สมุดไทยเล่มที่ ๕๐

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี อสุรีเหลือบแลแปรไป
เห็นกองทัพยกออกมา โยธาเพียบพื้นแผ่นดินไหว
ทั้งสองมนุษย์วุฒิไกร ทรงมหารถชัยมาด้วยกัน
จึ่งพินิจพิศเพ่งเล็งดู ก็รู้ว่าพระรามรังสรรค์
อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สั่งให้พลขันธ์เข้าโจมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกาลสูรยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ก็ขับหมู่โยธีเข้ารอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลยักษ์เข้าหักพลลิง แยงยิงฟันแทงสำแดงหาญ
กวัดแกว่งอาวุธดั่งเพลิงกาล โถมทะยานเข้ากลุ้มตะลุมบอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่ชาญสมร
หักเอาด้วยกำลังฤทธิรอน วานรตีตอบกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปากกัดตีนถีบมือตบ ไล่ตลบรวดเร็วดั่งจักรผัน
อสุราแตกตายทับกัน ลิงนั้นบันบุกรุกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งนนทกาลสูรยักษา
เห็นกระบี่ไล่ตีอสุรา โกรธาตาแดงดั่งแสงไฟ
เข่นเขี้ยวเคี้ยวกรามเกรี้ยวกราด กระทืบบาทเพียงพื้นแผ่นดินไหว
ขับพวกพหลพลไกร เข้าไล่โจมตีวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธดั่งห่าฝน ต่างตนลั่นปืนธนูศร
ถาโถมโรมรันประจัญกร ฟันฟอนไม่ละลดกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นหมู่อสุรกุมภัณฑ์ บุกบันไล่ตีกระบี่มา
ก็ออกยืนขวางหน้าไม่ราถอย คอยล้างชีวิตยักษา
กวัดแกว่งตรีเพชรอันศักดา เข้าไล่เข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ แทงซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรกระบี่ศรี
พลมารตายแตกไม่สมประดี ยักษ์หนีลิงไล่พัลวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นนทกาลฤทธิแรงแข็งขัน
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟกัลป์ กุมภัณฑ์โจมจับหนุมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยักษ์ตีลิงแทงไม่เงือดงด ต่างทนต่างอดต่างหาญ
เสียงสนั่นครั่นครื้นสุธาธาร นนทกาลไม่ละลดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับรองป้องปัดคทาธร วานรโจมจับอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แทงด้วยตรีเพชรชัยชาญ ต้องอกนนทกาลยักษี
ล้มลงกับพื้นธรณี ก็สิ้นชีวีด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ แล้วจับเอาศพโยนไป ต้องหน้ารถชัยยักษา
ทำเป็นยักคิ้วหลิ่วตา ตบมือชี้หน้าขุนมาร
เหวยเหวยกุมภกรรณขุนยักษ์ ตัวเองฮึกฮักอวดหาญ
วันนี้เศียรมึงจะแหลกลาญ วายปราณด้วยศรพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ได้ฟังหนุมานพาที โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
กระทืบบาทผาดแผดสุรเสียง สำเนียงสนั่นดั่งฟ้าผ่า
เหวยเหวยไอ้ลิงพาลา มึงอย่าเจรจาให้เกินพักตร์
ตัวกูเป็นวงศ์พรหเมศ เลื่องชื่อลือเดชทั้งไตรจักร
หัวมึงจะขาดด้วยมือยักษ์ ว่าแล้วชักศรแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ พสุธากัมปนาทหวาดไหว
มืดมิดปิดแสงอโณทัย เกิดเป็นเปลวไฟไหม้มา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เห็นกุมภกรรณอสุรา แผลงศรศักดามาราวี
เป็นเพลิงร้อนแรงแสงฉาน ล้อมพวกพลหาญกระบี่ศรี
พระเนตรมุ่งหมายอสุรี ภูมีก็แผลงพาลจันทร์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุสะเทือนเลื่อนลั่น
เป็นห่าฝนมาดับเพลิงกัลป์ แล้วต้องพลขันธ์อสุรา
ทั้งหมู่ม้ารถคชสาร ก็แหลกลาญสิ้นชีพสังขาร์
หัวขาดตีนขาดดาษดา ด้วยอานุภาพพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
เห็นมนุษย์แผลงศรมาราวี พวกพลอสุรีบรรลัยลาญ
โกรธกริ้วนิ่วหน้าขบฟัน ตรัสสั่งโลทันใจหาญ
ให้ขับรถแก้วสุรกานต์ ทะยานเข้าโจมตีวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
แลเห็นกุมภกรรณฤทธิรอน ไล่กระบี่นิกรเข้ามา
จึ่งสั่งมาตุลีเทเวศร์ อันเรืองเดชฤทธิแรงแข็งกล้า
ให้ขับรถแก้วแววฟ้า เข้ารับรัถาอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
เห็นมนุษย์ขับรถมาราวี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกาล
จึ่งชักศรสิทธิ์ขึ้นพาดสาย มุ่งหมายเขม้นจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอัมพร สิงขรกัมปนาทหวาดไหว
เป็นอาวุธตกต้องกระบี่ไพร บรรลัยด้วยฤทธิ์อสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
เห็นวานรม้วยมรณา ด้วยศรศักดาอสุรี
จึ่งชักอัคนิวาตพาดสาย หมายล้างอาวุธยักษี
น้าวหน่วงด้วยกำลังอินทรีย์ ภูมีผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พสุธาอากาศก็หวาดหวั่น เสียงสนั่นถึงชั้นอกนิษฐ์
เป็นเพลิงล้างอาวุธปัจจามิตร แล้วศรสิทธิ์ไปต้องรถชัย
ขององค์พญามารทรง กำกงหักโค่นไม่ทนได้
ราชสีห์สารถีก็บรรลัย พลไกรตายกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องท้าวทศเศียรยักษา
สิ้นรถสิ้นทศโยธา อสุราประหวั่นพรั่นใจ
ให้ย่อท้อมิใคร่จะต่อฤทธิ์ แล้วคิดมานะขึ้นมาได้
ตัวกูชาติชายอาชาไนย ฤทธิไกรเลิศลบธาตรี
มาตรแม้นตัวตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏฟากฟ้าราศี
จะเสียดายอะไรแก่ชีวี ถึงที่แล้วก็จำจะวายปราณ
คิดแล้วกวัดแกว่งพระแสงศร สำแดงฤทธิรอนกำลังหาญ
ทำอำนาจผาดโผนโจนทะยาน ขึ้นรอนราญบนรถพระรามา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
รับหัตถ์ปัดป้องอสุรา หวดซ้ายป่ายขวาวุ่นไป
พระนารายณ์ก็ตีด้วยศรทรง กุมภกรรณตกลงไม่ทานได้
สององค์ผู้ทรงฤทธิไกร ก็โจนรถรุกไล่ราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ผู้เดียวยืนยันประจัญตี อสุรีไม่คิดชีวา
พระหัตถ์กวัดแกว่งศรศาสตร์ หมายมาดเขม้นเข่นฆ่า
โลดโผนโจนจับพระจักรา ด้วยกำลังโกรธากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถ้อยทีถ้อยรับกันสับสน อลวนรวดเร็วดั่งจักรผัน
ต่างหาญต่างกล้าไม่ละกัน พัลวันต่อกรรอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาล
รับรองป้องกันประจัญบาน ทะยานขึ้นเหยียบทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดด้วยพระแสงศรทรง ต้ององค์กุมภกรรณยักษี
เสียงสนั่นลั่นพื้นปัถพี อสุรีซวนเซไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วชักพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย หมายล้างชีวิตยักษา
ก็ผาดแผลงไปด้วยศักดา ถูกอกพญากุมภกรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น น้องท้าวทศเศียรรังสรรค์
ต้องศรยังไม่ม้วยชีวัน กุมภัณฑ์ล้มลงกับปัถพี
แลเห็นพระองค์ทรงลักษณ์ ผ่องพักตร์จำรัสรัศมี
สีเขียวดั่งนิลมณี มีกายปรากฏเป็นสี่กร
ทรงเทพอาวุธจักรสังข์ ทั้งตรีคทาศิลป์ศร
จึ่งรู้ว่านารายณ์ฤทธิรอน จากเกษียรสาครเสด็จมา
ตกใจด้วยไม่ทันคิด มาต่อฤทธิ์พระบรมนาถา
แม้นฟังพิเภกอนุชา ที่ไหนชีวาจะบรรลัย
เสียแรงเป็นวงศ์พรหเมศ จะพิเคราะห์เหตุผลก็หาไม่
ดั่งชาติทรลักษณ์จัญไร น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
คิดแล้วยอกรเหนือศิโรตม์ ร้องทูลขอโทษยักษี
ซึ่งข้าผิดพลั้งครั้งนี้ เพราะเหตุด้วยพี่ผู้อาธรรม์
จึ่งจำสุดสิ้นชีวิต ด้วยศรพระจักรกฤษณ์รังสรรค์
ขอพระองค์ผู้ทรงสุบรรณ จงส่งไปสวรรค์ชั้นฟ้า
อันซึ่งพิเภกขุนยักษ์ ผู้เป็นน้องรักของข้า
ขอฝากไว้ใต้เบื้องบาทา พระจักราจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ได้ฟังกุมภกรรณอสุรี จึ่งมีบัญชาตอบไป
ถึงมาตรเอ็งเป็นปัจจามิตร เราจะคิดพยาบาทก็หาไม่
อสุราอย่าพะว้าพะวังใจ อาลัยถึงพิเภกอนุชา
เพื่อนนั้นสัจธรรม์กตัญญู ตัวกูจะเลี้ยงรักษา
ฝ่ายเอ็งซึ่งม้วยมรณา จะได้ไปฟากฟ้าดุษฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ได้ฟังบัญชาพระจักรี ดั่งวารีทิพย์ชโลมใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ จึงเรียกพิเภกเข้ามา อสุราสั่งพลางแล้วร้องไห้
ตัวพี่จะม้วยบรรลัย ดวงใจค่อยอยู่สถาวร
ซึ่งเจ้าจะทำราชการ ใต้เบื้องบทมาลย์พระทรงศร
สิ่งใดอย่าได้อนาทร ผ่อนตามฤทัยพระทรงฤทธิ์
จงอุตส่าห์แสวงหาความชอบ ให้รอบรู้หน้าหลังระวังผิด
จึ่งจะว่าดีมีความคิด ญาติมิตรจะได้พึ่งอนุชา
สั่งพลางผ่าวจิตด้วยพิษศร เร่าร้อนฤทัยยักษา
สิ้นเสียงก็สิ้นชีวา ไปเกิดฟากฟ้าดุษฎี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
เห็นเชษฐาสิ้นชีพชีวี อสุรีเข้ากอดเอาศพไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ ชลเนตรคลอคลองนัยนา แสนโศกโศการํ่าไห้
โอ้พระเชษฐาผู้ร่วมใจ น้องได้ทูลห้ามไม่เชื่อฟัง
ดันดึงไปด้วยกำลังหลง ประมาทหมิ่นต่อองค์พระทรงสังข์
จนถึงสิ้นชีพชีวัง ดูดั่งโมหันธ์อันธพาล
เสียแรงครองธรรม์ทศพิธ ทั้งความคิดปรีชากล้าหาญ
เลื่องชื่อลือทั่วทั้งจักรวาล สุริย์วงศ์พรหมานประเสริฐนัก
เพราะฟังเชษฐาที่อาสัตย์ จนพลัดเอาคอมารอจักร
รํ่าพลางสะอื้นซบพักตร์ ขุนยักษ์ก็สิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงเทวานางฟ้าทุกราศี
แจ้งว่าพระนารายณ์ฤทธี สังหารชีวีกุมภกรรณ
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
บ้างเยี่ยมแกลแก้วแพร้วพรรณ โปรยทิพย์บุษบันลงมา
โกสีย์ก็ทรงเป่าสังข์ เสียงดังทั่วทศทิศา
อันนางอัปสรกัลยา พร้อมหน้าบรรเลงดนตรี
บ้างก็ขับขานประสานเสียง สำเนียงฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่
อวยชัยให้พรพระจักรี อึงมี่ไปทั้งเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
ครั้นเสร็จสังหารอสุรา เทวาโปรยทิพย์สุมามาลย์
เกลื่อนกลาดดาษไปทั้งที่รบ กลิ่นตลบเฟื่องฟุ้งหอมหวาน
ชมเล่นเป็นสุขสำราญ ผ่านฟ้าเสด็จมาขึ้นรถ
จึ่งให้เลิกโยธาพลากร เสนาวานรทั้งปวงหมด
โห่สนั่นครั่นครื้นถึงโสฬส บทจรคืนเข้ายังพลับพลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
ครั้นเห็นกุมภกรรณอสุรา สิ้นชีพชีวาพิราลัย
ทั้งหมู่ม้ารถคชพล จะเหลือสักตนก็หาไม่
อสุรีตระหนกตกใจ ก็วิ่งเข้าเวียงชัยลนลาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงก้มเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ว่าพระอนุชาชัยชาญ ยกพวกพลมารไปราญรอน
กับพระรามผู้มีฤทธิรงค์ พระองค์สิ้นชีพด้วยแสงศร
ทั้งหมู่โยธาพลากร กุญชรรัถาพาชี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
แจ้งว่าน้องรักสิ้นชีวี ในที่สมรภูมิชัย
ตกใจดั่งพญามัจจุราช มาฟันฟาดตัดเศียรไปได้
สิบปากทรงโศกาลัย สะอื้นไห้ครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้อนิจจานะน้องเอ๋ย ไม่เห็นเลยว่าจะม้วยอาสัญ
เสียแรงเรืองฤทธิไกรดั่งไฟกัลป์ ปราบได้ถึงสวรรค์ชั้นฟ้า
ควรหรือมาแพ้มนุษย์น้อย กระจ้อยร่อยเท่านิ้วหัตถา
เสียเกียรติยศพรหมา อายแก่เทวานาคี
ตั้งแต่วันนี้จะแลลับ ที่ไหนจะได้กลับมาเห็นพี่
อันหมู่อริราชไพรี จะมีใจกำเริบอหังการ
ใครจะช่วยพี่รณรงค์ อาจองเหมือนเจ้าผู้ใจหาญ
สงครามประชิดติดเมืองมาร จะคิดอ่านปรึกษาด้วยผู้ใด
ร่วมสุขร่วมทุกข์ร่วมชีวัน ดั่งตัวเจ้านั้นไม่หาได้
รํ่าพลางแสนโศกาลัย ภูวไนยเพียงสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ ครั้นคลายอาดูรพูนเทวษ องค์ท้าวสิบเกศยักษี
คิดแค้นอริราชไพรี ชิชะกระบี่กับมนุษย์
ไม่เกรงกูผู้วงศ์พรหมินทร์ มาดูหมิ่นครั้งนี้เป็นที่สุด
จะแก้แค้นแทนมันในการยุทธ์ จะเกรงฤทธิรุทรอย่าสงกา
คิดแล้วสั่งนางกำนัล เอ็งจงพากันไปหา
อินทรชิตลูกรักกูขึ้นมา ยังปราสาทรัตนารูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งพญาอสุรี ถวายอัญชุลีแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ถึงที่ปราสาทพระโอรส ก้มเกล้าประณตประนมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร ให้เข้ามาเชิญเสด็จจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์อินทรชิตชาญสมร
แจ้งว่าสมเด็จพระบิดร ภูธรให้หาก็ยินดี
จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองจำรัสรัศมี
เสด็จย่างเยื้องจรลี สาวศรีกำนัลก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
ท่ามกลางสุริย์วงศ์อสุรา คอยฟังบัญชาพญายักษ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรฤทธิรงค์ทรงจักร
ครั้นเห็นอินทรชิตลูกรัก ที่โศกนักค่อยได้สมประดี
ลูบหลังแล้วมีประกาศิต ดวงชีวิตพ่อผู้เฉลิมศรี
อาเจ้ายกออกไปต่อตี ไพรีฆ่าเสียให้บรรลัย
ตรัสพลางสะอื้นโศกา ชลนาแถวถั่งหลั่งไหล
พ่อนี้ไม่มีที่เห็นใคร จะไปแก้แค้นแทนมัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรรังสรรค์
แจ้งว่าพระอากุมภกรรณ สุดสิ้นชีวันด้วยไพรี
ความรักความเสียดายนั้นสุดคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงจี่
อกใจไม่เป็นสมประดี โศกีสะอื้นอาลัย
โอ้ว่าสมเด็จพระเจ้าอา ฤทธาไม่มีใครเปรียบได้
ทรงเทพอาวุธเกรียงไกร ไฉนมาแพ้ปัจจามิตร
ให้ได้อัปยศอดสู แก่หมู่สุรารักษ์นักสิทธ์
รํ่าพลางรำพึงคะนึงคิด คั่งแค้นแน่นจิตอสุรา
ชิชะสงครามครั้งนี้หนอ มาเกิดก่อเคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
ตัวกูก็วงศ์พรหมา ฤทธาปราบได้ถึงชั้นอินทร์
อันศึกมนุษย์แต่เพียงนี้ จะสังหารชีวีเสียให้สิ้น
ไว้เกียรติยศในแดนดิน คิดแล้วอสุรินทร์ประนมกร
กราบทูลสมเด็จพระบิตุรงค์ ซึ่งข้าศึกอาจองด้วยแสงศร
ลูกขออาสาไปราญรอน ต่อกรด้วยราชไพรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
ได้ฟังลูกรักพาที มีความชื่นชมด้วยสมคิด
สวมสอดกอดไว้แล้วบัญชา แก้วตาของพ่อผู้ร่วมจิต
ทีนี้จะได้เห็นฤทธิ์ ปัจจามิตรที่มันอหังการ
ซึ่งเจ้าจะยกพลากร ออกไปราญรอนหักหาญ
อันศัตรูหมู่พวกภัยพาล อย่าต้านทานฤทธิ์พระโอรส ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรดั่งไฟกรด
รับพรบิตุรงค์ทรงยศ บังคมบาทแล้วบทจรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงปราสาทพระมารดร ยอกรบังคมประนมไหว้
ทูลว่าพระอาไปชิงชัย บรรลัยด้วยมือไพรี
ลูกรักขอลาบทเรศ พระมารดาเกิดเกศเกศี
ยกพวกจัตุรงค์โยธี ไปต่อตีด้วยองค์พระรามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดเสน่หา
ได้ฟังโอรสทูลมา กัลยาอัดอั้นตันใจ
สวมสอดกอดองค์พระลูกรัก นงลักษณ์ทอดถอนใจใหญ่
แล้วมีเสาวนีย์ตรัสไป เจ้าดวงฤทัยของมารดร
ซึ่งพ่อจะยกไปสงคราม กับด้วยพระรามทรงศร
เรืองเดชดั่งองค์ทินกร ขจรฟากฟ้าธาตรี
ทูษณ์ขรตรีเศียรชาญสนาม อาเจ้าทั้งสามยักษี
พร้อมหมู่พหลโยธี ออกไปต่อตีราญรอน
แต่พระรามองค์เดียวเคี่ยวฆ่า อสุราตายสิ้นด้วยแสงศร
บัดนี้มีพลวานร ทั้งสองพระนครชัยชาญ
แต่ละตนล้วนทรงศักดาฤทธิ์ ทศทิศไม่รอต่อต้าน
ซึ่งเจ้ารับราชโองการ จะยกทวยหาญไปชิงชัย
ด้วยพระนารายณ์สุริย์วงศ์ เร่งรักษาองค์ให้จงได้
แม่นี้มิใคร่จะให้ไป จนใจด้วยกลัวพระบิดา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษา
ฟังพระชนนีตรัสมา อสุราสนองพระวาที
เป็นไฉนฉะนี้พระแม่เจ้า มาดูเบาสุริย์วงศ์ยักษี
อันเป็นอิศราธิบดี ทั้งตรีโลกาก็เกรงฤทธิ์
แต่ล้วนทรงเทพสาตรา วิทยาเวทมนต์ก็ประสิทธิ์
ทำสิ่งใดได้ดั่งใจคิด ทศทิศไม่รอต่อกร
ทำไมกับสองมนุษย์ มีแต่อาวุธธนูศร
กับพลสวาวานร ไหนจะครั่นฤทธิรอนกุมภัณฑ์
พระมารดาอย่าปรารมภ์ใจ จะฆ่ามันเสียให้อาสัญ
ว่าแล้วถวายบังคมคัล มาปราสาทสุวรรณอลงการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา ตรัสสั่งเสนาใจหาญ
จงจัดพหลพลมาร กูจะไปรอนราญไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษี
รับสั่งแล้วถวายอัญชุลี อสุรีก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ม้ารถคชสาร เลือกล้วนอาจหาญแกล้วกล้า
ขุนช้างขี่ช้างชนะงา กุมของ้าวง่าหยัดยัน
ขุนม้าขี่ม้าถือทวน รำเป็นกระบวนดั่งจักรผัน
ขุนรถขี่รถประกวดกัน กรกุมเกาทัณฑ์พันลึก
ขุนพลก็เร่งจัดพล แต่ละตนเหี้ยมหาญชำนาญศึก
กวัดแกว่งอาวุธคั่งคึก ห้าวฮึกทุกหมู่โยธา
ตั้งเป็นกระบวนพยุหบาตร เกลื่อนกลาดตามซ้ายฝ่ายขวา
เตรียมทั้งรถแก้วแววฟ้า คอยท่าเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นใกล้พิชัยนาที จรลีไปสรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สุหร่ายมาศโปรยปรายดั่งสายฝน สุคนธ์ธารกลิ่นเกสร
ทรงสอดสนับเพลาเชิงงอน เป็นรูปมังกรเกี่ยวกัน
ภูษาพื้นตองทองยก ตรวยกระหนกเกี่ยวกรองทองคั่น
ชายไหวชายแครงเครือวัลย์ เกราะเกล็ดกุดั่นสุพรรณพราย
ฉลององค์ตาบทิศสังวาลแก้ว ทับทรวงดวงแววจำรัสฉาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรพรายอรชร
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กรรเจียกจำรัสประภัสสร
พระหัตถ์จับศิลป์ฤทธิรอน บทจรขึ้นรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงประดับมุกดาหาร
แอกงอนล้วนแล้วแก้วประพาฬ สี่มุขทรงวิมานเวชยันต์
เสาฉลุเครือกระหนาบกาบแก้ว เทพนมรายแถวกินนรคั่น
เทียมด้วยราชสีห์สองพัน โลทันถือหอกกระหยับกร
สำทับขับคึกสะอึกโผน เผ่นโจนด้วยกำลังไกรสร
เครื่องสูงบังแสงรวีวร ฆ้องขานแตรงอนปี่กลอง
เสียงม้าเสียงรถคชสาร พลมารโห่ฮึกกึกก้อง
อุษาโยคให้โบกธงทอง ทุกกองรีบรัดกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงให้หยุดจัตุรงค์ ตั้งลงโดยกระบวนทัพใหญ่
ในที่ครุฑนามเกรียงไกร มั่นไว้คอยหมู่ปัจจามิตร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์จักรกฤษณ์
บรรทมเหนือแท่นทองชวลิต จวนพระอาทิตย์เรืองรอง
ดุเหว่าเร่าร้องส่งเสียง สำเนียงประโคมยามกึกก้อง
อันหมู่แมลงผึ้งภู่ทอง เชยซาบละอองสุมามาลย์
พระพายชายพัดมาอ่อนอ่อน ตลบกลิ่นเกสรหอมหวาน
ก็ตื่นจากแท่นแก้วสุรกานต์ สรงสนานทรงเครื่องรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ พระกรจับศรพรหมาสตร์ งามวิลาศดั่งองค์โกสีย์
เสด็จย่างเยื้องจรลี ออกที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่ทหารฤทธิรุทร ทั้งสิบแปดมงกุฎถ้วนหน้า
พอได้ยินเสียงโห่โกลา ผ่านฟ้าจึ่งมีโองการ
ดูกรพิเภกกุมภัณฑ์ วันนี้ใครยกทวยหาญ
ออกมาต่อกรรอนราญ เสียงสะเทือนสะท้านธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ฟังราชโองการพระจักรี ชุลีกรสนองพระบัญชา
ทัพนี้เป็นทัพโอรส ท้าวทศพักตร์ยักษา
ชื่อว่าอินทรชิตอสุรา แกล้วกล้าสามารถอาจนัก
พระเป็นเจ้าทั้งสามปราสาทศร ฤทธิรอนปราบได้ทั้งไตรจักร
ทั้งปรีชาความคิดขุนยักษ์ แหลมหลักกว่าวงศ์กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
แจ้งว่าโอรสทศกัณฐ์ ยกพวกพลขันธ์ออกมา
จึ่งมีบัญชาอันสุนทร ดูกรพิเภกยักษา
จะเห็นผู้ใดในพลับพลา ที่จะต่อฤทธาอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังพระราชวาที น้อมเศียรชุลีแล้วทูลไป
อันวานรที่ในพลับพลา เห็นจะต่อฤทธามันไม่ได้
ขอให้พระลักษมณ์ภูวไนย ออกไปต่อกรขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ผ่านฟ้ามีราชวาที
ดูกรอนุชาทรงลักษณ์ น้องรักผู้ร่วมชีวิตพี่
เจ้าจงยกออกไปราวี ต่อตีด้วยโอรสทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพระองค์ทรงสุบรรณ น้อมเศียรอภิวันท์แล้วทูลไป
ซึ่งจะชิงชัยด้วยอินทรชิต น้องจะเกรงฤทธิ์ก็หาไม่
จะขออาสาภูวไนย มิได้อาลัยแก่ชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ฟังพระอนุชาพาที ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า
จึ่งมีบัญชาประกาศิต แก่ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
จงจัดพหลโยธา ให้พระอนุชาฤทธิรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพชาญสมร
รับสั่งสมเด็จพระสี่กร ก็รีบบทจรออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเอาคำแหงวายุบุตร คุมพลเจ็ดสมุทรเป็นกองหน้า
กองขันองคตผู้ศักดา ถือโยธาเจ็ดสมุทรไท
เกียกกายเจ็ดสมุทรทวยหาญ ศรีชมพูพานเป็นนายใหญ่
กองหลวงสิบสมุทรพลไกร ว่องไวห้าวหาญชาญยุทธ์
ยุกกระบัตรนั้นจัดนิลนนท์ คุมพลวานรเจ็ดสมุทร
กองหนุนกระบี่โคมุท พลยุทธ์เกณฑ์เข้าเท่ากัน
กองหลังเจ็ดสมุทรโยธี นายใหญ่กระบี่นิลขัน
ปีกซ้ายปีกขวาครบครัน เลือกสรรค์ตัวดีมีฤทธิ์
บ้างถือเสโลโตมร ธนูศรหอกดาบกระบี่กริช
เตรียมทั้งรถแก้วชวลิต ตามประกาศิตพระจักรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี จรลีไปสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ นํ้าทิพย์องค์ท้าวเทเวศร์ถวาย บุปผาปรุงโปรยปรายหอมหวาน
สุคนธาธารทิพย์สุมามาลย์ สนับเพลาแก้วกาญจน์เป็นเชิงงอน
ภูษาคู่อมรินทร์ทรง เครือหงส์คาบช่อเกสร
ชายแครงเครื่องทิพย์อลงกรณ์ ชายไหวอรชรทับทิมพราย
ตาบทิศทับทรวงเฟื่องห้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
ทองกรรูปวาสุกรีกลาย พาหุรัดพลอยรายธำมรงค์
ทรงมหามงกุฎทิพมาศ งามวิลาศดั่งท้าวครรไลหงส์
พระหัตถ์จับพระแสงศรทรง เสด็จมาลาองค์พระสี่กร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระเชษฐาธิราชทรงศร
คอยท่าศุภฤกษ์สถาวร พร้อมหมู่วานรโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
สวมสอดกอดองค์พระอนุชา ผ่านฟ้าอำนวยอวยชัย
จงทรงศักดาวราฤทธิ์ ทุกทิศอย่ารอต่อได้
อันซึ่งศัตรูหมู่ภัย ให้บรรลัยด้วยศรอนุชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
รับพรสมเด็จพระจักรา ใส่เหนือเกศาด้วยยินดี
เสร็จแล้วถวายอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์เรืองศรี
เสด็จย่างเยื้องจรลี ไปขึ้นรถมณีอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว กำวงกงแววประภัสสร
สูงระหงทรงงามสามงอน อลงกรณ์เลื่อมแก้วกระหนกบัน
ดูยอดดั่งจะย้อยพลอยเพชร แสงเตร็ดส่องตรัสพระสุริย์ฉัน
สี่มุขสุกแม้นวิมานจันทร์ ชั้นเหมช่อห้อยอลงการ
สารถีเร่งเทพอัสดร เผ่นโจนโผนจรคะนองหาญ
เครื่องสูงครบสิ่งโอฬาร ธงฉานทิวฉัตรบังบน
พลโห่พื้นหาญราญรบ เสียงกลองฆ้องกลบกุลาหล
ผงคลีพัดคลุ้มอำพน ขับร้นรีบราชรถไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงสมรภูมิชัยศรี จึ่งให้หยุดโยธีทัพใหญ่
ตั้งที่ครุฑนามเกรียงไกร มั่นไว้ดูกำลังอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
ยืนรถอยู่กลางโยธา แลมาเห็นทัพไพรี
จึ่งมีพระราชบรรหาร ถามโลทันมารสารถี
อันมนุษย์เป็นจอมโยธี ขี่รถมณีอลงกรณ์
จะเป็นเชษฐาหรือน้องชาย กรซ้ายนั้นถือธนูศร
รูปร่างดั่งเทพกินนร อรชรอ้อนแอ้นทั้งกายา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งโลทันมารยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราสนองพระวาที
นี้คือพระลักษมณ์วิไลวรรณ ที่ต้องหอกกุมภกรรณยักษี
มิได้สิ้นชีพชีวี บัดนี้กลับยกมารอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังโลทันขุนมาร ให้ขับรถสุรกานต์ขึ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ร้องว่าดูก่อนพระอนุชา ตัวท่านนี้หาปัญญาไม่
ไฉนจึ่งอาจองทะนงใจ มาชิงชัยด้วยเราผู้ฤทธี
อุปมาดั่งหนึ่งลูกเนื้อ จะเป็นเหยื่อแก่พญาราชสีห์
ได้เห็นเป็นน่าปรานี จะมาเสียชีวีไม่ต้องการ
ทั้งสามภพจบทั่วทศทิศ ย่อมเกรงฤทธิ์เราผู้ห้าวหาญ
เว้นไว้แต่พระผู้ทรงญาณ เป็นประธานโลกาทั้งห้าองค์
คือพระสยมภูวนาถ กับองค์กมลาสน์ครรไลหงส์
ทั้งพระนารายณ์ภุชพงศ์ พระนรสิงห์ผู้ทรงศักดา
กับพระเป็นเจ้าเต่าทอง ซึ่งรองตรีกูฏภูผา
นอกนั้นไม่ครั่นฤทธา พระอนุชาจงเร่งกลับไป
มิฟังจะอยู่รณรงค์ ไหนจะทนศรทรงของเราได้
ทั้งหมู่สวาวานรไพร จะบรรลัยด้วยมืออสุรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เหวยเหวยอสุรีพาลา
เอ็งอย่าโอหังอวดเดช เปรียบพระจอมเกศทั้งห้า
ตัวเรานี้เป็นอนุชา องค์พระจักราทรงครุฑ
เทวาประชุมเชิญแบ่งภาค มาจากวารีเกษียรสมุทร
ทรงศรสามเล่มเป็นอาวุธ ฤทธิรุทรสามโลกไม่เทียมทัน
ท่านดั่งหิ่งห้อยน้อยแสง หรือจะแข่งเคียงดวงสุริย์ฉัน
ถึงมาตรถ้าตัวทศกัณฐ์ จะบรรลัยด้วยศรไม่พริบตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังกริ้วโกรธโกรธา แกว่งศรเงื้อง่าแล้วร้องไป
เหม่เหม่ดูดู๋มนุษย์น้อย ยกตัวกล่าวถ้อยหาจริงไม่
ชิชะน้องนารายณ์เรืองชัย ดีแล้วจะได้เห็นกัน
ว่าพลางเข่นเขี้ยวกระทืบบาท พสุธากัมปนาทไหวหวั่น
เหวยเหวยรณภพกุมภัณฑ์ จงเร่งพลขันธ์เข้าโจมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหารณภพยักษี
รับสั่งแล้วขับโยธี เข้าไล่ราวีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น อสุราโยธาน้อยใหญ่
กวัดแกว่งอาวุธว่องไว รุกไล่วานรเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยิงแย้งแทงฟันอลวน เสียงพลโห่ฮึกฉาวฉ่า
วิ่งหมุนหนุนเนื่องกันเข้ามา ซ้ายขวาหน้าหลังประดังตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุรเสนสุรกานต์กระบี่ศรี
เห็นยักษาดากันเข้าราวี ก็ขับพลโยธีออกโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยักษ์แทงลิงปัดกัดตบ หลีกหลบรวดเร็วดั่งจักรผัน
ถ้อยทีถ้อยหักกล้ากัน ต่างแข็งต่อขันประจัญบาน
บ้างเหยียบเข่าเหยียบเอวเหยียบบ่า ต่างง่าอาวุธจะสังหาร
หมู่ลิงหักโหมโรมราญ พลมารตายยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น มหารณภพยักษี
เห็นหมู่โยธาอสุรี บ้างตายบ้างหนีวุ่นไป
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กระทืบบาทสนั่นหวั่นไหว
ต้อนหมู่พหลพลไกร กลับเข้าชิงชัยด้วยวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ยักษ์ตีลิงรับสับสน ต่างตนก็ยิงธนูศร
พลลิงตายกลาดพนาดร ด้วยกำลังฤทธิรอนกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ลูกพระพายเทวารังสรรค์
เห็นวานรม้วยชีวัน โกรธดั่งไฟกัลป์ไหม้ฟ้า
ฉวยชักตรีเพชรฤทธิรอน วานรกวัดแกว่งสำแดงกล้า
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงมา ออกไล่เข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พลมารตายยับลงกับมือ ไม่ครือกำลังกระบี่ศรี
เลี้ยวไล่ถาโถมโจมตี จนหน้ารถมณีขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตผู้ทรงกำลังหาญ
แลเห็นวานรอหังการ ไล่ผลาญโยธากุมภัณฑ์
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ทำอำนาจผาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
เหวยไอ้ลิงป่าพนาวัน ตัวมึงโมหันธ์ทะนงใจ
ไม่เกรงกูผู้วงศ์พรหเมศ ลือนามขามเดชแผ่นดินไหว
ถือเทพอาวุธเกรียงไกร ศรชัยสามเล่มมหิมา
เป็นไฉนจึ่งอาจมาต่อสู้ ไม่รู้ว่าจะม้วยสังขาร์
หัวมึงจะขาดจากกายา ด้วยศรศักดาอันชัยชาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังวาจาขุนมาร ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
ตัวกูก็วงศ์พาลี ฤทธีฟากฟ้าดินไหว
พระองค์เป็นเจ้าภพไตร ให้ตรีกูไว้เป็นอาวุธ
ทรงเดชศักดาสามารถ อาจล้างโคตรมึงให้สิ้นสุด
อย่าพักอ้างอวดฤทธิรุทร จะยงยุทธ์ด้วยกูผู้ศักดา
อย่าว่าแต่ศรเอ็งสามเล่ม ถึงแผลงเต็มทั้งในเวหา
ก็ไม่ระคายปลายเส้นโลมา ยักษามึงอย่าประมาทกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์จับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด พสุธาอากาศหวาดไหว
ต้องวายุบุตรวุฒิไกร ล้มในพ่างพื้นปัถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สุครีพองคตกระบี่ศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี เห็นศรอสุรีแผลงมา
ต้องซึ่งหนุมานชาญณรงค์ ล้มลงกลิ้งอยู่ตรงหน้า
ต่างตนกริ้วโกรธโกรธา ตีพลอสุราเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หมู่มารหัวขาดตัวขาด ตายกลาดไม่ทานมือได้
แตกย่นจนหน้ารถชัย ด้วยฤทธิไกรวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ