สมุดไทยเล่มที่ ๕๕

๏ บัดนั้น ฝ่ายพญาพิเภกยักษี
นำหมู่วานรโยธี ไปยังที่ป่าอัมพวัน
ลดเลี้ยวเที่ยวเก็บผลาผล จนสิ้นซึ่งแสงสุริย์ฉัน
ได้เต็มหาบคอนด้วยกัน กุมภัณฑ์ก็พากันกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เดินโดยมรรคาพนาเวศ ให้กระเหม่นนัยน์เนตรเบื้องขวา
หวาดหวั่นไปทั้งกายา อสุราก็รีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงที่ทัพชัย ในเนินมรกตสิงขร
ไปยังพลับพลาพระสี่กร เห็นแต่วานรที่เฝ้านั้น
พากันนั่งเจ่าเหงาอยู่ ดูไม่มีความเกษมสันต์
ถามว่าพระองค์ทรงสุบรรณ วันนี้เสด็จไปแห่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งขุนวานรนายใหญ่
ยอกรชุลีแล้วบอกไป ตามในเหตุผลแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
แจ้งข่าวเร่าร้อนในอุรา ดั่งว่าจะสี้นชีวัน
บรรดาพลลิงทั้งหลาย ตกใจวุ่นวายตัวสั่น
ทิ้งหาบทิ้งคอนเสียพร้อมกัน กุมภัณฑ์พารีบตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เดินมาในราตรีกาล โดยสถานวิถีทางใหญ่
ให้เย็นเชียบเงียบเหงาเปล่าใจ จนใกล้ทัพชัยพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นมาถึงที่สนามรบ พบพวกนิกรกระบี่ศรี
ตายยับทับกันไม่สมประดี เกลื่อนกลาดกับที่สุธาธาร
แล้วเห็นหนุมานฤทธิรอน นอนทับซึ่งเศียรคชสาร
กลิ้งอยู่กับพื้นดินดาน ขุนมารยิ่งตกใจนัก
เอะไฉนฉะนี้วายุบุตร ฤทธิรุทรปราบได้ทั้งไตรจักร
มาล้มอยู่ดูดั่งทรลักษณ์ ตายด้วยปรปักษ์ปัจจามิตร
แล้วคิดได้ว่าหนุมานนี้ อันจะสิ้นชีวีนั้นเห็นผิด
ด้วยเป็นลูกพระพายเรืองฤทธิ์ ชะรอยว่าต้องพิษสลบไป
แม้นลมพัดสัมผัสกายา ก็จะฟื้นชีวาขึ้นมาได้
คิดแล้วก็รีบคลาไคล มายังที่ใกล้วานร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ นั่งลงพิศพักตร์หนุมาน กิริยาห้าวหาญชาญสมร
ตาแดงดั่งแสงรวีวร กรกุมตรีเพชรอันศักดา
ท่วงทีดั่งหนึ่งจะเผ่นโผน โจนเข้าสัประยุทธ์ยักษา
มิเสียทีเป็นยอดโยธา ล้มแล้วยังว่าไว้ยศ
คิดพลางยอกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้หมู่เทเวศทั้งปวงหมด
ทุกชั้นฟ้าพรหมาโสฬส กำหนดร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็เป่าลง ให้ตรงเข้าปากกระบี่ศรี
ลมแล่นทั่วทั้งอินทรีย์ อสุรีก็เรียกวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ครั้นพระพายพัดเข้าในอุทร พิษศรก็เสื่อมหายไป
ทั้งแว่วสำเนียงพาที ขุนกระบี่ก็ฟื้นขึ้นมาได้
แลเห็นพิเภกก็ดีใจ ลุกขึ้นนั่งไหว้อสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
จึ่งมีสุนทรวาจา ถามว่าดูกรขุนกบินทร์
เหตุใดมาเป็นดั่งนี้ ให้กระบี่ล้มตายหมดสิ้น
เกลื่อนกลาดดาษไปทั้งแผ่นดิน ด้วยมือไพรินอันสาธารณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังพิเภกขุนมาร ก็แจ้งการทั้งปวงแต่ต้นไป
ซึ่งข้าเสียทีทั้งนี้ จะแพ้ฤทธิ์อสุรีนั้นหาไม่
ด้วยองค์อินทราสุราลัย ทรงคชไกรเอราวัณ
มาลอยอยู่ในเมฆา พร้อมหมู่เทวานางสวรรค์
ขับร้องฟ้อนรำระบำบัน ดีดสีสนั่นทั้งอัมพร
พระอนุชางวยงงหลงประมาท เทวราชก็แผลงธนูศร
ต้องน้องสมเด็จพระสี่กร ทั้งสิบแปดวานรก็วายปราณ
ฝ่ายฝูงบริวารเทพบุตร ก็พุ่งซัดอาวุธมาสังหาร
กระบี่พลไกรบรรลัยลาญ มัฆวานทำได้ถึงเพียงนี้
ตัวข้าน้อยใจเป็นสุดคิด หมายมล้างชีวิตโกสีย์
โลดโผนโจนขึ้นราวี หักคอหัตถีเอราวัณ
เธอตีด้วยคันศรทรง ตกลงปิ้มชีพอาสัญ
หากว่าท่านมาแก้ทัน คุณนั้นเป็นพ้นพรรณนา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา ใช่องค์อินทราผู้เรืองฤทธิ์
อินทรชิตมันทำอุบาย แปลงกายเป็นท้าวโกสิต
มิให้รู้ว่าปัจจามิตร จะลวงมล้างชีวิตให้บรรลัย
ทำศึกหรือไม่ระวังตน ให้เสียกลมันก็เป็นได้
ไพร่นายตายยับทั้งทัพชัย น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
ว่าแล้วก็พาหนุมาน กับพวกบริวารกระบี่ศรี
ฝ่าศพวานรโยธี อสุรีก็รีบบทจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ แลไปในที่รณรงค์ เห็นพระหริวงศ์ทรงศร
กอดองค์อนุชาฤทธิรอน อนาถนอนเหนือพื้นดินดาน
ตกใจดั่งพระกาลชาญฤทธิ์ มามล้างชีวิตสังขาร
ก็เข้าไปใกล้องค์พระอวตาร กับด้วยหนุมานผู้ศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สองนายนั่งลงแทบเบื้องบาท พระตรีภูวนาถนาถา
ฝ่ายพญาพิเภกอสุรา กอดบาทเบื้องขวาพระจักรี
วายุบุตรกอดข้อพระบาทซ้าย องค์พระนารายณ์เรืองศรี
แสนทุกข์แสนเทวษแสนทวี ก็โศกีครวญครํ่ารำพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้

๏ พิเภกว่าโอ้พระจักรกฤษณ์ บุญฤทธิ์แผ่ทั่วสรวงสวรรค์
ร่มเกล้านักสิทธ์เทวัญ ดั่งฉัตรแก้วกั้นโลกา
ควรหรือมาล้มกับดินดอน อนาถนอนกอดองค์กนิษฐา
พระกายติดธุลีเวทนา ดั่งว่าสาธารณ์ทรลักษณ์
หนุมานว่าโอ้พระหริวงศ์ ทรงเดชปราบได้ทั้งไตรจักร
ยอดกษัตริย์ประเสริฐเลิศนัก เป็นหลักโลกาสุธาธาร
ไฉนมาสลบทับกันอยู่ ดั่งท่อนทองทั้งคู่น่าสงสาร
ติดละอองต้องลมรำเพยพาน ทรมานนํ้าค้างที่กลางทราย
พิเภกว่าโอ้พระอนุชา มาต้องศรอสุราน่าใจหาย
ทั้งนี้เพราะไม่ระวังกาย จึ่งแพ้ยักษ์แสนร้ายถึงสามครั้ง
จะหาไหนได้เหมือนพระสุริย์วงศ์ ซื่อสัตย์ต่อองค์พระทรงสังข์
สุจริตไม่คิดแก่ชีวัง ตั้งหน้าอาสาจนวายปราณ
วายุบุตรว่าโอ้ครั้งนี้ เสียทีเป็นยอดทหารหาญ
น้อยใจพ้นที่จะประมาณ มาทำการให้ขายพระบาทา
จนพระร่มโพธิ์ทองต้องอนาถ แม้นสิ้นชีวาตม์เสียดีกว่า
สองนายรํ่าพลางทางโศกา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายชมพูพานกระบี่ศรี
กับหมู่วานรโยธี แว่วเสียงโศกีสองนาย
ทั้งต้องละอองน้ำค้าง ก็สระสร่างความโศกเสื่อมหาย
ต่างตนต่างรู้สึกกาย ทั้งไพร่นายก็ฟื้นขึ้นมา
แลเห็นหนุมานชาญณรงค์ พิเภกสุริย์วงศ์ยักษา
ต่างตนยินดีปรีดา ดั่งว่าได้ทิพย์วารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
กับวายุบุตรผู้ฤทธี คลายที่โศกาจาบัลย์
ก็ช่วยกันนวดฟั้นคั้นบาท พระนารายณ์ธิราชรังสรรค์
แล้วปลุกพระองค์ทรงธรรม์ ด้วยวาจาอันสุนทร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถทรงศร
แว่วเสียงอสุราวานร พระสี่กรค่อยได้สติมา
ลมระบายหายใจที่ขัดข้อง ก็เดินได้โดยคลองนาสา
ลืมเนตรขึ้นเห็นอสุรา กับวายุบุตรวุฒิไกร
ความโศกนั้นค่อยระงับลง ก็ดำรงกายขึ้นได้
จึ่งมีบัญชาถามไป เป็นไฉนพิเภกอสุรี
อันองค์พระลักษมณ์อนุชา กับหมู่โยธากระบี่ศรี
ต้องศรสุดสิ้นชีวี ครั้งนี้เราเห็นประหลาดนัก
ด้วยเอราวัณหัสดิน ขององค์อมรินทร์ทรงจักร
เหตุใดจึ่งได้มากับยักษ์ แล้วคอหักสุดสิ้นชีวา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราสนองพจมาน
ช้างนี้คือช้างนิมิต ขององค์อินทรชิตใจหาญ
ตัวมันแปลงเป็นมัฆวาน คิดการโดยกลมาชิงชัย
อันศรเล่มนี้ชื่อพรหมาสตร์ พระสยมภูวนาถประสาทให้
มีอานุภาพเกรียงไกร ปราบได้ทั้งไตรโลกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังพิเภกอสุรา ผ่านฟ้าจึ่งมีโองการ
อันองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน กับหมู่วานรทวยหาญ
ซึ่งต้องศรมันวายปราณ จะแก้ไขคิดอ่านประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบทูลสนองไป อันยาแก้ศรชัยอสุรี
ข้าบาทก็แจ้งประจักษ์อยู่ แต่ไม่รอบรู้ถ้วนถี่
เหมือนชมพูพานเสนี พระศุลีได้ใช้ให้ตรวจยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายชมพูพานใจกล้า
น้อมเศียรกราบบาทพระจักรา วานรก็ทูลสนองไป
อันพญาพิเภกกุมภัณฑ์ กราบทูลมานั้นหาเท็จไม่
เมื่อข้ายังเป็นข้าใช้ อยู่ใต้เบื้องบาทพระศุลี
พระองค์ให้ไปตรวจตรา สรรพยาในทวีปทั้งสี่
อันยาแก้พรหมาสตร์อสุรี มีอยู่ยังเขาอาวุธ
ในบุพพวิเท่ห์ทวีปใหญ่ วิถีนั้นไกลเป็นที่สุด
แล้วมีจักรกรดฤทธิรุทร พัดอยู่ไม่หยุดสักเวลา
แม้นใครเข้าไปที่เขานั้น ก็บรรลัยด้วยจักรคมกล้า
อันในโองการเจ้าโลกา ถ้าองค์นารายณ์อวตาร
มาเป็นพระรามสุริย์วงศ์ ในพงศ์อยุธยามหาศาล
พระน้องต้องศรขุนมาร จึ่งให้ทหารฤทธิรุทร
ชื่อว่าหนุมานชาญณรงค์ ลูกองค์พระพายเทวบุตร
ไปยังภูผาอาวุธ จักรนั้นจะหยุดด้วยฤทธี
จึ่งเอาโอสถพระอิศรา มาแก้พรหมาสตร์ยักษี
พระลักษมณ์ก็จะคืนชีวี ทั้งพวกกระบี่พลากร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์ทรงศร
ฟังชมพูพานพานร ภูธรจึ่งมีบัญชา
ดูกรคำแหงวายุบุตร ท่านผู้ฤทธิรุทรแกล้วกล้า
จงรีบเร็วไปด้วยศักดา ยังมหาอาวุธคีรี
เอายามาแก้พระลักษมณ์ ซึ่งต้องศรศักดิ์ยักษี
กับหมู่วานรโยธี ให้ทันในราตรีกาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพระอวตาร ชุลีลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งยอกรขึ้นอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถนาถา
หลับเนตรบริกรรมภาวนา นิมิตกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ให้เท่าบรมพรหเมศ เรืองเดชโอภาสประภัสสร
ถีบทะยานผ่านขึ้นยังอัมพร เหาะร่อนมาด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รวดเร็วดั่งกำลังลมพัด รีบรัดมาโดยเวหา
ดั้นหมอกออกกลีบเมฆา ไม่ทันพริบตานาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลอยอยู่บนอัมพร วานรดูยอดคีรีศรี
เห็นซึ่งจักรกรดพระศุลี หยุดอยู่กับที่ไม่หันไป
ขุนกระบี่สำคัญมั่นคง ก็ตรงลงยังยอดเขาใหญ่
ด้วยกำลังฤทธีเกรียงไกร เสียงสนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทเวศพร้อมหน้า
ซึ่งอยู่รักษาสรรพยา ของพระอิศราธิบดี
ได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ไหวหวั่นไปทั่วคีรีศรี
ตกใจตะลึงทั้งอินทรีย์ แลไปที่ยอดบรรพต
จึ่งเห็นวานรผู้มีฤทธิ์ ขาวผ่องชวลิตทั้งกายหมด
เขี้ยวแก้วกุณฑลช้อยชด กำหนดได้ด้วยปรีชา
รู้ว่านารายณ์อวตาร มาปราบพวกพาลยักษา
ชะรอยจะใช้มาเก็บยา แก้ศรอสุราสาธารณ์
คิดแล้วร้องถามไปทันที เหวยขุนกระบี่ใจหาญ
มาไยไม่กลัววายปราณ ต้องการประสงค์สิ่งใด ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังจึ่งตอบคำไป ว่าพระภูวไนยสี่กร
มาทำสงครามกับทศพักตร์ พระลักษมณ์อนุชานั้นต้องศร
พรหมาสตร์อินทรชิตฤทธิรอน ภูธรตรัสใช้ให้เรามา
เอายานี้ไปแก้พิษ น้องพระจักรกฤษณ์นาถา
โดยเทวราชบัญชา องค์เจ้าโลกาประสาทไว้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งหมู่เทวาน้อยใหญ่
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจ เทพไทจึ่งตอบวาที
พระนารายณ์ใช้มาเอาโอสถ ยังยอดบรรพตคีรีศรี
แก้ซึ่งพิษศรอสุรี ก็ต้องที่โองการเจ้าโลกา
แต่ว่าจำเพาะประสาทไว้ ให้ยกไปทั้งภูผา
จะเด็ดถอนไม่ได้ดั่งจินดา วานรจงช้อนเอาบรรพต
ตัวเราเหล่าเทพเทวัญ อันอยู่รักษาโอสถ
จะตามไปเฝ้าองค์พระทรงยศ แล้วจะพาบรรพตกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ก็ผาดแผลงสำแดงฤทธา เข้าช้อนภูผาอาวุธ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยกได้ใส่บ่าแล้วพาจร ขึ้นยังอัมพรอันสูงสุด
เหาะมาด้วยกำลังฤทธิรุทร เทวบุตรก็ช่วยพยุงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงที่รบก็ยินดี ขุนกระบี่จะวางภูเขาใหญ่
ไม่ลงยังดินก็กินใจ จึ่งถามเทพไทผู้ศักดา
ดูกรท่านภูมิเทเวศ เหตุใดอาวุธภูผา
จะวางพ่างพื้นพสุธา จึ่งไม่ลงมาดั่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวัญรักษาคีรีศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ดูกรกระบี่ผู้มีฤทธิ์
เขานี้พระสยมภูวนาถ พระบาทบัญชาประกาศิต
ประสาทยาไว้แก้ชีวิต พวกพระจักรกฤษณ์ผู้ทรงครุฑ
อันซึ่งลงกาทวีปนี้ เป็นที่เกาะน้อยลอยสมุทร
ไม่ควรจะตั้งเขาอาวุธ อันบริสุทธิ์สถาวร
ตัวท่านผู้มีฤทธิรงค์ จงพาเอาทิพย์สิงขร
ไปอยู่ที่ทิศอุดร ให้พระพายพัดอ่อนรวยมา
พาเอากลิ่นยาไปต้อง น้องพระหริรักษ์นาถา
ทั้งพวกวานรโยธา ก็จะคืนชีวาไม่ยากใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังวาจาเทพไท ก็พาเขาลอยไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ กลิ่นยาฟุ้งมาต้ององค์ พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ทั้งหมู่วานรเสนี ก็คืนชีวีขึ้นพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
องคตกับลูกพระสุริยัน ทั้งพวกพลขันธ์วานร
ครั้นฟื้นคืนสมประดีมา เห็นพระจักราทรงศร
ต่างตนลุกจากดินดอน ยอกรหมอบเฝ้าด้วยยินดี
พระลักษมณ์กอดข้อพระบาท พระเชษฐาธิราชเรืองศรี
ทูลว่าสงครามครั้งนี้ ใช่พวกอสุรีพาลา
คือท้าวโกสิตฤทธิไกร เป็นใจไปเข้าด้วยยักษา
ทรงเอราวัณเหาะมา พร้อมหมู่เทวาบริวาร
มีทั้งนางเทพอัปสร รำฟ้อนจำเรียงเสียงหวาน
เลื่อนลอยอยู่ในคัคนานต์ คิดว่าใช่พาลปัจจามิตร
น้องนี้งวยงงหลงประมาท เทวราชจึ่งวางศรสิทธิ์
ต้องข้าสุดสิ้นชีวิต หากพระทรงฤทธิ์มาแก้ทัน
ความแค้นจะขอยกไป ชิงชัยให้ถึงเมืองสวรรค์
ฆ่าเสียทั้งหมู่เทวัญ พระทรงสุบรรณจงเมตตา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา ใช่องค์อินทราสุราฤทธิ์
อินทรชิตมันแกล้งอุบายกล แปลงตนเป็นท้าวโกสิต
เจ้าจึ่งเสียทีปัจจามิตร อย่าคิดโกรธาหัสนัยน์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น เทวารักษาเขาใหญ่
เห็นพระลักษมณ์ฟื้นขึ้นก็ดีใจ จึ่งแซ่ซ้องอวยชัยให้พร
สองพระองค์จงทรงศักดาฤทธิ์ มีเดชชวลิตด้วยแสงศร
ปราบหมู่อาสัตย์ดัสกร ที่มันราญรอนธาตรี
ให้เย็นดั่งฉัตรแก้วกั้นเกศ นักสิทธ์เทเวศทุกราศี
สองกษัตริย์จงอยู่สวัสดี ตัวข้าทั้งนี้จะขอลา
ไปอยู่รักษาโอสถ ตามกำหนดพระอิศวรนาถา
ว่าแล้วก็พาบรรพตา เหาะเลื่อนลอยมาในอัมพร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นเทวาอวยชัยให้พร แล้วพาสิงขรกลับไป
มีความแสนโสมนัสนัก ผิวพักตร์ดั่งดวงแขไข
จึ่งชวนพระอนุชาผู้ร่วมใจ ขึ้นพิชัยรถรัตนา
พร้อมหมู่เสนาวานร พวกพลนิกรซ้ายขวา
ให้เลิกทัพกลับเข้าพลับพลา โห่สนั่นลั่นฟ้าธรณี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นเวลามัชฌิมราตรี ก็เข้าที่เหนือแท่นอลงกรณ์
แสนสุขด้วยสมอารมณ์ถวิล ฤดีดิ้นถึงสีดาดวงสมร
พรุ่งนี้ตัวกูจะบทจร ไปรับองค์บังอรเข้ามา
ตั้งให้เป็นปิ่นอนงค์นาง แสนสาวสุรางค์ซ้ายขวา
ร่วมเศวตฉัตรอลงการ์ ร่วมที่ไสยาพรายพรรณ
ร่วมสวาทร่วมเรียงเคียงเขนย ร่วมเชยชิดโฉมประโลมขวัญ
แต่ใหลหลงบ่นเพ้อรำพัน ไม่เป็นอันสนิทนิทรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ พอได้ยินสำเนียงเสียงโห่ฮึก ก้องกึกทั่วทิศทิศา
ดั่งข้าศึกยกหักเข้ามา อสุราตระหนกตกใจ
เอะไฉนไอ้พวกไพริน ตายสิ้นแล้วเป็นขึ้นมาได้
อัศจรรย์พ้นพรรณนาไป เหตุใดมาเป็นดั่งนี้
ให้บันดาลร่านร้อนปานศรพิษ ปักทรวงดวงจิตยักษี
อารมณ์ไม่เป็นสมประดี ผุดลุกจากที่ไสยา
จึ่งเรียกฝูงนางกำนัล แสนหมื่นหกพันพร้อมหน้า
ก็เสด็จยุรยาตรคลาดคลา มายังปราสาทอินทรชิต ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งเห็นลูกรัก ยอกรก่ายพักตร์หลับสนิท
อยู่เหนือแท่นแก้วชวลิต โกรธดั่งเพลิงพิษมาจ่อใจ
กระทืบบาทสิบปากร้องเรียก เสียงเพรียกกึกก้องหวั่นไหว
ข้าศึกไม่ม้วยบรรลัย เป็นไฉนมาหลับอยู่ดั่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
แว่วเสียงสำเนียงโกลี อสุรีตื่นจากนิทรา
ลืมเนตรเหลือบแลเห็นองค์ พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
ตกใจผุดลุกลงมา กราบกับบาทาพญามาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรผู้ปรีชาหาญ
เสด็จเหนือแท่นรัตน์ชัชวาล แล้วมีโองการตรัสไป
ได้ยินสำเนียงโห่ร้อง กึกก้องฟากฟ้าดินไหว
ชะรอยไพรีที่บรรลัย กลับได้ชีวิตคืนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราตกใจตะลึงคิด
ให้เร่าร้อนดั่งนอนในเพลิงกาล จึ่งสนองพจมานประกาศิต
ซึ่งไพรีกลับรอดชีวิต ลูกคิดเห็นผิดประหลาดนัก
อันศรพรหมาสตร์เล่มนี้ ฤทธีปราบได้ทั้งไตรจักร
ชะรอยพิเภกขุนยักษ์ ทรลักษณ์มันบอกให้แก้กัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตตัวขยัน
เห็นข้าศึกไม่ม้วยชีวัน โห่ร้องสนั่นสุธาธาร
ความกลัวตกใจเป็นสุดคิด เพียงสิ้นชีวิตสังขาร
สองนายก็ขึ้นอาชาชาญ ขับทะยานเข้ายังลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งราชนิเวศน์ แจ้งเหตุว่าท้าวยักษา
เสด็จอยู่ปราสาทพระลูกยา อสุราก็รีบตามไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งลงตรงพักตร์พญามาร สองนายกราบกรานบังคมไหว้
ทูลว่าพระลักษมณ์กับลิงไพร ซึ่งบรรลัยด้วยศรพระโอรส
พระรามมาร้องไห้รักกัน กับพลทั้งนั้นก็ตายหมด
ภายหลังพิเภกผู้ทรยศ มากำสรดรํ่ารักพระรามา
บัดเดี๋ยวมนุษย์ผู้พี่ กับพวกโยธีกระบี่ป่า
กลับฟื้นคืนรอดชีวา ตัวข้านี้แลดูไป
จึ่งเห็นคำแหงหนุมาน เหาะทะยานแบกเอาภูเขาใหญ่
มาแต่ทักษิณด้วยฤทธิไกร พระลักษมณ์ก็ได้สมประดี
สิ้นทั้งโยธาพลากร วานรโห่ร้องอึงมี่
บัดนี้เลิกหมู่โยธี ไปที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษา
ฟังแจ้งไม่แคลงวิญญาณ์ จึ่งมีบัญชาตรัสไป
ดูกรอินทรชิตลูกรัก ดวงจักษุพ่อพิสมัย
เจ้าผู้ทรงฤทธิ์เกรียงไกร ปราบได้ถึงชั้นโสฬส
บัดนี้ไพรีซึ่งมรณา ก็กลับเป็นมาได้หมด
ศัตรูอาจองทะนงยศ โอรสจะคิดฉันใดดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
น้อมเศียรสนองพระวาที อันศึกครั้งนี้บังอาจนัก
พร้อมทั้งกำลังโยธา ฤทธิ์เดชปรีชาก็แหลมหลัก
บรรดาสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ จะต่อกรพระลักษมณ์นั้นยากใจ
แต่ต้องหอกต้องศรถึงสามครั้ง ตายแล้วยังเป็นขึ้นมาได้
พวกเรายกออกไปชิงชัย เสียไพร่นายพ้นคณนา
ฝ่ายลิงสิ้นชีพแล้วกลับเป็น คิดเห็นยากที่จะเข่นฆ่า
บัดนี้ยังมีตำรา ชื่อกุมภนิยาวราฤทธิ์
แม้นทำได้ครบเจ็ดวัน ตัวนั้นก็เป็นกายสิทธิ์
เห็นพอจะทานปัจจามิตร ต่อคิดต่อกรกันสืบไป
กับกลศึกอันหนึ่ง ลึกซึ้งเห็นจะลวงมันได้
ซึ่งมนุษย์ยกพลมาชิงชัย ใจความด้วยตามเมียมา
อันสุขาจารหนีตาทัพ โทษมันถึงดับสังขาร์
จะขอให้แปลงกายา เป็นสีดาใส่ท้ายรถไป
ถึงหน้าทัพจึ่งร้องเย้ยหยัน แล้วจะตัดเศียรนั้นโยนให้
กล่าวกลให้สนเท่ห์ใจ ว่าจะยกไปรบอยุธยา
จึ่งจะอ้อมไปตั้งพิธี ยังที่จักรวาลภูผา
ถ้าลักษมณ์รามไม่เลิกโยธา จะกลับมารบรอนราญ ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ได้ฟังโอรสคิดการ ขุนมารแสนโสมนัสนัก
ดั่งว่าสงครามนั้นมีชัย กลับได้สมบัติในไตรจักร
จึ่งสวมสอดกอดองค์ลูกรัก จูบพักตร์แล้วมีวาจา
มิเสียแรงเป็นวงศ์พรหเมศ ปรีชาฤทธิ์เดชแกล้วกล้า
อันกลศึกที่เจ้าคิดมา บิดาเห็นด้วยทุกสิ่งไป
ตรัสแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
อันสุขาจารจังไร ที่จำไว้ครั้งศึกกุมภกรรณ
พระอัยการนั้นภาคโทษผิด ชีวิตถึงสิ้นอาสัญ
ทั้งโคตรวงศ์พงศ์พันธุ์ จงถอดตัวมันออกมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ถวายบังคมลาแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงเรือนตรุก็นั่งลง แล้วสั่งพะทำมะรงผู้ใหญ่
บัดนี้พระองค์ทรงภพไตร ให้ถอดสุขาจารอสุรี
เอาตัวมันนั้นขึ้นไปเฝ้า พระปิ่นเกล้ากรุงมารยักษี
ยังพระโรงโอรสธิบดี เร่งเร็วบัดนี้นะขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งนายพะทำมะรงใจหาญ
ได้แจ้งแห่งราชโองการ ก็วิ่งลนลานเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งให้ถอดโซ่ตรวนขื่อคา เครื่องพันธนาน้อยใหญ่
แล้วพาตัวออกมาด้วยว่องไว ส่งให้มหาเสนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
ก็พาสุขาจารอสุรี มายังที่ท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนำเข้าไปเฝ้า พระปิ่นเกล้าพงศ์พรหมรังสรรค์
น้อมเศียรถวายอภิวันท์ ท่ามกลางกุมภัณฑ์เสนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
เสด็จเหนือแท่นแก้วรูจี จึ่งมีบัญชาตรัสไป
เหวยเหวยดูกรสุขาจาร กูเลี้ยงเป็นทหารผู้ใหญ่
ข้าศึกมาติดเวียงชัย ตัวเอ็งมิได้ภักดี
กูให้ออกไปรณรงค์ กับองค์กุมภกรรณยักษี
มึงกลัวอริราชไพรี กลับหนีตาทัพเข้ามา
อัยการว่าโทษถึงตาย หญิงชายเจ็ดโคตรยักษา
กูจะให้สังหารชีวา ฝ่ายเอ็งจะว่าประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารทหารใหญ่
ได้ฟังบัญชาภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
อันตัวของข้านี้ทรลักษณ์ อัประลักษณ์กว่าหมู่ยักษี
โทษนั้นถึงสิ้นชีวี ทั้งนี้สุดแต่จะเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา ดูกรอสุราสุขาจาร
เอ็งจงจำแลงอินทรีย์ ให้เป็นที่ประโลมสงสาร
เหมือนองค์สีดายุพาพาล แน่งน้อยสะคราญอรชร
นั่งไปท้ายรถอินทรชิต ทำจริตลวงพระรามทรงศร
ถึงที่หน้าทัพวานร จะฟันฟอนเศียรเกล้าโยนไป
ให้ข้าศึกประจักษ์แก่ตา แม้นว่าเอ็งทำดั่งนี้ได้
ลูกเมียพี่น้องที่ร่วมใจ จะเลี้ยงไว้ทั้งวงศ์อสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารยักษี
ได้ฟังสนองพระวาที ตัวข้านี้โทษถึงตาย
ซึ่งพระองค์ประทานชีวิต ญาติมิตรลูกเมียทั้งหลาย
พระคุณพ้นที่จะบรรยาย ขอถวายซึ่งชีพชีวัน
จะอาสามิให้เคืองเบื้องบาท พระพงศ์พรหมธิราชรังสรรค์
แต่โฉมนวลนางสีดานั้น ยังไม่เห็นสำคัญประจักษ์ตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ฟังสุขาจารก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าดุษฎี
จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งองค์อินทรชิตยักษี
เจ้าจงให้พาอสุรี ไปยังที่สวนอุทยาน
ไปดูดวงพักตร์ลักขณา นางสีดาเยาวยอดสงสาร
แล้วจงยกพวกพลมาร ออกไปสังหารไพรี
สั่งพลางเสด็จจากอาสน์ อันโอภาสจำรัสรัศมี
กลับไปปราสาทรูจี สาวศรีกำนัลก็ตามมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นองค์สมเด็จพระบิดา คืนยังมหาปราสาทชัย
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงพาสุขาจารออกไป ดูองค์อรไทสีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งฤทธิกาสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็พาอสุรีรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งสวนอุทยาน ที่อยู่เยาวมาลย์ดวงสมร
หยุดใกล้ตำหนักบังอร แล้วชี้กรบอกแก่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารคนขยัน
ร่ายเวทด้วยใจชาญฉกรรจ์ กุมภัณฑ์นิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับกลายกายา เป็นนางอสุราสาวศรี
มีมือถือพานมาลี ไปยังที่อยู่บังอร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์นางสีดาดวงสมร
ทำเป็นปรีดาสถาวร ประนมกรทูลถวายสุมามาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ไม่แจ้งในกลสุขาจาร เยาวมาลย์จึ่งตรัสถามไป
เหตุใดจึ่งนางสาวศรี เอามาลานี้มาให้
มีธุระกังวลประการใด คือใครใช้สอยให้มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารยักษา
นบนิ้วทูลตอบด้วยมารยา ตัวข้านี้อยู่ในธานี
แจ้งว่าพระรามสุริย์วงศ์ องค์พระภัสดาโฉมศรี
ยกพวกวานรโยธี มาล้างอสุรีในลงกา
จึ่งมาเฝ้าองค์พระแม่เจ้า เอาพระเดชปกเกล้าเกศา
ว่าพลางชำเลืองนัยนา ดูองค์กัลยายุพาพาล
สำคัญมั่นหมายนรลักษณ์ ดวงพักตร์รูปทรงสัณฐาน
จำได้เสร็จสิ้นทุกประการ ขุนมารก็ลานางเทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นออกมาลับนัยน์เนตร กลายเพศเป็นรูปยักษี
มายังมหาเสนี ในที่ริมสวนมาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น จึ่งฤทธิกาสูรยักษา
เห็นสุขาจารออกมา ก็พากันรีบบทจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้นิเวศน์วังสถาน จึ่งเสนามารชาญสมร
ก็ให้สุขาจารฤทธิรอน แปลงเป็นบังอรนางสีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารยักษา
รับคำมหาเสนา อสุรานิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ อรชรอ้อนแอ้นระทวยทรง เหมือนองค์สีดามารศรี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ฤทธิกาลอสุรีก็ตามไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงที่เฝ้าพระโอรส นั่งลงประณตประนมไหว้
กรานหมอบยอบกายอยู่แต่ไกล ที่ในพระโรงอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรใจหาญ
เสด็จเหนือแท่นรัตน์ชัชวาล ขุนมารก็ทอดพระเนตรไป
เห็นนางกับมหาเสนี อสุรีก็คิดขึ้นได้
รู้ว่าสุขาจารฤทธิไกร แปลงเป็นอรไทนางสีดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมโฉม

๏ จึ่งพินิจพิศเพ่งเล็งโฉม งามประโลมยั่วยวนเสน่หา
งามพักตร์งามเนตรจำเจริญตา งามขนงนาสาวิลาวัณย์
งามโอษฐ์ดั่งหนึ่งจะยิ้มแย้ม งามเกศงามแก้มงามถัน
งามกรดั่งงวงฉัททันต์ งามพรรณผิวเนื้อลออองค์
งามจริตกิริยามารยาท งามวิลาสเป็นที่พิศวง
งามเอวงามอ่อนงามทรง งามลํ้าอนงค์ในธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ กระนี้หรือสมเด็จพระบิดา จะมิแสนเสน่หาโฉมศรี
ถึงใครใครได้เห็นนางเทวี น่าที่จะหลงละลานใจ
ชมพลางทางมีบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงจัดรี้พลสกลไกร ให้ทันแต่รุ่งสุริยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ถวายบังคมลาแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่ทหารชำนาญศึก สี่เหล่าห้าวฮึกชาญสมร
ขุนช้างขึ้นขี่คเชนทร กรกุมของ้าวกระหยับฟัน
ขุนม้าขี่ม้าสินธพ ถือทวนแล่นตรลบดั่งจักรผัน
ขุนรถขี่รถยืนยัน กรกุมเกาทัณฑ์ลูกยา
ขุนพลเตรียมพวกพลยุทธ์ เลือกล้วนฤทธิรุทรแกล้วกล้า
มือถือเครื่องสรรพสาตรา กวัดแกว่งเงื้อง่าจะราญรอน
เทียมทั้งพิชัยราชรถ อลงกตเนาวรัตน์ประภัสสร
ประทับกับเกยแก้วอลงกรณ์ คอยเสด็จบทจรอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย ปทุมแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน
ลูบไล้เครื่องทิพย์เสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูสุมามาลย์
สนับเพลารายพลอยเนาวรัตน์ ภูษิตโขมพัสตร์เครือก้าน
ชายแครงชายไหวชัชวาล เกราะแก้วสุรกานต์สังวาลวัลย์
รัดองค์เพชรรายรุ้งร่วง ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น
ทองกรเป็นรูปมังกรพัน พาหุรัดบุษย์คั่นภุกามพราย
ธำมรงค์เพชรรัตน์เรือนครุฑ มงกุฎแก้วประพาฬฉานฉาย
พระหัตถ์จับศรแสงแกว่งกราย มาขึ้นเกยพรรณรายอลงการ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งสุขาจารยักษา
จงเร่งนิมิตกายา เป็นโฉมสีดาเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสุขาจารยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที ก็นิมิตอินทรีย์ขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็กลับกายา เหมือนสีดาเยาวยอดสงสาร
ขึ้นท้ายรถทรงอลงการ งามปานนางเทพกินนร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิรงค์ทรงศร
ครั้นได้ศุภฤกษ์สถาวร ก็กรายกรขึ้นยังราชรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก กงกำแก้วผลึกอลงกต
ทับทิมเป็นแอกงอนอ่อนชด ชั้นลดบัลลังก์กระจังรัตน์
เทียมด้วยราชสีห์สองพัน โลทันขับเร็วดั่งจักรผัด
เครื่องสูงคู่แห่เยียดยัด แถวฉัตรธงชายเฉลิมงอน
ปี่กลองฆ้องขานแตรสังข์ เสนาะดั่งสะเทือนสิงขร
แซ่เสียงสินธพอัสดร เสียงพลนิกรโห่ฮึก
เสียงช้างโกญจนาทนี่สนั่น เสียงกงรถลั่นก้องกึก
มืดคลุ้มชอุ่มควันพันลึก ขับกันคึกคึกรีบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นมาถึงที่สนามยุทธ์ ให้หยุดโยธาน้อยใหญ่
ตั้งโดยกระบวนทัพชัย มั่นไว้ตามแนวพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ