ไอ้ทศกัณฐ์ยักษา
กูคือพระกาลอันศักดา จู่มาเอาชีวาอสุรี
ว่าแล้วลอดลงในปราสาท อันโอภาสจำรัสรัศมี
ข้ามฝูงกำนัลขันที เข้าไปยังที่บรรทมใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ฉวยชักตรีเพชรจักราญรอน แล้ววานรกลับคิดขึ้นมาได้
จักเกินบัญชาพระองค์ไป ถึงฆ่ามันบรรลัยก็ไม่ดี
อย่าเลยจะทำประจาน ให้อัประมาณเทวาทุกราศี
ทั้งเวทมนตร์ของมันบรรดามี ก็จะอัปรีย์ไปทุกสิ่งอัน
คิดแล้วจึ่งจับเอาเกศา มณโฑกัลยาสาวสวรรค์
ผูกติดกับเศียรทศกัณฐ์ ให้มั่นแล้วซ้ำสาปไว้
อันผมซึ่งเราผูกนี้ ใครมีเวทมนต์อย่าแก้ได้
ถึงเอาอาวุธอันเกรียงไกร ของท้าวหัสนัยน์ลงมา
เชือดฟันเท่าใดอย่าให้ขาด ด้วยอำนาจคำสาปของเราว่า
แล้วจึ่งจารึกสารา ลงไว้ที่หน้าอสุรี
ว่าถ้าใคร่จะแก้ผม ก้มให้มณโฑมเหสี
ตบหัวมึงลงสามที ผมนี้จึ่งหลุดออกไป
เสร็จสาปแล้วผลักเศียรยักษ์ ชักเอาลูกหินมาได้
ก็เหาะขึ้นโดยช่องปราสาทชัย ด้วยฤทธิไกรมหึมา
หยิบเอาศีลาในอากาศ แล้วโผนผาดระเห็จพระเวหา
ดั้นหมอกออกกลีบเมฆา ตรงมาเฝ้าองค์พระสี่กร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายโอสถ กับศีลาบดประภัสสร
แก่องค์พระนารายณ์ฤทธิรอน วานรทูลแจ้งทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ล้ำสุริย์ฉาน
ได้ฟังคำแหงหนุมาน ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งมีบัญชาประกาศิต ตรัสสรรเสริญฤทธิ์กระบี่ศรี
ใช้ไหนก็ได้ทันที ควรที่เป็นทหารปราบยักษ์
มิหนำซํ้าทำประจาน ทศเศียรขุนมารอัปลักษณ์
ความชอบทั้งนี้มากนัก จักหาไหนได้เทียมทัน
ว่าแล้วจึ่งมีบัญชา แก่พญาพิเภกคนขยัน
จงเร่งบดยาประสมกัน แก้น้องเรานั้นให้ทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น น้องท้าวทศพักตร์ยักษี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี อสุรีประกอบสรรพยา
เสมอภาคทุกสิ่งโอสถ ทำตามกำหนดของยักษา
วางลงเหนือหน้าศีลา อสุราบริกรรมบดไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เสร็จแล้วละลายด้วยวาริน อันหมดมลทินเย็นใส
ทาลงกรงที่หอกชัย ร่ายเวทเป่าไปสามที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ กบิลพัทก็หลุดออกจากองค์ น้องพระหริวงศ์เรืองศรี
ด้วยอำนาจโอสถพระศุลี ก็ได้สมประดีขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
สิ้นพิษฤทธิ์หอกอสุรา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
ซึ่งพระองค์โปรดช่วยชีวัน พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
จะขออาสาชิงชัย ไม่เกรงฤทธิไกรอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ครั้นพระลักษมณ์คืนชีพชีวี ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า
สองกษัตริย์เสด็จยุรยาตร งามวิลาสดั่งเทพเลขา
ต่างขึ้นรถทรงอลงการ์ ผ่านฟ้ามีราชโองการ
ให้เลิกพหลโยธี แสนสุรเสนีทวยหาญ
โห่สนั่นลั่นฟ้าสุธาธาร คืนสถานสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
แอบอยู่ริมเชิงบรรพตา เห็นพระอนุชาไม่บรรลัย
เลิกหมู่โยธาพลากร วานรโห่สนั่นหวั่นไหว
ต่างขึ้นสู่หลังมโนมัย รีบไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้าไปแจ้งการ แก่เสนามารทั้งสี่
บัดนี้อริราชไพรี กลับได้ชีวีคืนมา
เลิกหมู่พหลพลไกร โห่สนั่นหวั่นไหวทุกทิศา
คืนไปสุวรรณพลับพลา ตัวข้าจึ่งเข้ามาแจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
แจ้งเหตุก็วิ่งลนลาน ไปยังทวารวังใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เข้าประตูร้องเรียกหลายหน ใครจะขานสักตนก็หาไม่
จึ่งร้องตะโกนเข้าไป เป็นไฉนนิ่งเสียดั่งนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางจ่าโขลนยักษี
ทั้งเถ้าแก่ชะแม่ขันที ได้ยินเสียงอึงมี่เป็นโกลา
ลางคนเข้าฉุดเจ้าขรัวนาย ลุกขึ้นวุ่นวายตะกายฝา
วิ่งปะทะปะกันไปมา ผ้าผ่อนลุ่ยหลุดจากตน
อันฝูงสนมอนงค์นาฏ ร้องตรีดหวีดหวาดกุลาหล
ล้มลุกคลุกคลานเวียนวน อลหม่านอื้ออึงทั้งวังจันทน์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ต้องมนต์หนุมานชาญฉกรรจ์ อันสะกดผูกจิตนิทรา
ได้ยินสำเนียงเสียงหวีดหวาด อื้ออึงกัมปนาทหนักหนา
พอสร่างพระเวทอันศักดา ตกใจผวาตื่นขึ้นทันที
ผงกเศียรลุกจากบรรทม ผมผูกติดเกศมเหสี
ก็ดึงดันด้วยกำลังอินทรีย์ อสุรีอุตลุดวุ่นวาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑโฉมฉาย
ตกใจผวาตื่นฟื้นกาย พลิกซ้ายพลิกขวาอลวน
สองมือยื้อชักขวักไขว่ แต่ฉุดมาคร่าไปสับสน
ปลํ้าปลุกขลุกขลุ่ยสองคน ที่บนแท่นทองไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
กับนางมณโฑโสภา ต่างว่านี่ทำประการใด
แต่ถุ้งเถียงกันอุตลุด ผัวชักเมียฉุดก็ไม่ไหว
ประหลาดจิตคิดอัศจรรย์ใจ เหตุใดมาเป็นดั่งนี้
แลเห็นเพดานกระจ่างฟ้า จันทราแจ่มแจ้งแสงสี
สงสัยเป็นพ้นพันทวี อสุรีแลเล็งเพ่งพิศ
ดูไม่เห็นลูกศีลาบด ยิ่งแสนสลดระทดจิต
ก็รู้ว่าไพรีอันมีฤทธิ์ มาสะกดนิทราแล้วลักไป
พญามารร่านร้อนดั่งไฟจุด จะแก้ผมให้หลุดก็ไม่ได้
ฉวยพระขรรค์เชือดตัดสักเท่าใด ก็ไม่ขาดออกจากกัน
สุดคิดสุดแค้นฤทัยนัก พญายักษ์กริ้วโกรธหุนหัน
สิบปากขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์เย่อทึ้งไปมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มณโฑเยาวยอดเสน่หา
เจ็บเศียรเวียนวิงเวทนา มือกุมเกศาแล้วทูลไป
แต่แก้ตัดเท่าใดก็ไม่หลุด จะขืนลากขืนฉุดไปถึงไหน
เมื่อไอ้ไพรินมันผูกไว้ ด้วยฤทธิไกรอันเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ได้ฟังวนิดายุพาพาล ขุนมารจึ่งมีบัญชา
เหวยเหวยดูก่อนสาวใช้ เอ็งจงออกไปข้างหน้า
สั่งให้นิมนต์พระสิทธา เข้ามาแต่ในราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนางสาวใช้ยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ก็ออกไปยังที่พระทวาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ จึ่งสั่งมหาดเล็กผู้อยู่เวร ซึ่งเกณฑ์นั่งยามที่หน้าฉาน
เร่งไปนิมนต์พระทรงญาณ โคบุตรอาจารย์เข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหาดเล็กอยู่เวรข้างหน้า
ได้แจ้งแห่งราชบัญชา ก็พากันรีบไปในราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งเคาะพระทวาร ขุนมารร้องปลุกพระฤๅษี
ว่าพระองค์ผู้ทรงธรณี มีโองการให้นิมนต์ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาอาจารย์ใหญ่
หลับอยู่ในที่กุฎีไพร ได้ยินเสียงอสุรีร้องมา
ว่าทศกัณฐ์ให้นิมนต์ ก็ลุกขึ้นลานลนไม่ล้างหน้า
ฉวยผ้าคากรองครองกายา คว้าหาไม้เท้าวุ่นวาย
สะดุดโอนํ้าโดนกระโถนหก ตาลิปัตรพลัดตกประคำหาย
วิ่งวนชนฝากุฎีทลาย ตะกายหาประตูก็ผิดไป
อสุราเตือนไปหลายหน ฤๅษีจึ่งพ้นออกมาได้
แล้วพากันข้ามดัดลัดไพร รีบไปยังราชธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นบนปราสาท อันโอภาสจำรัสรัศมี
เห็นทศพักตร์กับอัครเทวี แย่งทึ้งเกศีกันไปมา
พระดาบสตกใจตะลึงอยู่ เป็นครู่แล้วถามท้าวยักษา
ว่าประสกโยมกับสีกา ไฉนจึ่งมาเป็นดั่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ได้ฟังพระมหาโยคี อสุรีจึ่งแจ้งความไป
วานนี้โยมยกทวยหาญ แสนเสนามารน้อยใหญ่
ออกไปรณรงค์ชิงชัย จะฆ่าไอ้พิเภกอสุรา
ต้วข้านี้พุ่งกบิลพัท พลัดถูกพระลักษมณ์บนรัถา
ตกลงยังพื้นพสุธา เห็นว่าสุดสิ้นชีวัน
พอพระสุริยาอัสดง จึ่งเลิกจตุรงค์ทัพขันธ์
บัดนี้พวกไอ้ไพรีนั้น มันสะกดนิทราหลับไป
หักยอดนภศูลพรหมพักตร์ ลักลูกศีลานั้นไปได้
ผูกผมข้าติดกันไว้ แก้ไม่หลุดเลยพระสิทธา
พระองค์ผู้ทรงตบะญาณ ขอประทานช่วยแก้เกศา
อย่าให้ได้ความเวทนา อายแก่ไพร่ฟ้าประชาชี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
ได้ฟังจึ่งกล่าววาที ไพรีอาจหาญชาญฉกรรจ์
ขลังทั้งวิทยาอาคม จึ่งผูกผมติดกันไว้มั่น
ซึ่งลักลูกศีลาไปนั้น เพราะมันรู้ไส้อสุรา
ว่าพลางจึ่งองค์พระนักสิทธ์ คิดสรรเอายอดพระคาถา
บริกรรมพึมพำไปมา พระดาบสเป่าลงทันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ อันผมซึ่งผูกอยู่นั้น จะลุ่ยหลุดจากกันก็หาไม่
สองมือยื้อสางวุ่นไป จนอ่อนจิตอ่อนใจพระมุนี
จึ่งจับเอาขันสัมฤทธิ์ อันวิจิตรด้วยทองประสมสี
ตักซึ่งสุคนธวารี สำรวมอินทรีย์แล้วเสกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ สารพัดวิชามนต์ดล ก กา กบ กน หาเว้นไม่
ทั้งสวดมนต์หลวงชีภาษาไทย หัวใจนโมก็เอามา
จนสิ้นความรู้พระนักพรต รดลงเหนือเศียรยักษา
ทั้งผมมณโฑสีกา ก็ไม่เคลื่อนคลาออกจากกัน
จะเสกพรมเท่าใดก็ไม่หลุด พระโคบุตรบริกรรมจนปากสั่น
จึ่งชักเอามีดในย่ามนั้น เชือดตัดเถือฟันวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ จนมือเมื่อยเหนื่อยหอบแสนเข็ญ ผมจะขาดสักเส้นก็หาไม่
เหื่อย้อยออกยืนหายใจ เป็นไฉนดูน่าประหลาดนัก
จึ่งเห็นอักษรที่จารึก ดั่งใครเอาหมึกมาสัก
อยู่ที่หน้าผากทศพักตร์ พระนักสิทธ์ก็อ่านทันที
ว่าให้มณโฑเมียนั้น ตบหัวทศกัณฐ์ยักษี
ตามในตำราของกูมี สามทีก็จะหลุดดั่งจินดา
พระมุนีจึ่งว่าอุบาสก สุดอกกูแล้วนะยักษา
ด้วยคำสาปของมันเป็นสารา ครั้นว่าจะบอกก็เกรงใจ
ถ้าละไว้ไม่ทำจะซ้ำอาย จะติดอยู่จนตายไม่แก้ได้
อันในอักษรมันบอกไว้ ให้เมียตบหัวลงสามที
จำเป็นจำใจให้สีกาทำ สำหรับวิบากกรรมของยักษี
จะอดสูดูร้ายกันไยมี กูนี้สิ้นมนต์จนปัญญา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ได้ฟังพระมหาสิทธา อสุราเร่าร้อนดั่งเพลิงกัลป์
อนิจจาครานี้ตัวกู ใครรู้จะสำรวลสรวลสันต์
อดสูแก่หมู่เทวัญ สารพันอัปภาคย์ทุกสิ่งไป
จำเป็นจึ่งมีวาจา แก้วตาผู้ยอดพิสมัย
จงทำตามคำมันสาปไว้ พี่ไม่ถือโทษเทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหสี
ได้ฟังบัญชาพระสามี ดั่งใครเอาตรีมาแทงฟัน
แหวะทรวงแล้วล้วงเอาดวงจิต ให้สิ้นชีวิตอาสัญ
ทั้งอายอดสูพระนักธรรม์ บังคมคัลสนองพระวาจา
อันสตรีจะต้องเศียรผัว แม้นมาตรฆ่าตัวเสียดีกว่า
ทูลพลางทางทรงโศกา ดั่งว่าจะสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์
ได้ฟังนางร่ำรำพัน กัลยาไม่ทำตามวาที
พญามารฮึดฮัดฟัดตัว ลากหัวมณโฑมเหสี
จะให้ติดกันอยู่ดั่งนี้ เห็นดีแล้วหรือประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มณโฑเยาวยอดพิสมัย
ยิ่งแสนโศกาสลดใจ ชลนัยน์ไหลอาบพักตรา
สุดคิดที่จะขัดบัญชาการ เยาวมาลย์นบนิ้วเหนือเกศา
กราบทูลขอโทษพระภัสดา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี
อย่าให้เป็นกรรมแก่ข้าบาท อันประมาทต่อเบื้องบทศรี
ว่าแล้วตบเศียรพระสามี สามทีก็หลุดออกจากกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรรังสรรค์
อดสูแก่องค์พระนักธรรม์ กุมภัณฑ์นิ่งขึงตะลึงไป
แต่ฮึดฮัดอัดอั้นวิญญาณ์ จะออกปากเจรจาก็หาไม่
เจ็บจิตดั่งชีวิตจะบรรลัย ให้สะท้อนถอนใจอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาโคบุตรฤๅษี
เห็นทศกัณฐ์ไม่พาที มีแต่สลดระทดใจ
จึ่งว่าดูกรพญายักษ์ จะทุกข์ร้อนไยนักหาควรไม่
ตัวเจ้าก็มีฤทธิไกร ปราบได้ทั้งไตรโลกา
จงระงับดับความจาบัลย์ คิดแก้มือมันจะดีกว่า
ให้ปรากฏยศเกียรติอสุรา ฟังคำกูว่านะหลานรัก
ว่าพลางอำนวยอวยพร ให้ถาวรปราบได้ทั้งไตรจักร
อันมนุษย์กับลิงทรลักษณ์ จงแพ้ฤทธิ์สิทธิศักดิ์อสุรี
เจ้าค่อยอยู่เถิดให้สำราญ ตาจะลาหลานทั้งสองศรี
ว่าแล้วจึ่งองค์พระมุนี เหาะไปยังที่ศาลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นพระโคบุตรสิทธา สั่งสนทนาแล้วกลับไป
พญามารรำพึงคะนึงคิด ตันจิตทอดถอนใจใหญ่
ให้กลัดกลุ้มรุ่มร้อนฤทัย ดั่งนอนอยู่ในเพลิงกาล
โอ้อนิจจาแก่ตัวกู เสียแรงรู้วิทยากล้าหาญ
อานุภาพปราบทั่วจักรวาล มาได้ความอัประมาณเสียครั้งนี้
เพราะไอ้พิเภกทรชน มันบอกกลมนุษย์ทั้งสองศรี
สารพัดการกิจพิธี ไพรีแจ้งสิ้นทุกสิ่งไป
มันจึ่งได้ล่วงมาดูหมิ่น จะเกรงองค์พรหมินทร์ก็หาไม่
ถึงตัวตายไม่เสียดายชีวาลัย เท่าฉุกใจแพ้รู้ปัจจามิตร
อายแก่ฝูงเทพเทวัญ คนธรรพ์อารักษ์นักสิทธ์
จะได้ใครที่มีศักดาฤทธิ์ ญาติมิตรที่ร่วมชีวัน
มาช่วยแก้แค้นแทนกร ฆ่ามนุษย์วานรให้อาสัญ
แต่แสนทุกข์ทรมาจาบัลย์ จนสุริยันส่องฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งคิดได้ว่าองค์พระเชษฐา อันร่วมบิดาของยักษี
ชื่อทัพนาสูรอสุรี ได้ครองธานีจักรวาล
พระองค์ทรงกำลังมหึมา เรืองเดชศักดากล้าหาญ
จะให้ไปเชิญบทมาลย์ มาผลาญมนุษย์วานร
คิดพลางลุกจากบัลลังก์อาสน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
สระสรงทรงเครื่องอลงกรณ์ บทจรออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมด้วยหมู่มุขมนตรี แสนสุรเสนีน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ภูวไนยจึ่งมีบัญชา
เหวยเหวยดูก่อนมโหทร ผู้มีฤทธิรอนแกล้วกล้า
จงรีบไปจักรวาลพารา ทูลพระเชษฐาให้แจ้งการ
ว่ากรุงลงกาเกิดศึก ศัตรูห้าวฮึกหักหาญ
ขอเชิญเสด็จบทมาลย์ มาช่วยรอนราญไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บ่ายหน้าไปข้างประจิมทิศ สำแดงแผลงฤทธิ์แกล้วกล้า
ถีบทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา ตรงไปพาราจักรวาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงลงจากอัมพร บทจรเข้ายังราชฐาน
ขึ้นสู่พระโรงอันโอฬาร เฝ้าองค์พญามารผู้มีฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล ท้าวทัพนาสูรยักษี
ว่าพระอนุชาธิบดี ผู้ผ่านบุรีลงกา
ตรัสใช้ให้ข้ามาเฝ้าบาท พระทรงธรรม์ธิราชนาถา
ด้วยบัดนี้มนุษย์ทั้งสองรา มีนามชื่อว่ารามลักษมณ์
ยกหมู่โยธาวานร ข้ามมหาสาครมาหาญหัก
เคี่ยวฆ่าสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ ประชากรร้อนนักทั้งธานี
ขอเชิญเสด็จไปปกเกล้า แก่เผ่าประยูรยักษี
ดับเข็ญให้เย็นพระบุรี ด้วยเดชภูมีชัยชาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล พระยามารกระทืบบาทา
ฉิฉะมนุษย์กับวานร อ้างอวดฤทธิรอนว่าแกล้วกล้า
มาดูหมิ่นน้องกูผู้ศักดา ใช่วงศ์พรหมาหรือว่าไร
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะผลาญชีวันเสียให้ได้
เหวยวาณุราชฤทธิไกร เร่งไปเตรียมพลโยธี
กูจะไปพระนครลงกา ช่วยพระอนุชาเรืองศรี
สังหารอรินทร์ราชไพรี ให้สิ้นชีวีแหลกลาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาวาณุราชใจหาญ
ก้มเกล้ารับพระบัญชาการ ขุนมารก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่โยธาพลากร เลือกล้วนฤทธิรอนแกล้วกล้า
ขุนม้าหน้าขบเหลือกตา ถือทวนเงื้อง่าหยัดยัน
ขุนช้างหน้ากากเขี้ยวยาว มือถือของ้าวแข็งขัน
ขุนรถหน้าแสยะยิงฟัน มือถือเกาทัณฑ์ลูกพิษ
ขุนพลตรวจเตรียมพลยุทธ์ อุตลุดแน่นนันต์อกนิษฐ์
ล้วนมีศักดาวราฤทธิ์ ทศทิศย่อมเกรงเดชา
พื้นถืออาวุธกวัดแกว่ง ห้าวฮึกเรี่ยวแรงสำแดงกล้า
สี่หมู่ดั่งจะพลิกพระสุธา เสร็จตามบัญชาอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ สุหร่ายแก้วโปรยลงดั่งสายฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศสุพรรณพราย
สอดใส่สนับเพลาอลงกรณ์ เชิงงอนทองประสานฉานฉาย
ภูษาพื้นม่วงฉลุลาย ชายไหวชายแครงกระหนกพัน
สอดใส่ฉลององค์พระกรน้อย ทับทรวงเพชรพลอยทับทิมคั่น
สร้อยสนตาบทิศสังวาลวัลย์ พาหุรัดกุดั่นทองกร
ทรงมหาธำมรงค์สำหรับศึก มงกุฎแก้วผลึกประภัสสร
ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร ดอกไม้ทิศอรชรอลงการ
พระหัตถ์ทรงจับธนูศิลป์ อสุรินทร์กวัดแกว่งสำแดงหาญ
เสด็จจากแท่นรัตน์ชัชวาล เผ่นทะยานไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงประดับมรกต
เรือนแปรกแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดภาพคั่นบัลลังก์ลอย
บุษบกเรือนเก็จกาบสะบัด พนักเสาเนาวรัตน์กระหนกห้อย
ห้ายอดแวมวับประดับพลอย ช่อฟ้าชดช้อยปราลี
เทียมโตสองพันตัวคะนอง ลำพองเพียงพญาราชสีห์
โลทันสันทัดตัวดี แกว่งกระบองขับรี่ดังลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงทิวริ้วรายปลายสะบัด
พัดโบกกลดกลิ้งกรรชิงรัตน์ ขนัดแตรฝรั่งแตรงอน
สนั่นเสียงเภรีปี่กลอง สะเทือนท้องจักรวาลสิงขร
ลอยเลื่อนเคลื่อนไปในอัมพร ข้ามมหาสาครสมุทรมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงลงการาชฐาน พญามารลงจากเวหา
พร้อมหมู่จตุรงคโยธา ในหน้าพระลานรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เสด็จออกหมู่มุขมนตรี ในที่พระโรงพรายพรรณ
แจ้งว่าพระเชษฐาผู้ทรงเดช มาถึงนิเวศน์ไอศวรรย์
ลงจากปราสาทแก้วแกมสุวรรณ จรจรัลไปรับด้วยปรีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายบังคม องค์พระบรมเชษฐา
สองกษัตริย์ก็พากันขึ้นมา ยังมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
เสด็จเหนือแท่นแก้วมณี อสุรีสวมกอดน้องรัก
แล้วมีบัญชาอันสุนทร ดูก่อนเจ้าผู้สิทธิศักดิ์
อันมนุษย์ซึ่งชื่อรามลักษมณ์ มารอนราญหาญหักถึงเวียงชัย
เป็นหน่อกษัตริย์สุริย์วงศ์ ดำรงธานีบุรีไหน
ฤทธีมันมีประการใด จึ่งมาทำได้ถึงเพียงนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ฟังพระเชษฐาธิบดี อสุรีสนองพระบัญชา
อันซึ่งพี่น้องสองมนุษย์ เป็นบุตรทศรถนาถา
ได้ผ่านกรุงศรีอยุธยา มันมีฤทธาด้วยศรชัย
ถึงกระนั้นไม่เป็นไรนัก พอจะคิดหักเสียได้
แค้นด้วยพิเภกจังไร มันไปเป็นไส้ไพรี
แจ้งความแต่ต้นจนปลาย ถวายพระเชษฐาเรืองศรี
พระองค์ผู้ทรงฤทธี ภูมีจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษา
ได้แจ้งแห่งคำอนุชา อสุรากริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
ดูดู๋พิเภกทรชน อัปลักษณ์มืดมนโมหันธ์
เห็นผู้อื่นดีกว่าพงศ์พันธุ์ ใจมันทำได้ถึงเพียงนี้
ว่าพลางทางกล่าวสุนทร ดูก่อนทศพักตร์ยักษี
จะอาวรณ์ร้อนใจไปไยมี ที่จะไปเข่นฆ่าปัจจามิตร
อันสองมนุษย์ซึ่งยกมา ถึงจักแกล้วกล้าด้วยศรสิทธิ์
ไว้พนักงานพี่จะช่วยคิด ผลาญชีวิตเสียให้บรรลัย
ทั้งพวกสวาวานร จะราญรอนมิให้เหลือไปได้
ถึงไอ้พิเภกจังไร จักจับมาให้อนุชา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ฟังบัญชาพี่ก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าดุษฎี
สิบปากสำรวลสรวลสันต์ ตบหัตถ์สนั่นอึงมี่
ซึ่งพระโองการโปรดครั้งนี้ เหมือนช่วยชีวีน้องไว้
ว่าแล้วจึ่งมีพจนารถ ตรัสสั่งอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงบอกวิเสทนอกใน ให้แต่งเอมโอชโภชนา
พร้อมทั้งของคาวของหวาน เมรัยชัยบานกลั่นกล้า
มาถวายสมเด็จพระพี่ยา เลี้ยงทั้งโยธาอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป
จึ่งสั่งชาววังให้หมายบอก วิเสทในนอกน้อยใหญ่
ให้แต่งโภชนาเมรัย ตามในพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายเวรกรมวังยักษา
ได้แจ้งแห่งคำเสนา อสุราก็หมายไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทสาวศรี
แจ้งหมายจ่ายของเป็นโกลี มาทำตามที่พนักงาน
วิเสทในก็แต่งเครื่องต้น เทียบทานสับสนอลหม่าน
พร้อมทั้งเมรัยชัยบาน ของคาวของหวานครบครัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางพนักงานสาวสวรรค์
ล้วนทรงลักขณาวิลาวัณย์ ทั้งสิบสองกำนัลอสุรา
บ้างแต่งตัวหวีหัวกันไร ใส่กลิ่นตลบโอ่อ่า
ผัดพักตร์ผ่องเพียงจันทรา ขัดเกล้ากายาทุกนารี
นุ่งห่มประกวดอวดโฉม กล้องแกล้งประโลมเฉลิมศรี
จิ้มลิ้มพริ้มพร้อมทั้งอินทรีย์ ท่วงทีคมขำอำไพ
จัดสรรกันเป็นอลหม่าน โดยที่พนักงานน้อยใหญ่
ยกเครื่องเนื่องตามกันขึ้นไป ถวายองค์ท่านไทอสุรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
จึ่งเชิญสมเด็จพระพี่ยา เสวยโภชนาสุราบาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดสงสาร
ล้วนเอี่ยมองค์ทรงโฉมประโลมลาน ก็เข้าหมอบอยู่งานอสุรี
ลางนางก็รินสุรา ถวายองค์พญายักษี
บ้างนั่งรำเพยพัชนี เทวีโบกปัดกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เซ่นเหล้า

พระทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ขับครวญ โหยหวนบรรเลงเพลงสวรรค์
รำมะนาท้าทับสลับกัน โอดพันเรื่อยรับจับใจ
แล้วย้ายลำนำเป็นคำหวาน เฉื่อยฉานจำเรียงเสียงใส
ฉิ่งกรับที่รับกันไป พร้อมทั้งขับไม้มโหรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

ปลิ่ม

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำร่อน ถวายกรพญายักษี
กรายท่าเป็นม้าตีคลี ทำทีเลียมล่อคลอกัน
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนท่า ชายตาใส่จริตบิดผัน
แกล้งเข้าให้ใกล้กุมภัณฑ์ ตลบหันเยื้องย่างห่างไป
แล้วย้ายเป็นกินนรเลียบถ้ำ ร่ายรำกรายหัตถ์ขวัดไขว่
แสร้งทำกระบวนให้ยวนใจ บำเรอท่านไทอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษา
เสวยพลางทางทอดทัศนา ดูนางกัลยาระบำบัน
ให้เพลิดเพลินไปในรสรัก พญายักษ์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ทั้งฟังเสียงสำเนียงเสนาะกรรณ สารพันเป็นที่จำเริญใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทนอกน้อยใหญ่
เสร็จแต่งโภชนาเมรัย หาบหามวุ่นไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตั้งเรียงเคียงไว้ในหน้าฉาน ทั้งเมรัยชัยบานกลั่นกล้า
ช้างปิ้งกระทิงทำนํ้ายา เนื้อพล่าแลเสือทอดมัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกโยธาพลขันธ์
ซึ่งมาแต่จักรวาลนั้น นั่งล้อมพร้อมกันทำที
บ้างกินแกล้มกินเหล้าเมามาย ไพร่นายหาวเรออึงมี่
เต้นรำทำเพลงไม่สมประดี ซัดละครชาตรีวุ่นไป
บ้างหยอกนางวิเสทสาวสาว โห่ฉาวฉุดชักผลักไส
บ้างเข้ากั้นกางขวางไว้ สำราญใจทุกหมู่โยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เซ่นเหล้า

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษา
ครั้นเสร็จเสวยโภชนา เสด็จมาที่ประทับโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชโองการ สั่งเสนามารยักษี
จงเตรียมอสุรเสนี กูจะไปต่อตีด้วยพวกภัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาวาณุราชผู้ใหญ่
น้อมเศียรรับสั่งภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ ตรวจเตรียมพลมารทหารรบ ครบกระบวนโดยซ้ายฝ่ายขวา
พลเท้าผูกสอดสาตรา สำหรับกายาทุกตน
พลม้าผูกม้ามีพยศ พลรถเทียมรถสับสน
พลช้างผูกช้างชาญชน พร้อมพลโยธีทั้งสี่กอง
คับคั่งตั้งตามอันดับ ทัพหน้าทัพหลวงเป็นทิวท่อง
ทัพหนุนทัพขันทัพรอง เสือป่าแมวมองครบครัน
พร้อมเพรียบเรียบไว้ในนอก สามหอกเจ็ดหอกเป็นหลั่นหลั่น
ล้วนถืออาวุธยืนยัน เตรียมกันคอยองค์อสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี จรลีไปสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ นํ้าสนานซ่านเซ็นเย็นใส ลูบไล้เสาวคนธ์หอมหวาน
สอดใส่สนับเพลาอลงการ ภูษาลายก้านกระหนกครุฑ
ชายไหวชายแครงเครือเพชร ฉลององค์เกราะเกล็ดประดับบุษย์
ตาบทิศลายแทงชมพูนุท สังวาลมุกดาทับทรวง
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรพรายรุ้งร่วง
มงกุฎแก้วเจียระไนดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
ขัดมหาคทาเพชรเสร็จสรรพ พระหัตถ์นั้นจับธนูศร
ดั่งท้าวเวสสุวัณฤทธิรอน บทจรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก แอกงอนแก้วผลึกงามระหง
เรือนรองทองคร่ำกำกง ดุมวงเครือวัลย์สุพรรณพราย
บัลลังก์ลดชั้นคั่นภาพ บุษบกเก็จกาบบัวหงาย
เทพนมกินนรมังกรกลาย แม่ลายช่อตั้งกระจังทอง
ห้ายอดดูดั่งวิมานสวรรค์ เทียมโตสองพันผันผยอง
โลทันสันทัดถือกระบอง ขับเผ่นลำพองคะนองฮึก
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงชายธงชัยสำหรับศึก
ปี่กลองประโคมโครมครึก อสุราโห่ฮึกอึงอล
กองหน้าคลาเคลื่อนพลขันธ์ แน่นนันต์มรคากุลาหล
ผงคลีบดบังสุริยน รีบพลเร่งราชรถไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งอยู่แทบริมชายไพร มั่นไว้คอยทัพวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงกรณ์ ภูธรคิดที่จะชิงชัย
จนล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเพรียกพร้องเสียงใส
เร้าร้องเร่งสุริโยทัย นางชะนีโหยไห้เรียกกัน
เรไรจักจั่นเจื้อยแจ้ว ไก่แก้วปรบปีกกระพือขัน
แสงทองส่องฟ้าพรายพรรณ ทรงธรรม์เสด็จจากไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
เสด็จยุรยาตรคลาดคลา ออกหน้าพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมทหารทั้งสองพระนคร ชุลีกรประณตบทศรี
พอได้ยินสำเนียงโยธี โห่มี่เลื่อนลั่นสนั่นไป
จึ่งมีพระราชบรรหาร ถามโหราจารย์ผู้ใหญ่
วันนี้จะเป็นทัพใคร ยกพวกพลไกรออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา ก็จับยามตามมหานาที
นับแต่อาทิตย์มาหาจันทร์ แบ่งปันมิให้คลาดที่
เสร็จแล้วยอกรอัญชุลี อสุรีกราบทูลสนองไป
อันศึกซึ่งยกออกมา อสุราซึ่งเป็นนายใหญ่
คือทัพนาสูรชาญชัย ได้ครองกรุงไกรจักรวาล
เป็นพี่ร่วมพระบิดร ท้าวยี่สิบกรใจหาญ
ขอเชิญเสด็จพระอวตาร ออกไปรอนราญกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวไนยรังสรรค์
แจ้งว่าพระเชษฐาทศกัณฐ์ ยกพวกพลขันธ์ออกมา
จึ่งตรัสสั่งลูกพระอาทิตย์ ท่านผู้เรืองฤทธิ์แกล้วกล้า
จงเตรียมกระบี่โยธา เราจะไปเข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
น้อมเศียรบังคมพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่วานรทวยหาญ กองหน้าหนุมานเป็นนายใหญ่
คุมพลโยธีกระบี่ไพร ล้วนขี่แรดไฟทุกตน
เกียกกายนิลเอกผู้ศักดา พลขี่ชุมพาหน้าขน
กองหลวงเหล่าพวกกระบี่พล ขี่เสือคำรนกระหึมฮึก
นิลนนท์นายกองยกกระบัตร พลขี่สิงสัตว์กระทิงถึก
นิลขันกองหลังพันลึก พลขี่มฤคกวางทราย
ล้วนถือสาตราอาวุธ ฤทธิรุทรอาจพลิกแผ่นดินหงาย
ห้ากองพร้อมกันทั้งไพร่นาย ดั่งน้ำในสายสาคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ชวนพระอนุชาฤทธิรอน กรายกรไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน เชิงรูปนาคินทร์กระหนกพัน
พระเชษฐาทรงผ้าเทเวศถวาย ฉลุลายชายกรองทองคั่น
พระอนุชาผ้าทิพย์เทวัญ เชิงรูปสุบรรณพื้นแดง
ชายไหวชายแครงกระหนกหงส์ ฉลององค์พื้นตาดเครือแย่ง
ตาบทิศทับทรวงลายแทง สังวาลเพชรลูกแตงชิงดวง
พาหุรัดทองกรมังกรพต ธำมรงค์มรกตรุ้งร่วง
ต่างทรงมงกุฎดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
พระเชษฐานั้นทรงพรหมาสตร์ พระลักษมณ์จับพลายวาตธนูศร
งามดั่งสุริยันกับจันทร กรายกรขึ้นรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงประดับมุกดาหาร
แอกงอนล้วนแล้วแก้วประพาฬ ทรงแม้นวิมานในโสฬส
บัลลังก์ลอยตั้งบุษบก เสากระหนกกาบแก้วมรกต
ห้ายอดสอดทวยชวยชด เครือขดลายบันสุบรรณบิน
เทียมด้วยพาชีสีกมุท ล้วนเทพบุตรทั้งสี่สิ้น
มาตุลีสารถีอมรินทร์ ขับสินธพผาดเผ่นทะยาน
พระอนุชานั่งหน้าประนมหัตถ์ มยุรฉัตรบังองค์ธงฉาน
เครื่องสูงครบสิ่งอลงการ ปี่กลองฆ้องขานประสานกัน
เสียงม้าเริงร้องก้องกึก เสียงพลโห่ฮึกแผ่นดินลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบพวกพลขันธ์ดำเนินจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามรบ พระตรีภพสุริย์วงศ์ทรงศร
จึ่งให้หยุดโยธาวานร ไว้ดูฤทธิรอนอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ