สมุดไทยเล่มที่ ๖๔

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงยักษา
ได้ฟังมหาเสนา จึ่งมีบัญชาตรัสไป
อันพระสหายของกูนี้ เป็นสุขสวัสดีหรือไฉน
ตรัสใช้เอ็งมาด้วยอันใด นานแล้วมิได้เห็นกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งกาลสูรคนขยัน
ได้ฟังน้อมเศียรบังคมคัล กุมภัณฑ์สนองพระบัญชา
อันพระสหายไม่มีสุข ทุกข์ด้วยสงครามมาเข่นฆ่า
จึ่งใช้ให้ถือสารา มาเฝ้าบาทาภูวไนย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนเสนามารผู้ใหญ่
เปิดกล่องคลี่สารอ่านไป ถวายองค์ท่านไทอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ราชสารพระผู้พงศ์พรหเมศ มงกุฎเกศลงกาบุรีศรี
มายังพระสหายธิบดี ผู้ร่วมชีวีเดียวกัน
บัดนี้ลงกาดิลกภพ นพรัตน์นคเรศรังสรรค์
มีหมู่อริราชไภยัน คือมนุษย์อาธรรม์ทั้งสองนาย
ออกนามลักษมณ์รามราเมศ คุมกระบี่มีเดชทั้งหลาย
จองถนนข้ามพลนิกาย มาทำร้ายรุกรบพระบุรี
สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า พระวงศานุวงศ์ยักษี
ตายเนื่องเปลืองราชธานี ทั้งพวกโยธีรี้พล
ตัวเราก็ออกราญรอน ต่อกรด้วยมันถึงสองหน
ต้องศรพ่างเพียงจะสิ้นชนม์ ครั้งนี้ขัดสนเป็นพ้นนัก
ขอเชิญองค์พระสหาย ผู้เลิศชายชาญฤทธิ์สิทธิศักดิ์
ยกพวกพหลพลยักษ์ มาคิดการหาญหักไพรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัตลุงยักษี
แจ้งสารพระสหายร่วมชีวี อสุรีนิ่งนึกตรึกไป
อันองค์ท้าวยี่สิบกร ฤทธิรอนฟากฟ้าดินไหว
อานุภาพปราบได้ทุกแดนไตร ผู้ใดไม่รอต่อยุทธ์
ใครหนอซึ่งชื่อว่ารามลักษมณ์ ทะนงศักดิ์อาจใจเป็นที่สุด
ตัวมันก็เป็นแต่มนุษย์ จะมีฤทธิรุทรกระไรมา
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะบั่นเศียรเกล้าเกศา
เชือดเนื้อเป็นเหยื่อแร้งกา ทั้งพวกสวาวานร
ตรัสพลางทางมีบรรหาร สั่งเสนามารชาญสมร
เร่งจัดโยธาพลากร กูจะไปราญรอนไพรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิรุญกาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ทหารชำนาญศึก เลือกล้วนห้าวฮึกแกล้วกล้า
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นเสือปลา ถือคาบศิลายืนยัน
เหล่าหนึ่งนั้นหน้าเป็นสิงโต ถือโล่แกว่งดาบดั่งจักรผัน
เหล่าหนึ่งหน้าหมียิงฟัน ถือธนูเกาทัณฑ์ลูกพิษ
หมู่หนึ่งหน้าเป็นแมวคราว ถือง้าวเงื้อง่าเหน็บกริช
หมู่หนึ่งหน้าแรดแผลงฤทธิ์ ถือตระบองบิดเหลือกตา
หมู่หนึ่งเป็นหน้ากาสร มือถือโตมรเงื้อง่า
หมู่หนึ่งหน้าเป็นหน้ากา ถือหอกละว้ากรีดกราย
ต่างตนกวัดแกว่งอาวุธ ฤทธิรุทรเพียงพลิกแผ่นดินหงาย
เตรียมทั้งรถแก้วแพรวพราย ไพร่นายคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี มาเข้าที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย วารีโปรยปรายหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ กลิ่นอาบซาบซ่านทั้งอินทรีย์
สนับเพลาเชิงงอนกระหนกหงส์ ภูษาทรงรายรูปราชสีห์
ชายไหวชายแครงเครือมณี ฉลององค์กำมะหยี่ดวงลอย
เกราะแก้วทับทรวงสังวาลวัลย์ ตาบทิศกุดั่นเฟื่องห้อย
ทองกรพาหุรัดประดับพลอย ธำมรงค์เพชรพร้อยพรายตา
มงกุฎกรรเจียกมุกดาหาร ห้อยพวงแก้วกาญจน์บุปผา
จับพระแสงศรสิทธิ์ฤทธา มาขึ้นรถทรงอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถณรงค์ กำกงเนาวรัตน์ประภัสสร
ดุมแปรกแอกงามสามงอน บุษบกอรชรบัลลังก์ลอย
รายรูปเทพนมประนมหัตถ์ ครุฑจับนาคหยัดสะบัดห้อย
เสาเก็จกาบประดับสลับพลอย ช่อฟ้าชดช้อยกระหนกบัน
เทียมด้วยไกรสรราชสีห์ สารถีขับเผ่นดั่งจักรผัน
เครื่องสูงพัดโบกทานตะวัน มยุรฉัตรรายชั้นธงทอง
กลองชนะกลองโยนแตรฝรั่ง เสียงดังโครมครึกกึกก้อง
พลมารหาญฮึกโห่ลำพอง เร่งกองพยุหบาตรยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ บัดนั้น ฝ่ายนนทสูรยักษา
เร่งรีบสินธพอาชา ข้ามมหาคงคาสมุทรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเมืองมัชชวารี ขุนมารผู้มีอัชฌาสัย
ลงจากหลังม้ามโนมัย เข้าในพระโรงอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ น้อมเกล้าประณตบทบงสุ์ องค์พญาตรีเมฆชาญสมร
ทูลว่าลงกาพระนคร มีพวกดัสกรมารอนราญ
คือลักษมณ์รามพี่น้องสองมนุษย์ คุมกระบี่ฤทธิรุทรทวยหาญ
เคี่ยวฆ่าสุริย์วงศ์พรหมาน บรรลัยลาญมากพ้นคณนา
องค์พระบิตุลายี่สิบกร เดือดร้อนเศร้าโทมนัสสา
ให้ข้ามาเชิญพระบาทา เสด็จไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังนนทสูรอสุรี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกาล
เหม่เหม่มนุษย์กับไอ้ลิง มาเย่อหยิ่งอาจองทะนงหาญ
ไม่เกรงศักดิ์สุริย์วงศ์พรหมาน กูจะผลาญให้ม้วยชีวัน
ว่าแล้วมีราชวาที สั่งมหาเสนีตัวขยัน
เร่งจัดอสุรกุมภัณฑ์ จะไปช่วยป้องกันลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวิรุญราชยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ชุลีลาแล้วรีบออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

๏ เกณฑ์หมู่จตุรงค์องอาจ เป็นกระบวนพยุหบาตรทัพใหญ่
ขุนช้างขี่ช้างระวางใน ถือขอปืนไฟหยัดยัน
ขุนม้าขี่ม้าถือหอก ควบขับกลับกลอกดั่งจักรผัน
ขุนรถเทียมเสือตัวฉกรรจ์ โลทันมือถือคทาธร
ขุนพลตรวจเตรียมพลยุทธ์ เลือกล้วนฤทธิรุทรดั่งไกรสร
ถือหอกดาบกำซาบโตมร พะเนินขอนฆ้อนเหล็กอลวน
ต่างตนประกวดอวดกล้า เต้นโลดเงื้อง่ากุลาหล
ยัดเยียดเพียบพื้นสุธาดล ทุกตนคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นรุ่งรางสางแสงพระรวี เสด็จมาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธาธารเกสร
สนับเพลาพื้นตาดเชิงงอน อุทุมพรภูษาท้องพัน
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์สังเวียนกระหนกคั่น
เกราะเพชรทับทรวงสังวาลวัลย์ ตาบทิศกุดั่นชิงดวง
พาหุรัดทองกรมังกรพด ธำมรงค์มรกตรุ้งร่วง
ทรงมหามงกุฎดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลกรรเจียกจร
ขัดคทาธรฤทธิรงค์ หัตถ์ขวานั้นทรงธนูศร
เสด็จจากอาสน์แก้วอลงกรณ์ บทจรมาขึ้นคชาธาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ช้างเอยช้างศึก สูงตระหง่านหาญฮึกกำลังหาญ
งวงคว้างาเสยลำพองพาล เท้าทะยานถีบฉัดสะบัดแทง
ชาติเชื้อคเชนทร์ฉัททันต์ โกญจนาทส่ายมันกวัดแกว่ง
ผูกเครื่องกุดั่นทับทิมแดง ข่ายกรองทองแย่งประดับพลอย
ชนักต้นสายสุคนธ์พรายแพรว จงกลแก้วสองหูพู่ห้อย
ควาญท้ายกรายขอรอคอย ขับย่างหย่างน้อยดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงริ้วทิวรายกระชิงฉัตร
หมู่พหลพลหาญเยียดยัด ขนัดกลองฆ้องขานอึงอล
โยธาโห่เร้าเอาฤกษ์ เอิกเกริกโลกากุลาหล
มืดคลุ้มชอุ่มบดบน เร่งพลข้ามฝั่งสมุทรไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ เดินโดยมรรคาพนาลี ร่วมแนววิถีทางใหญ่
พบทัพจักรวาลกรุงไกร ให้รอไว้แล้วยกตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวสัตลุงยักษา
เห็นทัพตรีเมฆอสุรา พญามารชื่นชมยินดี
ให้เร่งจตุรงค์ทวยหาญ แสนเสนามารยักษี
ข้ามทุ่งวุ้งป่าพนาลี เข้าในบุรีลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงตามซ้ายฝ่ายขวา
สองกษัตริย์พากันยาตรา มายังที่ท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นสหายรักร่วมชีวัน กับหลานขวัญมาก็ยินดี
ดั่งได้สมบัติพัสถาน องค์ท้าวมัฆวานเรืองศรี
เสด็จจากอาสน์แก้วรูจี มารับสองอสุรีผู้ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จูงกรพระสหายขึ้นร่วมอาสน์ อันโอภาสจำรัสพระเวหา
ถ้อยทียินดีปรีดา อสุราต่างนบนอบกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสุริย์วงศ์รังสรรค์
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมคัล องค์ท้าวทศกัณฐ์อสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวสัตลุงยักษี
เสด็จเหนืออาสน์แก้วรูจี จึ่งมีวาจาถามไป
อันข้าศึกซึ่งยกมารอนราญ ฤทธากล้าหาญเป็นไฉน
โยธีมากน้อยสักเท่าใด จึงอาจใจดูหมิ่นอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ฟังพระสหายถามมา จึ่งบัญชาตอบไปมิทันนาน
อันสงครามครั้งนี้นี่หนักนัก มนุษย์ฮึกฮักกล้าหาญ
ทรงศรฤทธิไกรดั่งไฟกาล ยากที่จะต้านทานกร
ทั้งโยธีก็มีฤทธิรุทร นับด้วยสมุทรไม่หยุดหย่อน
ไอ้พิเภกผู้น้องร่วมอุทร ก็ตัดรอนไปเข้าด้วยพวกภัย
สารพัดแยบยลกลศึก ที่ลํ้าลึกของเราก็บอกให้
สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ก็บรรลัย จนใจจึ่งให้ไปเชิญมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงยักษา
ได้ฟังทศกัณฐ์อสุรา พญามารจึ่งตอบวาที
ฉิฉะมนุษย์กับลิงดง มาดูหมิ่นสุริย์วงศ์ยักษี
ดีแล้วจะเป็นไรมี ครั้งนี้จะได้เห็นกัน
ถึงไพรีจะมีฤทธิรอน ด้วยธนูศิลป์ศรแลพระขรรค์
ไว้นักเราจะหักมัน หั่นเสียให้สิ้นทั้งทัพชัย
ถึงไอ้พิเภกอสุรา ก็จะจับมัดมาให้จงได้
พระสหายอย่าปรารมภ์ใจ ทำไมกับศึกเพียงนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษี
ได้ฟังดั่งทิพวารี มาโสรจสรงอินทรีย์ขุนมาร
สำรวลสรวลสันต์โสมนัส เริงร่าตบหัตถ์ฉัดฉาน
ครั้งนี้หมู่ราชภัยพาล จะแหลกลาญด้วยเดชสหายรัก
แล้วผันพักตร์มาตรัสจำนรรจา กับตรีเมฆนัดดาสิทธิศักดิ์
เจ้าผู้สุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ จะช่วยลุงคิดหักประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
นัดดาก็นับว่าชายชาญ สุริย์วงศ์พรหมานเรืองศรี
อันการสงครามแต่เพียงนี้ ใช่ที่จะเป็นกระไรมา
ถึงมาตรว่ามันจะมีฤทธิ์ ด้วยกำลังศรสิทธิ์แกล้วกล้า
มิให้เคืองใต้เบื้องบาทา จะขออาสาไปต่อตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ฟังราชนัดดาพาที ยินดีดั่งได้โสฬส
ลูบหลังแล้วมีประกาศิต เจ้าผู้ทรงฤทธิ์ดั่งเพลิงกรด
พ่อจงไว้ชื่อให้ลือยศ ปรากฏไปชั่วกัลปา
ตรัสแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
เร่งแต่งเครื่องต้นอันโอชา พร้อมทั้งสุราเมรัย
มาถวายทั้งสองสุริย์วงศ์ เลี้ยงพวกจตุรงค์น้อยใหญ่
ให้อิ่มหนำพร้อมกันสำราญใจ แต่ในเวลาบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงทิมดาบกรมวัง จึ่งสั่งนายเวรซ้ายขวา
ให้เขียนหมายโดยราชบัญชา สั่งวิเสทอสุรานอกใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น นายเวรกรมวังผู้ใหญ่
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจ ก็หมายไปตามสั่งเสนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนายวิเสทยักษี
แจ้งหมายจ่ายของเป็นโกลี เกณฑ์กันตามที่พนักงาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ วิเสทในก็แต่งเครื่องต้น เทียบทานสับสนอลหม่าน
พร้อมทั้งเมรัยชัยบาน ของคาวของหวานครบครัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางงานใช้คนขยัน
ยกเครื่องเนื่องแน่นตามกัน มาถวายกุมภัณฑ์เจ้าลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
จึ่งชวนพระสหายร่วมชีวา กับนัดดาเสวยสุราบาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ บัดนั้น นางกำนัลเยาวยอดสงสาร
ล้วนกล้องแกล้งแน่งน้อยนงพาล ก็เข้าหมอบอยู่งานอสุรี
ลางนางก็รินสุรา ถวายองค์พญายักษี
บ้างนั่งรำเพยพัชนี แส้ปรายกรายวีพญามาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ขับครวญ โหยหวนสำเนียงเสียงหวาน
ทุ้มเอกโอดพันบรรเลงลาน ดีดสีประสานจังหวะกัน
แล้วย้ายทำนองเป็นทองย้อย ขลุ่ยพลอยเพราะเพียงเพลงสวรรค์
กระจับปี่สีซอนี่นัน ประสานเสียงสนั่นจับใจ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

เบ้าหลุด

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำร่อน ทอดกรเยื้องกรายส่ายไหล่
แทรกเปลี่ยนเวียนวงกันไป คลอเคล้าเข้าใกล้พญามาร
แล้วซัดสองกรอ่อนชด กลายเป็นพระรถโยนสาร
ร่ายเรียงเคียงคู่ยุพาพาล ชำเลืองลานแลเหลือบเป็นที
แล้วกรายหัตถ์กระหวัดเบี่ยงบิด ใส่จริตเมียงม่ายชายหนี
งามละม่อมพร้อมพริ้มทุกนารี บำเรอเจ้าธานีลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทซ้ายขวา
เสร็จแต่งเอมโอชโภชนา ก็หาบหามเข้ามาตามกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตั้งเรียงเคียงไว้เป็นอันดับ แกล้มกับสำรับข้าวเหล้ากลั่น
ทั้งควายพล่าโคลาทอดมัน ช้างหันเกลื่อนกลาดดาษไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลโยธาน้อยใหญ่
ซึ่งมาแต่สองกรุงไกร นายไพร่ยินดีปรีดา
นั่งพร้อมล้อมกันทำที ดื่มอาหนีกินแกล้มหัวร่อร่า
โฉงเฉงร้องเพลงสักวา รำเต้นเล่นหน้าไม่สมประดี
บางหมู่กินเมาเหลือขนาด ด่าตีวิวาทกันอึงมี่
บ้างหยอกนางวิเสทอสุรี เสียดสีไขว่คว้าพัลวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เจ้ากรุงจักรวาลเขตขัณฑ์
กับตรีเมฆขุนมารชาญฉกรรจ์ เกษมสันต์เสวยโภชนา
พลางดูนางรำระบำใน ฤทัยแสนโสมนัสสา
เพลิดเพลินจำเริญวิญญาณ์ เสน่หารุมรึงตรึงใจ
กำหนัดในรูปรสเสียง พ่างเพียงไม่กลั้นฤดีได้
งวยงงหลงเคลิ้มสติไป ทั้งสองท่านไทอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เสร็จเสวยโภชนาสาลี จึ่งมีวาจาอันสุนทร
ครั้งนี้ตัวข้าจะสิ้นทุกข์ อยู่เย็นเป็นสุขสโมสร
ทั่วทั้งลงกาพระนคร ด้วยฤทธิรอนสหายรัก
กับพระนัดดาผู้ชัยชาญ จะเลื่องชื่อลือหาญทั้งไตรจักร
แต่ออกนามก็จะคร้ามกลัวนัก ควรเป็นหลักโลกโลกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงยักษา
ยิ้มพลางทางมีบัญชา ว่าแก่ตรีเมฆอสุรี
พรุ่งนี้เราจะยกออกราญรอน ต่อกรมนุษย์ทั้งสองศรี
ตัวเจ้าผู้เรืองฤทธี จงกรีธาประทับหลังไป
อย่าให้อริราชไภยัน มันตีตลบเข้ามาได้
ว่าแล้วสองกษัตริย์คลาไคล ไปยังทัพชัยอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
จงเตรียมจตุรงคโยธา โดยพยุห์ยกมาให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองเสนีคนขยัน
รับสั่งพระยากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ฝ่ายข้างจักรวาลก็ตรวจพล ฤทธิรณแกล้วหาญชาญสมร
ตั้งกระบวนจตุรงค์พลากร กุญชรรัถาพาชี
ล้วนเหล่าลำพองคะนองศึก ห้าวฮึกดั่งพญาราชสีห์
แต่ละตนรนร่านราวี ถือกระบี่ตรีทวนคทาวุธ
บ้างถือหอกดาบธนูปืน เพียบพื้นธรณีนับสมุทร
พวกมัชชวารีฤทธิรุทร ล้วนเหล่าพลยุทธ์ชายฉกรรจ์
เป็นทัพหลังรั้งท้ายทวยหาญ หมู่มารเหี้ยมแหงแข็งขัน
กรกุมอาวุธครบครัน คอยสองกุมภัณฑ์ยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สัตลุงตรีเมฆยักษา
ครั้นรุ่งแสงสีสุริยา เสด็จมาโสรจสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเครือวงเป็นหงส์บิน เชิงงอนโกมินต่างกัน
ภูษาต่างสีม่วงตอง ฉลุทองช่องกระจกกระหนกคั่น
ฉลององค์เกราะแก้วสังวาลวัลย์ รัดอกกุดั่นอลงกรณ์
ตาบทิศประดับมุกดาหาร ทับทรวงดวงประพาฬประภัสสร
พาหุรัดนพรัตน์อรชร ทองกรรูปวาสุกรีกราย
ทรงมหาธำมรงค์เรือนครุฑ มงกุฎแก้วสุรกานต์ฉานฉาย
กรรเจียกจรกุณฑลทับทิมพราย งามคล้ายเวสสุวัณทั้งสององค์
ต่างขัดคทาแล้วจับศร กรายกรย่างเยื้องดำเนินหงส์
พร้อมหมู่ทวยหาญจตุรงค์ เสด็จมาทรงรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงแล้วด้วยมุกดาหาร
เรือนแปรกแอกล้วนแก้วประพาฬ ธงฉานปักชูเฉลิมงอน
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันมือถือธนูศร
แผดเสียงสำทับขับจร พาเผ่นอัมพรดั่งลมพัด
ฝ่ายองค์ตรีเมฆอสุรา ทรงมหาหัสดินยืนหยัด
ร้ายกาจอาจศึกสันทัด เท้าฉัดกวัดแกว่งลำพอง
งวงคว้างาเสยส่ายมัน โกญจนาทสนั่นกึกก้อง
ผูกเครื่องกุดั่นดาวทอง ข่ายกรองปกหน้าสง่างาม
ประดับด้วยเครื่องสูงทั้งสองทัพ ธงชัยสำหรับออกสนาม
เสียงกลองก้องพงดงระนาม ทัพหลังยกตามกันรีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงซึ่งที่รณยุทธ์ ให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งเป็นสองกองลงไว้ คอยจะชิงชัยด้วยไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
ครั้นพลบคํ่าสิ้นแสงพระรวี ก็เข้าที่เหนือแท่นอลงการ์
พระพายชายพัดอ่อนอ่อน พากลิ่นเกสรบุปผา
หอมรื่นชื่นชวยรวยมา ซาบซ่านนาสาตลบไป
เรไรเรื่อยร้องก้องดง จักจั่นแซ่ส่งเสียงใส
ฟังเพราะเสนาะจับใจ ดั่งนางในประสานดนตรี
ให้วิเวกบรรเทาพระทัยทุกข์ ภูวไนยเป็นสุขเกษมศรี
น้ำฟ้าเย็นซาบอินทรีย์ พระจักรีสนิทนิทรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ จนพระสุริยาเรืองรอง แสงทองสว่างเวหา
ก็สระสรงทรงเครื่องอลงการ์ เสด็จออกยังหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมอัษฎาทศมงกุฎ วายุบุตรสุครีพทหารใหญ่
หมอบเฝ้าเดียรดาษกลาดไป ดั่งดาวล้อมแขไขในอัมพร
พอได้ยินสำเนียงโห่ร้อง สะเทือนก้องมรกตสิงขร
จึ่งมีบัญชาอันสุนทร ดูก่อนพิเภกอสุรา
ทัพใครยกมาในวันนี้ เสียงพลโห่มี่ทุกทิศา
จะเป็นทศกัณฐ์เจ้าลงกา หรืออสุราตนใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารภูวไนย ก็จับยามไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รู้แจ้งไม่แคลงในวิญญาณ์ อสุราประณตบทศรี
ทูลว่าทัพยกมาวันนี้ ใช่องค์อสุรีทศกัณฐ์
คือท้าวสัตลุงขุนมาร อยู่ยังจักรวาลเขตขัณฑ์
เป็นสหายรักร่วมชีวัน ขององค์กุมภัณฑ์เจ้าลงกา
กับลูกตรีเศียรอสุรี มีนามตรีเมฆยักษา
อยู่มัชชวารีพารา เป็นราชนัดดาพญามาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาน
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ จึ่งบรรหารสั่งลูกพระสุริยัน
จงเตรียมโยธาพลากร วานรฤทธิแรงแขงขัน
เราจะไปสังหารกุมภัณฑ์ ที่มันเป็นเสี้ยนธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
ก้มเกล้ารับสั่งพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่กระบินทร์วานรินราช เลือกล้วนองอาจแกล้วกล้า
แต่ละตนพื้นพงศ์เทวา เดชาดั่งดวงพระอาทิตย์
กำบังกายหายตัวก็ได้สิ้น เดินนํ้าดำดินไปดั่งจิต
บางหมู่อาจแผลงสำแดงฤทธิ์ ยื่นกรช้อนปลิดเอาเดือนดาว
บางหมู่สามารถจะเที่ยวจร ไปโดยอัมพรหนหาว
ข้ามทวีปชมพูอันกว้างยาว ก้าวไปพระเมรุบรรพต
พื้นพวกโดยเสด็จมาปราบยุค ทุกตนคงทนทรหด
หักศึกไม่รอท้อทด กลั้นอดห้าวหาญในการยุทธ์
ล้วนถือเครื่องสรรพสาตรา เงื้อง่ากวัดแกว่งอุตลุด
อึงมี่เพียงปัถพีทรุด คอยพระจักรภุชเสด็จจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์ชาญสมร
กับองค์อนุชาฤทธิรอน กรายกรมาที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง วารีเป็นละอองฝอยฝน
ลูบไล้เครื่องทิพย์เสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศชมพูนุท
ทรงสอดสนับเพลาเชิงงอน ปักเป็นมังกรเล่นสมุทร
ภูษาต่างสีเครือครุฑ ชายไหวห่วงยุดกับชายแครง
สอดใส่ฉลององค์ทรงประพาส เครือมาศฉลุลายแย่ง
ทับทรวงประดับเพชรแดง ตาบทิศลายแทงสังวาลวัลย์
ทองกรเป็นรูปมังกรพด พาหุรัดมรกตทับทิมคั่น
ธำมรงค์เพชรเหลืองเรือนสุบรรณ มงกุฎแก้วกุดั่นกรรเจียกจร
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้ทัด พระหัตถ์ทรงจับพระแสงศร
งามดั่งสุริยันกับจันทร กรายกรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถเวไชยันต์ กงกำกุดั่นอลงกต
แปรกแอกอ่อนงอนชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังรัตน์
บุษบกล้วนแล้วด้วยแก้วลาย รายรูปเทพนมประนมหัตถ์
ทั้งหกฟ้าราศีไม่มีทัด ควรองค์จักรพรรดิทรงจร
เทียมด้วยพาชีเทพบุตร ฤทธิรุทรยิ่งพญาไกรสร
พระอนุชานั่งหน้าประนมกร มาตุลีขับจรดั่งลมพาน
อภิรุมชุมสายรายรัด มยุรฉัตรบังแสงพระสุริย์ฉาน
แตรงอนแตรฝรั่งบรรเลงลาน ฆ้องขานกลองชนะอึงอล
ไชยามพวานโบกธงชัย พลไกรโห่ฮึกกุลาหล
สุริยันแจ่มแจ้งโพยมบน เร่งรถรีบร้นกันมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวสัตลุงยักษา
ยืนรถอยู่กลางมรรคา อสุราเหลือบแลแปรไป
เห็นมนุษย์ยกพวกพลากร โยธาวานรไม่นับได้
จึ่งสั่งเสนาผู้ร่วมใจ ให้เร่งพลไกรเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วิรุญกาสูรยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ก็ขับโยธีเข้าราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลมารชาญสมร
ต่างแผลงฤทธิไกรดั่งไฟฟอน เข้าตีทัพวานรวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างจุดมณฑกนกสับ ปล่อยทั้งปืนตับน้อยใหญ่
ควันตลบกลบแสงอโณทัย โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกวานรทัพหน้า
แยกพลออกรับเป็นปีกกา แล้วตีประดากระหนาบกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลมารตายยับนับสมุทร ด้วยกำลังฤทธิรุทรแข็งขัน
วานรไล่พิฆาตฟาดฟัน กุมภัณฑ์แตกตายไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพญาตรีเมฆยักษี
ยืนช้างอยู่กลางโยธี เห็นทัพธานีจักรวาล
แตกพ่ายตายยับซับซ้อน วานรไล่มาจนหน้าฉาน
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกาล ขุนมารประกาศด้วยวาจา
เหวยวิรุญราชกุมภัณฑ์ ขับกันเข้ารับที่กล้า
หุ้มเอาวานรที่ไล่มา ฆ่าเสียให้สิ้นทั้งทัพชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวิรุญราชทหารใหญ่
รับสั่งแล้ววิ่งวางไป ต้อนพวกพลไกรเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี โถมเข้าราวีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างฟันแทงแย้งยิงปืนยา นกสับคาบศิลาธนูศร
พุ่งซัดแหลนหลาวโตมร ตะลุมบอนรบรุกบุกบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่แข็งขัน
วิ่งผลุนหมุนเข้าประจัญ ตีกันกับทัพอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พลลิงไล่ชิงอาวุธ สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
หมู่มารตายแตกเป็นโกลา ไม่อาจรอหน้าวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงชาญสมร
กับพญาตรีเมฆฤทธิรอน เห็นหมู่นิกรกุมภัณฑ์
บ้างแตกบ้างตายไม่สมประดี อสุรีกริ้วโกรธตัวสั่น
ขับรถคชสารออกพร้อมกัน เข้าไล่โรมรันกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สัตลุงพุ่งด้วยโตมร วานรตายยับไม่นับได้
ตรีเมฆไสพญาคชไกร ถีบแทงวุ่นไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานทหารกล้า
เห็นสองยักษ์ไล่หักเข้ามา เข่นฆ่าวานรแหลกลาญ
สองนายกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ มือคันเขม้นจะสังหาร
กวัดแกว่งอาวุธดั่งไฟกาล โลดโผนโจนทะยานเข้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สุครีพปีนงากุญชร กรแกว่งพระขรรค์ชัยศรี
หนุมานขึ้นรถอสุรี แทงต้องสารถีบรรลัยลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสัตลุงใจหาญ
กับพญาตรีเมฆชัยชาญ ขุนมารรับสองวานร
สัตลุงตีต้องวายุบุตร ด้วยกำลังฤทธิรุทรชาญสมร
ตรีเมฆตีลูกพระทินกร ด้วยคันศรทรงอันศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานทหารกล้า
รับกรรอนราญอสุรา กลับกลอกไปมาว่องไว
หนุมานโถมถีบรถทรง ยับลงไม่ทานกำลังได้
สุครีพหักคอคชไกร ขาดใจล้มลงพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สัตลุงตรีเมฆแข็งขัน
เสียเชิงเสียทีโรมรัน กุมภัณฑ์ตกรถคชชา
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ต่างจับศรสาตร์เงื้อง่า
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา อสุราผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องหมู่โยธาวานร ตายยับซับซ้อนอกนิษฐ์
วิ่งแยกแตกหนีไปทั่วทิศ หมู่มารไล่ติดตามตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามทรงสวัสดิ์รัศมี
กับพระอนุชาร่วมชีวี เห็นศรสองยักษีแผลงมา
ต้องหมู่โยธาพานรินทร์ ตายดิ้นเกลื่อนกลาดดาษป่า
สองพระองค์ผู้ทรงศักดา จับศรเงื้อง่าแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องหมู่จตุรงค์ทั้งสองทัพ ล้มตายย่อยยับไม่นับได้
ศรทรงพระตรีภูวไนย ไปต้องสัตลุงอสุรี
อันศรพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ ต้ององค์ตรีเมฆยักษี
ล้มลงกับพื้นปัถพี ด้วยฤทธีสองกษัตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สัตลุงตรีเมฆยักษา
ต้องศรเจ็บชํ้าทั้งกายา ดั่งว่าจะม้วยชีวัน
สองยักษ์ยอกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศรังสรรค์
ดำรงกายแข็งใจขบฟัน กุมภัณฑ์ร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็เป่าลง ลูบไล้ทั่วองค์ยักษี
ศรนั้นก็หยุดจากอินทรีย์ อสุรีกริ้วโกรธโกรธา
ตาแดงดั่งแสงไฟพราย ชักศรพาดสายเงื้อง่า
หมายมุ่งทั้งสองกษัตรา ยักษาก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ศรท้าวสัตลุงฤทธิรงค์ เป็นอาวุธตกลงไม่นับได้
ศรตรีเมฆมารชาญชัย บังเกิดเป็นไฟบรรลัยกัลป์
ไหม้ล้อมโยธาวานร ร้อนแรงยิ่งแสงสุริย์ฉัน
บังหวนเปลวกลุ้มประชุมควัน ด้วยฤทธิ์กุมภัณฑ์ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
เห็นสองยักษ์ผาดแผลงศรมา เป็นเพลิงแรงแสงกล้าอาวุธ
เกลื่อนกลาดในกลางโยธี กระบี่วิ่งวุ่นอุตลุด
พระลักษมณ์กับองค์พระจักรภุช จับศรฤทธิรุทรพร้อมกัน
พาดสายหมายมุ่งจะสังหาร สองมารให้ม้วยอาสัญ
งามดั่งสุริยากับพระจันทร์ ทรงธรรม์แผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ศรศักดิ์พระลักษมณ์ฤทธิรณ บันดาลเป็นฝนแสนห่า
ตกลงดับไฟที่ไหม้มา แล้วต้องโยธาพลมาร
ตายสิ้นทั้งสองทัพยักษ์ ด้วยกำลังสิทธิศักดิ์แกล้วหาญ
พรหมาสตร์สมเด็จพระอวตาร มล้างอาวุธมารละเอียดไป
บรรดาวานรที่มรณา กลับรอดชีวาขึ้นมาได้
แล้วต้องท้าวสัตลุงบรรลัย ด้วยฤทธิไกรพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พญาตรีเมฆยักษี
เห็นท้าวสัตลุงอสุรี สุดสิ้นชีวีวายปราณ
ทั้งหมู่ม้ารถคชชา แสนสุรเสนาทวยหาญ
ผู้เดียวสุดที่จะต้านทาน ขุนมารหวาดหวั่นพรั่นใจ
ให้อาลัยเสียดายชีวิต จะอยู่ต่อฤทธิ์เห็นไม่ได้
จำเป็นตัวกูจะหนีไป ให้พ้นภัยมนุษย์อันศักดา
คิดแล้วยอกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศนาถา
สำรวมจิตอ่านเวทวิทยา อสุรากำบังอินทรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็เงาหาย แลไม่เห็นกายยักษี
ก็ชำแรกแทรกพื้นปัถพี หนีไปยังใต้บาดาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งนาคพิภพ อันเลิศลบกว้างใหญ่ไพศาล
เข้ายังพระโรงรัตน์ชัชวาล เห็นองค์พญากาลนาคา
นั่งลงแล้วกล่าวสุนทร ดูก่อนท่านผู้ฤทธิ์กล้า
ตัวเราหนีศรพระรามา หวังว่าจะให้รอดชีวี
จะขออาศัยอยู่ด้วย จงช่วยชีวิตยักษี
ท่านได้เมตตาปรานี คุณนั้นพ้นที่จะคณนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญานาคผู้มียศถา
ฟังความออกนามพระจักรา ให้สยองโลมาทุกเส้นไป
จึ่งว่าดูก่อนขุนมาร ตัวท่านไม่แจ้งหรือไฉน
อันซึ่งพระรามฤทธิไกร ภูวไนยคือองค์พระทรงครุฑ
เทเวศเชิญให้อวตาร จากสถานวารีกระษีร์สมุทร
ทรงศรสามเล่มเป็นอาวุธ จะปราบทุจริตในโลกา
เหตุใดจึ่งไปต่อฤทธิ์ ด้วยพระจักรกฤษณ์นาถา
ผู้ทรงสุรภาพเดชา เป็นมหาจรรโลงธาตรี
อันซึ่งตัวท่านจะหนีศร ลงมาเร้นซ่อนอยู่ที่นี่
จะพากันม้วยชีวี อสุรีจงไปอย่าได้ช้า ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังพญากาลนาคา อุราร้อนรุมดั่งสุมไฟ
แสนทุกข์แสนเทวษยิ่งนัก ขุนยักษ์ทอดถอนใจใหญ่
แล้ววอนว่าตัวข้าหนีภัย ตั้งใจลงมาในครั้งนี้
หวังจะให้พ้นความตาย ฝากกายอยู่ด้วยที่นี่
เมื่อมิเอาไว้ในธานี ข้านี้จะขออำลา
ที่ใดเห็นพอจะเร้นซ่อน พ้นศรพระรามมาตามฆ่า
ท่านจงบอกด้วยช่วยเมตตา เหมือนว่าให้ชีพชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากาลนาคเรืองศรี
ได้ฟังวาจาอสุรี พาทีรำพันอ้อนวอน
ในจิตให้คิดกรุณา จึ่งว่าตัวท่านจะหนีศร
ขององค์สมเด็จพระสี่กร จงนิมิตเข้าซ่อนในเมล็ดทราย
ท้องสมุทรเนินเขาจักรวาล ที่หาดแก้วสุรกานต์ฉานฉาย
เห็นจะพ้นพรหมาสตร์พระนารายณ์ รอดจากความตายในครั้งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสิทธิศักดิ์ยักษี
ได้ฟังพญากาลนาคี มีความยินดีปรีดา
จึ่งว่าซึ่งบอกก็ขอบคุณ จะเป็นบุญสนองไปภายหน้า
ตัวข้าจะขออำลา ว่าแล้วอสุราก็รีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงก็แหวกชลธาร แทบเนินจักรวาลเขาใหญ่
ลงยังพ่างพื้นสมุทรไท สะกดใจร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เดชะอาคมอันศักดา บันดาลกายายักษี
เล็กเข้าเท่าละอองธุลี อสุรีเข้าอยู่ในเมล็ดทราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ