สมุดไทยเล่มที่ ๖๕

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
แลเห็นท้าวสัตลุงตาย ตรีเมฆนั้นหายไปกับตา
ให้ประหลาดหลากจิตคิดฉงน ด้วยเล่ห์กลอุบายยักษา
จึ่งมีพระราชบัญชา ตรัสถามพญาพิเภกไป
อันไอ้ตรีเมฆกุมภัณฑ์ ตัวมันนั้นหายไปไหน
คิดคิดก็อัศจรรย์ใจ เหตุใดจึ่งเป็นดั่งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี อสุรีจับยามสามตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ แจ้งแล้วน้อมเศียรบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพนาถา
อันซึ่งตรีเมฆอสุรา อหังการ์ยกออกมาราญรอน
จนสิ้นจตุรงคโยธี บัดนี้มันกลัวพระแสงศร
หนีองค์สมเด็จพระสี่กร ไปซ่อนอยู่เมืองบาดาล
ขอให้คำแหงวายุบุตร อันมีฤทธิรุทรกล้าหาญ
ตามลงไปฆ่าให้วายปราณ ตัดเศียรขุนมารขึ้นมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพิเภกโหรา ผ่านฟ้ามีพจน์วาที
ดูก่อนคำแหงวายุบุตร ท่านผู้มีฤทธิรุทรเรืองศรี
จงตามไปมล้างชีวี ตรีเมฆอสุรีในบาดาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งสมเด็จพระอวตาร ชุลีลาแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ขุนกระบี่สำแดงแผลงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
กวัดแกว่งตรีเพชรอันศักดา ก็แทรกพื้นพระสุธาลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพิภพบาดาล แสนสนุกโอฬารกว้างใหญ่
ดั่งหนึ่งเมืองฟ้าสุราลัย ก็เข้าไปในพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ แลเห็นพญานาคราช สถิตบัลลังก์อาสน์มณีศรี
ท่ามกลางมาตยานาคี ขุนกระบี่จึ่งมีวาจา
ดูกรพญาภุชงค์ ท่านผู้ทรงฤทธิ์พิษกล้า
อันอ้ายตรีเมฆอสุรา ยกพลโยธามาชิงชัย
บัดนี้แพ้ฤทธิ์พระสี่กร หนีศรลงมาแล้วอยู่ไหน
เราคือทหารพระภูวไนย ได้นามชื่อว่าหนุมาน
ตรัสใช้มาตามกุมภัณฑ์ ผลาญมันให้สิ้นสังขาร
ตัวท่านเป็นเจ้าในบาดาล อย่าคบพวกพาลทรลักษณ์
จะพลอยพาโคตรวงศ์ตาย ด้วยศรพระนารายณ์ทรงจักร
จงบอกที่อยู่ขุนยักษ์ อย่าหนักหน่วงไว้ให้ช้าที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากาลนาคเรืองศรี
แจ้งว่าทหารพระจักรี มาตามตรีเมฆอสุรา
ครั้นจะบอกออกโดยจริงไป ก็กลัวเป็นเวรในภายหน้า
แม้นจะปฏิเสธว่าไม่มา ก็เกรงเบื้องบาทาพระจักรี
จำกูจะกล่าวเป็นท่ามกลาง ไม่บอกไม่พรางกระบี่ศรี
คิดแล้วจึ่งตอบวาที อสุรีไม่อยู่ในเมืองเรา
จะไปแห่งใดนั้นไม่เห็น ซ่อนเร้นกายาประสาเขา
ทั่วทั้งไพชยนต์จงค้นเอา เราไม่เข้าชอบด้วยพวกพาล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังพญานาคพจมาน ว่าขานเคลือบแคลงแฝงกัน
จึ่งว่าท่านเป็นกษัตรา สุริย์วงศ์นาคารังสรรค์
ควรหรือไม่อยู่ในทางธรรม์ แบ่งปันมารยาพาที
คบเอาอาธรรม์ไว้เป็นมิตร คิดอ่านป้องกันให้หลบหนี
มิได้เกรงศักดิ์พระจักรี จะสังหารชีวีให้บรรลัย
ว่าพลางก็เอาหางมัด ตรึงรัดเข้าไว้มิให้ไหว
จงเร่งบอกความตามจริงไป หาไม่ไม่รอดชีวา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญานาคผู้มียศถา
เจ็บปวดรวดร้าวทั้งกายา ดั่งว่าจะม้วยชีวี
สุดทนจึ่งร้องขอโทษ อย่าโกรธเราเลยกระบี่ศรี
อันตัวตรีเมฆอสุรี ลงมาที่นี่แล้วกลับไป
บัดนี้ยักษีเข้าซ่อนกาย ในเมล็ดทรายที่ท้องสมุทรใหญ่
ยังเนินหาดแก้วแววไว แทบใกล้จักรวาลบรรพตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารกล้า
ได้แจ้งแห่งคำนาคา บอกมาโดยสัจทุกสิ่งไป
มีความชื่นชมโสมนัส ก็คลายหางวางมัดออกให้
ผาดแผลงสำแดงฤทธิไกร ขึ้นมาจากใต้บาดาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เหาะรีบไปโดยอากาศ ดั่งพญาครุฑราชตัวหาญ
ถึงที่หาดแก้วสุรกานต์ ยังเนินจักรวาลคีรี
พินิจพิศดูในสมุทร ด้วยปรีชาวัยวุฒิกระบี่ศรี
เห็นพรายน้ำผุดขึ้นหลายที เหมือนคำนาคีที่บอกมา
ตรีเมฆอยู่นี่มั่นคง กูจะลงไปจับยักษา
คิดแล้วร่ายเวทอันศักดา นิมิตกายาวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ ใหญ่เท่าบรมพรหมาน สูงเพียงจักรวาลสิงขร
ก็ยื่นหัตถ์ลงในสาคร กรกระหวัดจะจับอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นเมล็ดทรายไหวถึงอินทรีย์ มีความตระหนกตกใจ
รู้ว่าไพรีมาติดตาม ความกลัวไม่อาจอยู่ได้
ก็ออกจากเมล็ดทรายด้วยว่องไว ผุดขึ้นจากในคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นคำแหงหนุมาน สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา
กริ้วโกรธแกว่งกระบองโผนมา เข้าต่อฤทธาด้วยวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงวายุบุตรชาญสมร
เห็นยักษาถาโถมมาราญรอน กรชักตรีเพชรออกจากกาย
กวัดแกว่งสำแดงศักดา รัศมีดั่งฟ้าฟาดสาย
ยืนยันเหนือหลังหาดทราย ลูกพระพายโรมรันประจัญตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ตรีเมฆสิทธิศักดิ์ยักษี
ต่อกรรอนราญราวี อสุรีไล่รุกบุกบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรแข็งขัน
ต้องกายหนุมานชาญฉกรรจ์ เหหันซวนเซเปรไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงวายุบุตรทหารใหญ่
โกรธาตาแดงดั่งไฟ ยั้งตัวอยู่ได้ก็โผนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร กลับกลอกหันเวียนเปลี่ยนท่า
แทงด้วยตรีเพชรอันศักดา ชิงได้คทาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพญาตรีเศียรยักษี
สิ้นสุดอาวุธจะต่อตี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกาล
กระทืบบาทผาดเสียงดั่งฟ้าผ่า อสุราสำแดงกำลังหาญ
วิ่งโดดโลดโผนโจนทะยาน ขุนมารก็ถอนเอาต้นไม้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บ่าแบกเท้าถีบมือกระชาก เง่ารากไม่ทนกำลังได้
กวัดแกว่งสำแดงฤทธิไกร เข้าไล่โจมตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
รับรองป้องกันประจัญกร ราญรอนสัประยุทธ์อสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชิงได้ต้นไม้ขุนมาร โถมทะยานถีบซ้ายป่ายขวา
ตรีเมฆไม่ทานฤทธา ล้มผวาลงกับเนินทราย
โจนขึ้นเหยียบอกแล้วจิกเกศ สำแดงเดชแกว่งตรีฉานฉาย
ตัดเศียรขาดกระเด็นออกจากกาย กุมภัณฑ์ก็วายชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เสร็จซึ่งสังหารอสุรินทร์ ขุนกระบินทร์หิ้วเศียรยักษี
เหาะระเห็จเตร็ดฟ้าด้วยฤทธี ตรงมาที่เฝ้าพระจักรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์พระนารายณ์นาถา
ถวายเศียรตรีเมฆอสุรา แล้วทูลกิจจาทุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ทอดพระเนตรเห็นเศียรขุนมาร ผ่านฟ้าชื่นชมด้วยสมคิด
ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงจันทร์ ดั่งได้ฉ้อชั้นดุสิต
จึ่งตรัสแก่ลูกพระอาทิตย์ พิเภกปโรหิตอสุรา
ทั้งสิบแปดมงกุฎฤทธิรอน เสนาวานรพร้อมหน้า
อันวายุบุตรผู้ศักดา ฤทธาเลิศลบแดนไตร
แม้จะหาทิพย์สมบัติ ดวงแก้วจักรพรรดิพอหาได้
อันจะหาทหารที่คู่ใจ หาไม่ได้เหมือนหนุมาน
ทั้งสติปัญญาก็สามารถ ฤทธิรงค์องอาจกล้าหาญ
ใช้ไหนก็ได้ราชการ จะประมาณความชอบพันทวี
ตรัสแล้วเสด็จขึ้นรถอินทร์ พานรินทร์โห่ฮึกอึงมี่
ให้เลิกพหลโยธี คืนเข้ายังที่พลับพลา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
เห็นท้าวสัตลุงอสุรา ตรีเมฆมรณาก็ตกใจ
ความกลัวตัวสั่นขวัญบิน ดั่งจะแทรกแผ่นดินลงไปได้
พากันดั้นดัดลัดไพร ตรงไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษี
ว่าพระสหายร่วมชีวี กับองค์ตรีเมฆนัดดา
สองกษัตริย์ออกไปต่อยุทธ์ สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า
จนถึงสิ้นชีพชีวา ทั้งพลโยธาพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
แจ้งว่าพระสหายฤทธิรอน ผู้ผ่านนครจักรวาล
ทั้งราชนัดดาสุริย์วงศ์ สององค์สิ้นชีพสังขาร
ให้ร้อนอกดั่งตกในเพลิงกาล พญามารสลดระทดใจ
หน้าซีดผาดเผือดลงทันที อสุรีทอดถอนใจใหญ่
ความรักความเสียดายเป็นพ้นไป อาลัยถึงสองกษัตรา
แสนโศกดั่งหนึ่งจะล้มลง อุตส่าห์ฝ่าฝืนองค์ยักษา
เสด็จจากอาสน์แก้วอลงการ์ เข้ามาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งค่อยนั่งลง ใกล้องค์มณโฑมเหสี
แล้วกล่าวสุนทรวาที เจ้าพี่ผู้ร่วมชีวัน
องค์พระสหายกับนัดดา ยกพวกโยธาพลขันธ์
ออกไปหักโหมโรมรัน รบกันกับหมู่ปัจจามิตร
เสียทั้งม้ารถคชสาร พลมารตายยับอกนิษฐ์
สององค์สุดสิ้นชีวิต ด้วยฤทธิ์มนุษย์ลิงไพร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑผู้ยอดพิสมัย
ฟังพระบัญชาก็ตกใจ อาลัยถึงสองกษัตรา
ชลนัยน์ไหลนองคลองเนตร แสนเทวษเศร้าโทมนัสสา
ซบพักตร์ลงกับบาทา กัลยาสนองพระวาที
พระองค์ผู้วงศ์พรหเมศ ดั่งฉัตรแก้วกั้นเกศของยักษี
เป็นปิ่นปักหลักโลกธาตรี ประชาชีได้พึ่งบทมาลย์
อันซึ่งการเกิดกลียุค ไม่มีสิ่งสุขเกษมศานต์
เหตุด้วยสีดายุพาพาล จึ่งได้รอนราญกันต่อมา
ขอพระองค์ผู้มีปรีชาฤทธิ์ คิดเป็นไมตรีเสียดีกว่า
ก็จะเย็นเกล้าอสุรา ทั่วทั้งลงกาพระนคร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรชาญสมร
ได้ฟังอัครราชบังอร ว่าวอนรำพันพาที
ดั่งหนึ่งศรแสลงที่มีพิษ มาเสียบทรวงดวงจิตของยักษี
ความโกรธเป็นพ้นพันทวี อสุรีขัดแค้นแน่นใจ
สิบปากมีราชบัญชา อนิจจาควรหรือช่างว่าได้
จะให้กูผู้มีฤทธิไกร งอนง้อพวกไอ้ปัจจามิตร
เป็นที่อัปยศอดสู แก่หมู่เทวานักสิทธ์
จะสำรวลสรวลเล่นเป็นนิจ ชั่วพระอาทิตย์พระจันทร์
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร จากอาสน์พรรณรายฉายฉัน
ไม่ดูหมู่สนมกำนัล ก็เข้าห้องสุวรรณอันรูจี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ ยอกรก่ายพักตร์ยักษี
นิ่งนึกตรึกไปด้วยไพรี อันสงครามครั้งนี้อาจนัก
มนุษย์ชำนาญในการศร โยธาวานรก็มือหนัก
อันในสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ ให้ยกออกหักครั้งใด
แตกตายพ่ายแพ้มาหลายหน ไม่ทนฝีมือมันได้
จนตัวกูยกออกไป ชิงชัยก็เสียทีมา
สิ้นหมู่ม้ารถคชสาร จตุรงค์ทวยหาญซ้ายขวา
ตายยับนับสมุทรคณนา ข้าศึกยิ่งกล้ากำเริบฤทธิ์
จำกูจะตั้งอาหุดี พิธีอุโมงค์กาลากิจ
ให้คงทนสาตราปัจจามิตร จึ่งจะคิดไปแก้แค้นมัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ตริแล้วสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพรรณรายฉายฉัน
พอรุ่งแสงสีรวีวรรณ กุมภัณฑ์ออกพระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งเหนืออาสน์ พร้อมเสนามาตย์ซ้ายขวา
แล้วมีพระราชบัญชา สั่งเปาวนาสูรอสุรี
จงขุดอุโมงค์ลงใต้ดิน แทบนิลกาลาคีรีศรี
ให้โอฬารสะอ้านสะอาดดี พร้อมเครื่องบัตรพลีกาลาไฟ
แล้วจึ่งเอาแผ่นศิลา สำหรับปิดมหาอุโมงค์ใหญ่
กูจะตั้งพิธีอดใจ ชุบกายาให้มีฤทธิ์
แม้นครบเจ็ดคืนเจ็ดวัน กายนั้นจะเป็นกายสิทธิ์
ถึงอาวุธสามภพจบทิศ จะมล้างชีวิตไม่วายปราณ
แล้วจะเอานํ้าทิพมนต์ มาแต่งรี้พลทวยหาญ
เราจึ่งจะยกออกรอนราญ ผลาญหมู่อริราชไพรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เกณฑ์หมู่พหลพลมาร ถือตะกร้าสิ่วขวานพร้อมหน้า
ทั้งชะแลงจอบเสียมมีดพร้า เสร็จแล้วก็พากันรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งเนินสีขริน อันชื่อนิลกาลาเขาใหญ่
จึ่งสั่งรี้พลสกลไกร ให้ขุดอุโมงค์อันโอฬาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกโยธาทวยหาญ
ต่างคนต่างเข้าจับการ ขุดขนอลหม่านพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วก็ตั้งบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
ดาดเพดานห้อยพู่พวงสุวรรณ แขวนคั่นอัจกลับสลับมา
มีทั้งประทีปแก้วทอง สองข้างผนังซ้ายขวา
สุจหนี่ปูลาดสะอาดตา ตั้งเครื่องบูชาบัดพลี
ดอกไม้เจ็ดสีสิ่งละพัน ใส่พานสุวรรณต่างสี
ทั้งหม้อทองหม้อแก้วรูจี วารีเต็มตั้งไว้ชั้นใน
แล้วสั่งอสุรกุมภัณฑ์ ให้ช่วยกันยกแผ่นศิลาใหญ่
มาวางใกล้ปากอุโมงค์ไว ตามในพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ครั้นเสร็จอุโมงค์อลงการ์ เสด็จมาที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สนานกายด้วยสายกระแสสินธุ์ หอมตลบอบกลิ่นเกสร
ทรงสุคนธาทิพย์กำจร อุทุมพรพื้นขาวเครือวัลย์
บงเฉียงโขมพัตถ์ภูษา งามสง่าดั่งพรหมรังสรรค์
สอดสายธุรำพรายพรรณ ทรงประคำสุวรรณรูจี
เจิมจุณมุ่นชฎาห่อเกศ เอาเพศเป็นเทพฤๅษี
รัตนโกปินำเกี้ยวโมลี เสร็จแล้วอสุรีมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ให้เลิกโยธาพลากร สารถีขับจรดั่งลมกรด
หมายนิลกาลาบรรพต เลี้ยวลดไปตามมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงมีราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
กูจะตั้งกิจวิทยา อยู่ในมหาอุโมงค์นี้
เอ็งเอาแผ่นผาปิดประตู อย่าให้ใครรู้จักที่
เกลี่ยทรายปรายกลบให้จงดี แล้วพาหมู่อสุรีกลับไป
กำหนดเจ็ดวันจงมา เปิดปากมหาอุโมงค์ใหญ่
กูจะยกออกไปชิงชัย สังหารพวกภัยให้วายปราณ
สั่งเสร็จเสด็จยุรยาตร จากอาสน์รถแก้วมุกดาหาร
งามดั่งบรมพรหมาน ลงสถานอุโมงค์พิธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี อสุรีเรียกเร่งพลไกร
ให้ยกแผ่นผาอันไพศาล ปิดปากทวารอุโมงค์ใหญ่
เอาทรายเรี่ยเกลี่ยกลบลงไว้ นายไพร่ก็พากันกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ยืนอยู่แทบอุโมงค์ทวารา ก็อ่านคาถาพญามนต์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระเวทขุนยักษ์ ศิลาหนักลั่นเลื่อนลงสามหน
ตรึงแน่นกับแผ่นสุธาดล ดั่งหนึ่งสายยนต์มาผูกไว้
ถึงมนุษย์ครุฑาสุรารักษ์ จะยกผลักเท่าไรก็ไม่ไหว
เสร็จแล้วจึ่งตรงเข้าไป ยังในมณฑลพิธีกรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
ยอกรเหนือเกล้าอภิวันท์ กุมภัณฑ์เข้ากองกูณฑ์กาลา
แล้วนั่งสมาธิสำรวมจิต คิดคุณพรหเมศนาถา
หลับเนตรร่ายเวทวิทยา อสุราแน่นิ่งไม่ติงกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
บรรทมเหนือแท่นแก้วแพรวพราย จนพระสุริย์ฉายเรืองรอง
สกุณาตื่นตาโบยบิน โกกิลส่งเสียงสำเนียงก้อง
ฝูงแมลงผึ้งภุมรีทอง ร่อนร้องเชยซาบสุมามาลย์
พระพายชายพัดมาอ่อนอ่อน พากลิ่นเกสรหอมหวาน
เสียงชะนีโหยไห้ในดงดาน พระอวตารตื่นจากนิทรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ จึงชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
เสด็จยุรยาตรคลาดคลา ออกสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ พร้อมด้วยสุครีพหนุมาน องคตหลานท้าวโกสีย์
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี น้อมเกล้าดุษฎีประนมกร
ดั่งหนึ่งดาราในอากาศ เดียรดาษจำรัสประภัสสร
แวดล้อมซึ่งดวงศศิธร อันเขจรอยู่กลางเมฆา
จึ่งมีพระราชบรรหาร แก่โหราจารย์ยักษา
วันนี้เหตุใดทัพลงกา จึ่งไม่ยกออกมาชิงชัย
ให้ศึกว่างอยู่ประหลาดนัก ทศพักตร์นั้นคิดเป็นไฉน
หรือจะทำกลประการใด สงสัยเป็นพ้นพันทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังบรรหารพระจักรี อสุรีจับยามสามตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กำหนดโดยในไตรเพท ตามซึ่งสังเกตของยักษา
ก็รู้แจ้งไม่แคลงวิญญาณ์ น้อมเกล้าวันทาแล้วทูลไป
อันซึ่งศึกว่างอยู่วันนี้ เพราะยักษีเสียสองทัพใหญ่
สัตลุงตรีเมฆนั้นบรรลัย ไม่มีใครจะออกมาราญรอน
ครั้นตัวจะยกออกมาเอง ก็เกรงเดชพระองค์ทรงศร
บัดนี้ท้าวยี่สิบกร ไปซ่อนทำกิจวิทยา
ในอุโมงค์เชิงนิลสีขเรศ ท่ามกลางนิเวศน์ยักษา
ปากช่องนั้นปิดด้วยศีลา แม้นว่าครบเจ็ดราตรี
กายาจะกลับเป็นเพชร สำเร็จปรารถนายักษี
อันนิ้วพญาอสุรี แม้นชี้ผู้ใดจะวายปราณ
ถึงจะแต่งพลก็ได้ด้วย ใครฆ่าไม่ม้วยสังขาร
ขอให้สุครีพผู้ชัยชาญ นิลนนท์หนุมานฤทธิไกร
ไปยังลงกาธานี ทำลายพิธีเสียให้ได้
สงครามจะไม่ลำบากใจ แก่หมู่ไพร่พลโยธา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังพิเภกอสุรา ผ่านฟ้ามีราชโองการ
ตรัสสั่งลูกพระสุริยน วายุบุตรนิลนนท์ใจหาญ
สามนายผู้ปรีชาชาญ ตัวท่านจงพากันรีบไป
ยังกรุงลงกาธานี มล้างกิจพิธีอุโมงค์ใหญ่
ของไอ้ทศกัณฐ์จังไร อย่าให้สำเร็จดั่งจินดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สามกระบี่ผู้มียศถา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกจากพลับพลาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศสะเทือนเลื่อนลั่น
อากาศมืดคลุ้มชอุ่มควัน พากันเหาะไปโดยอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราวนอก

๏ ดั้นหมอกออกกลีบเมฆา หมายนิลกาลาสิงขร
สามนายผู้มีฤทธิรอน ก็ร่อนลงยังยอดคีรี
แลไปในพื้นสุธาดล เห็นพวกพลหมู่ยักษี
เที่ยวพ่านไปทั้งธานี กระบี่จึ่งปรึกษากัน
ซึ่งเราจะมล้างพิธีการ ทศเศียรขุนมารโมหันธ์
แต่ในเพลากลางวัน พวกมันจะเห็นกายา
จะไม่สำเร็จราชกิจ ของพระจักรกฤษณ์นาถา
จำจะร่ายเวทกำบังตา พวกพลอสุราในธานี
ว่าแล้วจึ่งสามวานร ยอกรเหนือเกล้าเกศี
หลับเนตรสำรวมอินทรีย์ ขุนกระบี่ร่ายเวทกำบังกาย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระเวทอันเชี่ยวชาญ บันดาลกายาแลเงาหาย
ลงจากบรรพตทั้งสามนาย เที่ยวตร่ายดูแผ่นศิลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มิใคร่จะพบตำบล ก็พากันเวียนวนค้นหา
แลไปที่เชิงบรรพตา ก็เห็นแผ่นผาเป็นสำคัญ
ชะรอยว่าปากอุโมงค์ อยู่ตรงที่นี้เป็นแม่นมั่น
สามนายก็เข้าช่วยกัน ยกศิลานั้นทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ จะทำอย่างไรก็ไม่เคลื่อน ไหวเขยื้อนขึ้นได้จากที่
แต่ปลํ้าปลุกขลุกขลุ่ยเป็นโกลี จนสิ้นแรงอินทรีย์แลความคิด
ลูกพระสุริยาจึ่งว่าไป ศิลานี้เป็นไฉนเห็นผิด
ชะรอยทศกัณฐ์บันดาลฤทธิ์ ปิดไว้ด้วยเวทมนตรา
วายุบุตรจงไปแจ้งความ ถามพญาพิเภกยักษา
ได้เนื้อความแล้วจงรีบมา เราสองจะท่าอยู่ที่นี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
รับคำน้าชายด้วยยินดี ชุลีกรแล้วรีบเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เลื่อนลอยมาโดยอากาศ ดั่งพญาครุฑราชตัวใหญ่
ครั้นถึงสุวรรณพลับพลาชัย ก็ลงในพ่างพื้นพสุธา
จึ่งไปคำรพอภิวันท์ พิเภกกุมภัณฑ์ยักษา
แถลงแจ้งความแต่ต้นมา พระน้าจะคิดกระไรดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังหนุมานพาที อสุรีจึ่งตอบคำไป
อันศิลาปิดปากอุโมงค์นั้น ถึงนักสิทธ์เทวัญไม่ยกได้
ด้วยเจ้าลงกากรุงไกร ร่ายเวทผูกไว้ตรึงตรา
จงเอานํ้าล้างเท้าสตรี มารดลงในที่แผ่นผา
ก็จะเสื่อมฤทธิ์วิทยา นัดดาจงเร่งไปคิดกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายเทวารังสรรค์
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ ยอกรอภิวันท์แล้วกลับไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงเชิงนิลกาลา แทบปากมหาอุโมงค์ใหญ่
พอสิ้นแสงสุริโยอโณทัย แขไขส่องสว่างกระจ่างฟ้า
จึ่งแจ้งแก่สุครีพน้าชาย โดยดั่งอุบายพิเภกว่า
อันตัวข้านี้จะกราบลา ไปหาเบญกายอสุรี
ขอน้ำล้างเท้าอัคเรศ มาแก้พระเวทยักษี
ว่าแล้วนบนิ้วอัญชุลี ขุนกระบี่ก็เหาะไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังสถาน แสนสนุกโอฬารดั่งดุสิต
แอบอยู่ซ่อนหมู่ปัจจามิตร แล้วอ่านวิษณุเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ทั้งตัวแลเงาก็สูญหาย ลูกพระพายแสนโสมนัสสา
ขึ้นบนปราสาทอสุรา เที่ยวหาเบญกายเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ค้นทุกแห่งห้องปราสาท ทั่วราชนิเวศน์ยักษี
พบนางนั่งกรองสุมาลี มีความยินดีเป็นพ้นนัก
จึ่งคลายพระเวทกำบังตา สำแดงกายาให้ประจักษ์
นั่งลงแอบองค์นงลักษณ์ เชยพักตร์รับขวัญนงคราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เบญกายเยาวยอดสงสาร
ครั้นเห็นคำแหงหนุมาน ยินดีปานได้ฟากฟ้า
ลดองค์ถอยลงจากอาสน์ นบนิ้วกราบบาททั้งซ้ายขวา
ความรักความแค้นแน่นอุรา กัลยาค้อนให้แล้วพาที
คิดไฉนจึ่งเข้ามาหาน้อง ถึงที่ในห้องปราสาทศรี
อันเป็นนิเวศน์อสุรี ไม่กลัวชีวีจะวายปราณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ
ส้วมสอดกอดองค์นงคราญ แล้วตอบพจมานด้วยสุนทร
ว่าไยฉะนี้นะนงลักษณ์ ใช่พี่ไม่รักดวงสมร
จนใจด้วยองค์พระสี่กร ใช้ให้ราญรอนไพรี
ยังไม่เสร็จณรงค์สงคราม โฉมงามจึ่งร้างห่างพี่
บัดนี้รับสั่งพระจักรี ให้มาล้างพิธีทศกัณฐ์
จนใจด้วยแผ่นศิลา ปิดปากมหาอุโมงค์มั่น
จะขอนํ้าล้างเท้าของเจ้านั้น ไปแก้เวทมันให้เสื่อมคลาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางเบญกายโฉมฉาย
ได้ฟังวาจาลูกพระพาย บรรยายเห็นจริงทุกสิ่งไป
จึ่งยื่นหัตถ์ไปหยิบขันทอง ล้างเท้าแล้วรองส่งให้
พิศพักตร์ภัสดาก็อาลัย อรไทนบนิ้วอัญชุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้น้ำล้างเท้านางเทวี จึ่งมีสุนทรวาจา
เจ้าค่อยอยู่เถิดดวงสมร อย่าอาวรณ์เศร้าโทมนัสสา
อันตัวพี่นี้จะขอลา ว่าแล้วก็เหาะกลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ข้ามพระนิเวศน์อสุรี ถึงที่ปากมหาอุโมงค์ใหญ่
ก็เอานํ้าล้างเท้าอรไท รดลงในหน้าศิลา
สุครีพกับนิลนนท์นั้น ก็ชวนกันเข้ายกแผ่นผา
อันปิดอุโมงค์ทวารา ด้วยกำลังกายาพานรินทร์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ อันซึ่งพระเวทขุนมาร ก็บันดาลเสื่อมคลายหายสิ้น
ศิลาหลุดขึ้นจากดิน ขุนกระบินทร์ก็โยนไปด้วยฤทธิ์
จึ่งเห็นทศพักตร์ยักษี บูชาพิธีกาลากิจ
อยู่เหนือแท่นแก้วชวลิต สำรวมจิตจำเริญภาวนา
สามนายชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลร่า
กวัดแกว่งอาวุธอันศักดา ก็พากันเดินตรงลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ องอาจดั่งสามไกรสร อันเห็นกุญชรในป่าใหญ่
ลูกพระอาทิตย์ฤทธิไกร เข้าใกล้โถมถีบอสุรี
นิลนนท์ก็ตบด้วยเท้าซ้าย ลูกพระพายจิกเศียรยักษี
ลากลงจากแท่นมณี กลุ้มกันทุบตีเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ตกใจก็ลืมนัยนา แลมาเห็นสามวานร
เข้ากลุ้มรุมรอบทั้งกาย ฉุดลากวุ่นวายตีต้อน
อดใจมิได้ต่อกร ราญรอนสัประยุทธ์ชิงชัย
ตั้งอยู่ในที่อุเบกขา จะโกรธาสักหน่อยก็หาไม่
เดชะพระเวทอันเกรียงไกร มิได้เจ็บชํ้าอินทรีย์
จะทำเท่าไรก็นิ่งขึง ดั่งหนึ่งใช่ตัวยักษี
อดกลั้นถือมั่นในขันตี จะให้เสร็จพิธีดั่งจินดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
เห็นทศกัณฐ์ไม่โกรธา หลับตานิ่งขึงตะบึงไป
ทรหดอดกลั้นคงทน จะระคายเส้นขนก็หาไม่
แต่ประหารราญรอนจนอ่อนใจ จึ่งว่าไปแก่ศรีหนุมาน
เราทำอสุราก็น่าโกรธ ไม่พิโรธออกต่อกำลังหาญ
คิดไฉนจะได้ราชการ ของพระอวตารในครั้งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายเทวัญเรืองศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ข้านี้คิดเห็นโดยปัญญา
อันโลกีย์เป็นที่แหนหวง ดั่งบ่วงผูกพันทั่วหล้า
อันวิสัยไตรโลกธรรมดา เสน่หาโทโสใกล้กัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพลูกพระสุริย์ฉัน
ได้ฟังหลานรักร่วมชีวัน ตบมือสรวลสันต์แล้วตอบไป
อันความคิดสิ่งนี้ดีนัก แหลมหลักไม่มีที่เปรียบได้
ตัวเจ้าผู้มีฤทธิไกร จงเข้าไปในวังอสุรี
สะกดพามณโฑนงลักษณ์ อันเป็นเมียรักของยักษี
มายังอุโมงค์พิธี ทำให้สามีมันโกรธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
รับคำลูกพระสุริยา ชุลีลาแล้วรีบเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงพระนิเวศน์วังสถาน หนุมานผู้มีอัชฌาสัย
ลงจากอากาศด้วยว่องไว ยังในพ่างพื้นปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยืนอยู่ที่ท้องสนามจันทร์ ยอกรอภิวันท์เหนือเกศี
ก็ร่ายพระเวทอันฤทธี ขุนกระบี่กำบังนิทรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสูรยักษา
ซึ่งนั่งยามตามไฟตรวจตรา ครั้นต้องวิทยาพานรินทร์
ให้ง่วงงุนซุนไปไม่สมประดี โยธีทั้งนั้นก็หลับสิ้น
ล้มกลาดดาษพื้นแผ่นดิน อสุรินทร์บ่นเพ้อละเมอไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
เห็นหมู่พหลพลไกร หลับใหลไม่รู้อินทรีย์
ขุนกระบี่ก็เดินเข้ามา ขึ้นมหาปราสาทยักษี
แอบกายร่ายเวทอันฤทธี สะกดฝูงนารีพระกำนัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนคำรบเจ็ดท่า พสุธาสะเทือนเลื่อนลั่น
มืดพยับอับสิ้นแสงจันทร์ ทวารนั้นก็เปิดออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มณโฑเยาวยอดพิสมัย
อยู่ในมหาปราสาทชัย กับฝูงนางในบริวาร
อำไพดั่งดวงศศิธร ดารากรแวดล้อมฉายฉาน
ครั้นต้องพระเวทหนุมาน ก็บันดาลให้เคลิ้มสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ อันหมู่พระสนมทั้งนั้น ก็ล้มหลับทับกันอยู่กับที่
ทั้งองค์อัครราชเทวี ไม่มีผู้ใดจะตื่นตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเสร็จสะกดนิทรา เข้าในมหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นหมู่อนงค์กำนัล นอนหลับทับกันไม่นับได้
ละเมอเพ้อบ่นวุ่นไป ไม่เป็นสติสมประดี
แต่นางมณโฑบังอร นอนอยู่บนแท่นมณีศรี
ก็อุ้มองค์อัครราชเทวี ได้แล้วขุนกระบี่ก็เหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งวางนางลง เคียงองค์ทศพักตร์ยักษา
แก้เวทให้ฟื้นกายา แล้วมีวาจาประกาศไป
เหวยเหวยดูก่อนทศพักตร์ เมียรักของเอ็งหรือมิใช่
ว่าพลางเย้าหยอกอรไท คว้าไขว่ฉุดคร่าทั้งสามนาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑโฉมฉาย
ตกใจปิ้มชีพชีวาวาย ทั้งเจ็บทั้งอายแสนทวี
ร้องตรีดหวีดขึ้นทันใด ทรามวัยกอดองค์ยักษี
จงช่วยเมียด้วยพระภูมี สามกระบี่ไปพาเอาข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ลืมเนตรเห็นองค์วนิดา วานรฉุดคร่าวุ่นไป
ความแค้นสุดที่จะอดกลั้น ตัวสั่นกริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
ฉวยหักเอาคันฉัตรชัย เข้าไล่สังหารราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พิราพรอน

๏ บัดนั้น ทั้งสามทหารชาญสมร
รับรองป้องกันประจัญกร วานรเยาะเย้ยอสุรี
สุครีพชี้หน้าแล้วหัวร่อ หลอกล้อให้ไล่แล้วแกล้งหนี
วายุบุตรนิลนนท์ผู้ฤทธี สองกระบี่คว้าไขว่กัลยา
แล้วร้องว่าเหวยขุนมาร เป็นไรไม่อ่านคาถา
นิ่งนั่งตั้งใจภาวนา โกรธาว้าวุ่นด้วยอันใด
ส่วนเมียของเอ็งนั้นเอ็งรัก ไปลักเมียเขาสิทำได้
หากว่าพระตรีภูวไนย ให้กูมาล้างพิธี
หาไม่จะฆ่าให้อาสัญ ไม่ไว้ชีวันยักษี
เกรงล่วงบรรหารพระจักรี ว่าแล้วสามกระบี่ก็เหาะมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงสุวรรณพลับพลาชัย พออุทัยส่องสว่างพระเวหา
สามนายลงจากเมฆา พากันมาเฝ้าพระภูธร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนน้อมเกล้าบังคมบาท พระตรีภูวนาถทรงศร
ลูกพระอาทิตย์ฤทธิรอน ชุลีกรแล้วกราบทูลไป
อันซึ่งข้าบาททั้งสามนี้ ไปล้างพิธีอุโมงค์ใหญ่
ของทศกัณฐ์ชาญชัย ก็ได้สำเร็จดังบัญชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าแสนโสมนัสนัก
จึ่งตรัสสรรเสริญสามกระบี่ มิเสียทีปรีชาแหลมหลัก
ควรที่เป็นวงศ์สุรารักษ์ ดั่งแก้วจักรพรรดิอันศักดา
ใช้ไหนก็ได้ดั่งใจนึก เป็นเขี้ยวศึกอาจองแกล้วกล้า
ความชอบนั้นพ้นคณนา หาทั้งใต้ฟ้าไม่เทียมทัน
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร จากอาสน์พรรณรายฉายฉัน
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล เข้าสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ