สมุดไทยเล่มที่ ๗๓

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นพลกระบี่ยกมา
อันมนุษย์ซึ่งเป็นจอมพล ยืนอยู่ที่บนรัถา
กรซ้ายกุมศรศักดา ผิวพักตร์ลักขณาวิลาวัณย์
ดั่งองค์หัสนัยน์เทวราช ลีลาศลงมาจากสวรรค์
อนุชานั่งหน้ารถนั้น ดั่งดวงจันทร์หมดเมฆไม่ราคี
น้อยน้อยกระจ้อยเท่าหัตถา อหังการ์ไม่เกรงยักษี
จะได้เห็นมือกันประเดี๋ยวนี้ กูจะผลาญชีวีให้บรรลัย
คิดแล้วจึ่งมีโองการ สั่งหมู่ทหารน้อยใหญ่
เร่งขับพวกพลสกลไกร เข้าชิงชัยหักทัพวานร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งจักราวุธชาญสมร
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิรอน ก็ต้อนพลให้เข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ผาดแผลงสำแดงฤทธี เข้าไล่ราวีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธสับสน ต่างตนก็แทงด้วยหอกใหญ่
บ้างยิงหน้าไม้ปืนไฟ โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่กองหน้า
แยกกันออกรับเป็นปีกกา แล้วเข้าตีประดากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าถีบปากกัดมือตบ หมุนตลบรวดเร็วดั่งจักรผัน
ฉวยชิงอาวุธแทงฟัน บุกบันหักเอาด้วยฤทธิ์
ยักษ์สิบลิงหนึ่งรอนราญ หมู่มารตายยับอกนิษฐ์
แตกพ่ายกระจายไปทุกทิศ วานรไล่ติดตามตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
เห็นพลแตกตายไม่สมประดี อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
จึ่งชักศรสิทธิ์ขึ้นพาดสาย มั่นหมายเขม้นจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ เกิดเป็นศรสาตร์ไม่นับได้
ต้องหมู่โยธีกระบี่ไพร บรรลัยเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เห็นศรอสุรีแผลงมา ต้องหมู่โยธาวานร
หัวขาดตีนขาดตัวขาด ตายกลาดตามเนินสิงขร
จึ่งชักพรหมาสตร์ฤทธิรอน ภูธรก็แผลงไปทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกาล สะเทือนถึงจักรวาลคีรีศรี
ต้องหมู่โยธาอสุรี สุดสิ้นชีวีเกลื่อนไป
แล้วถูกรถทรงขุนยักษ์ หักลงไม่ทนกำลังได้
อันหมู่โยธีกระบี่ไพร ที่บรรลัยก็กลับเป็นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษา
ตกจากรถทรงอลงการ์ อสุรากริ้วโกรธพิโรธนัก
ฉิฉะมนุษย์สามารถ ศรสาตร์มีฤทธิ์สิทธิศักดิ์
ทั้งไอ้วานรทรลักษณ์ เข้าไหนก็หักด้วยมือมัน
กระนี้หรือชาวลงกา จะมิสิ้นชีวาอาสัญ
ตัวกูมีฤทธิ์ดั่งเพลิงกัลป์ รบมันยังเป็นถึงเพียงนี้
อย่าเลยจะคิดอุบายกล จับมนุษย์สองคนเรืองศรี
กินเสียให้สิ้นทั้งโยธี มิให้ไพรีเหลือไป
คิดแล้วยอกรขึ้นเพียงพักตร์ ขุนยักษ์น้อมเศียรบังคมไหว้
หลับเนตรอ่านเวทเกรียงไกร สำรวมใจนิมิตกายา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวใหญ่เท่าพรหมาน สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา
ตัวนั้นแทรกพื้นพระสุธา เท้าเหยียบแผ่นผายืนยัน
ปากล่างอ้าจดแผ่นดิน แลบลิ้นบังดวงสุริย์ฉัน
สองมือพญากุมภัณฑ์ วงกระบี่พลขันธ์เข้าไว้
ให้มืดมนดั่งราตรีกาล จะเห็นกายขุนมารก็หาไม่
หมายจะกินให้สิ้นทั้งทัพชัย ด้วยฤทธิไกรมหึมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น หมู่กระบี่นิกรถ้วนหน้า
มืดมนไม่เห็นสนธยา วานรตกใจทุกตน
บ้างร้องเรียกหากันวุ่นวาย ไพร่นายเอิกเกริกกุลาหล
วิ่งปะทะปะกันอลวน จนเข้าในปากอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษี
ครั้นวานรเข้าปากก็ยินดี อสุรีก็กล้ำกลืนกิน
มากน้อยเท่าใดก็ไม่เหลือ เป็นเหยื่อพญายักษ์สิ้น
บรรดาโยธาพานรินทร์ ดิ้นตายในท้องกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
เสด็จเหนือรถแก้วแพรวพรรณ เห็นเป็นอัศจรรย์มืดไป
ได้ยินแต่เสียงเท้าเสียงร้อง มี่ก้องไม่ฟังศัพท์ได้
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ภูวไนยจึ่งถามโหรา
เป็นไฉนจึ่งมืดไปดั่งนี้ ดั่งราตรีฝนตกสักแสนห่า
ตัวเราสงสัยในวิญญาณ์ ยักษามันทำประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาพระภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
อันมืดไปไม่เห็นสุริยา ด้วยทัพนาสูรยักษี
มันนิมิตบิดเบือนอินทรีย์ ใหญ่เท่าคีรีจักรวาล
สองมือวงล้อมทัพชัย เข้าไว้ด้วยกำลังหาญ
แลบลิ้นบังเบื้องคัคนานต์ ขุนมารคอยกินวานร
ขอองค์สมเด็จพระจักรกฤษณ์ ใช้ทหารมีฤทธิ์ชาญสมร
ให้เร่งรีบไปราญรอน ตัดกรอสุรพาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังพิเภกโหรา ผ่านฟ้าจึ่งมีโองการ
ดูก่อนลูกพระอาทิตย์ ท่านผู้มีฤทธิ์กล้าหาญ
จงรีบไปตัดกรรอนราญ ขุนมารให้ขาดจากอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยืนอยู่นบนิ้วอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถนาถา
แล้วร่ายพระเวทอันศักดา นิมิตกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ใหญ่เท่าประมาณพรหเมศ สำแดงเดชโอภาสประภัสสร
สี่พักตร์สูงเยี่ยมเทียมอัมพร แปดกรถือตรีอันศักดา
กวัดแกว่งสำแดงแผลงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
ผาดโผนโจนขึ้นยังเมฆา ด้วยกำลังกายาอันว่องไว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นอสุรกุมภัณฑ์ เศียรเท่าอัศกรรณเขาใหญ่
อ้าปากออกเป็นช่องไว้ สองแขนวงไปดั่งปราการ
ขุนกระบี่จึ่งลงจากอากาศ แล้วผาดโผนไปด้วยกำลังหาญ
ตัดแขนซ้ายขวาขุนมาร ด้วยตรีสุรกานต์ฤทธิรอน
ก็ขาดกระเด็นออกจากกาย เกลื่อนกลาดเรี่ยรายไม่นับท่อน
ก็สว่างพ่างพื้นอัมพร วานรเยาะเย้ยอสุรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวรำ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทัพนาสูรยักษา
กรขาดออกจากกายา โกรธาขบฟันครั่นครึก
เผ่นขึ้นจากใต้สุธาดล คำรนผาดร้องก้องกึก
กระทืบแผ่นดินลั่นอยู่คึกคึก ทำอำนาจห้าวฮึกยืนยัน
ร้องว่าเหวยเหวยไอ้วานร อ้างอวดฤทธิรอนว่าแข็งขัน
อันลักษมณ์รามเจ้ามึงทั้งสองนั้น จะไม่ม้วยชีวันอย่าสงกา
มาตรแม้นถึงแขนของกูขาด จะพิฆาตด้วยเท้าซ้ายขวา
ให้ตายกลิ้งกลาดดาษดา ทั้งเจ้าทั้งข้าไม่เหลือไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพทหารใหญ่
ได้ฟังจึ่งร้องไยไพ เหวยไอ้จังไรอัปรีย์
มึงอย่าด้านหน้ามาอวดฤทธิ์ สู้พระจักรกฤษณ์เรืองศรี
แต่มือกูผู้เป็นทหารนี้ ก็จะสิ้นชีวีไม่พริบตา
หากเกรงเกินราชโองการ จึ่งไม่สังหารยักษา
ว่าแล้วก็รีบระเห็จมา ด้วยกำลังฤทธาวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
ตามซึ่งได้สังหารราญรอน ตัดกรอสุรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ได้ฟังลูกพระสุริยัน ทรงธรรม์ชื่นชมด้วยสมคิด
สรรเสริญน้องพญาพาลี แล้วมีบัญชาประกาศิต
แก่พระมาตุลีผู้มีฤทธิ์ ให้ขับรถเข้าชิดอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้จึ่งเห็นอสุรินทร์ กรนั้นขาดสิ้นทั้งซ้ายขวา
กายาใหญ่หลวงมหึมา ยักคิ้วหลิ่วตาขบฟัน
จึ่งชักพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย หมายล้างชีวาให้อาสัญ
กรายกรน้าวหน่วงยืนยัน ทรงธรรม์แผลงไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุเลื่อนลั่นทุกราศี
ต้องทัพนาสูรอสุรี สิ้นสุดชีวีด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ ศรนั้นคว้านผ่าตับไต ไส้น้อยไส้ใหญ่ยักษา
วานรที่ม้วยมรณา ก็ออกมาจากท้องกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สิบแปดมงกุฎตัวขยัน
กับวานรโยธาทั้งนั้น ก็ไล่โรมรันพลมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างแทงบ้างฟันบ้างกัด จับฟัดเอาด้วยกำลังหาญ
ล้มดาษกลาดเกลื่อนสุธาธาร วายปราณสุดสิ้นทั้งทัพชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พญาพิเภกโหราใหญ่
จึ่งกราบทูลพระตรีภูวไนย อันพวกพลไกรพานรินทร์
แต่ก่อนนั้นต้องอาวุธตาย ครั้นพระพายพัดมาก็เป็นสิ้น
ครั้งนี้ยักษีมันกลืนกิน เห็นกระบินทร์ไม่คืนชีวา
ขอพระองค์จงลั่นศิลป์ชัย ให้สะเทือนถึงตรัยตรึงศา
องค์ท้าวหัสนัยน์จะลงมา ชุบพลโยธาวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร ภูธรจับศิลป์ยืนยัน
น้าวหน่วงด้วยกำลังศักดา ดินฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น
จนถึงพิภพเทวัญ ทั้งหกฉ้อชั้นดุษฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวหัสนัยน์โกสีย์
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ในที่วิมานอลงกรณ์
เกษมสุขด้วยทิพสมบัติ พร้อมหมู่สาวสวัสดิ์อัปสร
ขับรำบำเรอภูธร สถาวรจำเริญฤทัย
ได้ยินสำเนียงเสียงศิลป์ ฟ้าดินกัมปนาทหวาดไหว
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ หัสนัยน์เล็งทิพเนตรมา
ก็เห็นพระสุริย์วงศ์ทรงครุฑ สัประยุทธ์ชิงชัยกับยักษา
เสียพลวานรโยธา ด้วยอสุรามันกลืนกิน
ไม่ฟื้นคืนชีพชีวาวาตม์ เกลื่อนกลาดปัถพีอยู่สิ้น
ก็พาฝูงบริวารในเมืองอินทร์ เหาะลงมาดินด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ แพละ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีประกาศิต สั่งวิษณุกรรม์เรืองศรี
ให้เอานํ้าทิพย์วารี ประพรมกระบี่ที่บรรลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิษณุกรรม์ผู้มีอัชฌาสัย
รับเทวบัญชาหัสนัยน์ ได้นํ้าทิพย์แล้วก็เอามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เที่ยวประโยธาพานรินทร์ ที่ยักษ์กินสุดสิ้นสังขาร์
มิให้ถูกซากศพอสุรา ต่อหน้าสมเด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกโยธากระบี่ศรี
ครั้นต้องนํ้าทิพย์วารี ก็คืนได้ชีวีพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ครั้นเห็นวานรทั้งนั้น คืนได้ชีวันขึ้นมา
ด้วยนํ้าทิพย์ท้าวเทเวศ ทรงเดชแสนโสมนัสสา
พักตร์ผ่องเพียงดวงจันทรา จึ่งมีบัญชาตรัสไป
อันคุณของท้าวมัฆวาน จะประมาณปานเปรียบนั้นไม่ได้
สงครามขัดสนครั้งใด ก็ช่วยแก้ไขทุกที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์โกสีย์
ฟังพระหริรักษ์จักรี จึ่งมีเทวราชบัญชา
พระองค์จงเร่งปราบเข็ญ ให้เย็นทั่วทศทิศา
อันศัตรูหมู่ราชพาลา จงพ่ายแพ้ฤทธาพระภูธร
ค่อยอยู่จำเริญสวัสดี ข้านี้จะลาไปก่อน
ว่าแล้วพาเทพนิกร เขจรไปที่วิมาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ครั้นองค์สมเด็จมัฆวาน กลับไปสถานเมืองฟ้า
จึ่งให้เลิกพวกพลากร เสนาวานรซ้ายขวา
โห่สนั่นลั่นเลื่อนพระสุธา คืนเข้าพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษี
เห็นทัพนาสูรอสุรี ต่อตีสุดสิ้นชีวาลัย
ความกลัวหน้าซีดตัวสั่น กุมภัณฑ์ไม่อาจอยู่ได้
เผ่นโผนขึ้นหลังมโนมัย ขับรีบเข้าไปลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงภายในพระนคร ลงจากอัสดรตัวกล้า
เข้ายังพระโรงรัตนา เฝ้าองค์พญาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษี
ว่าพระเชษฐาไปต่อตี บัดนี้สุดสิ้นชีวาลัย
ทั้งหมู่ม้ารถคชสาร จัตุรงค์ทวยหาญหาเหลือไม่
บรรยายแต่ต้นจนปลายไป โดยนัยซึ่งได้เห็นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ฟังสารัณทูตอสุรา ทูลว่าพระเชษฐาบรรลัยลาญ
ตกใจดั่งใครมาฟันฟาด ให้เศียรขาดสิ้นชีพสังขาร
ร้อนใจดั่งพิษเพลิงกาล พญามารนิ่งขึงตะลึงไป
ชลเนตรคลอคลองนัยนา จะออกโอษฐ์บัญชาก็หาไม่
เสด็จจากพระโรงอำไพ เข้าในปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ นั่งใกล้อัครราชมเหสี
ถอนใจแล้วกล่าววาที เจ้าพี่ผู้ร่วมชีวัน
บัดนี้สมเด็จพระเชษฐา ยกพลโยธาทัพขัน
ออกไปหักโหมโรมรัน ทรงธรรม์สิ้นชีพบรรลัยลาญ
สงครามเสียทีลงทุกครั้ง ฝ่ายกำลังศึกยิ่งฮึกหาญ
ให้หนักอกหนักใจพ้นประมาณ นงคราญจะคิดไฉนดี
เมื่อเจ้าอยู่ยังไกรลาส รองบาทพระอุมาโฉมศรี
อันองค์พระอัครเทวี มีปรีชาชาญว่องไว
พระเวทพระมนต์ก็ประสิทธิ์ กลากิจพิธีก็ทำได้
เจ้าเป็นคนสนิทชิดใช้ อรไทก็ทรงพระเมตตา
ยังประทานสิ่งใดที่วิเศษ ลัทธิพระเวทคาถา
ให้แก่เจ้าบ้างนางกัลยา จงตรึกตราช่วยพี่ครั้งนี้ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหสี
ได้ฟังบัญชาพระสามี เทวีนิ่งนึกตรึกไป
จึ่งคิดได้ว่าการพิธีกิจ พระอุมาประสิทธิ์ประสาทให้
ไม่มีใครรู้ทั้งแดนไตร อรไททูลสนองพจมาน
เมื่ออยู่กับพระอุมาเทวี ยังที่ไกรลาสราชฐาน
นวดฟั้นคั้นบาทมาช้านาน นงคราญก็ทรงพระเมตตา
จึ่งประทานพระมนต์อันหนึ่ง ลึกซึ้งสุขุมหนักหนา
ให้ทำตบะกิจวิทยา ชื่อว่าสญชีพพิธี
จะเกิดน้ำทิพย์อันวิเศษ ดั่งอมฤตตรีเนตรเรืองศรี
บรรดาใครม้วยชีวี รดด้วยน้ำนี้ก็เป็นมา
จะใช้สิ่งใดก็ใช้ได้ เรืองฤทธิไกรแกล้วกล้า
ทั้งรู้เหาะเหินเดินฟ้า แต่เจรจาไม่ได้ดั่งใจคิด
ถึงตายไปวันละร้อยแสน จะคืนเป็นมาแน่นอกนิษฐ์
จะรื้อเข้าเข่นฆ่าปัจจามิตร ด้วยอำนาจฤทธิ์วารี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังอัครราชเทวี มีความแสนโสมนัสนัก
ดั่งได้สมบัติในเมืองอินทร์ ปราบไปทั่วสิ้นทั้งไตรจักร
จึ่งส้วมสอดกอดองค์นงลักษณ์ พญายักษ์รับขวัญกัลยา
แล้วมีวาจาอันสุนทร ดวงสมรพี่ยอดเสน่หา
อันพระเวทของเจ้าที่เรียนมา วิเศษกว่าวิทยาทั้งแดนไตร
แม้นเดิมได้ตั้งพิธีการ ปัจจามิตรหรือจะต้านต่อได้
สุริย์วงศ์ก็จะไม่บรรลัย ที่ในการรณรงค์ราวี
น้องรักเจ้าจงเร่งคิด ทำพิธีกิจช่วยพี่
เห็นเสร็จสงครามในครั้งนี้ ด้วยพระเวทเทวีอันเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังพระราชโองการ นงคราญจึ่งทูลสนองไป
ทั้งนี้เป็นต้นด้วยผลกรรม ดลใจมิให้รำลึกได้
พระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร อย่าถือใจข้าบาทบริจา
เมียรักจะขอสนองคุณ ซึ่งการุญชุบเกล้าเกศา
แต่ในลัทธิวิทยา ห้ามความเสน่หายิ่งนัก
พระองค์ก็มีปรีชาชาญ จงทรมานอดใจให้จงหนัก
อย่าอาลัยในที่รสรัก จงยกพลยักษ์ไปชิงชัย
ข้าบาทจะตั้งพิธี ส่งทิพย์วารีออกไปให้
ท้าวจะเสร็จซึ่งล้างพวกภัย ผ่านฟ้าอย่าได้อาวรณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
ได้ฟังอัครราชบังอร ภูธรชื่นชมยินดี
ลูบหลังแล้วมีพจนารถ เจ้าผู้ร่วมชีวาตม์ชีวาพี่
จะปรารมภ์ใจไปไยมี ด้วยการโลกีย์ภิรมยา
เจ้าจงเร่งตั้งพิธีกิจ โดยวิษณุเวทคาถา
อันตัวพี่นี้จะขอลา ยกพลโยธาพลากร
ออกไปตั้งรอต่อรับ ต้านทัพข้าศึกไว้ก่อน
ว่าแล้วย่างเยื้องบทจร ภูธรออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ พร้อมเสนามาตย์น้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ภูวไนยจึ่งมีบัญชา
เหวยเหวยดูรามโหทร ท่านผู้ฤทธิรอนแกล้วกล้า
จงตั้งโรงพิธีโอฬาร์ ในหน้าพระลานรูจี
ให้ได้สามสิบเก้าห้อง เพดานม่านทองจำรัสศรี
ครบเครื่องบูชามาลี พร้อมทั้งแท่นที่อลงการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาใจหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพญามาร ชุลีลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งกะเกณฑ์กันปันแบ่ง ตามตำแหน่งพนักงานถ้วนหน้า
กะผังขุดหลุมเป็นโกลา แบกขนไม้มาวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ ตั้งเป็นโรงราชพิธี กว้างขวางยาวรีสูงใหญ่
สามสิบเก้าห้องอำไพ มีพาไลรอบทั้งสี่ทิศ
หลังคาเพดานดาดขาว ม่านราวลายทองป้องปิด
ห้อยพวงพู่กลิ่นชวลิต แท่นแก้ววิจิตรพรายพรรณ
ชั้นนอกนั้นรายราชวัติ ทิวธงแถวฉัตรจรงกั้น
ดอกไม้เจ็ดสีเจ็ดพัน ธูปเทียนสุวรรณเครื่องรอง
หม้อน้ำนั้นตั้งบนเตียง เรียบเรียงกันไว้เป็นแถวท่อง
บายศรีแก้วบายศรีทอง ต้องตามตำรับทุกสิ่งไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดพิสมัย
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์ยามชัย อรไทเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชมตลาด

๏ ชำระสระสนานอินทรีย์ วารีโปรยปรายดั่งสายฝน
ลูบไล้ด้วยเครื่องเสาวคนธ์ ปรุงปนเรณูมาลา
ทรงภูษาขาวขาวสะอาด สะพักพาดบงเฉียงเหนืออังสา
จุณเจิมเฉลิมพักตรา ผูกชฎาห่อเกล้าเมาลี
แล้วทรงสอดใส่สายธุรำ กรถือประคำมณีศรี
งามดั่งนางดาบสินี ผู้มีมารยาทอันสุนทร
เสร็จแล้วเสด็จจากอาสน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
ประดับด้วยสุรางคนิกร บทจรไปโรงพิธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

ชมตลาด

๏ ครั้นถึงขึ้นยังบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรเฉลิมศรี
จุดธูปเทียนทองรูจี โปรยปรายมาลีบูชา
นบนิ้วประนมเหนือเกศ เคารพพระเวทคาถา
คิดคุณสมเด็จพระอุมา กัลยาหลับเนตรสำรวมใจ
ให้เป็นสมาธิแน่นิ่ง จะไหวติงกายาก็หาไม่
หน่วงจิตบริกรรมพระเวทไป โดยในตบะกิจพิธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ สาธุการ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงทศคีรีวันยักษี
กับทศคีรีธรอสุรี พี่น้องเป็นบุตรทศกัณฐ์
มารดานั้นนางคชสาร อยู่ในหิมพานต์ไพรสัณฑ์
ทั้งสองนี้เกิดร่วมครรภ์ อัศกรรณมาราขอไป
เลี้ยงไว้ยังกรุงดุรัม ช้านานจนจำเริญใหญ่
ให้คิดถึงบิตุรงค์ทรงชัย อันได้เกิดเกล้าเมาลี
จะใคร่ไปลงกาพระนิเวศน์ เยี่ยมเยียนบิตุเรศเรืองศรี
คิดแล้วทั้งสองอสุรี ก็ไปที่พระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวอัศกรรณยักษา
ทูลว่าลูกรักจักขอลา ไปยังลงกาพระนคร
เฝ้าองค์สมเด็จพระบิตุเรศ ซึ่งได้เกิดเกศมาแต่ก่อน
ฟังข่าวทุกข์สุขสถาวร ภูธรจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวอัศกรรณยักษี
ฟังสองอสุราพาที จึ่งมีพระราชบัญชา
อันพระสหายผู้ร่วมใจ นานแล้วไม่ได้เห็นหน้า
ซึ่งเจ้าจะไปลงกา บิดายินดีเป็นพ้นนัก
ตรัสแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งเสนามารกาลจักร
จงจัดพหลพลยักษ์ ให้ลูกรักกูผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนากาลจักรยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์พลอสุราทวยหาญ ล้วนมารหมู่กากะภาษา
เหล่าหนึ่งตัวลายทั้งกายา หน้าเป็นเสือปลายิงฟัน
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นเสือโคร่ง เขี้ยวโง้งตัวแดงแข็งขัน
เหล่าหนึ่งตัวเหลืองพรายพรรณ หน้านั้นเป็นหน้าสุกร
เหล่าหนึ่งตัวดำดั่งนํ้าหมึก ดูพิลึกหน้ากลายเป็นกาสร
หมู่หนึ่งตัวเขียวอรชร หน้าเป็นมังกรเหลือกตา
ล้วนถือเครื่องสรรพอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรเงื้อง่า
ไพร่นายเอิกเกริกเป็นโกลา เตรียมท่าคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น สองราชกุมารยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สององค์ชำระสระสนาน สุคนธาธารกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน เป็นรูปมังกรเกี้ยวกัน
ภูษาต่างสีเครือแย่ง ชายแครงชายไหวลายกุดั่น
ฉลององค์พื้นตองพรายพรรณ รัดอกสุวรรณทับทิมราย
ตาบทิศทับทรวงดวงลอย สังวาลประดับพลอยฉานฉาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรพรายอรชร
ต่างทรงมงกุฎกุณฑลแก้ว เสร็จแล้วก็จับธนูศร
เสด็จจากปราสาทอลงกรณ์ บทจรมาขึ้นพาชี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยสองม้าทรง ฤทธิรงค์ดั่งพระยาราชสีห์
ผ่านดำผ่านขาวตัวดี ฝีเท้าเทียมม้าพระอาทิตย์
ชาติเชื้อพลาหกอัสดร เดินโดยอัมพรได้ดั่งจิต
ผูกเครื่องงามเพียงนิรมิต ดาวแก้วชวลิตอลงการ
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย มยุรฉัตรธงชายธงฉาน
ฆ้องกลองกึกก้องสุธาธาร พลมารขานโห่เป็นโกลา
ขับรีบเร็วมาดั่งลมกรด ผงคลีบังบดเวหา
ข้ามหลังสมุทรคงคา ตรงไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงให้หยุดพลทหาร ไว้นอกปราการบุรีศรี
สององค์ลงจากพาชี ขึ้นไปยังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระบิตุรงค์ธิราชรังสรรค์
ท่ามกลางอสุรกุมภัณฑ์ พร้อมกันเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ครั้นเห็นลูกรักทั้งสองรา พญามารชื่นชมยินดี
ก็เสด็จลงจากบัลลังก์อาสน์ เข้ากอดโอรสราชทั้งสองศรี
จูบสนิทพิศพักตร์แล้วพาที พ่อนี้คิดถึงไม่วายวัน
เจ้ามาบิดาก็ดีใจ ดั่งได้สมบัติในสวรรค์
บัดนี้มีศึกมาโรมรัน รบกันไม่เว้นสักเวลา
แต่เคี่ยวขับสัประยุทธ์รณรงค์ จนสิ้นสุดสุริย์วงศ์พงศา
ทั้งหมู่แสนสุรโยธา ช้านานมาเป็นหลายปี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระพี่น้องทั้งสองศรี
ฟังพระบิตุรงค์ทรงธรณี ว่ามีไพรีอหังการ
พาพวกโยธาวานร ข้ามมหาสาครมาหักหาญ
กริ้วโกรธดั่งไฟบรรลัยกาล ขุนมารนบนิ้วสนองไป
เป็นไฉนฉะนี้พระบิดา อนิจจาช่างนิ่งเสียได้
จนสิ้นสุริย์วงศ์ทั้งเวียงชัย น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
อันตัวของลูกทั้งสอง มิได้อยู่รองบทศรี
ไม่รู้ว่าราชไพรี มายํ่ายีสมเด็จพระบิดา
อันมนุษย์กับอ้ายเดียรัจฉาน จะกล้าหาญกระไรหนักหนา
ตัวลูกก็มีฤทธา จะขออาสาไปชิงชัย
สังหารลักษมณ์รามทั้งสองตน กับพวกพลมิให้เหลือได้
อย่าอาวรณ์ร้อนราชฤทัย ไว้นักงานข้าจะราวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
ฟังสองโอรสพาที ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
สิบปากสำรวลสรวลสันต์ ตบหัตถ์สนั่นหวั่นไหว
ซึ่งเจ้าจะยกออกไป ชิงชัยด้วยพวกปัจจามิตร
พ่อนี้มีความโสมนัส ดั่งได้สมบัติดุสิต
เห็นจะเสร็จสมอารมณ์คิด ที่จะผลาญชีวิตไพรี
ถึงบิดาก็จะไปต่อยุทธ์ กับด้วยมนุษย์ทั้งสองศรี
บัดนี้มณโฑเทวี ชนนีเจ้าตั้งพิธีกรรม์
จะให้เกิดทิพย์ชลธาร ไปรดหมู่มารที่อาสัญ
อันตายเก่าตายใหม่ทั้งนั้น ก็จะคืนชีวันขึ้นมา
ลูกรักทั้งสองผู้ร่วมใจ จงยกออกไปเป็นทัพหน้า
ว่าแล้วจึ่งมีบัญชา ตรัสสั่งเสนามโหทร
เร่งเกณฑ์พหลพลมาร เลือกล้วนเหี้ยมหาญชาญสมร
ตัวกูจะออกไปราญรอน ต่อกรด้วยราชไพรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษี
รับสั่งถวายอัญชุลี ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

๏ เกณฑ์พลจตุรงค์องอาจ สี่หมู่สามารถตัวขยัน
ขุนช้างขี่ช้างชาญฉกรรจ์ แกล้วกล้าซับมันร้ายแรง
ขุนม้าขี่ม้าสินธพ ชำนาญการรบเข้มแข็ง
ขุนรถเทียมรถหุ้มทองแดง แต่งตามกระบวนพิชัยยุทธ์
ขุนพลตรวจเตรียมพลหาญ อลหม่านแน่นนันต์นับสมุทร
ล้วนถือสาตราวราวุธ สำแดงฤทธิรุทรเป็นโกลา
อันพระโอรสทั้งสอง ตั้งให้เป็นกองทัพหน้า
รายเรียบเพียบพื้นพระสุธา ดั่งคลื่นในมหาสาคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
กับสองโอรสฤทธิรอน บทจรเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สามกษัตริย์สระสนานอินทรีย์ วารีเย็นใสดั่งสายฝน
ทรงสุคนธาธารเสาวคนธ์ ปรุงปนทิพมาศสุพรรณพราย
ต่างสอดสนับเพลาเชิงงอน อลงกรณ์แก้วกาญจน์ฉานฉาย
ภูษาต่างสีฉลุลาย เครือกระหนกนกกรายหงส์บิน
ชายไหวชายแครงแสงเตร็จ ฉลององค์เกราะเกล็ดล้วนเพชรสิ้น
ทับทรวงรายดวงโกมิน มณีนิลสังวาลตาบทิศ
ทองกรพาหุรัดรูปนาคี ธำมรงค์พลอยมณีโลหิต
ต่างทรงมงกุฎชวลิต ดอกไม้ทิศกุณฑลกรรเจียกจร
ยี่สิบหัตถ์สมเด็จพระบิตุรงค์ ทรงสรรพาวุธธนูศร
พระลูกยาจับศิลป์ฤทธิรอน กรายกรมาเกยอันโอฬาร์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้สองพระราชโอรส เคลื่อนทศโยธีเป็นทัพหน้า
ออกจากพิชัยลงกา แล้วผ่านฟ้าก็ขึ้นคชาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๏ ช้างเอยช้างศึก เรียกมันครั่นครึกกำลังหาญ
สูงเงื้อมงํ้าเขาหิมพานต์ เชื้อชาติสารไอยราพต
เท้าฉัดงวงคว้างาแทง เรี่ยวแรงรวดเร็วดั่งลมกรด
สู้สิบไกรสรไม่ละลด ทรหดอดกลั้นสาตรา
ผูกเครื่องกุดั่นข่ายกรอง ดาวทองช่องกระจกปกหน้า
ชนักต้นรัตคนอลงการ์ ห้อยพู่งามสง่าในการยุทธ์
ประดับด้วยเครื่องสูงสำหรับศึก ฆ้องกลองก้องกึกอึงอุด
โห่สนั่นถึงชั้นคนิรุทร รีบเร่งพลยุทธ์ดำเนินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงเป็นกระบวนพยุห์ใหญ่
ในที่สมรภูมิชัย มั่นไว้คอยทัพพระราม ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทั้งสาม
ตรึกไปในการสงคราม จนปัจฉิมยามเวลา
ดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ทินกรเยี่ยมยอดภูผา
แสงทองจำรัสท้องฟ้า สกุณาร้องก้องพนาลี
เสียงชะนีโหยไห้หากัน จักจั่นเรไรเรื่อยรี่
สำเนียงเสนาะดั่งดนตรี ภูมีเป็นสุขสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเข้าที่ชำระสระสรง ทรงเครื่องทิพรัตน์ฉายฉาน
เสด็จจากห้องแก้วสุรกานต์ ผ่านฟ้าออกหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมทหารทั้งสองนัครา ท้าวพญาวานรน้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ดั่งดาวล้อมแขไขในอัมพร
ได้ยินสำเนียงโห่ร้อง กึกก้องมรกตสิงขร
ดั่งเสียงคลื่นในมหาสาคร ภูธรตรัสถามโหรา
วันนี้ใครยกมาโรมรัน เสียงโห่สนั่นมาหนักหนา
จะเป็นสุริย์วงศ์ในลงกา หรือว่าทศกัณฐ์อสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ชุลีกรแล้วจับยามไป
ทั้งอัศกาลแลตรีเนตร สังเกตตามที่คัมภีร์ไสย
เห็นแจ้งทุกสิ่งประจักษ์ใจ บังคมไหว้สนองพระบัญชา
ทัพนี้คือองค์ทศกัณฐ์ กับสองกุมภัณฑ์โอรสา
อันชื่อคิรีธรอสุรา ผู้หนึ่งชื่อว่าคิรีวัน
มารดาเป็นนางคชสาร กล้าหาญเรี่ยวแรงแข็งขัน
ทั้งสองนี้เกิดร่วมครรภ์ อัศกรรณมาราขอไป
เลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ในดุรัมบุรีจนใหญ่
หน้านั้นเป็นหน้าคชไกร เหมือนไปข้างฝ่ายมารดา
คุมหมู่พหลพลมาร ฮึกหาญออกมาเป็นทัพหน้า
ขอเชิญเสด็จพระจักรา ยกไปเข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ได้ฟังพิเภกก็ยินดี จึ่งมีพระราชโองการ
ตรัสสั่งลูกพระสุริยา จงจัดโยธาทวยหาญ
เราจะยกออกไปรอนราญ ผลาญหมู่อสุรอาธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

๏ เกณฑ์เป็นกากะพยุห์บาตร ราชเป็นเศียรไปหน้า
ปากนั้นวานรปิงคลา ตาขวาเกณฑ์นิลปานัน
ตาซ้ายฝ่ายสัตพลี คอคือกระบี่นิลขัน
พระภุชพงศ์ผู้ทรงสุบรรณ เป็นกายกาอันว่องไว
ปีกซ้ายตั้งให้ชมพูพาน ปีกขวาหนุมานทหารใหญ่
เท้าซ้ายโคมุทวุฒิไกร เท้าขวาเกณฑ์ให้นิลนนท์
นิลเอกเป็นหางปักษี โยธีสลับเป็นเส้นขน
จังเกียงเป็นเล็บกากล ทุกตนล้วนมีฤทธิรุทร
พื้นถือเครื่องสรรพสาตรา กวัดแกว่งไปมาอุตลุด
ตั้งเป็นกระบวนพิชัยยุทธ์ คอยพระจักรภุชเสด็จจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วทรงศร
กับองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน บทจรไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ น้ำทิพย์โปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเครือวงเป็นหงส์บิน รายพลอยโกมินพรรณราย
พระหริวงศ์ทรงทิพย์ภูษา เทเวศนำมาบรรจงถวาย
พระอนุชาผ้าพื้นสุพรรณพราย ฉลุลายแย่งยกกระหนกพัน
ชายแครงชายไหวรุ้งร่วง ฉลององค์ล้วนดวงสังเวียนคั่น
ตาบทิศทับทรวงสังวาลวัลย์ สะอิ้งดวงกุดั่นประดับพลอย
พาหุรัดทองกรมังกรกราย ธำมรงค์เพชรพรายดั่งหิ่งห้อย
มงกุฎแก้วสุรกานต์ดวงลอย กุณฑลทิพย์สุกย้อยกรรเจียกจร
พระเชษฐาทรงพระแสงพรหมาสตร์ พระลักษมณ์จับพลายวาตธนูศร
งามดั่งสุริยันกับจันทร กรายกรขึ้นรถเทวัญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

ร่าย

๏ จึ่งสั่งให้พระลักษมณ์เป็นทัพหน้า เลิกพวกโยธาพลขันธ์
ไชยยามโบกธงเป็นสำคัญ โห่สนั่นลั่นพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

โทน

๏ รถเอยสองรถทรง ดุมวงกงแก้วมุกดาหาร
แอกงอนอ่อนงามโอฬาร ธงฉานทานชูเฉลิมปลาย
บัลลังก์บดเหลี่ยมเป็นเรือนเก็จ กระจกพื้นกระจังเพชรบัวหงาย
เรียงสัตว์รูปสิงห์พริ้งพราย ครุฑรายเครือรับสลับกัน
บันสะบัดบุษบกสลับหงส์ มุขสี่แม้นทรงวิมานสวรรค์
เทียมสินธพสิบเทวัญ ขับพลควบผันเผ่นทะยาน
มาตุลีนั่งประณตประนมหัตถ์ แถวฉัตรธงชายฉายฉาน
เครื่องสูงครบสิ่งโอฬาร กลองขานกลบฆ้องอึงอล
กงลั่นก้องเลื่อนสะเทือนภพ ทหารรบโห่เร้ากุลาหล
ผงคลีพัดคลุ้มโพยมบน ขับร้นแข่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงให้หยุดทัพขัน ตั้งมั่นตามเชิงเขาใหญ่
เป็นรูปกากางปีกออกไว้ โดยในพยุห์ที่ยกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ