สมุดไทยเล่มที่ ๔๑

ช้า

๏ [1]เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชี ที่ในนคราบาดาล
พร้อมด้วยจัตุรงค์โยธา แสนสุรเสนาทวยหาญ
ไม่มีอันตรายภัยพาล สำราญดั่งเมืองเทวัญ
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ เหนือที่ทิพอาสน์ฉายฉัน
ท่ามกลางสนมกำนัล กุมภัณฑ์ก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปัจฉิมราตรี สกุณีเพรียกพร้องเสียงใส
ฝันว่ายังมีเทพไท ได้ดวงมณีจินดา
รัศมีดั่งสีทินกร ช้อนชูมาในหัตถา
วางลงเหนือมืออสุรา แสงสว่างโลกาธาตรี
เทเวศนั้นเหาะไปสถาน ยังวิมานฟากฟ้าราศี
พญายักษ์ชมดวงมณี จนตื่นจากที่บรรทมใน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งดวงแขไข
จับคทาธรแก้วแววไว เสด็จไปออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่โหรากุมภัณฑ์ อภิวันท์เกลื่อนกลาดดาษดา
จึงมีบัญชาประกาศิต แก้ซึ่งนิมิตยักษา
แก่หมู่กระวีโหรา ตามฝันพญาอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หมู่โหราจารย์ยักษี
พิเคราะห์สอบใส่ในคัมภีร์ ถ้วนถี่เสร็จสิ้นทุกประการ
ต่างตนน้อมเศียรบังคมคัล พร้อมกันทำนายโดยโวหาร
ซึ่งฝันว่าเทเวศชัยชาญ ชูแก้วชัชวาลอำไพ
มาวางลงเหนือพระหัตถ์ แสงจำรัสดั่งดวงแขไข
นิมิตนี้ประเสริฐเลิศไตร ภูวไนยจะได้โอรส
เป็นบุตรบุญธรรมสถาวร ฤทธิรอนปรีชาปรากฏ
จะขจรบาดาลสะท้านยศ ทศทิศจะเกรงเดชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ได้ฟังโหรทายทำนายมา อสุราชื่นชมยินดี
ซาบซ่านไปด้วยโสมนัส ดั่งได้สมบัติโกสีย์
เทพไทดลใจอสุรี ให้คิดที่จะเที่ยวประพาสไพร
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
จงเตรียมพหลพลไกร กูจะไปเที่ยวเล่นหิมวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งอำมาตย์มารยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ชุลีลาแล้วรีบออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ เกณฑ์เป็นเสนาพยุหบาตร โดยกระบวนประพาสป่าใหญ่
กองหน้าล้วนถือปืนไฟ สอดใส่เกราะเหล็กอลงกรณ์
ถัดมาโยธาหน้ากาก เกราะนากกรกุมธนูศร
หน้าขบเกราะเงินเป็นอาภรณ์ กรกุมโตมรยืนยัน
หน้าแสยะสอดใส่เกราะทอง ถือหอกเมียงมองแข็งขัน
เตรียมทั้งรถแก้วแพรวพรรณ ประทับเกยสุวรรณรูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
เสด็จจากแท่นแก้วมณี ไปเข้าที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระพระองค์สรงสนาน สุคนธ์ธารหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
สนับเพลาเป็นรูปนาคินทร์ ภูษาทรงธงข้าวบิณฑ์พื้นดำ
ชายไหวชายแครงเครือทอง ฉลององค์พื้นตองเขียวขำ
รัดอกล้วนบุษราคัม ประจำยามเคียงคั่นกุดั่นดวง
สร้อยสนสังวาลลายแทง ตาบทิศเพชรแดงรุ้งร่วง
เฟื่องห้อยพลอยประดับทับทรวง พาหุรัดแก้วดวงทองกร
สอดใส่ธำมรงค์เนาวรัตน์ มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
พระหัตถ์นั้นจับคทาธร บทจรมาขึ้นราชรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง แก้วสลับประกับกงอลงกต
แอกช้อยชวยงอนอ่อนชด ชั้นลดภาพล้อมบัลลังก์ลอย
สี่มุขงามแม้นพิมานมาศ เครือหงส์สิงหาสน์ช่อห้อย
ดุมเพลาแสงพลามอร่ามพลอย กาบช้อยแก้วช่วงอรชร
เทียมสัตว์จัดสรรราชสีห์ เกศาล้วนมีเกสร
สารถีมือถือโตมร ขับเผ่นอัมพรดั่งลมพัด
เครี่องสูงบังแทรกชุมสาย ธงฉานธงชายกรรชิงฉัตร
กาหลพลแห่เยียดยัด เป็นขนัดกลาดแน่นอึงอล
เสียงกงรถลั่นสนั่นก้อง ทหารเร้าโห่ร้องกุลาหล
แหวกทางหว่างท้องสุธาดล รีบพวกเร่งพลขึ้นมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงเนินทรายชายพนม รื่นร่มด้วยพรรณพฤกษา
ให้หยุดรถริมเชิงบรรพตา อสุราลงเที่ยวประพาสไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชมหมู่มิ่งไม้ในไพรวัน งอกงามเรียงรันอยู่ไสว
ผลิดอกออกผลปนใบ ช่อช้อยแกว่งไกวอรชร
ดิบห่ามทรามสุกดาษดา เบิกบานผกาเกสร
ลมพัดพากลิ่นขจายจร ทิชากรบินจับจิกกิน
บ้างรํ่าร้องชมกันเป็นหมู่หมู่ น่าฟังน่าดูไม่รู้สิ้น
ชมมาจนท่าวาริน แนวกระแสสินธุ์หาดทราย
ตรวดแก้วแวววับจับตา รจนาดั่งสีมณีฉาย
ที่ขาวขาวเพียงเพชรพราย ที่เขียวเขียวลายดั่งไข่ครุฑ
ที่แดงดั่งแสงปัทมราช ที่เหลืองเลื่อมผาดดั่งนํ้าบุษย์
ลางสีคล้ายแสงชมพูนุท ชมพลางเลียบสมุทรดำเนินมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ พญาเดิน

ร่าย

๏ พระพายชายพัดพาคลื่น โครมครื้นพัดฝั่งฉานฉ่า
แลไปก็เห็นกุมารา ดวงพักตร์กายาเป็นวานร
หางนั้นเป็นหางมัจฉาชาติ ขาวผ่องโอภาสประภัสสร
อยู่ที่ริมฝั่งสาคร ดั่งดวงศศิธรไม่ราคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หยุดยืนแลเล็งเพ่งพิศ ยิ่งคิดหลากใจยักษี
พินิจเป็นครู่ด้วยยินดี อสุรีก็เดินเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีวาจา กุมารานี้เดิมเป็นไฉน
นามวงศ์พงศ์พันธุ์ประการใด เหตุไรมาอยู่ที่กันดาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหลานพระพายใจหาญ
ได้ฟังอสุราบัญชาการ กราบกับบทมาลย์ด้วยยินดี
แล้วทูลว่าอันตัวข้า ชื่อมัจฉานุกระบี่ศรี
นางสุพรรณมัจฉานารี เทวีเป็นพระมารดร
มาคลอดข้าไว้ที่หาดทราย ชายฝั่งริมเชิงสิงขร
แล้วคืนไปยังสาคร บังอรมิได้กลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ได้ฟังยินดีปรีดา อสุราตริตรึกนึกไป
น่าที่จะเหมือนหนึ่งความฝัน มั่นคงโหรทายหาผิดไม่
ชะรอยเทเวศดลใจ นำให้มาพบกุมารนี้
คิดแล้วกล่าวคำอันสุนทร ดูกรลูกรักเฉลิมศรี
พ่อก็ไร้โอรสแลบุตรี ที่จะสืบวงศาในบาดาล
จะเลี้ยงเจ้าดั่งบุตรในอุทร ให้ถาวรเป็นสุขเกษมศานต์
ว่าพลางโอบอุ้มกุมาร พาพลทหารกลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ขึ้นยังพิชัยรถทรง พร้อมหมู่จัตุรงค์ซ้ายขวา
ให้เลิกพหลโยธา คืนมายังราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งที่ด่านขัณฑ์ ชั้นในใกล้เมืองยักษี
จึ่งให้หยุดพหลโยธี อสุรีดำริตริไป
กุมารนี้เชื้อมัจฉาชาติ เคยประพาสอยู่ท้องชเลใหญ่
กูจะพาไปไว้ในเวียงชัย จะไม่สำราญวิญญาณ์
คิดแล้วมีราชวาที ตรัสสั่งเสนียักษา
ให้ขุดสระกว้างยาวหมื่นวา โอฬาร์ด้วยพรรณปทุมมาลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
รับสั่งเจ้ากรุงบาดาล กราบกับบทมาลย์แล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งวัดหน้าที่ปันกัน ทั่วหมู่พลขันธ์ซ้ายขวา
ได้ห้าสิบตนต่อวา พอครบตามสารบาญชี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธายักษี
บ้างขุดบ้างขนเป็นโกลี ด่าตีกันอึงคะนึงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดเดี๋ยวเป็นสระมุจลินท์ วารินสะอาดเย็นใส
ปทุมมาศกลาดเกลื่อนดอกใบ ก็เสร็จโดยในพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ชื่นชมด้วยสมจินดา จึ่งสั่งมัจฉานุกุมาร
ตัวเจ้าจงอยู่ในสระนี้ เป็นที่ผาสุกเกษมศานต์
แม้นมีศัตรูหมู่พาล จงผลาญให้ม้วยชีวาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มัจฉานุผู้มีอัชฌาสัย
ชื่นชมด้วยสมดั่งใจ บังคมไหว้แล้วสนองบัญชา
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ คุณดั่งบิตุเรศนาถา
แม้นมีศัตรูหมู่พาลา จะขออาสาต่อตี
ทูลแล้วยอกรอภิวาทน์ แทบบาทพญายักษี
ลงไปในสระวารี เป็นที่ผาสุกสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพใจหาญ
ครั้นมัจฉานุกุมาร อยู่รักษาด่านชั้นใน
เสร็จแล้วมีราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
ให้เลิกพหลพลไกร รีบไปบุรีภิรมยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสุครีพหนุมานทหารกล้า
ครั้นเสร็จจองถนนด้วยศิลา ก็ให้โยธาวานร
เร่งรัดทุบปราบราบรื่น พื้นนั้นเรี่ยรายด้วยทรายอ่อน
ปักตรุยเส้นวาแน่นอน แล้วพากันบทจรเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคม ทูลองค์บรมนาถา
ข้าบาทไปจองมรคา เสร็จดั่งบัญชาพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ฟังน้องพญาพาลี ยินดีดั่งได้โสฬส
แย้มยิ้มพริ้มพรายสบายใจ พักตร์เพียงแขไขทรงกลด
ซาบซ่านปานอมฤตรส จึ่งมีพจนารถบัญชา
แก่พญาพิเภกขุนมาร ผู้ปรีชาชาญแกล้วกล้า
ให้หาศุภฤกษ์เวลา ซึ่งจะยกโยธาพลากร
สุครีพจงจัดผู้ถือธง ที่อาจองกล้าหาญชาญสมร
นำหน้าโยธาวานร ให้สถาวรสวัสดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ไชยามพวานกระบี่ศรี
ได้ฟังพระราชวาที ยินดีด้วยสมดั่งจินดา
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพนาถา
ข้านี้ได้พรเจ้าโลกา ว่าถ้านารายณ์อวตาร
จากเกษียรคงคามาปราบยุค ให้โลกเป็นสุขเกษมศานต์
จะข้ามไปลงกากรุงมาร ให้เป็นทหารถือธงชัย
นำหมู่พยุหโยธา ข่มนามอสุราทั้งนั้นได้
เป็นมหามงคลเลิศไกร ปราบไปได้ทั่วธาตรี
ถ้าพระองค์จะใคร่แจ้งเหตุ จงถามอมรเมศฤๅษี
เธออยู่ไกรลาสคีรี เป็นที่จำเริญเมตตาฌาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังไชยามพวาน ผ่านฟ้าชื่นชมด้วยสมคิด
จึ่งสั่งวายุบุตรฤทธิรณ จงไปนิมนต์พระนักสิทธ์
อมรเมศผู้ชาญชำนาญฤทธิ์ ซึ่งสถิตไกรลาสให้ลงมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ชุลีลาแล้วรีบเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงศาลาอาศรม ยอกรบังคมประนมไหว้
ว่าพระทรงสังข์รับสั่งใช้ ให้ข้ามาเชิญพระมุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอมรเมศฤๅษี
แจ้งว่าพระนารายณ์ฤทธี ภูมีให้มานิมนต์ไป
มีความชื่นชมโสมนัส ฉวยได้ตาลิปัตรกับย่ามใหญ่
เหาะจากศาลาด้วยว่องไว วายุบุตรวุฒิไกรก็ตามมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงขึ้นยังบัลลังก์อาสน์ นั่งสมาธิสำรวมสิกขา
ท่ามกลางวานรเสนา คอยฟังบัญชาพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
มัสการแล้วมีวาที ข้านี้จะยกพลากร
ไปปราบอสูรในเมืองมาร จัดหมู่ทหารชาญสมร
ไชยามพวานวานร บอกว่าได้พรเจ้าโลกา
ให้เพื่อนนั้นถือธงชัย นำพวกพลไกรไปหน้า
จริงหรือฉันใดพระสิทธา ข้านี้สงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระอมรเมศฤๅษี
ได้ฟังก็แจ้งแต่เดิมที ว่าองค์เจ้าตรีโลกา
ประสาทพรไชยามพวาน ถ้านารายณ์อวตารให้อาสา
ถือธงนำพยุหโยธา จริงเหมือนวาจาพานร
ด้วยนามเพื่อนนั้นข่มนามยักษ์ ทั้งแหลมหลักกล้าหาญชาญสมร
จะเป็นศรีสวัสดิ์สถาวร แก่พระสี่กรผู้ทรงฤทธิ์
อันหมู่อสูรพาลา จะพ่ายแพัศักดาไม่ต้านติด
ปราบไปได้ทั่วทศทิศ ปัจจามิตรจะราบทั้งธาตรี
พระองค์จงทำตามบรรหาร พระสยมภูวญาณเรืองศรี
จะมีชัยแก่ราชไพรี ทั่วไปทั้งตรีโลกา
ว่าพลางอำนวยอวยพร ให้ถาวรบรมสุขา
แล้วลาออกจากพลับพลา เหาะมากุฎีพระอาจารย์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พิเภกโหราปรีชาหาญ
ชำระฤกษ์ยามอัศกาล ได้ทั้งศุภวารเวลา
แล้วจึ่งน้อมเศียรบังคมบาท ทูลพระภูวนาถนาถา
พรุ่งนี้ศุภฤกษ์ยาตรา เป็นมหามงคลสวัสดี
เทวาพร้อมกันประเวศ ประชุมในเมษราศี
ให้จำเริญราชฤทธี ไพรีจะอัปราชัย
ฤกษ์รุ่งมหาสิทธิโชค โยคเกณฑ์จะได้ลาภใหญ่
เป็นศรีสวัสดิ์เลิศไกร นัยว่าจะมาแต่อัมพร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังพิเภกพยากรณ์ ภูธรสุขเกษมเปรมปรีดิ์
จึ่งสั่งสุครีพผู้ศักดา ให้จัดโยธากระบี่ศรี
เข้ากองทั้งสองพระบุรี แต่ในราตรีจงพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ บังคมคัลแล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จัดเป็นมังกรข้ามสมุทร วายุบุตรเป็นเศียรไปหน้า
ปากบนวาหุโรมฤทธา ปากล่างปิงคลาวานร
สองเขาสุรเสนสุรกานต์ ศรีชมพูพานนั้นเป็นหงอน
ตาซ้ายโคมุทฤทธิรอน ตาขวาศรรามชาญฉกรรจ์
ตัวคือองคตหลานอินทร์ เท้าขวากบินทร์นิลขัน
เท้าซ้ายนั้นนิลปานัน ลิ้นนั้นเกสรทมาลา
เท้าหลังเบื้องซ้ายทวิพัท มหัทวิกันเป็นเท้าขวา
นิลนนท์เป็นหางถัดมา กายานั้นจอมโยธี
อันหมู่จังเกียงวานร เป็นเล็บเขี้ยวมังกรสลับสี
โยธาเป็นเกล็ดทั้งอินทรีย์ ก็เสร็จตามมีพจมาน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
บรรทมในราตรีกาล เหนือแท่นชัชวาลพรายพรรณ
ครั้นปัจฉิมยามเวลา สกุณาเพรียกพร้องขานขัน
แมลงผึ้งภู่เวียนวัน จักจั่นเสียงเจื้อยจับใจ
ดาวเดือนเลื่อนลับโพยมหน สุริยนจวนแจ้งปัจจุสมัย
แสงทองรองเรื่ออำไพ ภูวไนยตื่นจากไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งชำระพระโอษฐ์สรงพระพักตร์ แล้วชวนพระลักษมณ์กนิษฐา
เสด็จจากแท่นแก้วอลงการ์ มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารธารทิพย์เกสร
ต่างทรงสนับเพลาอลงกรณ์ เชิงงอนงอนงามอร่ามพลอย
พระหริวงศ์ทรงทิพย์ภูษา เครือหงส์กาบผกาช่อห้อย
พระลักษมณ์ทรงผ้าก้านกระหนกลอย ชายไหวช่อช้อยชายแครง
สอดใส่ฉลององค์ทรงประพาส พื้นตาดฉลุเครือแย่ง
ทับทรวงประดับเพชรแดง ตาบทิศลายแทงสังวาลวัลย์
พาหุรัดทองกรมังกรพต สลับด้วยมรกตมุกดาคั่น
ธำมรงค์เพชรรายเรือนสุบรรณ มงกุฎแก้วเทวัญสว่างวาม
ห้อยพวงมาลัยดอกไม้มาศ งามประหลาดลบโลกทั้งสาม
ต่างกุมศรปราบสงคราม ตามกันมาเกยรัตนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

๏ ลดองค์ลงนั่งตั้งพระเนตร สังเกตไปทั่วทุกทิศา
ซึ่งจะเป็นนิมิตยาตรา บ่ายหน้าตามเกล็ดนาคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
สถิตเหนือทิพอาสน์รูจี เป็นที่ผาสุกสถาวร
ภายใต้ต้นปาริชาต พร้อมหมู่เทวราชอัปสร
เล็งเนตรลงมาในดินดอน เห็นพระสี่กรอวตาร
จะยกพหลพลไกร ข้ามมหาสมุทรไทไพศาล
ไปทวีปลงกากรุงมาร สังหารอสูรพาลา
ไม่มีสีวิกาญจน์ยานุมาศ จะเสด็จด้วยบาทอนาถา
จำจะให้เอารถรัตนา ไปถวายผ่านฟ้าทรงจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วจึ่งสั่งมาตุลี บัดนี้พระนารายณ์ทรงศร
จะยกโยธาพลากร ไปราญรอนอสุราอาธรรม์
ตัวท่านจงเอารถแก้ว อันเพริศแพร้วพรรณรายฉายฉัน
ไปถวายพระองค์ทรงสุบรรณ ยังเนินเขาคันธกาลา
แล้วจงอยู่เป็นสารถี ขับพาชีชักรัถา
ต่อเสร็จสงครามในลงกา จึ่งมาจากองค์พระทรงชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมาตุลีผู้มีอัชฌาสัย
รับเทวบัญชาหัสนัยน์ ก็ออกไปจากที่วิมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งเทียมรถแก้วแววฟ้า ด้วยสินธพเทวาตัวหาญ
เสร็จแล้วก็ขับเหาะทะยาน ผ่านมาด้วยฤทธิเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เทพบุตรอาชาร่าเริง ลำพองลองเชิงเหียนหัน
ยกหูชูหางหยัดยัน แผดร้องสนั่นโลกา
กึกก้องกัมปนาทหวาดไหว ทั่วไปในทศทิศา
ตลอดถึงโสฬสพรหมา จนมหาพิภพบาดาล
ก็เลื่อนลอยมาโดยอากาศ โอภาสด้วยดวงมุกดาหาร
รัศมีจำรัสชัชวาล ลงตรงหน้าฉานพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ พญาเดิน

๏ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยแก้ว แล้วจึ่งทูลแจ้งแถลงไข
ว่าองค์พระจอมเมรุไกร แจ้งว่าภูวไนยทรงธรรม์
จะข้ามไปเกาะลงกา ล้างหมู่อสุราโมหันธ์
ให้เอารถแก้วแพร้วพรรณ คู่เวไชยันต์รูจี
มาถวายสมเด็จพระหริวงศ์ ให้ทรงไปปราบยักษี
ยังทวีปลงกาธานี จะมีชัยแก่หมู่อสุรา
แล้วให้ข้าอยู่ฉลองบาท ขับพิชัยราชรัถา
ปราบหมู่อสุรพาลา ไปกว่าจะเสร็จสำเร็จการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
แจ้งว่าองค์ท้าวมัฆวาน ให้รถวิมานก็ยินดี
จึ่งกล่าววาจาปราศรัย ขอบใจหัสเนตรเรืองศรี
ทรงพระเมตตาครานี้ คุณนั้นไม่มีใครเทียมทัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ตรัสแล้วจึ่งชวนพระนุชนาถ เสด็จจากเกยมาศฉายฉัน
งามดั่งสุริยากับพระจันทร์ มาขึ้นรถเทวัญอลงการ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษา
ครั้นได้ศุภฤกษ์เวลา อสุราให้ลั่นฆ้องชัย
ชาวประโคมก็ประโคมแตรสังข์ ปี่กลองก้องดังหวั่นไหว
อันหมู่พหลพลไกร โห่สนั่นลั่นไปเป็นโกลา
ไชยามพวานฤทธิรงค์ ก็โบกธงนำพลไปหน้า
ดำเนินพยุหโยธา ตามเกล็ดนาคาสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉาน

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ครันทัพหน้ามาถึงฝั่งสาคร ภูธรให้เคลื่อนพิชัยรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว เพริศแพร้วกำกงอลงกต
แอกงอนอ่อนสลวยชวยชด เครือขดช่อตั้งบัลลังก์ลอย
รายรูปสิงห์อัดหยัดยัน สุบรรณจับนาคหิ้วเศียรห้อย
ดุมเพลาวาววับประดับพลอย แปรกแก้วกาบช้อยสะบัดบัง
เทียมด้วยสินธพเทพบุตร ทั้งสี่บริสุทธิ์ดั่งสีสังข์
มาตุลีขับโผนด้วยกำลัง รี่เรื่อยเร็วดั่งลมพัด
เครื่องสูงมยุรฉัตรชุมสาย ธงฉานธงชายปลายสะบัด
กาหลพลแห่เยียดยัด ขนัดฆ้องกลองประโคมโครมครึก
โยธาโลดโผนโจนทะยาน เริงร่าลำพองคะนองศึก
เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นพันลึก คึกคึกรีบข้ามชลธี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กลองโยน

ยานี

๏ เมื่อนั้น เทวัญนางฟ้าทุกราศี
เห็นพระหริรักษ์จักรี ยกพวกกระบี่นิกร
ข้ามไปล้างเหล่าอสุรา ต่างองค์ปรีดาสโมสร
บ้างเผยช่องสีหบัญชร เยี่ยมพักตร์สลอนทุกวิมาน
โปรยปรายบุปผาสุมามาศ มณฑาทิพย์เกลื่อนกลาดหอมหวาน
อวยชัยให้พรพระอวตาร ตบหัตถ์ฉัดฉานทั้งเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ สาธุการ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เร่งรีบพยุหโยธา ข้ามมหาคงคาวาริน
งามดั่งองค์ท้าวเทวราช มาเที่ยวประพาสกระแสสินธุ์
งามทั้งรถแก้วโกมิน งามสิ้นทั้งหมู่โยธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ข้ามสมุทร

จำปาทองเทศ

๏ มาถึงกึ่งทางกลางสมุทร พระทรงครุฑชมหมู่มัจฉา
เงือกงูราหูเหรา โลมาผุดพ่นชลธาร
พิมทองท่องท้องสาคร มังกรเล่นน้ำกระฉอกฉาน
สีเสียดเสียดว่ายกับปลาวาฬ ช้างนํ้าทะยานหยอกกัน
หน้าคนเวียนวนตามคู่ ม้านํ้าชูเศียรเหียนหัน
ฉลามตามคลื่นพัลวัน นวลจันทร์จันทรเม็ดกระเบนบิน
อินทรีว่ายรี่หนีฉนาก พญานาคลอยเล่นกระแสสินธุ์
อันหมู่มัจฉาในวาริน เหมือนจะยินดีช่วยอำนวยพร
พระพายพัดเรื่อยเฉื่อยฉ่ำ ต้องนํ้าเป็นระลอกกระฉอกฉ่อน
พระอาทิตย์ขับรถบทจร ไขแสงอ่อนอ่อนให้สำราญ
ปักษิณบินร้องถวายเสียง ดั่งจำเรียงดนตรีขับขาน
สองกษัตริย์ชื่นชมเบิกบาน รีบเร่งพลหาญข้ามไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งสมุทร จึ่งให้หยุดโยธาน้อยใหญ่
ตั้งเป็นกระบวนทัพชัย โดยในพยุหยาตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองคอยเหตุยักษา
เห็นทัพยกข้ามสมุทรมา ก็รีบเข้าลงกาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทพญายักษี
ทูลว่าพระรามจักรี ยกหมู่โยธีวานร
เป็นกระบวนทัพนับสมุทร ดูไม่สิ้นสุดหยุดหย่อน
ข้ามมาถึงฝั่งสาคร ประทับร้อนอยู่ริมคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังคั่งแค้นในวิญญาณ์ อสุรานิ่งนึกตรึกไป
ชิชะสงครามครั้งนี้ คิดล้างหลายทีแล้วไม่ได้
ล่วงลามข้ามฝั่งสมุทรไท อาจใจจะมาต่อยุทธ์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะฆ่าพวกมันให้สิ้นสุด
ด้วยกำลังปรีชาวรารุทร มิให้ถึงอาวุธราวี
คิดแล้วจึ่งมีพจนารถ แก่ภานุราชยักษี
บัดนี้อริราชไพรี ยกพวกโยธีข้ามมา
ท่านจงไปยังพนาวัน นิมิตซึ่งพรรณพฤกษา
ทรงผลเกลื่อนกลาดดาษดา ภูมิฐานนํ้าท่าให้ชอบกล
แล้วจึ่งประดาดินอยู่ อย่าให้มันรู้เหตุผล
แม้นว่าข้าศึกยกพล มาตั้งบนที่นิมิตไว้
ตัวเอ็งจงควํ่าแผ่นดิน อย่าให้ไพรินนั้นเหลือได้
ถ้าทำสำเร็จดั่งใจ จะแบ่งเมืองให้เป็นรางวัล ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาภานุราชตัวขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ บังคมคัลสนองพระวาที
อันการเพียงนี้ไม่ยากนัก พอจักรับใส่เกศี
ฆ่าให้สิ้นพวกไพรี ภูมีอย่าร้อนวิญญาณ์
ว่าแล้วน้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทพญายักษา
ออกจากพระโรงรัตนา อสุราก็รีบระเห็จไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ เดินดัดลัดมาในไพรวัน เห็นป่าหนึ่งนั้นกว้างใหญ่
เป็นต้นมรคาพนาลัย ใกล้กับทัพชัยพระจักรี
มีความชื่นชมโสมนัส ยกหัตถ์ประนมเหนือเกศี
ก็ร่ายพระเวทอันฤทธี อสุรีนิมิตพนาดร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นภูมิพื้น ราบรื่นเรี่ยรายด้วยทรายอ่อน
มิ่งไม้ทรงผลอรชร บังแสงทินกรชอุ่มไป
แสนสนุกเป็นที่ประพาส ศิลาลาดห้วยธารนํ้าไหล
ใสสะอาดสะอ้านสำราญใจ เจือไปด้วยพิษอันบันดาล
อันพรรณพฤกษาผลาผล ใบต้นเบื่อเมาแต่กลิ่นหวาน
พร้อมเสร็จสำเร็จทุกประการ แล้วอ่านพระเวทวิทยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ กายนั้นใหญ่กว่าพรหเมศ สำแดงเดชแทรกแผ่นดินหนา
สองเท้านั้นเหยียบยันศิลา อันรองมหาปัถพี
สองมือดันพื้นสุธาไว้ ด้วยกำลังฤทธิไกรยักษี
คอยดูหมู่ราชไพรี ได้ทีจะควํ่าแผ่นดิน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์ทรงศิลป์
ครั้นเสร็จข้ามโยธาวานรินทร์ พระปิ่นภพมีราชโองการ
ดูกรประคนธรรพผู้ศักดา อันมีปรีชากล้าหาญ
จงไปดูที่อันโอฬาร ชัยภูมิสถานสวัสดี
จะได้ตั้งทัพพลับพลา พักพลโยธากระบี่ศรี
มั่นแล้วจะยกเข้าราวี ต่อดีด้วยหมู่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งประคนธรรพคนขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เที่ยวดูมาในพนาลี ตามเชิงคีรีเขาใหญ่
ก็ถึงที่ขุนมารนิมิตไว้ มิ่งไม้ทรงผลอรชร
กว้างขวางราบรื่นรโหฐาน มีธารธาราสิงขร
เป็นที่ชัยภูมิสถาวร ได้นามกรครุฑา
ควรจะตั้งกองทัพใหญ่ โดยตำรับพิชัยสงครามว่า
ก็บากไม้หมายตรุยมรคา แล้วรีบกลับมาทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ ทูลบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ป่าหนึ่งสะอ้านสะอาดดี เป็นที่สวัสดิมงคล
พ่างพื้นราบรื่นจำเริญตา พร้อมทั้งนํ้าท่าผลาผล
ภูเขาต้นไม้ชอบกล ควรจะพักพลพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ฟังประคนธรรพฤทธิรอน ภูธรตรัสถามพิเภกไป
ป่านี้เห็นเป็นสนุกนัก พญายักษ์ยังรู้หรือไฉน
มีนามนั้นเรียกประการใด จะใกล้หรือไกลกับลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราสนองพระโองการ
อันนอกมรกตคีรี ไม่มีป่าสนุกรโหฐาน
เห็นเจ้าลงกากรุงมาร จะให้บันดาลไว้ด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ฟังโหราผู้รู้นิมิต ทรงฤทธิ์ถวิลจินดา
อันกลศึกนี้ลึกลํ้า เห็นจะเป็นเหมือนคำพิเภกว่า
จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งวายุบุตรฤทธิรอน
ตัวท่านจงให้ประคนธรรพ มันนำกลับไปดูก่อน
พิเคราะห์ดีร้ายให้แน่นอน จะได้ยกนิกรรีบไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
น้อมเศียรรับสั่งภูวไนย แล้วให้ประคนธรรพพามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สองนายเดินเดาะเลาะทาง ตามหว่างทิวแถวแนวป่า
ถึงที่นิมิตอสุรา ถิ่นฐานโอฬาร์ชอบกล
ประกอบด้วยมิ่งไม้หลายพรรณ เรียงรันผลิดอกออกผล
ดิบห่ามสุกแซมแกมปน งอมหล่นเกลื่อนกลาดดาษไป
อันหมู่วิหคทั้งหลาย จะกลํ้ากรายมากินก็หาไม่
พิเคราะห์ดูด้วยปรีชาไว ก็แจ้งใจว่ากลอสุรี
เหมือนคำพิเภกกราบทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพเรืองศรี
ดีร้ายภายใต้ปัถพี จะมีอสูรมารยา
อย่าเลยจะลงไปดู ให้รู้อุบายยักษา
คิดแล้วสำแดงเดชา แทรกพื้นพสุธาลงไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเหลือบแลเห็นอสุรี นิมิตอินทรีย์โตใหญ่
สองกรช้อนชูแผ่นดินไว้ ด้วยฤทธิไกรชาญฉกรรจ์
ขุนกระบี่ชักตรีออกจากกาย มาดหมายจะฆ่าให้อาสัญ
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน โถมเข้าโรมรันราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ภานุราชสิทธิศักดิ์ยักษี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีฉวยชักคทา
แกว่งกวัดผัดผันอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ผาดโผนโจนจ้วงทะลวงมา เข้าต่อศักดาวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
โรมรุกบุกบันประจัญกร ฟันฟอนรบชิดติดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายเหยียบเข่าอสุรา มือขวาแกว่งตรีฉายฉัน
สัประยุทธ์กลอกกลับจับกัน ต่างฟันต่างแทงต่างตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ภานุราชสิทธิศักดิ์ยักษี
เหวี่ยงผันหันไปด้วยฤทธี อสุรีสลัดหนุมาน
เท้าหนึ่งเหยียบเข่าวานร แกว่งคทาธรจะสังหาร
ต่างตนโรมรันประจัญบาน รอนราญไม่ลดงดกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
โรมรุกคลุกคลีตีประจัญ โถมแทงกุมภัณฑ์ด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ล้มลงกับพื้นดินดอน กรซ้ายจิกเศียรยักษี
เหยียบไว้ภายใต้ปัถพี แล้วมีวาจาถามไป
เหวยเหวยไอ้ชาติพาลา ใครใช้มึงมาแต่ไหน
มีนามกรชื่อไร เหตุใดมาทำดั่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ภานุราชสิทธิศักดิ์ยักษี
สุดฤทธิ์สุดคิดจะต่อตี อสุรีก็แจ้งโดยสัจจา
ข้าชื่อภานุราชขุนมาร ทหารทศพักตร์ยักษา
พระองค์ตรัสใช้ให้มา นิมิตเป็นป่าพนาดร
ประกอบด้วยนํ้าท่าผลาผล ชอบกลเป็นที่สโมสร
แม้นว่าพระรามเสด็จจร มาตั้งนิกรโยธี
ให้ข้าพลิกควํ่าสุธาธาร สังหารพวกพลกระบี่ศรี
ใหสิ้นทั้งทัพที่มานี้ มิให้มีศึกสืบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังจะแจ้งไม่แคลงใจ แกว่งตรีดั่งไฟประลัยกัลป์
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้สาธารณ์ กูคือพระกาลรังสรรค์
ว่าพลางพิฆาตฟาดฟัน กุมภัณฑ์สุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ แล้วเอาตรีเพชรฤทธิรอน ฟันฟอนตัดเศียรยักษี
ขาดกระเด็นออกจากอินทรีย์ ขุนกระบี่ก็หิ้วขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ หยุดยืนอยู่แล้วก็พินิจ ดูที่นิมิตของยักษา
หายไปมิได้ประจักษ์ตา ก็พาประคนธรรพกลับจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวาทน์ ทูลพระภูวนาถทรงศร
ตามได้สังหารราญรอน วานรถวายเศียรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์ ทรงธรรม์จึ่งมีบัญชา
เหวยเหวยดูก่อนประคนธรรพ ตัวมึงอัปลักษณ์หนักหนา
กูไว้ใจใช้ไปต่างตา ใช่ว่าจะให้ต่อตี
เพียงนี้ยังทำให้เสียการ ไม่รู้เท่ากลมารยักษี
จะพารี้พลโยธี ไปม้วยชีวีทั้งทัพชัย
โทษนี้ถึงสิ้นชีวัน จะฆ่าฟันก็หาประโยชน์ไม่
แม้นอยู่จะม้วยบรรลัย เร่งไปเสียเถิดไอ้พาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประคนธรรพฤทธิแรงแข็งกล้า
ได้ฟังพระราชบัญชา ดั่งว่าต้องแสงศรพิษ
กราบลงแล้วสนองพระวาที อันตัวข้านี้โทษผิด
ซึ่งเมตตาไม่ฆ่าชีวิต คุณพระทรงฤทธิ์เป็นพ้นไป
ทูลพลางถวายบังคมลา น้ำตาแถวถั่งหลั่งไหล
คลานออกมานอกทัพชัย เหาะไปที่อยู่ดั่งก่อนกาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ